- หน้าแรก
- เทพฮีลสายป่วน
- บทที่ 530 อาหารมื้อสุดท้าย
บทที่ 530 อาหารมื้อสุดท้าย
บทที่ 530 อาหารมื้อสุดท้าย
8 ชั่วโมงต่อมา ณ หมู่บ้านฉือเอิน
เอ้อร์เหว่ยและเจียงเสี่ยวอยู่ในกระท่อมไม้หลังหนึ่ง กำลังนั่งอยู่ในห้องอาหารที่ทรุดโทรม
“หัวหน้า”
เทียนโก่วเคาะประตูอย่างกระตือรือร้น พลางส่งสัญญาณให้เอ้อร์เหว่ย
อารมณ์ของเอ้อร์เหว่ยไม่สู้ดีนัก ในการต่อสู้ครั้งล่าสุด พวกเขาจับกุมทหารของศัตรูได้ทั้งหมด 2 นาย แต่ทั้งสองคนกลับฆ่าตัวตายไปทีละคน แม้ว่าพวกเขาจะถูกสวมกุญแจมือที่ยับยั้งพลังดาว จนกลายเป็นนักโทษคนธรรมดาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงหาวิธีฆ่าตัวตายได้อยู่ดี
เจียงเสี่ยวเคยเห็นกุญแจมือชนิดพิเศษนั่น อันที่จริง เขาถึงกับเคยสวมมันด้วยตัวเองด้วยซ้ำ นั่นคือตอนที่อยู่ในทุ่งหิมะ ครั้งนั้นไห่เทียนชิงนำพาสมาชิกในทีม ถูกปฏิบัติราวกับเป็นนักโทษ ถูกสวมกุญแจมือ และถูกโยนเข้าไปในเรือนจำ
กุญแจมือมหัศจรรย์เปล่งแสงพิเศษออกมา มีผลพิเศษในการตัดขาดพลังดาว คิดว่าน่าจะถูกวิจัยและพัฒนาขึ้นมาเพื่ออาชญากรที่เป็นผู้ใช้วิชาดาราโดยเฉพาะ
เอ้อร์เหว่ยหันไปมองเทียนโก่วแวบหนึ่ง เมื่อเห็นสีหน้ายินดีเล็กน้อยบนใบหน้าของเทียนโก่ว จึงส่งสัญญาณให้เขาเข้ามา
“หัวหน้า”
เทียนโก่วก้าวเข้ามา แต่กลับเอ่ยปากว่า “ยังคงโมโหเรื่องนักโทษอยู่หรือครับ หัวหน้า?”
เด็กนี่ช่างเป็นคนมีแววเสียจริง
เรื่องไหนไม่ควรพูดก็ดันพูดขึ้นมานะ?
เจียงเสี่ยวนั่งอยู่บนเก้าอี้เก่าๆ ในมือควงมีดทหารเล่น “บางทีการวิเคราะห์ของพวกเราอาจจะผิดพลาด บางทีคังเค่อจินเต๋ออาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด เธอไม่ได้ใส่ใจบ้านหลังนั้นเป็นพิเศษ เพียงแค่ส่งทีมเล็กๆ มาสำรวจเท่านั้น”
เทียนโก่วเอ่ยขึ้นว่า “คังเค่อจินเต๋อเจ้าเล่ห์และระมัดระวังตัวมาก ถูกพวกเราล้อมปราบมาหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งก็หนีรอดไปได้อย่างหวุดหวิด การส่งทีมมาหนึ่งทีม ย่อมเป็นการพิสูจน์ว่าบ้านหลังนั้นมีความหมายพิเศษต่อเธอ
เธอรู้ว่านี่อาจเป็นสถานการณ์ที่อันตราย แต่เธอก็ยังคงดื้อรั้นส่งคนมา เธออาจจะภาวนาจากใจจริงว่า การกระทำแบบนี้เป็นเพียงการแก้แค้นส่วนตัว และทีมเล็กๆ ทีมเดียวก็สามารถแก้ไขปัญหาได้”
เจียงเสี่ยวยักไหล่ มีดทหารหมุนควงอยู่ในมือ ไม่แสดงความเห็นใดๆ
เอ้อร์เหว่ยเอ่ยถาม “ข่าวดีคืออะไร?”
