- หน้าแรก
- ขอโทษด้วย กองยานของฉันรับแต่ทหารหญิง
- บทที่ 1390 การเจรจาพันธมิตร (ฟรี)
บทที่ 1390 การเจรจาพันธมิตร (ฟรี)
บทที่ 1390 การเจรจาพันธมิตร (ฟรี)
วันถัดมา
ในที่สุด จ้าวเฉินก็เข้าใจว่าวิหคขับขาน บุบผาแย้มบานของจริงเป็นอย่างไร
เขาตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงนกร้อง และกลิ่นหอมของดอกไม้จริงๆ
แม้แต่ในมื้อเช้าที่กราดิสเตรียมมาให้ ก็ยังมีกลีบดอกไม้ปนอยู่ด้วย
ทว่าเมื่อลองเคี้ยวดู กลีบดอกไม้เหล่านั้นกลับมีรสหวานอ่อนๆ คล้ายกับการกินผักสดหวานๆ ไม่มีผิด
"รบกวนฝ่าบาทเตรียมตัวให้พร้อม อีกสักพักดิฉันจะนำท่านไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยง" กราดิสกล่าวอยู่ข้างๆ
"อืม" จ้าวเฉินพยักหน้า
ช่วงต่อมา จ้าวเฉินและคณะทูตหลงเซี่ยวได้ปฏิบัติตามกำหนดการเยี่ยมเยือนที่วางไว้ โดยการเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่มีสไตล์เฉพาะตัวอย่างยิ่ง
งานเลี้ยงจัดขึ้นในสวน และอาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารมังสวิรัติ ทุกจานถูกจัดวางอย่างสวยงามและมีกลิ่นหอมน่ารับประทาน
อย่างไรก็ตาม จ้าวเฉินเริ่มจะคิดถึงเนื้อสัตว์ขึ้นมาตะหงิดๆ แล้ว
อาหารมังสวิรัติจากเผ่าเอลฟ์เหล่านี้ ลองชิมแก้เลี่ยนนานๆ ครั้งก็นับว่าดีอยู่หรอก
แต่ถ้าต้องกินติดต่อกันหลายวัน จ้าวเฉินเกรงว่าลิ้นของเขาคงจะจืดชืดจนกลายเป็นนกไปจริงๆ
ดังนั้นในงานเลี้ยง เขาจึงเลือกชิมเพียงอย่างละคำเพื่อลิ้มรสชาติ
ผู้ที่มาร่วมงานเกือบทั้งหมดล้วนเป็นไฮเอลฟ์
จ้าวเฉินยังไม่เห็นเผ่าพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่เอลฟ์เลยแม้แต่คนเดียว ซึ่งจุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานะของเผ่าเอลฟ์ในจักรวรรดิเอลฟ์ศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ไฮเอลฟ์เหล่านี้กลับดูไม่ค่อยมีความสนใจในตัวผู้มาเยือนจากจักรวาลอันห่างไกลเท่าไรนัก
พวกเขาส่วนใหญ่ลอบสังเกตจ้าวเฉินและกลุ่มทูตอยู่ห่างๆ และวิพากษ์วิจารณ์อะไรบางอย่าง
บางคนถึงกับแสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามออกมาอย่างไม่ปิดบัง
"ฝ่าบาท สายตาของพวกนี้มันน่าหงุดหงิดชะมัดเลยค่ะ" เสือดำที่กำลังเคี้ยว ‘หญ้า’ อยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะกระซิบ
จากนั้นเธอก็บ่นว่า "อาหารพวกนี้มันอะไรก็ไม่รู้ กินไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกอิ่มท้องเลยสักนิด"
พูดจบ เสือดำสาวก็คว้าผลไม้ข้างๆ มากินแทน
เมื่อเทียบกับผักเหล่านั้นแล้ว อย่างน้อยผลไม้ก็ยังพอจะกลืนลงคอได้ง่ายกว่าพวกเศษใบไม้ใบหญ้าบนจาน
จ้าวเฉินอาจยังพอจะละเลียดชิมรสชาติได้ แต่สำหรับเผ่าครึ่งสัตว์อย่างเสือดำสาวที่คุ้นชินกับการกินเนื้อมาทั้งชีวิต อาหารแบบนี้มันคือการทรมานชัดๆ
"เธอควรคิดแบบนี้นะ อคติและความเย่อหยิ่งคือสิ่งที่โง่เขลาที่สุดของเผ่าพันธุ์หนึ่ง
การที่พวกเราต้องติดต่อกับคนแบบนี้ ก็นับเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ต่อเราไม่ใช่เหรอ?" จ้าวเฉินกล่าว พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย
เสือดำสาวนิ่งคิดตาม ก่อนจะถามกลับ "แต่พวกเรามาเพื่อเป็นพันธมิตรกับพวกเขานะคะ การเป็นพันธมิตรกับพวกที่โง่เขลาแบบนี้ มันออกจะ..."
