- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 32: ปฐพีนี้มีผู้ใดคู่ควรกับอาภรณ์สีคราม?
บทที่ 32: ปฐพีนี้มีผู้ใดคู่ควรกับอาภรณ์สีคราม?
บทที่ 32: ปฐพีนี้มีผู้ใดคู่ควรกับอาภรณ์สีคราม?
บทที่ 32: ปฐพีนี้มีผู้ใดคู่ควรกับอาภรณ์สีคราม?
"การประลองคู่ต่อไป"
"ลู่เสวี่ยฉีแห่งยอดเขาไผ่เล็ก ปะทะ ฟางเฉาแห่งยอดเขามังกรทะยาน!"
ทันทีที่ผู้อาวุโสจากยอดเขาธงสวรรค์ประกาศรายชื่อคู่ประลองบนเวที
วินาทีต่อมา เสียงเซ็งแซ่ก็ดังกระหึ่มไปทั่วลานประลอง
"ศิษย์พี่หญิงลู่ลงสนามแล้ว!"
"ในที่สุดก็ถึงคิวศิษย์พี่หญิงลู่เสียที!"
เหล่าศิษย์จากทั้งเจ็ดสายสังกัดต่างพากันส่งเสียงโห่ร้องกึกก้อง
ลู่เสวี่ยฉีนั้นเป็นคนดังระดับแนวหน้าของนิกายชิงหยุนอยู่แล้ว…ความนิยมของนางนั้นสูงลิบลิ่ว
และยิ่งหลังจากที่ภาพนิมิตบนฟ้าได้เปิดเผยเรื่องราวของนาง ชื่อเสียงของนางก็ยิ่งขจรขจายไปทั่วทวีปเสินโจว
"ฉีเอ๋อร์"
บนแท่นประธาน ซูเยว่หันไปมองศิษย์สาวผู้เย็นชาข้างกาย นางพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
"ไปเถอะ"
"เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์"
ลู่เสวี่ยฉียอบกายคารวะเล็กน้อย
จากนั้น นางค่อยๆเดินลงจากแท่นสูงด้วยท่วงท่าสง่างาม
ในขณะเดียวกัน ดวงตาคู่สวยที่แฝงความเย็นชาก็กวาดมองไปทั่วฝูงชน เพื่อค้นหาบุคคลที่นางคะนึงหาอยู่ตลอดเวลา
"เอ๊ะ?!"
ลู่เสวี่ยฉีชะงักไปเล็กน้อย
นางมองเห็น...เย่ฉางเฟิงกำลังหยอกล้อเล่นหัวอยู่กับเถียนหลิงเอ๋อร์ แถมฝ่ายชายยังยื่นมือทั้งสองข้างไปบีบแก้มฝ่ายหญิงอย่างเอ็นดูอีกด้วย
เห็นภาพบาดตาบาดใจเช่นนั้น
ความรู้สึกเปรี้ยวจี๊ดก็แล่นพล่านขึ้นมาในใจของลู่เสวี่ยฉี
ไม่สบอารมณ์เลยแฮะ (●´৺`●)
แม้นางจะรู้ดีว่าเย่ฉางเฟิงมองเถียนหลิงเอ๋อร์เป็นเพียงน้องสาว แต่...กลัวก็แต่ว่าเถียนหลิงเอ๋อร์จะไม่ได้มองเย่ฉางเฟิงเป็นแค่ศิษย์น้องธรรมดานี่สิ
ลู่เสวี่ยฉีเม้มปากแน่น
ด้วยนิสัยที่เย็นชาและเก็บความรู้สึก ต่อให้เผชิญสถานการณ์เช่นนี้ นางก็ไม่มีทางที่จะระบายความอัดอั้นในใจออกมา...
ทำได้เพียงเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจไว้เงียบๆคนเดียว
หญิงสาวผู้เย็นชาดึงสายตากลับมา
นางกระชับดาบเทพเทียนหยาในมือ มุ่งหน้าไปยังเวทีประลองที่อยู่ไม่ไกล
ในยามนี้ รอบเวทีประลองเนืองแน่นไปด้วยศิษย์จากเจ็ดสายสังกัดจนแทบไม่มีที่ยืน
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย
สุดท้ายจึงเลือกที่จะใช้ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ…ร่างของนางกลายเป็นเงาสีขาว พลิ้วไหวลอยละลิ่วข้ามฝูงชนลงสู่กลางเวทีประลองอย่างงดงาม
เห็นภาพนั้น เหล่าศิษย์โดยรอบต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความชื่นชม
….
บนเวที
ศิษย์ชายจากยอดเขามังกรทะยานในชุดสีครามเดินก้าวออกมา เขามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น แล้วกล่าวว่า
"ข้าฟางเฉาจากยอดเขามังกรทะยาน ขอคารวะศิษย์น้องลู่!"
"นับเป็นวาสนาสามชาติภพจริงๆที่ได้มีโอกาสประลองฝีมือกับศิษย์น้อง..."
