- หน้าแรก
- ย้อนอดีตขีดชะตาท้าลิขิตฟ้า
- บทที่ 44 ขอความเห็นใจ
บทที่ 44 ขอความเห็นใจ
บทที่ 44 ขอความเห็นใจ
สองแม่ลูกถังเฟิ่งอิงเห็นหลิวเม่าเฉียงมาถึงบ้าน ก็รีบกุลีกุจอเข้ามาทักทาย
หลังจากทักทายตามมารยาทเสร็จ หลิวอันผิงก็ยกเก้าอี้มาให้หนึ่งตัว
หลิวเม่าเฉียงนั่งลง มองหลิวอันผิงสลับกับมองหลิวเม่าเหวินและพรรคพวกที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วถอนหายใจเบาๆ
เขาดูออกทันทีว่า หลิวอันผิงไม่ต้อนรับขับสู้คนบ้านใหญ่เลยแม้แต่น้อย
มีอย่างที่ไหน แขกมากันตั้งหลายคน แต่ยกเก้าอี้มาให้แค่นั่งตัวเดียว
แต่หลิวอันผิงก็ทำแบบนั้นจริงๆ แถมยังทำอย่างโจ่งแจ้งเสียด้วย
หลิวเม่าเหวินและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นพฤติกรรมของหลิวอันผิงก็โกรธจนตัวสั่น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จำต้องข่มอารมณ์ไว้
เพราะที่พวกเขาเข้าบ้านหลิวอันผิงมาได้ ก็เพราะอาศัยบารมีของหลิวเม่าเฉียง
ถังเฟิ่งอิงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นสายตาเกรี้ยวกราดของหลิวเม่าเหวิน ก็อดรนทนไม่ไหวตามประสาคนหัวอ่อน กำลังจะเดินไปยกเก้าอี้มาเพิ่ม แต่ถูกหลิวอันผิงดึงแขนรั้งไว้
"แม่ครับ ปู่สามอุตส่าห์มาเยี่ยมบ้านเราทั้งที แม่ช่วยอยู่คุยเป็นเพื่อนปู่สามหน่อยเถอะครับ"
พอโดนลูกชายรั้งไว้แบบนี้ ถังเฟิ่งอิงก็เข้าใจเจตนาของหลิวอันผิงทันที
"อาสามคะ เดี๋ยวฉันไปเอาถั่วลิสงมาให้ทานเล่นนะคะ" ถังเฟิ่งอิงหาข้ออ้างหลบฉากเข้าไปในห้อง
ไม่นานนัก ถังเฟิ่งอิงก็หิ้วตะกร้าใบเล็กใส่ถั่วลิสงออกมาวางตรงหน้าหลิวเม่าเฉียง
ส่วนเรื่องเก้าอี้ แน่นอนว่าไม่มีมาเพิ่ม
หลิวเม่าเฉียงมองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่า บ้านหลังนี้คนที่มีอำนาจตัดสินใจดูเหมือนจะไม่ใช่ถังเฟิ่งอิง แต่เป็นหลิวอันผิง
เขาหยิบถั่วลิสงขึ้นมาแกะเปลือก โยนเข้าปากเคี้ยว "ถั่วดี รสชาติใช้ได้ เมล็ดใหญ่ด้วย เฟิ่งอิงนี่เก่งจริงๆ นะ"
"ถ้าอาสามชอบ ขากลับก็เอาติดมือกลับไปสักตะกร้าสิคะ" ถังเฟิ่งอิงตอบตามมารยาท
หลิวอันผิงยืนดูอยู่เงียบๆ โดยไม่พูดอะไร
จนกระทั่งการพูดคุยสัพเพเหระจบลง
หลิวเม่าเฉียงถึงได้หันมามองหลิวอันผิง แล้วถามด้วยรอยยิ้ม "อันผิง ได้ข่าวว่าปีนี้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว พอจะมีหวังสอบติดบ้างไหมล่ะ?"