เสือดำสาวเริ่มรู้จักคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองแล้ว
จ้าวเฉินยิ้มกว้างขึ้น "เธอต้องเข้าใจนะว่าในฐานะพันธมิตร ถ้าฉลาดเกินไปหรือโง่จนเกินไป ทั้งคู่ล้วนไม่ใช่พันธมิตรที่เหมาะสม
ต้องพวกที่อวดฉลาด แต่ลึกๆ แฝงความเขลาและทะนงตัวแบบนี้แหละ ถึงจะเป็นพันธมิตรที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของจักรวรรดิหลงเซี่ยวของเราที่สุด"
เสือดำสาวบรรลุทันที เธอพยักหน้าและยิ้มกว้าง
ตอนนี้เธอมองพวกเอลฟ์รอบๆ ดูเจริญหูเจริญตาขึ้นมาทันที
ในขณะนั้นเอง กษัตริย์เอลฟ์เจิดจรัสได้เดินเข้ามาหาจ้าวเฉิน และทั้งสองฝ่ายก็กล่าวทักทายกันตามมารยาท
"ดูเหมือนจักรพรรดิหลงเซี่ยวจะไม่ค่อยสนใจงานเลี้ยงนี้เท่าไหร่นัก? เป็นเพราะพวกเราต้อนรับขาดตกบกพร่องหรือเปล่า?" กษัตริย์เอลฟ์เจิดจรัสเอ่ยถาม
จ้าวเฉินส่ายหน้า พลางอธิบายว่า "การต้อนรับของพวกท่านยอดเยี่ยม และผมก็ประทับใจมาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการสร้างพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย รวมถึงการหารือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากอารยธรรมผู้กลืนกินและออเดอร์
หากเราจัดการปัญหาเหล่านี้ได้สำเร็จ ผมเชื่อว่าในอนาคต ผมคงได้มีโอกาสมาสัมผัสทุกอย่างในจักรวรรดิเอลฟ์ศักดิ์สิทธิ์ด้วยสภาพที่ผ่อนคลายกว่านี้"
กษัตริย์เอลฟ์เจิดจรัสเผยรอยยิ้ม และกล่าวว่า "จักรพรรดิหลงเซี่ยวช่างห่วงใยประชาชนและจักรวรรดิอย่างแท้จริง
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจะรวบรัดช่วงเวลาของงานเลี้ยงให้สั้นลง เพื่อที่จะได้เริ่มต้นการหารือเรื่องพันธมิตรให้เร็วขึ้น
ทว่าเนื่องจากกษัตริย์เอลฟ์ท่านอื่นๆ และสมาชิกสภาสูงกระจายตัวอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ของจักรวรรดิ ทำให้ไม่สามารถมารวมตัวกันที่นี่ได้ทั้งหมดในเวลาอันสั้น
ดังนั้น ในระหว่างการประชุมพันธมิตร กษัตริย์เอลฟ์และสมาชิกสภาสูงที่ไม่สามารถมาปรากฏตัวได้ จะเข้าร่วมการประชุมผ่านระบบโฮโลแกรมแทน หวังว่าจักรพรรดิหลงเซี่ยวจะเข้าใจพวกเขา"