เทียนโก่วส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้เอ้อร์เหว่ย พลางรีบเอ่ยว่า “ในช่วง 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา กองทัพเฝ้ายามราตรีของเราได้ตรวจสอบความถี่ในการเปิดแดนศักดิ์สิทธิ์รกร้างทั่วทุกแห่งในสาธารณรัฐคังเค่อจินเต๋อ นี่คือข้อมูลสรุปครับ”
เอ้อร์เหว่ยรับกระดาษมา พยักหน้าอย่างเงียบๆ “เหมือนกับแนวโน้มก่อนหน้านี้ ตอนที่แดนศักดิ์สิทธิ์รกร้างภูเขาราตรีภัยพิบัติค่อยๆ ลดน้อยลง”
เทียนโก่วมีสีหน้ายินดี กล่าวว่า “ใช่ครับ ผู้บังคับบัญชา ตามแนวโน้มนี้ ภายในสามวันข้างหน้า ทั่วทั้งดินแดนจะไม่มีแดนศักดิ์สิทธิ์รกร้างต่างมิติของวิหารทมิฬเปิดขึ้นอีก! ปัจจุบันความเร็วในการทำลายแดนศักดิ์สิทธิ์รกร้างของพวกเรานั้นสูงกว่าความเร็วในการเปิดแดนศักดิ์สิทธิ์รกร้างมากแล้วครับ”
เจียงเสี่ยวหันไปมองเทียนโก่ว แล้วกล่าวว่า “อีกสามวันจะได้เห็นเดือนเห็นตะวันแล้วหรือ?”
เทียนโก่วพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ความพยายามของพวกเราในที่สุดก็ได้รับผลตอบแทนบ้างแล้ว! พวกเราจะได้เห็นดวงอาทิตย์แล้ว ประชาชนคังเค่อจินเต๋อจะได้เห็นดวงอาทิตย์แล้ว!”
แสงตะวัน ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนของความสว่าง แต่ยังเป็นตัวแทนของความหวังอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างมากสำหรับสาธารณรัฐคังเค่อจินเต๋อที่เต็มไปด้วยข่าวลือและปีศาจอาละวาด ความสว่างสามารถทำลายหลายสิ่งหลายอย่างได้ แม้กระทั่งทำลายคำโกหก และเป็นการโจมตีองค์กรวิหารทมิฬได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้องรู้ว่า ศัตรูของกองทัพร่วมฮวาเซี่ยและคังเค่อจินเต๋อนั้น ไม่ใช่เพียงแค่วิหารทมิฬ แต่คู่ต่อสู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ยังมีผู้ใช้วิชาดาราที่ลังเลและยังไม่ถูกครอบงำทางความคิดอีกด้วย
ใต้ฟ้ากระจ่าง กลางแสงตะวันเจิดจ้า
นี่เป็นถ้อยคำที่ดีเป็นพิเศษคู่หนึ่ง
“หัวหน้า! หัวหน้าง! โปรดตอบด้วย!” เสียงของอิ่งยาดังขึ้นในหูฟังล่องหนของทุกคน
เอ้อร์เหว่ยรีบตอบกลับ “ว่ามา”
อิ่งยา “พบร่องรอยขององค์กรวิหารทมิฬที่เมืองโคริเอินน่า สมาชิกเกือบร้อยนาย ค่ายทหารในพื้นที่ถูกองค์กรวิหารทมิฬทำลายจนสิ้นซาก!”
คิ้วของเอ้อร์เหว่ยขมวดเข้าหากัน เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
อิ่งยา “ทีมเล็กๆ หลายทีมที่อยู่ระหว่างทาง ก่อนที่จะถูกทำลาย ได้แจ้งตำแหน่งที่แน่ชัดของสมาชิกวิหารทมิฬ ตามเส้นทางการเดินทัพของพวกเขา พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปทางเหนือ!”
