- หน้าแรก
- ความยิ่งใหญ่ของข้าถูกเปิดเผยโดยสวรรค์
- บทที่ 3 กระแสใต้น้ำโหมกระหน่ำทั่วหล้า! ความเคลื่อนไหวของเหล่านิกายมาร!
บทที่ 3 กระแสใต้น้ำโหมกระหน่ำทั่วหล้า! ความเคลื่อนไหวของเหล่านิกายมาร!
บทที่ 3 กระแสใต้น้ำโหมกระหน่ำทั่วหล้า! ความเคลื่อนไหวของเหล่านิกายมาร!
บทที่ 3 กระแสใต้น้ำโหมกระหน่ำทั่วหล้า! ความเคลื่อนไหวของเหล่านิกายมาร!
ทางทิศเหนือของชิงหยุน
ตอนเหนือของจูงหยวน
ที่นี่มีเทือกเขาพิเศษลูกหนึ่งนามว่า ‘เขาหูฉี’
ส่วนเหตุผลที่ต้องเรียกมันว่าเขาหูฉีดก็เป็นเพราะว่าที่นี่เคยเป็นฐานทัพใหญ่ของเผ่าจิ้งจอก!
น่าเสียดายเพียงว่า
เมื่อสามร้อยปีก่อน ผู้นำเผ่าจิ้งจอก ‘จิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง’ ได้ระดมกำลังทั้งเผ่าเข้าโจมตีหุบเขาธูปสวรรค์ แต่ทว่าสุดท้ายกลับต้องลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ และเผ่าจิ้งจอกแห่งเขาหูฉีก็ต้องตกต่ำลงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...
เขาหูฉีในปัจจุบัน ได้กลายเป็นอาณาเขตของนิกายราชันย์ภูตแห่งนิกายมารไปแล้ว
….
เขาหูฉี ส่วนลึก
ที่นี่มีหุบเขาอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง
พลันปรากฏบ่อโลหิตบ่อหนึ่งที่แผ่ไอรังสีโลหิตอันเข้มข้นออกมาอย่างต่อเนื่อง กลิ่นคาวเหม็นคละคลุ้งไปทั่วทั้งหุบเขา พลังโลหิตอันหนาแน่นพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
เมื่อมองไป พลันปรากฏร่างเงาหลายร่างยืนตระหง่านอยู่ริมบ่อโลหิต
พวกเขาเงยหน้ามองฟ้า จ้องมองไปยังม่านฟ้าเบื้องบน สีหน้าของพวกเขาค่อยๆเคร่งขรึมขึ้น...
ร่างเงาหลายร่างนี้ก็คือเหล่าผู้บริหารระดับสูงของนิกายราชันย์ภูต พวกเขาได้แก่ ราชันย์ภูตคนปัจจุบัน ว่านเหรินหวัง จตุรเทพศักดิ์สิทธิ์แห่งนิกายมาร และท่านภูต
“เหอะ—เจ้านิกายรุ่นที่สิบเก้าแห่งนิกายชิงหยุน?” ดวงตาของว่านเหรินหวังเปล่งประกายวูบไหว
เขามองดูร่างเงาในม่านฟ้า พลันในแววตาก็ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด...
“พวกเจ้าคิดว่าเนื้อหาในภาพนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่?”
ว่านเหรินหวังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จตุรเทพศักดิ์สิทธิ์ต่างก็สบตากัน
มังกรครามครุ่นคิด: “ว่ากันว่าเจ้านิกายคนต่อไปของนิกายชิงหยุนคือศิษย์ผู้หนึ่งนามว่าเซียวอี้ไฉ เต้าเสวียนได้มอบดาบเจ็ดดาราให้เขาแล้ว...”
“เซียวอี้ไฉ?” ดวงตาของว่านเหรินหวังหรี่ลงเล็กน้อย
เขามองจ้องไปยังคำประเมินมากมายในม่านฟ้า พลันละเลยตัวอักษรอื่นๆทั้งหมด และจ้องมองไปยังคำว่า ‘คัมภีร์สวรรค์ห้าเล่ม’ อย่างไม่วางตา พร้อมกับเอ่ยว่า:
“เมื่อเทียบกับตัวตนของเจ้านิกายชิงหยุนคนต่อไปแล้ว ข้ากลับสนใจที่อยู่ของคัมภีร์สวรรค์ห้าเล่มมากกว่า...”
คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าคัมภีร์สวรรค์คืออะไร
แต่เขาว่านเหรินหวังรู้!