จ้าวเฉินพยักหน้า และตอบว่า "ผมเข้าใจ ไม่มีปัญหา"
หลังจากนั้น กระบวนการของงานเลี้ยงก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
กิจกรรมที่เคยวางแผนไว้ถูกตัดทอนให้จบลงเร็วกว่ากำหนดการเดิมมาก
จ้าวเฉินและคณะทูตถูกนำทางไปยังหอประชุมสภาแบบกึ่งเปิดโล่ง
ใจกลางหอประชุมมีเวทีขนาดใหญ่ ส่วนด้านหน้าเป็นที่นั่งไล่ระดับทรงครึ่งวงกลมจากต่ำไปสูง
ดูเหมือนนั่นจะเป็นที่นั่งสำหรับเหล่าสมาชิกสภาสูงของจักรวรรดิ
"ด้านนั้นคือที่นั่งสำหรับคณะทูตของจักรวรรดิหลงเซี่ยวค่ะ" กราดิสนำคณะทูตหลงเซี่ยวไปยังตำแหน่งที่จัดเตรียมไว้
เมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกสภาสูงที่มีนับร้อยคน (**ตอนก่อนนู้นบอกมีสมาชิกหกสิบกว่าคน) คณะทูตหลงเซี่ยวที่มีเพียงสิบกว่าคนดูจะมีจำนวนน้อยกว่ามาก
อย่างไรก็ตาม หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสมาชิกคณะทูตหลงเซี่ยวแต่ละคนมีท่าทางสุขุมและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างยิ่ง
เนื่องจากฐานะของพวกเขาค่อนข้างพิเศษ ก่อนหน้านี้ในจักรวรรดิหลงเซี่ยว พวกเขาเป็นเหมือนบุคคลล่องหนที่ไม่มีใครรู้จัก
กรมการทูตแห่งจักรวรรดิหลงเซี่ยว
ก่อนหน้านี้ กรมนี้เป็นเพียงองค์กรในนามเท่านั้น เพราะทั่วทั้งจักรวรรดิหลงเซี่ยวถูกจ้าวเฉินรวบรวมเป็นหนึ่งเดียวหมดแล้ว
พวกเขาจะไปทำการทูตกับใครได้อีกล่ะ?
หรือจะไปเจรจาทางการทูตกับพวกออเดอร์งั้นหรือ?
ฝ่ายนั้นก็ไม่เคยปริปากพูดด้วยซ้ำ
ดังนั้น กรมการทูตแห่งจักรวรรดิหลงเซี่ยวจึงไม่มีพื้นที่ให้แสดงฝีมือมาโดยตลอด จนกระทั่งการปรากฏตัวของจักรวรรดิเอลฟ์ศักดิ์สิทธิ์
ลิลิธรีบสั่งการให้กรมการทูตแห่งจักรวรรดิหลงเซี่ยวทำงานทันที
เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต่างเตรียมตัวกันอย่างขะมักเขม้นและตื่นตัวถึงขีดสุด
เพราะก่อนหน้านี้พวกเขากินเงินเดือนเปล่าๆ มานานกว่าสองปีแล้ว
แต่ละคนว่างจนรากจะงอก แถมยังรู้สึกผิดที่ได้รับเงินเดือนโดยไม่ได้ทำงาน
ตอนนี้โอกาสแรกมาถึงแล้ว พวกเขาต้องสร้างผลงานให้ประจักษ์!
พวกเขาจะให้เงินเดือนที่รับมาตลอดสองปีเสียเปล่าไม่ได้เด็ดขาด!