ภายในบ้าน เอ้อร์เหว่ยกวักนิ้ว
เทียนโก่วรีบหยิบแผนที่ออกจากกระเป๋า วิ่งเหยาะๆ มาที่โต๊ะไม้ผุพัง แล้วกางแผนที่ออก
เอ้อร์เหว่ย “สถานที่”
อิ่งยา “หุบเขาจี้จิ้ง เมืองโคริเอินน่า ทั้งสองแห่งนี้ได้รายงานสถานการณ์เข้ามา และตอนนี้ก็ขาดการติดต่อไปแล้ว”
นิ้วของเอ้อร์เหว่ยชี้ไปที่หุบเขาจี้จิ้ง ค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปด้านบน หยุดอยู่ที่เมืองโคริเอินน่า เธอเอ่ยเสียงเข้ม “ทำไมเพิ่งจะมารายงานตอนนี้”
“ทีมลาดตระเวนสองทีมที่หุบเขาจี้จิ้งเคยส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ กองทัพเมืองโคริเอินน่าก็ได้ส่งกำลังเสริมไป แต่ก็ไปแล้วไม่ได้กลับ เมื่อพวกเขาต้องการจะรายงาน องค์กรวิหารทมิฬก็ได้บุกเข้าไปในค่ายทหารของเมืองแล้ว”
อิ่งยาหยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “พวกเขารายงานอย่างละเอียดว่ามีสมาชิกองค์กรวิหารทมิฬเกือบร้อยนายบุกโจมตีค่ายทหาร และขอการสนับสนุน หลังจากนั้นก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย”
เจียงเสี่ยวเอ่ยถาม “สมาชิกวิหารทมิฬเกือบร้อยนาย นี่เป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ใช่ไหม?”
เทียนโก่วพยักหน้า “และเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน”
เจียงเสี่ยวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “พวกเขาทำลายค่ายทหารแห่งหนึ่ง แสดงแสนยานุภาพ แสดงความมุ่งมั่นอีกครั้ง และสร้างความตื่นตระหนก”
นิ้วของเอ้อร์เหว่ยกลับเลื่อนขึ้นไปทางเหนืออย่างต่อเนื่อง ในที่สุดก็หยุดอยู่ที่เมืองเหลิ่งซานที่ 83
สีหน้าของเทียนโก่วดูเคร่งขรึม “เมืองเหลิ่งซานที่ 83 มีที่หลบภัยสำหรับประชาชนทั่วไปที่ใหญ่ที่สุดในเขตตะวันออกเฉียงใต้”
เสียงแหบพร่าของเอ้อร์เหว่ยดังขึ้น “และยังมีกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศด้วย”
สีหน้าของเทียนโก่วดูสลับซับซ้อนเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “หัวหน้าคิดว่าเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ประชาชนทั่วไป แต่เป็นทั้งเมืองนั่นหรือครับ?”
เอ้อร์เหว่ยถอนหายใจเบาๆ “ผู้ใช้วิชาดารานับร้อย เหินฟ้าดำดิน และไร้สุ้มเสียง”
มือใหญ่ข้างหนึ่งของเทียนโก่วกดลงบนขมับของตนเอง การต่อสู้ส่วนบุคคล การต่อสู้แบบทีม และการรบแบบกลุ่มใหญ่นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พอจะจินตนาการได้ว่า การต่อสู้ครั้งนี้จะโหดร้ายขนาดไหน
เสียงของอิ่งยาดังมาจากหูฟัง “พวกเราจะไปสนับสนุนพวกเขาไหมครับ?”
นิ้วของเอ้อร์เหว่ยเคาะแผนที่เบาๆ แล้วหันไปมองเทียนโก่ว
เทียนโก่วคิดแล้วคิดอีก แล้วกล่าวว่า “เขตปกครองของพวกเราในช่วง 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีแดนศักดิ์สิทธิ์รกร้างเปิดขึ้นเพียง 3 ครั้ง ทีมที่อยู่ใกล้เคียงก็จัดการทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย”
เอ้อร์เหว่ยหันไปมองเจียงเสี่ยว แล้วเอ่ยเสียงเบา “เมืองเหลิ่งซานที่ 83 อยู่ห่างจากหมู่บ้านฉือเอินไม่ถึง 60 กิโลเมตร”
เจียงเสี่ยวยื่นตัวไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งจับนิ้วยาวๆ ของเอ้อร์เหว่ยไว้ ใช้แทนดินสอ ลากจากเมืองเหลิ่งซานที่ 83 ไปยังเมืองโคริเอินน่า แล้วลากไปยังหมู่บ้านฉือเอิน วาดออกมาเป็นรูปสามเหลี่ยมเกือบด้านเท่า
เจียงเสี่ยว “เมืองโคริเอินน่าอยู่ห่างจากหมู่บ้านฉือเอิน 60 กิโลเมตรด้วยหรือ?”
