- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปยุคเจ็ดศูนย์ ภรรยาของผมคือคุณหนูตระกูลนายทุน
- บทที่ 3: เฉินหว่าน
บทที่ 3: เฉินหว่าน
บทที่ 3: เฉินหว่าน
บทที่ 3: เฉินหว่าน
โจวเหวินไห่ขมวดคิ้วพลางชำเลืองมองโจวเหวินซาน
เขานึกสงสัยว่าทำไมน้องชายคนนี้ที่ปกติเอาไม้หน้าสามงัดปากก็ไม่ยอมพูดสักคำวันนี้ถึงได้พูดจาฉะฉานรื่นหูนัก
แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ยังไงนี่ก็น้องชายเขา บางทีการผ่านเรื่องราวร้ายๆ มาอาจจะทำให้ปลงตกและมองโลกในแง่ดีขึ้นก็ได้
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน รู้จักพูดจาหวานหูบ้าง ดีกว่าเมื่อก่อนที่ไม่รู้จักพูดจักจาเลย ต่อไปจะได้หาเมียง่ายขึ้นหน่อย
เผลอๆ แม่สื่อแม่ชักอาจจะลดค่าสินสอดให้เพราะคารมคมคายนี่ก็ได้
โจวเหวินซานผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กับความคิดของพี่ชาย คว้าต้นกล้าข้าวกำใหญ่ที่วางอยู่บนคันนา แล้วก้มลงปักดำทีละต้น
เขาดำนาทีละห้าแถว เจ้าของร่างเดิมมีประสบการณ์การดำนาอยู่แล้ว ซึ่งเขาก็ได้รับสืบทอดความทรงจำนั้นมาอย่างสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้นลำพังตัวเขาเองคงจัดการงานง่ายๆ แค่นี้ให้ราบรื่นไม่ได้แน่
หยิบต้นกล้า ปักลงในดินโคลน แล้วก็รีบคว้าต้นใหม่... ส่วนที่เหนื่อยที่สุดของการดำนาก็คือการที่ต้องก้มตัวอยู่ตลอดเวลา เผลอๆ ต้องก้มอยู่แบบนั้นทั้งวัน
พอตกเย็น อาการปวดหลังจะเล่นงานจนยืดตัวแทบไม่ขึ้น
โจวเหวินซานยังพอไหว เพราะยังหนุ่มยังแน่นแถมหลังยังดีอยู่ เลยไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่
แต่สำหรับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ การก้มๆ เงยๆ แบบนี้เป็นเวลานานถือว่าทรมานสังขารเอาเรื่อง
แม้แต่โจวเหวินไห่ที่แก่กว่าเขาแค่สองปี ก็คงอาการไม่ต่างกันเท่าไหร่ ยิ่งเป็นคนมีเมียแล้ว กลางค่ำกลางคืนคงออกแรงไปเยอะ กลางวันแสกๆ แบบนี้เลยก้มเอวไม่ค่อยลง...
โจวเหวินซานเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นว่าพ่อกับแม่ดำนาทิ้งห่างเขาไปไกลอย่างน้อยห้าสิบเมตรแล้ว
ถึงพวกท่านจะอายุมาก แต่การเคลื่อนไหวกลับคล่องแคล่วว่องไวกว่าเขาเยอะ ก็แหม ทำนามาเป็นสิบๆ ปีแล้วนี่นา พ่อกับแม่ปักกล้าได้สามต้น โจวเหวินซานอาจจะยังปักไม่เสร็จสองต้นดีเลยด้วยซ้ำ
เขามองดูแล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่อเงียบๆ ทุกคนต่างเร่งมือเพื่อแลกแต้มค่าแรง เขาจะมาเป็นตัวถ่วงไม่ได้เด็ดขาด
งานในที่นาสามหมู่นี้หนักหนาสาหัสเอาการ ถ้าเขามัวแต่ชักช้าจนงานไม่เสร็จ คืนนี้ก้นคงได้ลายเพราะโดนแส้หนังหวดอีกแน่
อุตส่าห์ลงชื่อขอแต้มค่าแรงเต็มจำนวนสำหรับห้าคนไปแล้ว ถ้าขอไปแล้วแต่ทำไม่เสร็จ มีหวังโดนวิจารณ์ยับ
เพราะที่ดินมีจำกัด และแต้มค่าแรงก็คำนวณจากจำนวนพื้นที่ยิ่งทำมากก็ได้แต้มมาก
ใครๆ ก็อยากได้แต้มเต็มกันทั้งนั้น แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับจัดสรรที่ดินมากพอให้ทำแต้มเต็มได้
ดังนั้น ถ้าแย่งโควตาที่ดินสำหรับแต้มเต็มมาได้แล้ว ก็ต้องทำให้เสร็จอย่างไม่มีข้อแม้
ไม่อย่างนั้นจะเป็นข้ออ้างให้คนอื่นหาเรื่องจับผิดเอาได้
"โธ่เอ๊ย ขอที่ดินทำแต้มเต็มไปแต่ดันทำไม่เสร็จ ในขณะที่ลูกบ้านคนอื่นไม่มีที่ให้ทำด้วยซ้ำ แบบนี้มันส่อถึงทัศนคติในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง ขาดความกระตือรือร้น ต้องพิจารณาตัวเองด่วน..."