สิ้นคำพูด เหล่าศิษย์ด้านล่างเวทีต่างพากันโห่ด้วยความหมั่นไส้
แกเป็นใครวะ?
วาสนาสามชาติภพงั้นรึ? ถุย!
ท่ามกลางฝูงชน
เจิงซูซูมองฟางเฉา ชายร่างใหญ่หนวดเคราเฟิ้มในชุดสีครามแล้วรู้สึกระคายเคืองนัยน์ตาอย่างบอกไม่ถูก จึงอดตะโกนออกไปไม่ได้ว่า
"เฮ้ย!"
"ตกลงจะสู้ไหม?"
"ถ้าไม่สู้ก็ไสหัวลงมาซะ!"
ในปัจจุบัน ศิษย์ส่วนใหญ่ของนิกายชิงหยุนต่างนิยมสวมชุดสีครามกันถ้วนหน้า แต่มิใช่ทุกคนที่ใส่แล้วจะดูดี
อย่างเช่นเช่นฟางเฉา ชายฉกรรจ์ร่างบึกบึนผู้นี้...
การสวมชุดสีครามช่างดูขัดหูขัดตา ราวกับกอริลล่าใส่ชุดบัณฑิต
ช่างทำร้ายสายตาเสียจริง
...
บนเวทีประลอง
ใบหน้าของลู่เสวี่ยฉีเย็นชาลงอีกหลายส่วน
นางจ้องมองฟางเฉาด้วยสายตาไร้อารมณ์ ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ
ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นชุดสีครามที่อีกฝ่ายสวมใส่ ความรังเกียจก็ผุดขึ้นในใจทันที...
อาภรณ์สีคราม?
อย่างเจ้าน่ะหรือจะคู่ควร!
ฟางเฉาไม่ทันสังเกตเห็นแววรังเกียจในดวงตาของลู่เสวี่ยฉี และไม่ได้สนใจเสียงด่าทอจากรอบข้าง
ในสายตาของเขา...คนพวกนี้ก็แค่อิจฉาริษยาเท่านั้น!
"ศิษย์น้องลู่"
"ระวังตัวด้วยล่ะ"
ฟางเฉาเรียกดาบวิเศษสีขาวนวลออกมา
เขาเอ่ยเตือนลู่เสวี่ยฉีด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะห่วงใยบุปผางาม
แต่...หารู้ไม่ว่าการกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้ลู่เสวี่ยฉีรู้สึกรังเกียจมากขึ้นไปอีก
ทำไมนะหรือ?
เพราะลู่เสวี่ยฉีเป็นคนหยิ่งทระนงและไม่ยอมใคร!
การมาเสแสร้งบอกให้ระวังตัว ก็เท่ากับดูถูกฝีมือของนางไม่ใช่หรือ!
นางยอมให้คู่ต่อสู้ทุ่มสุดตัวใส่ตั้งแต่แรกเสียยังดีกว่า!
อย่างน้อยนางก็จะมองว่าอีกฝ่ายให้เกียรติในฝีมือ
….
ฟุ่บ!
ฟางเฉาตวัดดาบด้วยท่วงท่าที่คิดว่าสง่างาม
จากนั้นก็พุ่งเข้าใส่ลู่เสวี่ยฉีด้วยมาดจอมยุทธ์เจ้าสำราญ
ท่าทางเช่นนี้ ในสายตาคนอื่นช่างดูเหมือนตัวตลกสิ้นดี
ณ เวลานี้ ใบหน้าของลู่เสวี่ยฉีฉายแววอำมหิต
นางมองดูฟางเฉาพุ่งเข้ามาอย่างสงบนิ่ง ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว เพียงแค่กระชับดาบในมือให้แน่นขึ้น...
ชิ้ง!
พริบตาเดียว ดาบสวรรค์ก็ออกจากฝัก
แสงดาบสีฟ้าครามพุ่งทะยานเสียดฟ้า
ในชั่วพริบตารัศมีดาบอันเจิดจ้าปกคลุมทั่วทั้งเวทีประลอง ปราณดาบมหาศาลกดดันจนเหล่าศิษย์รอบข้างต้องถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณ พร้อมกับรีบหลับตาลงเพราะไม่อาจทนมองประกายแสงอันร้อนแรงของอาวุธเทพได้
เคร้งงงง!!!!
ทุกคนได้ยินเพียงเสียงดาบปะทะกันใสกังวาน
วินาทีต่อมา แสงดาบบนเวทีจางหายไป
ทุกคนรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงฟางเฉาที่เคยทำท่าทางสง่างาม บัดนี้นอนกองอยู่กับพื้นราวกับสุนัขจนตรอก ดาบวิเศษสีขาวในมือหักสะบั้นเป็นเสี่ยงๆ
….
ซู้ดดด——
ภาพที่เห็นทำเอาทุกคนสูดปากด้วยความตกตะลึง
"เจ้า..."