เอ้อร์เหว่ยชะงักไปเล็กน้อย ก้มลงมองเจียงเสี่ยว แล้วกล่าวว่า “ล่อเสือออกจากถ้ำ”
เจียงเสี่ยวเอียงศีรษะไปทางเทียนโก่ว “ผมคิดว่าการคาดเดาของพวกเราผิดพลาด แต่เทียนโก่วกลับคิดว่าไม่ผิด อย่างไรเสียยัยบ้านั่นก็ได้ส่งทีมมาตรวจสอบแล้ว ถ้าความคิดของเทียนโก่วถูกต้อง นั่นก็หมายความว่ายัยบ้านั่นใส่ใจกระท่อมไม้ของเธอจริงๆ ไม่ว่าจิตใจที่บิดเบี้ยวของเธอจะมีความผูกพันกับกระท่อมไม้หลังนี้อย่างไรก็ตาม สรุปคือ เธอใส่ใจ ใช่หรือไม่?”
สีหน้าของเทียนโก่วดูเคร่งขรึม เอ่ยเสียงเข้มว่า “นี่เป็นคนที่เห็นแก่ตัวและหลงตัวเองอย่างสุดขั้ว ความรู้สึกภายในใจของเธอนั้นอยู่เหนือสิ่งอื่นใด ในสายตาของเธอมีเพียงตัวเองเท่านั้น แม้จะรู้ว่าเป็นกับดัก เธอก็ยังส่งทีมชั้นยอดมาตาย เพื่อสนองจินตนาการอันเลื่อนลอยของเธอ หวังว่าการเผากระท่อมไม้เป็นเพียงการกระทำเพื่อแก้แค้นส่วนตัว”
เจียงเสี่ยวเอ่ยถาม “เธอจะยอมให้ยอดฝีมือนับร้อยต้องมาตาย ยอมให้ทีมรอบข้างทั้งหมดกลับมาสนับสนุน แล้วตัวเองกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดอย่างนั้นหรือ?”
เอ้อร์เหว่ยส่ายหน้า “อย่างไรเสียเธอก็เป็นผู้นำคนหนึ่ง ฉันคิดว่านี่เป็นการกระทำที่เธอวางแผนมานานแล้ว ไม่น่าจะเป็นเพียงเพื่อสนองความต้องการส่วนตัวของเธอเท่านั้น”
เทียนโก่วกลับเอ่ยขึ้นว่า “ไม่ว่าจะวางแผนมานานหรือไม่ ผมคิดว่าเธอจะมาที่นี่”
เสียงที่ไม่พอใจของอิ่งยาดังขึ้นมา “กลับมาทำอะไร? ดูบ้านที่ถูกเผาเป็นซากปรักหักพังหรือ?”
เทียนโก่วกลับเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าบ้านของผมถูกเผา ผู้คนบอกผมว่าบ้านของผมกลายเป็นซากปรักหักพังแล้ว คุณคิดว่าปฏิกิริยาแรกของผมคืออะไร?”
เจียงเสี่ยวกล่าว “กลับไปดู”
เทียนโก่วพยักหน้า “ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่มีความหมายพิเศษอย่างยิ่งต่อเธอ ดังนั้น ไม่ว่าการโจมตีเมืองเหลิ่งซานที่ 83 จะวางแผนมานานหรือไม่ เธอจะผ่านมาทางนี้หรือไม่ ผมก็คิดว่าเธอจะมา”
เจียงเสี่ยวเอ่ยอย่างอ่อนแรง “ถ้าเป้าหมายสุดท้ายของเธอไม่ใช่เมืองเหลิ่งซาน แต่เป็นหมู่บ้านฉือเอินล่ะ? พวกเราอยู่ที่นี่ รอให้ผู้ใช้วิชาดารานับร้อยมาเยี่ยมเยือนหรือ?”