จ้าวเฉินเดินผ่านที่นั่งของคณะทูตหลงเซี่ยว และได้สบตากับหญิงวัยกลางคนสวมแว่นตาคนหนึ่ง
เธอคือ สวีหยาน รัฐมนตรีประจำกรมการทูตคนปัจจุบันของจักรวรรดิหลงเซี่ยว ซึ่งในอดีตเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกรมการทูตแห่งจักรวรรดิซีอา
นอกจากเธอแล้ว บรรดาชายหญิงวัยกลางคนที่นั่งยืดอกอยู่ข้างๆ แต่ละคนล้วนมีภูมิหลังไม่ธรรมดา
ไม่ว่าจะเป็นอดีตรัฐมนตรีกรมการทูตของจักรวรรดิแสงศักดิ์สิทธิ์, รัฐมนตรีกรมการทูตของสหพันธ์วอร์แฮมเมอร์, หรือทูตระดับสูงของเผ่าเทวทูต...
เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมหัวกะทิด้านการทูตจากทั่วทุกมุมของจักรวาลหลงเซี่ยว!
ณ จุดนี้ ที่นี่คือสนามรบของพวกเขา ทุกคนต่างเตรียมพร้อมแสดงฝีมืออย่างเต็มที่
จ้าวเฉินนึกย้อนไปถึงการสนทนาเมื่อคืนตอนที่เรียกพวกเขามาพบ
สวีหยาน รัฐมนตรีหญิงคนนี้กล่าวกับเขาตรงๆ ว่า "ฝ่าบาท พรุ่งนี้ท่านคอยดูสัญญาณสายตาจากฉันก็พอค่ะ หากไม่มีสัญญาณจากฉัน ท่านโปรดอย่าเพิ่งพูดอะไร
ทุกอย่างให้พวกเราจัดการเอง รับรองว่าการเจรจาครั้งนี้ จักรวรรดิหลงเซี่ยวจะได้ผลประโยชน์สูงสุดแน่นอน!"
“จักรพรรดิหลงเซี่ยว เชิญท่านทางนี้” กษัตริย์เอลฟ์เจิดจรัสผายมือด้วยรอยยิ้ม นำทางจ้าวเฉินไปยังตำแหน่งที่นั่งบนเวที
บนเวทีนั้นมีที่นั่งจัดวางไว้หกตำแหน่ง
แต่เห็นได้ชัดว่าแต่เดิมควรจะมีเพียงห้าที่นั่ง ซึ่งเรียงตัวเป็นรูปครึ่งวงกลม หันหน้าเข้าหาที่นั่งของสภาสูง
ทว่าตอนนี้ตรงกึ่งกลางกลับมีที่นั่งเพิ่มขึ้นมาหนึ่งตำแหน่ง และรูปแบบของเก้าอี้ตัวนี้ก็แตกต่างจากอีกห้าตัวที่เหลืออย่างสิ้นเชิง เห็นได้ชัดว่าเป็นที่นั่งที่จัดเตรียมขึ้นมาเป็นพิเศษ
“เชิญนั่ง” กษัตริย์เอลฟ์เจิดจรัสชี้ไปยังที่นั่งข้างๆ ตนเอง
จ้าวเฉินพยักหน้า แล้วนั่งลง
นั่นทำให้ตอนนี้จ้าวเฉินกับกษัตริย์เอลฟ์เจิดจรัสนั่งอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางของเวทีพอดี
แม้ว่าพวกไฮเอลฟ์จะมีความทะนงตนสูง แต่ในด้านมารยาทและการต้อนรับกลับทำได้อย่างไร้ที่ติ
บางทีในมุมมองของพวกเขา การเสียมารยาทต่อหน้าคนนอกคงถือเป็นความอัปยศอย่างหนึ่ง
เมื่อจ้าวเฉินนั่งลง เขาก็กวาดสายตาไปรอบๆ
ทางด้านซ้ายของเขาคือกษัตริย์เอลฟ์เจิดจรัส และทางด้านซ้ายของกษัตริย์เอลฟ์เจิดจรัสคือกษัตริย์เอลฟ์มรกต