ฟางเฉาเงยหน้าขึ้นมองลู่เสวี่ยฉีอย่างยากลำบาก
เขาไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะลงมือหนักหน่วงรุนแรงถึงเพียงนี้
ในยามนี้ ลู่เสวี่ยฉีจ้องมองฟางเฉาด้วยความเย็นชา
สายตาของนางกวาดมองร่างของฟางเฉาแวบหนึ่ง แฝงไว้ด้วยความดูแคลนอย่างปิดไม่มิด
ราวกับจะบอกว่า—
อาภรณ์สีคราม...อย่างเจ้าก็คู่ควรสวมใส่ด้วยหรือ?
พรวด!
ดูเหมือนฟางเฉาจะอ่านสายตานั้นออก เขาถึงกับกระอักเลือดออกมาคำโต แล้วสลบเหมือดไปทันที
ลู่เสวี่ยฉีหมุนตัวเดินจากไปอย่างไร้ความรู้สึก
ทว่า...ในจังหวะนั้นเอง ฝีเท้าของนางชะงักลงเล็กน้อย
ท่ามกลางฝูงชนนอกเวทีประลอง เด็กหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆมาสักพักแล้ว
สายตาของทั้งสองสบประสานกัน
ดวงตาที่แสนจะเจ้าชู้และเปี่ยมรักของเย่ฉางเฟิงจ้องมองมาโดยไม่ปิดบัง
เห็นเช่นนั้น หัวใจดวงน้อยของลู่เสวี่ยฉีก็เต้นระรัว
นางเหมือนกวางน้อยที่ตื่นตระหนก รีบละสายตากลับมา แล้วแสร้งทำเป็นเดินลงจากเวทีด้วยท่าทีเย็นชา ทว่าในใจนั้นเขินอายจนแทบระเบิด
…..
ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสจากยอดเขาธงสวรรค์บนเวทีก็เพิ่งได้สติ
เขาประกาศผลการประลองด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ลู่เสวี่ยฉีแห่งยอดเขาไผ่เล็ก——ชนะ!"
...
ปัง!
บนแท่นประธาน ชางซงตบที่วางแขนเก้าอี้ด้วยความโกรธ
เขามองดูฟางเฉาที่นอนหมดสภาพอยู่บนเวที แล้วหันไปต่อว่าซูเยว่ด้วยความโมโห
"ศิษย์น้องซูเยว่ ศิษย์ของเจ้าลงมือหนักเกินไปหรือเปล่า?"
"อาศัยว่ามีอาวุธเทพอยู่ในมือ…ถึงกับทำลายสมบัติของผู้อื่นจนเสียหายยับเยิน!"
ได้ยินเช่นนั้น ซูเยว่กลับตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
"ศิษย์พี่ชางซงกล่าวเช่นนี้ไม่ถูก อาวุธเทพย่อมแข็งแกร่ง แต่ระดับพลังของฉีเอ๋อร์ก็ไม่ใช่น้อยๆ”
“มิเช่นนั้น…เหตุการณ์ลอบสังหารเมื่อเดือนก่อน นางคงไม่มีชีวิตรอดมาได้”
คืนแห่งการลอบสังหารนั้น
แม้ลู่เสวี่ยฉีจะได้รับการช่วยเหลือจาก 'เขา' ผู้นั้น
แต่ถ้านางไม่มีฝีมือพอที่จะยื้อเวลาไว้ ก็คงทนรอความช่วยเหลือไม่ไหว...
เมื่อได้ยินนี้ มุมปากของชางซงเต้าเหรินพลันกระตุกยิกๆ
…..
"เอาล่ะๆพอได้แล้ว"
เจ้านิกายเต้าเสวียนโบกมือห้ามทัพด้วยความอ่อนใจ
สถานะของลู่เสวี่ยฉีในตอนนี้ไม่ธรรมดา
นางเป็นทั้งว่าที่ภรรยาเจ้านิกายในอนาคต และเป็นเสาหลักของฝ่ายธรรมะ เพราะระดับพลังขอบเขตไท่ชิงขั้นสูงสุดของนางถูกภาพนิมิตเปิดเผยออกมาแล้ว...
ศิษย์ระดับนี้ ย่อมต้องทะนุถนอมราวกับไข่ในหิน
ใครจะกล้าดุด่าว่ากล่าวได้ลงคอ
"ฮึ!"
ชางซงเต้าเหรินแค่นเสียงอย่างขัดใจ
ซูเยว่คร้านจะสนใจเขา นางเองก็ยังไม่ได้คิดบัญชีกับตาแก่นี่เลยด้วยซ้ำ...
"เฮ้อ"
เจ้านิกายเต้าเสวียนถอนหายใจอย่างปลงๆ
เขากวาดตามองศิษย์น้องทั้งหลายรอบกาย ดูเหมือนจนใจ แต่แววตากลับลึกล้ำยากหยั่งถึง
.…….