หลิวอันผิงยิ้มบางๆ
"ก็น่าจะพอได้อยู่ครับ"
หลิวอันผิงไม่ได้พูดโอ้อวดจนเกินไป
ในช่วงไม่กี่วันมานี้ หลิวอันผิงทบทวนบทเรียนชั้นมัธยมต้นจบไปหมดแล้ว แม้แต่บทเรียนชั้นมัธยมปลายก็ทบทวนไปเกือบหมด เหลือแค่วิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายเท่านั้น
หลิวอันผิงมั่นใจว่า ขอแค่เก็บตกคณิตศาสตร์ ม.ปลาย ให้ครบ แล้วตะลุยโจทย์อีกสักรอบ
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีนี้ ขอแค่ข้อสอบไม่ออกนอกลู่นอกทางจนเกินไป เขาต้องสอบติดมหาวิทยาลัยได้แน่นอน
ด้วยความสามารถในการอ่านหนังสือได้รวดเร็วแบบ 'กวาดตามองสิบบรรทัดรวด' บวกกับความจำแบบ 'มองผ่านตาไม่ลืมเลือน' การสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับหลิวอันผิงในตอนนี้ ก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
แต่คำว่า 'ก็น่าจะพอได้อยู่ครับ' ของหลิวอันผิง กลับเรียกเสียงหัวเราะเยาะเย้ยจากหลิวลั่วเซิง
แม้แต่เจ้าเยว่เอ๋อก็หัวเราะผสมโรง "อาสามคะ อาอาจจะไม่รู้อะไร เดี๋ยวนี้การสอบเข้ามหาวิทยาลัย มันยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก อีกอย่าง เท่าที่พวกเรารู้ ผลการเรียนของอันผิงน่ะ อย่าว่าแต่สอบติดเลย แค่จะมีสิทธิ์ได้เข้าห้องสอบหรือเปล่าก็ยังไม่รู้"
เสียงหัวเราะเยาะและถ้อยคำดูถูกของเจ้าเยว่เอ๋อ บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของถังเฟิ่งอิงและลูกสาว
แต่พวกเธอไม่ได้เถียงแทนหลิวอันผิง
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ผลการเรียนที่ผ่านมาของหลิวอันผิงเป็นอย่างที่เจ้าเยว่เอ๋อพูดจริงๆ คือโอกาสเข้าสอบริบหรี่เต็มทน
หลิวเม่าเหวินได้ทีก็แทรกขึ้นมาบ้าง
"เม่าเฉียง ตระกูลหลิวของเราน่ะ ไม่มีวาสนาเรื่องเรียนหนังสือหรอก แกอย่าไปหวังว่าไอ้หนูนี่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยเลย ดวงมันไม่มี ตระกูลเราถ้าอยากจะได้บัณฑิตสักคน ต้องย้อนกลับไปดูบรรพบุรุษเมื่อแปดรุ่นที่แล้วโน่น เรื่องนี้แกก็น่าจะรู้นี่นา"
หลิวเม่าเฉียงฟังคำพูดถากถางจากคนบ้านใหญ่ แล้วก็ถอนหายใจยาว
จริงอย่างที่หลิวเม่าเหวินว่า นับย้อนลงมาจากแปดรุ่นก่อน ตระกูลหลิวไม่มีใครเป็นบัณฑิตเลยสักคน การศึกษาสูงสุดที่มีก็แค่จบมัธยมปลาย
ตระกูลหลิวเคยมีบัณฑิตระดับซิ่วไฉ่เมื่อแปดรุ่นที่แล้ว หลังจากนั้นตระกูลก็ตกต่ำลง ไม่เคยมีใครสอบได้เป็นบัณฑิตอีกเลย
หลิวอันผิงฟังคำพูดของคนบ้านใหญ่แล้วพูดเสียงเรียบ "ผมจะสอบติดหรือไม่ติด มันก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับพวกคุณนะครับ ต่อให้ผมสอบไม่ติด พวกคุณมีสิทธิ์อะไรมาพูดจาประชดประชันกันแบบนี้"
ถึงยังไง หลิวเม่าเหวินและพรรคพวกก็ถือเป็นญาติผู้ใหญ่
ต่อให้ผลการเรียนหลิวอันผิงจะแย่แค่ไหน ก็ไม่ควรมาพูดจาถากถางต่อหน้าคนนอกแบบนี้
หลิวอันผิงมองคนบ้านใหญ่ด้วยสายตาไม่พอใจ
หลิวเม่าเฉียงเห็นท่าไม่ดี รีบแก้สถานการณ์ "อันผิง คำพูดพวกเขาก็อย่าไปเก็บใส่ใจเลย ขอแค่หลานมีความมุ่งมั่น ต่อให้ปีนี้ไม่ติด ปีหน้าสอบแก้ตัวใหม่ ยังไงก็ต้องติดสักวัน"
หลิวอันผิงยิ้มตอบหลิวเม่าเฉียง