ถัดจากกษัตริย์เอลฟ์มรกตไปตำแหน่งริมสุดยังคงว่างอยู่
ส่วนทางขวามือของจ้าวเฉิน ที่นั่งข้างตัวเขายังว่าง และตำแหน่งขวาสุดคือที่นั่งของกษัตริย์เอลฟ์เพลิง
กษัตริย์เอลฟ์เพลิงสังเกตเห็นสายตาของจ้าวเฉิน เธอจึงส่งยิ้มบางๆ กลับมาให้
ทันใดนั้น ลำแสงสองสายก็ปรากฏขึ้นบนที่นั่งที่ว่างอยู่
ในขณะเดียวกัน ที่นั่งของสภาสูงที่เคยว่างเปล่าก็ปรากฏร่างเงาขึ้นมาทีละตำแหน่ง
นี่คือการใช้เทคโนโลยีโฮโลแกรม เพื่อเข้าร่วมประชุมทางไกลสำหรับผู้ที่ไม่สามารถมาถึงสถานที่จริงได้
ทางด้านขวาของจ้าวเฉิน ปรากฏร่างของชายเอลฟ์ผิวเข้ม แววตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง
อีกฝ่ายเหลือบมองจ้าวเฉินด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะละสายตาไป
จ้าวเฉินรู้ทันทีว่าคนคนนี้คือใคร
กษัตริย์เอลฟ์รัตติกาล ออนเนียนส์ หนึ่งในห้ากษัตริย์เอลฟ์แห่งจักรวรรดิเอลฟ์ศักดิ์สิทธิ์
ขณะที่ตำแหน่งซ้ายสุด ปรากฏร่างของเอลฟ์สาวที่มีรูปลักษณ์อ่อนช้อยงดงาม ผิวขาวราวกับหิมะ สวมชุดผ้าโปร่งสีฟ้าอ่อน
เมื่อเอลฟ์สาวหันมาสบตากับจ้าวเฉิน เธอก็ยิ้มและพยักหน้าให้เบาๆ ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลและอ่อนโยนอย่างมาก
เอลฟ์สาวคนนี้คือ กษัตริย์เอลฟ์จันทราวารี มาริทิส หนึ่งในห้ากษัตริย์เอลฟ์แห่งจักรวรรดิเอลฟ์ศักดิ์สิทธิ์
กล่าวกันว่า กษัตริย์เอลฟ์คนนี้เป็นลูกครึ่ง โดยมีสายเลือดของทั้งเผ่าเอลฟ์แสงจันทร์และเผ่าเอลฟ์วารี
เธอยังเป็นที่รู้จักในฐานะกษัตริย์เอลฟ์ที่อ่อนโยนที่สุดอีกด้วย
เธอมีชื่อเสียงดีเยี่ยมภายในจักรวรรดิเอลฟ์ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่แค่ในเผ่าเอลฟ์ แต่รวมถึงเผ่าพันธุ์อื่นๆ ในจักรวรรดิด้วย
เมื่อสมาชิกสภาสูงและกษัตริย์เอลฟ์มากันครบถ้วน แสงสว่างภายในหอประชุมก็สว่างไสวขึ้นมาทันที
“ผมขอประกาศเปิดการประชุมหารือเรื่องพันธมิตรกับจักรวรรดิหลงเซี่ยว ณ บัดนี้
ต่อไปขอเชิญทั้งสองฝ่ายแถลงแนวคิดและข้อเสนอแนะในการร่วมเป็นพันธมิตรได้” กษัตริย์เอลฟ์เจิดจรัสทำหน้าที่ประธานในการประชุม
หลังจากนั้น บทบาทหลักจึงถูกส่งต่อให้เหล่าสมาชิกสภาสูง