เทียนโก่วก้มลงมองแผนที่ แล้วกล่าวว่า “ตามเส้นทางการเดินทัพของพวกเขา แน่นอนว่าเป็นการมุ่งหน้าไปทางเหนือ น่าจะเป็นเมืองเหลิ่งซาน ที่นั่นมีเป้าหมายที่พวกเขาต้องการสังหาร และยังมีผู้ใช้วิชาดาราที่รอการเกลี้ยกล่อมอยู่ ทหารต้องรวดเร็ว ในเมื่อวางแผนมาแล้ว พวกเขาคงไม่เดินทางอ้อมให้เสียเวลา คงมีแต่ยัยบ้านั่นเท่านั้นที่จะมา”
เอ้อร์เหว่ยเหลือบมองคนทั้งสอง แล้วกดหูฟังล่องหน “เป็นตาให้พวกเรา”
อิ่งยา “รับทราบ”
เอ้อร์เหว่ยหยุดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “ระวังตัวด้วย”
อิ่งยา “วางใจได้ครับหัวหน้า ฝีมือการซ่อนตัวของผม ไม่มีใครมองทะลุได้ แต่ผมต้องขออนุญาต ผมจำเป็นต้องปิดการสื่อสารชั่วคราว เสียงเพียงเล็กน้อยก็จะเปิดโปงเป้าหมายได้”
เอ้อร์เหว่ย “ได้”
เมื่อเสียงของอิ่งยาหายไป เอ้อร์เหว่ยก็พูดกับเทียนโก่วว่า “ไปที่อาคารที่สูงที่สุด รักษาการสื่อสารให้ราบรื่น”
“ครับ”
คำพูดของเทียนโก่วหนักแน่นและทรงพลัง เขาหันหลังเดินจากไป
เอ้อร์เหว่ยนั่งลงบนเก้าอี้ ไขว่ขา พาดไว้บนโต๊ะอาหารไม้ที่ผุพัง แหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปยังเพดานที่มืดมิด ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
เมื่อเห็นท่าทางใจลอยของเธอ เจียงเสี่ยวก็ไม่กล้ารบกวน
อดทนอยู่ครู่ใหญ่ เจียงเสี่ยวก็เดินไปที่หน้าต่าง ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปนอกหน้าต่าง
ในทันใดนั้น มิติที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ก็เปิดออกนอกหน้าต่าง มีมือสองข้างยื่นออกมาจากมิติอย่างกะทันหัน มือข้างหนึ่งถือพัฟหนึ่งถุง อีกข้างหนึ่งถือนมสดสองถุง ส่งมาให้เจียงเสี่ยว
เอ้อร์เหว่ยรู้สึกได้ถึงบางอย่างอย่างชัดเจน หันกลับมา มองเจียงเสี่ยวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
แขนหดกลับเข้าไปในมิติในทันที มิติที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่กลับทิ้งรอยตัดไว้บนพื้นดิน
เจียงเสี่ยวถืออาหาร ก้มหน้าเดินกลับมาที่โต๊ะอาหาร เปิดห่ออย่างระมัดระวัง แล้วกระซิบว่า “ถ้าการคาดเดาของพวกเราผิดพลาด ถ้ายัยบ้านั่นพาผู้ใช้วิชาดารานับร้อยมาที่นี่จริงๆ...”
ดวงตาหงส์ที่เรียวยาวของเอ้อร์เหว่ยหรี่ลงเล็กน้อย นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกวักมือเรียกเจียงเสี่ยว
เจียงเสี่ยวเปิดถุงพัฟที่มีสองชิ้น โยนให้เธอหนึ่งชิ้น แล้วก็โยนนมสดถุงหนึ่งไปที่หน้าโต๊ะของเธอ
เจียงเสี่ยวคิดมาตลอดว่าอาหารมื้อสุดท้ายของเขาควรจะเป็นบาร์บีคิว แต่ก็ช่วยไม่ได้ ตอนนี้สถานการณ์เป็นแบบนี้
เจียงเสี่ยวเพิ่งจะฉีกถุงพัฟ เอ้อร์เหว่ยที่อยู่อีกฟากของโต๊ะอาหารก็กินพัฟไปหนึ่งชิ้นในสองสามคำ
เจียงเส่วมองครีมที่ตกค้างอยู่บนริมฝีปากของเธอ ในใจก็คิดอย่างเงียบๆ: ควรจะหวานมากเลยสินะ?
ดังนั้น... ดังนั้นเขาจึงลงมือ กัดพัฟในมือของตนเองคำหนึ่ง เพื่อพิสูจน์ความคิดของตน
อืม หวานจริงๆ ด้วย