- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 25: มหันตภัยแห่งดินแดนเสินโจว! เทพเจ้าแห่งเหล่าอสูร!
บทที่ 25: มหันตภัยแห่งดินแดนเสินโจว! เทพเจ้าแห่งเหล่าอสูร!
บทที่ 25: มหันตภัยแห่งดินแดนเสินโจว! เทพเจ้าแห่งเหล่าอสูร!
บทที่ 25: มหันตภัยแห่งดินแดนเสินโจว! เทพเจ้าแห่งเหล่าอสูร!
ณ ลานกว้างนอกตำหนักหยูชิง
เหล่าศิษย์นิกายชิงหยุนต่างกำลังจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างออกรส
พวกเขาต่างกระซิบกระซาบพูดคุยกันถึงประเด็นที่ว่า...แท้จริงแล้ว 'เจ้านิกายชิงหยุน' กับจินผิงเอ๋อร์มีความสัมพันธ์แบบใดกันแน่?
"หรือว่า...จะเป็นความสัมพันธ์แบบคู่บำเพ็ญเหมือนกับศิษย์พี่หญิงลู่?"
"เฮือก!"
"ศิษย์พี่หญิงลู่ก็ยังอยู่ตรงนี้นะ…อย่าพูดจาเหลวไหลไปหน่อยเลย"
เหล่าศิษย์จากเจ็ดยอดเขาต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ขณะเดียวกันก็แอบเหลือบมองไปยังลู่เสวี่ยฉีที่อยู่ไม่ไกลอย่างระมัดระวัง และพลันพบว่าสีหน้าของนางดูเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นภาพนั้น ทุกคนก็รีบหุบปากฉับในทันที
เหล่าเจ้ายอดเขาทั้งเจ็ดยอดเขาสบตากัน แน่นอนว่าเรื่องราวระหว่างเด็กรุ่นหลังเช่นนี้ พวกเขาคงเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ได้
อีกอย่าง...พวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า 'เจ้านิกายชิงหยุน' ที่ว่านั้นเป็นใครกันแน่
ในขณะนี้…ลู่เสวี่ยฉีกำลังยืนอยู่ข้างกายสุ่ยเยว่
บนใบหน้าของนางประดับด้วยความเย็นชาราวน้ำค้างแข็ง ดวงตาอันเย็นชาคู่หนึ่งเหลือบมองไปรอบๆ
ดูเผินๆเหมือนกำลังกวาดสายตามองทุกคน แต่ในความเป็นจริงแล้ว นางตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ถลึงตาใส่เย่ฉางเฟิงโดยเฉพาะ
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาดุๆของแม่นางฉี…เย่ฉางเฟิงก็ทำหน้าไร้เดียงสาอย่างที่สุด
"เจ้าเลวนั่น!"
พลันมีเสียงเรียกของเถียนหลิงเอ๋อร์ดังก้องขึ้นข้างหู
ปรากฏร่างของเด็กสาวในอาภรณ์สีแดงกำลังทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ นางเท้าสะเอว พลางกล่าวอย่างฉุนเฉียว
"มีศิษย์พี่หญิงลู่แล้วยังไม่พอใจอีก ยังจะไปยุ่งเกี่ยวกับจินผิงเอ๋อร์อะไรนั่นอีก!"
"เจ้าคนหลายใจ!"
"ต่อให้ข้าจะต้องอยู่คนเดียวไปจนแก่เฒ่า!"
"ต่อให้จะต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต…ก็ไม่มีทางที่จะไปอยู่กับคนหลายใจแบบนี้เด็ดขาด..."
เมื่อได้ยินดังนั้น มุมปากของเย่ฉางเฟิงก็พลันกระตุกเล็กน้อย
"แค่กๆ" เขาไออกมาเบาๆก่อนจะกล่าวว่า: "ศิษย์พี่หญิงกล่าวได้ถูกต้องแล้ว"
"หลิงเอ๋อร์" ซูหรูหันกลับไปถลึงตาใส่เถียนหลิงเอ๋อร์
"อย่าพูดจาไร้สาระ!"
….
ที่อยู่ไม่ไกลออกไป ลู่เสวี่ยฉีละสายตากลับมา
มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับคิดในใจ
"จะไม่มีวันยุ่งเกี่ยวกับเย่ฉางเฟิงไปตลอดชีวิตงั้นรึ?
"ศิษย์น้องหลิงเอ๋อร์...ข้าจำคำพูดนี้ไว้แล้วนะ"
"หวังว่าเจ้าจะรักษาสัญญาด้วยล่ะ"
….