“จักรพรรดิหลงเซี่ยวผู้ทรงเกียรติ เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับท่านสู่จักรวรรดิเอลฟ์ศักดิ์สิทธิ์ของเรา” สมาชิกสภาสูงคนหนึ่งเริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ
แต่ในวินาทีต่อมา เขาก็เปลี่ยนน้ำเสียงอย่างกะทันหัน
“ผมได้ยินมาว่า จักรวรรดิหลงเซี่ยวต้องเผชิญกับการรุกรานจากกองทัพแห่งความมืดของออเดอร์อย่างต่อเนื่อง และเพิ่งจะฟื้นตัวจากสงครามภายในมาได้ไม่นาน
ตัวจักรวรรดิเองก็เพิ่งก่อตั้งได้เพียงสองปี และทุกอย่างจำเป็นต้องได้รับการบูรณะใหม่
ตอนนี้จักรวรรดิหลงเซี่ยวยังตกเป็นเป้าของอารยธรรมผู้กลืนกินอีก
พวกเราขอแสดงความเห็นใจและกังวลต่อสถานการณ์ที่จักรวรรดิหลงเซี่ยวกำลังเผชิญอยู่เป็นอย่างยิ่ง
พวกเรายินดีที่จะสร้างความสัมพันธ์แบบพันธมิตร เพื่อช่วยเหลือจักรวรรดิหลงเซี่ยว โดยเรายินดีส่งกองกำลังไปประจำการในจักรวรรดิหลงเซี่ยว...”
คำกล่าวต่อจากนั้น โดยพื้นฐานแล้วไม่ต่างจากข้อเรียกร้องที่กราดิสเคยเสนอไว้ตอนไปเยือนจักรวรรดิหลงเซี่ยวเท่าใดนัก
ไม่ว่าจะเป็นการขอส่งกองกำลังเข้าไปประจำการในจักรวรรดิหลงเซี่ยวโดยไม่มีเงื่อนไข การขอใช้ประตูดาวและสถานีอวกาศได้ก่อนใครโดยไม่มีข้อผูกมัด
นอกจากนี้ ยังต้องการให้สร้างประตูมังกรวารีขนาดใหญ่แบบส่งผ่านสองทางถาวร และประตูนี้ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของจักรวรรดิเอลฟ์ศักดิ์สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว
และที่สำคัญที่สุด ในระหว่างการทำสงครามกับอารยธรรมผู้กลืนกิน ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเอลฟ์หรือกองทัพหลงเซี่ยว ต้องมีผู้บัญชาการเพียงหนึ่งเดียว และผู้บัญชาการคนนั้นต้องมาจากจักรวรรดิเอลฟ์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
นอกเหนือจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องที่เกินควรอีกมากมาย
แต่หากเทียบกับหัวข้อหลักๆ เหล่านี้แล้ว เรื่องอื่นดูจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที
จ้าวเฉินยังคงมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนใบหน้าขณะรับฟัง
เขารู้ดีว่า การเจรจาพันธมิตรครั้งนี้ก็เป็นเพียงกระบวนการต่อราคาอย่างหนึ่ง
ต่อให้สภาสูงเปิดฉากด้วยการข่มขวัญแบบนี้แล้วจะทำอะไรได้?