เอาเป็นว่า คนที่ไม่ถูกกับครอบครัวเขาก็พร้อมจะขุดคุ้ยหาเรื่องมาโจมตีได้เสมอนั่นแหละ
โจวเหวินซานจมดิ่งอยู่กับการทำงานหนัก เผลอตัวทำไปเรื่อยๆ ตามจังหวะ พอต้นกล้าหมดมือก็เอื้อมไปคว้ากำใหม่จากคันนามาทำต่อ
จนกระทั่งมีเสียงตะโกนเรียกสติเขา "เจ้ารอง พักก่อน!"
โจวเหวินซานเงยหน้าขึ้น เห็นโจวหยวนเฉา พ่อของเขากำลังกวักมือเรียกให้พัก
พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนไม่ได้ชื่อนี้ แต่ตอนเกิดเหตุการณ์นั้น ทั้งประเทศเต็มไปด้วยกระแสรักชาติ ผู้คนมากมายเลยพากันเปลี่ยนชื่อเป็น 'หยวนเฉา' (ช่วยเกาหลี) หรือ 'คังเหม่ย' (ต้านอเมริกา)
พ่อเขาก็เอากับเขาด้วย เปลี่ยนชื่อเป็น โจวหยวนเฉา ส่วนชื่อเดิมชื่ออะไรนั้น ทั้งโจวเหวินซานและโจวเหวินไห่เคยถามแล้ว
แต่พ่อก็เอาแต่ยิ้มไม่ยอมตอบ พอไปถามแม่ หลิวชุ่ยฮวาก็เอามือปิดปากหัวเราะแล้วไม่พูดอะไรเหมือนกัน
โจวเหวินซานแอบคิดเล่นๆ ว่า ชื่อเดิมคงจะเป็นชื่อโหลๆ ตามสมัยนิยมยุคนั้นอย่าง 'ไอ้ไข่หมา' หรือ 'ไอ้ก้อนหิน' อะไรพวกนี้แน่ๆ
ฮ่าๆ... พอยืดตัวยืนขึ้นแล้วหันกลับไปมอง เขาถึงรู้ตัวว่าตัวเองดำนาไปกลับได้หนึ่งรอบแล้ว
ลองคลำหลังตัวเองดู โชคดีที่ยังไม่รู้สึกปวดเมื่อยสาหัสอะไรนัก
เมื่อเห็นโจวเหวินไห่ พ่อโจวหยวนเฉา และแม่หลิวชุ่ยฮวานั่งพักกันอยู่ที่คันนา เขาจึงเดินไปนั่งพักบ้าง
ขืนทำต่อไปไม่หยุด ต่อให้ร่างกายทำด้วยเหล็กไหลก็คงทนไม่ไหว
ทั้งพ่อและแม่มองมาที่เขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงกว่าเดิมมาก
โจวเหวินไห่ตบไหล่เขาดังป้าบ "เยี่ยมมากเจ้ารอง! วันนี้เอ็งขยันขันแข็งดีจริงๆ!"
ตอนแรกเขาเห็นว่าโจวเหวินซานยังทำช้าๆ อยู่ แต่พอทำไปทำมา ดันเร็วแซงหน้าเขาไปซะงั้น
โจวเหวินซานนั่งลงริมคันนา มองดูผู้คนขวักไขว่รอบกาย สูดอากาศบริสุทธิ์ของชนบทเข้าเต็มปอด
จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการได้ข้ามเวลามาที่นี่ก็ไม่ได้แย่อะไรนัก
อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังมีหลายสิ่งที่หาดูไม่ได้แล้วในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
เช่น สายลมบริสุทธิ์ของท้องทุ่ง ท้องฟ้าสีคราม เมฆสีขาว และดวงดาวพราวแสงในยามค่ำคืน~
รวมถึงจิตใจที่เรียบง่ายของผู้คนในยุคสมัยนี้
ขณะนั่งอยู่บนคันนา โจวเหวินซานมองออกไปด้านข้าง ทางขวามือเป็นที่ดินที่จัดสรรให้กับพวกยุวปัญญาชนในหมู่บ้าน
ยุวปัญญาชนนับสิบคนกำลังสาละวนอยู่ในทุ่งนาเช่นกัน แต่ความเร็วและประสิทธิภาพนั้นเทียบกับชาวบ้านไม่ได้เลย อย่าว่าแต่แต้มเต็มสิบเลย ถ้าแต้มเต็มสิบ ได้สักแปดแต้มก็ถือว่าบุญโขแล้ว
ที่ตรงนั้น โจวเหวินซานมองเห็นจ้าวซิ่วหัว คนที่อยู่ในความทรงจำของร่างเดิม กำลังยืนคุยหัวร่อต่อกระซิกอยู่กับยุวปัญญาชนชายคนหนึ่ง
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของโจวเหวินซาน จ้าวซิ่วหัวหันหน้ามา สบตาเขาแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าหลบทำเป็นมองไม่เห็น
เธอก้มตัวลงไปช่วยยุวปัญญาชนชายคนนั้นทำงานต่อ
โจวเหวินซานแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ไอ้หนุ่มหน้าอ่อนกับยัยผู้หญิงคลั่งรักช่างเป็นคู่ที่เหมาะสมกันดีพิลึก?