ในขณะนั้น
เหล่าเจ้ายอดเขาทั้งเจ็ดยอดเขาต่างขมวดคิ้วเล็กน้อย
เจ้ายอดเขาเฉาหยาง-ซางเจิ้งเหลียง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า:
"ศิษย์พี่เจ้านิกาย ถึงแม้ว่า 'จินผิงเอ๋อร์' ผู้นี้จะมาจากพรรคมาร แต่จากข้อมูลที่เปิดเผยบนม่านฟ้าแล้ว ในอนาคตนางก็นับเป็นเสาหลักคนหนึ่งของฝ่ายธรรมะพวกเราได้ และในตอนนี้ที่ม่านฟ้าได้เปิดโปงเรื่องของนางออกมา..."
"ข้าเกรงว่าฝ่ายอธรรมคงจะไม่ยอมปล่อยนางไว้แน่"
สิ้นคำพูดนั้น เหล่าเจ้ายอดเขาคนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วย
ไม่ว่าจินผิงเอ๋อร์จะมีที่มาอย่างไรมาก่อน? แต่อย่างไรเสียในอนาคตนางก็ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางของฝ่ายธรรมะ และยังได้สร้างคุณูปการไว้อย่างมากมาย จุดนี้ไม่อาจมองข้ามไปได้...
เพราะอย่างไร ม่านฟ้าก็ได้เปิดเผยออกมาแล้วว่า
นิกายเสวียนชาที่จินผิงเอ๋อร์ก่อตั้งขึ้น ในอนาคตได้เข้าร่วมในสงครามทำลายล้างนิกายโถงอายุวัฒนะและนิกายหมื่นพิษ…นับว่าเป็นการอุทิศตนเพื่อความสงบสุขของใต้หล้าอย่างใหญ่หลวง
บุคคลเช่นนี้ พวกเขาย่อมต้องถือว่าเป็นพวกพ้องเดียวกัน จะนิ่งดูดายปล่อยให้นางถูกพวกมารฝ่ายอธรรมเล่นงานไม่ได้
เจ้านิกายเต้าเสวียนพยักหน้าเล็กน้อย…แต่ทว่าการจะให้ความช่วยเหลือจินผิงเอ๋อร์นั้นกลับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบาก เพราะพวกเขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้นางอยู่ที่ใด?
รู้เพียงแค่ว่านางเป็นศิษย์ของนิกายเหอฮวน...
"เรื่องนี้…พวกเราค่อยหารือกันภายหลังเถิด"
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าเจ้ายอดเขาคนอื่นๆก็พยักหน้าเห็นด้วย
ครืน!
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง…บทวิจารณ์บนม่านฟ้าก็พลันสลายหายไป จากนั้น ภาพที่เคยหยุดนิ่งก็กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ในภาพนั้น ปรากฏร่างของหญิงสาวผู้เย็นชาในอาภรณ์สีขาวราวหิมะกำลังถลึงตาใส่ 'เขา' อย่างไม่สบอารมณ์
จากเดิมที่นางดูราวกับเทพธิดาผู้ไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องทางโลก บัดนี้กลับดูเหมือนจะมีความรู้สึกเล็กๆเกิดขึ้นมาแล้ว
"ท่านพี่ช่างเป็นห่วงน้องหญิงผิงเอ๋อร์เสียจริงนะ" น้ำเสียงของหญิงสาวผู้เย็นชาแฝงไปด้วยความหึงหวงเล็กน้อย
"แค่กๆ"
เงาร่างในอาภรณ์สีครามไออกมาเบาๆ…เขาหัวเราะพลางปลอบโยนว่า
"ก็เพราะเจ้าเป็นพี่สาวนี่นา ก็ต้องคอยดูแลน้องสาวบ้างสิ"
"เชอะ"
หญิงสาวผู้เย็นชาแค่นเสียงเบาๆ
บทสนทนาเช่นนี้ได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าสายตาของชาวโลก…ในวินาทีนั้น พวกเขาต่างเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านิกายชิงหยุนกับจินผิงเอ๋อร์อย่างถ่องแท้
ให้ตายสิ…คาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นอย่างที่พวกเขาคิดไว้จริงๆ?
เจ้านิกายชิงหยุนช่างมีวาสนานัก!
"เจ้าคนหลายใจ!"
"เจ้าคนชั่ว!"
เถียนหลิงเอ๋อร์ช่วยลู่เสวี่ยฉีต่อว่าอย่างฉุนเฉียว
เหล่าศิษย์จากยอดเขาไผ่น้อยที่อยู่รายล้อมก็รู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้างเช่นกัน พวกนางต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นการตำหนิเจ้านิกายชิงหยุนบนม่านฟ้า เรียกเขาว่า 'เจ้าคนหลายใจ' ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเย่ฉางเฟิงเองก็ชักจะทนไม่ไหว...