หากคุยกันไม่ได้จริงๆ อย่างมากเขาก็แค่ล้มโต๊ะเลิกคุยก็สิ้นเรื่อง
ในตอนนั้นเอง รัฐมนตรีสวีหยานก็ตบโต๊ะขัดจังหวะคำพูดของสมาชิกสภาสูง
สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าเอลฟ์เป็นอย่างมาก
“ขออภัยด้วยค่ะ ดิฉันทราบดีว่าการขัดจังหวะคำพูดของพวกท่านเป็นเรื่องเสียมารยาท
อย่างไรก็ตาม ดิฉันมองว่าการเสนอเงื่อนไขที่ไร้ยางอายและเกินกว่าเหตุแบบนี้ ก็เป็นการกระทำที่ไร้มารยาทอย่างยิ่งเช่นกัน
หากนี่คือทัศนคติของของพวกท่าน พวกเราก็ยุติการเจรจาพันธมิตรกันเท่านี้เถอะค่ะ
พวกเราไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว แทนที่จะเอาเวลามาทิ้งขว้างที่นี่ พวกเราควรเอาเวลาไปเตรียมพร้อมกองทัพ เพื่อตัดสินตายกับอารยธรรมผู้กลืนกินจะดีกว่า”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร? ที่ว่าข้อเรียกร้องไร้ยางอาย นั่นมันคือคำแนะนำที่สมเหตุสมผลต่างหาก
พวกต้องการช่วยเหลือจักรวรรดิหลงเซี่ยวเช่นกัน
จากสถานการณ์ของจักรวรรดิหลงเซี่ยวในตอนนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอารยธรรมผู้กลืนกิน และกองทัพแห่งความมืดที่อาจจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ พวกท่านคิดว่าตัวเองมีโอกาสชนะสักกี่ส่วน?
พวกท่านยังไม่เคยต่อสู้กับอารยธรรมผู้กลืนกินมาก่อน จึงไม่รู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของพวกมัน
ลำพังแค่พวกท่าน ไม่มีทางเอาชนะได้แน่นอน!” สมาชิกสภาสูงอีกตนโต้กลับ
“พวกเราอาจไม่เคยสู้กับอารยธรรมผู้กลืนกิน แต่จักรวรรดิหลงเซี่ยวของเราออกรบอย่างกล้าหาญเสมอ!
ที่นี่ ดิฉันมองไม่เห็นความจริงใจใดๆ จากฝ่ายท่านเลยค่ะ“รัฐมนตรีสวีหยานกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะรุกต่อ”และต่อให้เราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอารยธรรมผู้กลืนกิน
ถ้าอย่างนั้นขอถามหน่อยเถอะค่ะ จักรวรรดิของพวกท่านสามารถสู้กับพวกมันได้งั้นหรือ?
ทันทีที่พวกเราพ่ายแพ้ เป้าหมายต่อไปของอารยธรรมผู้กลืนกินก็คือพวกท่าน
ความแตกต่างระหว่างเราทั้งสองฝ่าย ก็แค่ใครจะโดนก่อนโดนหลังเท่านั้น!”
เมื่อเผชิญกับวาทะอันคมกริบของสวีหยาน ทางฝั่งสภาสูงก็เริ่มทำการโต้กลับอย่างดุเดือด
ทางฝั่งคณะทูตหลงเซี่ยวเองก็มีคนสลับกันขึ้นพูดไม่ขาดสาย ต่างฝ่ายต่างช่วงชิงผลประโยชน์ของตนเอง
จากการถกเถียงในหัวข้อใหญ่ เริ่มลามไปถึงรายละเอียดปลีกย่อย เช่น เรื่องการส่งกำลังทหาร, ประตูดาว, สถานีอวกาศ, อำนาจการสั่งการ, และอื่นๆ
ทั้งสองฝ่ายที่อยู่ด้านล่างเวทีต่างโต้เถียงกันไม่หยุด
อย่างไรก็ตาม บุคคลไม่กี่คนที่กุมอำนาจที่แท้จริงบนเวที กลับมีสีหน้าที่นิ่งสงบ
กษัตริย์เอลฟ์มรกตถึงกับหลับตาลงครึ่งหนึ่ง และเริ่มจิบไวน์รสเลิศอย่างสบายอารมณ์
ด้านจ้าวเฉินหลับตาลงสนิท เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ราวกับกำลังพักผ่อน
การเจรจาเช่นนี้ สิ่งที่ทดสอบคือจิตใจและความหนักแน่นของทั้งสองฝ่าย