แต่ในใจเขาตั้งปณิธานแน่วแน่ ปีนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาต้องสอบติดมหาวิทยาลัยให้ได้
เพื่อตอกหน้าคนบ้านใหญ่ ให้รู้สำนึกว่า เขาหลิวอันผิงนี่แหละ ที่จะเป็นคนล้างอาถรรพ์ตระกูลหลิวที่ไร้บัณฑิตมาหลายชั่วคน
หลังจากคุยสัพเพเหระกันอีกพักใหญ่
หลิวเม่าเหวินก็ส่งสายตาให้หลิวเม่าเฉียง
หลิวเม่าเฉียงจึงนึกถึงธุระสำคัญขึ้นมาได้ เขามองหลิวอันผิงด้วยแววตาจริงจังและเปี่ยมด้วยความหวังดี "อันผิง ปู่ได้ยินมาว่าหลานกับปู่มีเรื่องผิดใจกัน วันนี้ปู่สามมาที่นี่ ก็เพื่ออยากจะมาเป็นกาวใจให้พวกหลาน อันผิง เห็นแก่หน้าปู่สาม ยอมให้พ่อกลับมาอยู่บ้านเถอะนะ แล้วก็... เห็นแก่หน้าปู่สาม เลิกโกรธเคืองปู่ของหลานเถอะนะ"
ในที่สุดหลิวอันผิงก็ได้ยินสิ่งที่รอคอย
เขารอให้หลิวเม่าเฉียงพูดประโยคนี้มาตั้งนาน
แต่พอได้ยินเข้าจริงๆ หลิวอันผิงกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างแรง
"ปู่สามครับ ไม่ทราบว่าปู่สามพอจะรู้เรื่องราวระหว่างบ้านผมกับบ้านใหญ่บ้างหรือเปล่าครับ? แล้วปู่สามทราบไหมครับว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา พ่อทำตัวยังไงกับครอบครัวนี้บ้าง?"
แม้จะหงุดหงิด แต่หลิวอันผิงก็โยนคำถามกลับไปให้หลิวเม่าเฉียง
หลิวเม่าเฉียงชะงักไปครู่หนึ่ง หันไปมองหลิวเม่าเหวิน "พี่ใหญ่ ที่อันผิงพูดมันหมายความว่ายังไง?"
"เม่าเฉียง แกดูสิ นี่คือคำพูดที่หลานควรพูดกับปู่เรอะ! ยังไงข้าก็เป็นปู่มัน วันนี้เชิญแกมาเพื่อช่วยเคลียร์ความเข้าใจผิด แต่มันกลับโยกโย้บ่ายเบี่ยง"
แน่นอนว่าหลิวเม่าเหวินไม่มีทางพูดความจริง
เจ้าเยว่เอ๋อเห็นท่าไม่ดี รีบเสริมขึ้นมา "อาสามคะ พวกเราก็ไม่รู้ว่าอันผิงเป็นบ้าอะไร เมื่อไม่กี่วันก่อนก็ตีอาสี่ของมัน วันนี้ยังตีอารอง แล้วยังจะตีฉันอีก..."
คำยุยงใส่ไฟของเจ้าเยว่เอ๋อ ทำให้หลิวเม่าเฉียงหันกลับมาจ้องหลิวอันผิงเขม็ง
หลิวอันผิงฟังแล้วก็ได้แต่หัวเราะ
"ปู่สามครับ ปู่สามมาวันนี้เพื่ออยากจะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย เรื่องนี้ผมเข้าใจ แต่ถ้าปู่สามยังไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบาง ฟังความข้างเดียวแล้วมาตัดสิน ผมแนะนำให้ปู่สามไปสืบสาวราวเรื่องให้กระจ่างก่อน แล้วค่อยมาตัดสินใจดีกว่าครับ"
หลิวเม่าเฉียงไม่ได้โง่
เขาฟังน้ำเสียงของคนบ้านใหญ่แล้วพอจะจับสังเกตได้ และฟังจากคำพูดของหลิวอันผิงก็รู้ว่ามีนัยแอบแฝง
แต่เขาถูกหลิวเม่าเหวินเชิญตัวมาจากหมู่บ้านซ่างไถ เป้าหมายหลักไม่ใช่มาไกล่เกลี่ย แต่มาเพื่อเรื่องเห็ดของบ้านใหญ่ต่างหาก
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง หลิวเม่าเฉียงก็ตัดสินใจพูดกับหลิวอันผิงตรงๆ
"อันผิง เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน วันนี้พูดถึงเรื่องเห็ดที่ปู่ของหลานรับซื้อมา หลานจะเห็นแก่หน้าปู่สาม ช่วยรับซื้อไว้ในราคาสามร้อยหยวนได้ไหม ปู่ได้ยินมาว่าหลานเอาไปขายในตัวอำเภอได้ราคาจินละตั้งหนึ่งหยวน รับซื้อเห็ดพันห้าร้อยกว่าจินในราคาสามร้อยหยวน ยังไงหลานก็ไม่ขาดทุนหรอก"