เดี๋ยวก่อนนะ…พวกนางกำลังด่าเย่ฉางเฟิงในอนาคตต่างหาก มันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เย่ฉางเฟิงก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาอีกครั้ง
เเต่ในขณะเดียวกัน ในใจของลู่เสวี่ยฉีกลับรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
ตอนแรกนึกว่าสามีในอนาคตของตนจะเป็นผู้นำฝ่ายธรรมะผู้สง่างามไร้ที่ติ แต่ผลกลับกลายเป็นว่าตอนนี้มีน้องสาวโผล่มาอีกคนเนี่ยนะ!?
"ฉีเอ๋อร์" สุ่ยเยว่ถอนหายใจออกมาเบาๆ
เมื่อนางได้เห็นภาพนี้ ในใจก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน เพราะนางเกลียดคนหลายใจประเภทนี้เป็นพิเศษ...
แต่ทว่า เจ้าก็ไม่อาจมองข้ามความสง่างามของ 'เขา' ไปได้
"ท่านอาจารย์" ลู่เสวี่ยฉีเม้มริมฝีปากเล็กน้อย
นางเหลือบมองไปยังเย่ฉางเฟิงที่อยู่ไม่ไกลอย่างแนบเนียน พลันในใจก็เกิดคำถามหนึ่งขึ้นมา...
ในตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเย่ฉางเฟิงคือเจ้านิกายชิงหยุนในอนาคต ถ้าหากว่านางแอบครอบครองเขาไว้แต่เพียงผู้เดียวล่ะ?!
หัวใจของเด็กสาวผู้เย็นชาเต้นระรัว…นางพลันรู้สึกว่าความคิดนี้ของตนดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันแฮะ
….
ในตอนนี้ เย่ฉางเฟิงยังไม่รู้ถึงความคิดอันเห็นแก่ตัวของแม่นางฉี
เขากำลังจ้องมองภาพบนม่านฟ้าอย่างไม่วางตา โดยอยากจะดูว่าในภาพนั้นจะยังมีการเปิดเผยข้อมูลอื่นๆออกมาอีกหรือไม่
ภายในภาพนั้น…หญิงสาวผู้เย็นชาในอาภรณ์ขาวราวหิมะกำลังโอบกอดอยู่กับชายหนุ่มในอาภรณ์สีคราม ทั้งสองยืนเคียงคู่กันอยู่นอกตำหนักหยูชิง ทอดสายตามองลงไปยังโลกมนุษย์ ราวกับเป็นคู่รักเซียนที่แท้จริง
"ท่านพี่"
และในตอนนั้นเอง หญิงสาวผู้เย็นชาค่อยๆเงยหน้าขึ้น…บนใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติของนางปรากฏแววครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า
"ที่ท่านเคยบอกว่าดินแดนเสินโจวจะต้องเผชิญกับมหันตภัยคราหนึ่งนั้น แท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ..."
สิ้นคำพูดนั้น ผู้คนในนิกายชิงหยุนต่างตกใจ
ดินแดนเสินโจวจะต้องเผชิญกับมหันตภัย…นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?
ในชั่วพริบตา เหล่าศิษย์ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
"เงียบ!" ชางซงเต้าเหรินตวาดขึ้นเป็นคนแรก
เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะที่ในใจพลันเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาแวบหนึ่ง พร้อมกับคิดว่าม่านฟ้านี้คงจะไม่เปิดโปงเรื่องของเขาด้วยหรอกนะ...
ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้อง
ภายในภาพนั้น…เงาร่างในอาภรณ์สีครามถอนหายใจออกมาเบาๆ
เขาทอดสายตามองไปยังทิศแดนใต้ ในแววตาแฝงไปด้วยความจนใจ พลางกล่าวว่า
"มหันตภัยครานี้มีต้นกำเนิดมาจากแดนใต้ ในอนาคตจะแผ่ขยายไปทั่วทั้งดินแดนเสินโจว ถึงตอนนี้แล้วคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้..."
"มหันตภัยอะไรหรือเจ้าคะ?" หญิงสาวผู้เย็นชาเอ่ยถาม
เงาร่างในอาภรณ์สีครามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า
"มันคือตัวตนที่เป็นอมตะ ไม่มีวันตาย…สามารถบัญชาสัตว์อสูรทั่วทั้งใต้หล้าได้ เป็นดั่งเทพเจ้าแห่งเหล่าอสูร...มีพลังที่ลึกล้ำสุดจะหยั่งถึง"
"เทพเจ้าอสูร?"
"แม้แต่ท่านพี่ก็ไม่สามารถรับมือกับมันได้หรือเจ้าคะ?"
"หึ—"
"ข้าพอจะรับมือกับมันได้อยู่ แต่การปรากฏตัวของมันนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว….และทันทีที่มันปรากฏตัวขึ้นมาสำเร็จ ไม่ว่าข้าจะสามารถรับมือกับมันได้หรือไม่"
"สำหรับดินแดนเสินโจวแล้ว ก็นับเป็นมหันตภัยครั้งใหญ่หลวงอยู่ดี!"
……..