เขาสะบัดหน้าหนี รู้สึกขวางหูขวางตากับภาพตรงหน้าเสียจริง
ส่วนทางด้านหน้าของแปลงนาพวกเขา ก็มีคนกลุ่มหนึ่งกว่าสิบคนกำลังก้มหน้าก้มตาดำนาอยู่อย่างเชื่องช้า
ในกลุ่มคนเหล่านี้ประกอบด้วยคู่สามีภรรยาวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปีสองคู่ ชายหญิงวัยยี่สิบกว่าปีอีกห้าคนซึ่งสองคนในนั้นดูเหมือนจะเป็นคู่สามีภรรยากันและเด็กเล็กๆ อายุห้าหกขวบอีกหลายคน
คนกลุ่มผสมปนเปแบบนี้จะทำงานเร็วได้ยังไง?
ประสิทธิภาพการทำงานของพวกเขาช้ากว่าครอบครัวเขาเกินครึ่ง
ทว่าคนกลุ่มนี้กลับไม่ได้หยุดพักเลย เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงานเงียบๆ แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ ห้าหกขวบยังดูรู้ความกว่าเด็กในหมู่บ้านมาก ช่วยหยิบจับงานโดยไม่บ่นสักคำ
โจวเหวินซานไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้เลย จึงถามด้วยความสงสัย "พ่อครับ คนพวกนั้นไม่ใช่คนในหมู่บ้านเรานี่นา พวกเขาเป็นใครกัน?"
โจวหยวนเฉาอัดยาสูบเข้าปอด หรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ตอบว่า "คนพวกนั้นน่ะเรอะ ก็พวก '5 ประเภทดำ' ที่เพิ่งถูกส่งตัวมาดัดนิสัยเมื่อเดือนก่อนไงล่ะ พวกเขาเรียกตัวเองว่าพวกนายทุน! หึหึ~"
แววตาของโจวหยวนเฉาฉายแววดูแคลนอย่างปิดไม่มิด ไม่รู้ว่าดูแคลนพวกนายทุนเหล่านั้น หรือดูแคลนอะไรกันแน่~
หลังจากพักกันได้ประมาณสิบนาที หรือเท่ากับเวลาสูบยาไปสองมวน ทุกคนก็ลุกขึ้นเตรียมลุยงานต่อ
โจวเหวินซานบังเอิญเห็นโจวหยวนเฉากับหลิวชุ่ยฮวาเอื้อมมือไปทุบหลังตัวเองเบาๆ
เขาเม้มปากแน่นไม่พูดอะไร ได้แต่เร่งมือทำงานส่วนของตัวเองให้เร็วขึ้น
ยิ่งเขาทำมากเท่าไหร่ พ่อกับแม่ก็จะได้ทำน้อยลงเท่านั้น
ทำไปทำมา พอรู้ตัวอีกทีก็ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว
พี่สะใภ้จางหมิงฮุ่ยกลับไปเตรียมอาหารที่บ้านล่วงหน้าแล้ว
ความจริงก็แค่อุ่นหมั่นโถวข้าวโพดที่ทำไว้แล้ว กับยกผักดองมาให้กินกันที่นา จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินกลับไปกินที่บ้าน
แต่ละคนได้หมั่นโถวคนละสองลูก กินแกล้มผักดอง แล้วก็ซดน้ำต้มสุกตามไปสองสามอึกแค่นี้ก็จบมื้อเที่ยง
พอกินเสร็จ โจวเหวินซานกำลังจะลุกไปทำงานต่อ ก็เห็นร่างสูงเพรียวร่างหนึ่งในกลุ่มคนตรงหน้า โอนเอนไปมาแล้วล้มพับลงไปกองกับพื้น
"เสี่ยวหว่าน~"
"เสี่ยวหว่าน เป็นอะไรไปลูก เสี่ยวหว่าน~"
"คุณน้า!"
"น้องเล็ก!"
คนกลุ่มนั้นร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ทิ้งต้นกล้าในมือแล้วรีบวิ่งกรูเข้าไปหาร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่!
จบบท