เพราะว่า ในมือของเขาก็มีคัมภีร์สวรรค์อยู่เล่มหนึ่ง
ซึ่งก็คือเล่มที่สองในบรรดาคัมภีร์สวรรค์ทั้งห้าเล่มนั่นเอง
ในตอนนี้ ดวงตาของว่านเหรินหวังเปล่งประกายวูบไหว
เขามองจ้องไปยังม่านฟ้าอย่างไม่วางตา พลางคิดในใจว่าบางทีอาจจะได้เบาะแสของคัมภีร์สวรรค์ห้าเล่มจากในนี้ก็ได้?
“ไปสืบเรื่องเซียวอี้ไฉคนนั้นมา”
“ดูซิว่าจะได้เบาะแสของคัมภีร์สวรรค์ห้าเล่มหรือไม่” ว่านเหรินหวังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ในม่านฟ้าได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าเจ้านิกายคนต่อไปของนิกายชิงหยุนคือบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่รวบรวมคัมภีร์สวรรค์ทั้งห้าเล่มได้สำเร็จ...
บางที ในมือของอีกฝ่ายอาจจะกุมเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับคัมภีร์สวรรค์ห้าเล่มอยู่ก็ได้?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนอื่นๆที่อยู่รอบข้างต่างก็พยักหน้ารับคำ: “ขอรับ ท่านเจ้านิกาย”
...
ทะเลตะวันออก
เขาหลิวโป
ห้วยสราญ นิกายเหอฮวน
ทางเดินเล็กๆที่คดเคี้ยวสายหนึ่ง ช่วงแรกนั้นแคบมาก พอให้คนเดินผ่านได้เพียงคนเดียว แต่เมื่อเดินต่อไปอีกหลายสิบก้าว ก็พลันเปิดโล่งขึ้นมา
พลันปรากฏหุบเขาที่ซ่อนเร้นจากโลกภายนอกขึ้นมา ที่นี่เต็มไปด้วยดอกเหอฮวนที่เบ่งบานอยู่ทั่วทุกหนแห่ง และตรงกลางนั้นก็มีต้นเหอฮวนขนาดใหญ่ต้นหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ ตามตำนานเล่าว่าเป็นต้นไม้ที่ฮูหยินจินหลิงปลูกไว้ด้วยมือของนางเองเมื่อแปดร้อยปีก่อน
“ชิ้ง!”
ณ ยอดเขา
พลันปรากฏสตรีผู้หนึ่งที่ดูอ่อนหวานและเย้ายวนค่อยๆเงยหน้าขึ้น
รูปร่างของเธอนั้นอรชรอ้อนแอ้น สูงโปร่งและบอบบาง ดวงตาคู่สวยที่อ่อนหวานนั้นแผ่ไอรังสีแห่งความเย้ายวนออกมาจางๆเห็นได้ชัดว่าได้บำเพ็ญเพียรวิชาเสน่ห์จนถึงขั้นสูงสุดแล้ว
นางเซียนซานเมี่ยวจ้องมองไปยังภาพในม่านฟ้า เธออดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เจ้านิกายรุ่นที่สิบเก้าแห่งนิกายชิงหยุน?”
“เซียนดาบอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า!”
สีหน้าของนางเซียนซานเมี่ยวค่อยๆเคร่งขรึมขึ้น
คำประเมินต่างๆในม่านฟ้านั้นช่างดูเหลือเชื่อเกินไปนัก ทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังยกยอจนเกินจริง ฉายาเหล่านี้ทั้งหมดอยู่บนตัวคนคนเดียวรึ?
ถ้าอย่างนั้น...คนคนนี้จะกลายเป็นตำนานมากเพียงใดกัน!?
ในโลกนี้มีคนเช่นนี้อยู่จริงๆหรือ?
เบื้องหลังของเธอ เด็กสาวในชุดขาวคนหนึ่งค่อยๆก้าวเดินมาอย่างแช่มช้อย
ใบหน้าที่งดงามของเธอดูยังอ่อนเยาว์อยู่บ้าง อายุราวๆสิบหกสิบเจ็ดปี รูปร่างบอบบาง งดงามล่มเมือง
เธอสวมอาภรณ์ยาวสีขาวเรียบหรู ชายกระโปรงยาวคลุมเลยน่อง ที่ชายกระโปรงปักลวดลายสีทองไว้เล็กน้อย ผมดำขลับสยายถึงบ่า ใบหน้าที่งดงามไร้ที่ตินั้นมองไม่เห็นตำหนิเลยแม้แต่น้อย
“ท่านอาจารย์...” จินผิงเอ๋อร์ค่อยๆเงยหน้าขึ้น
เธอเองก็สังเกตเห็นภาพในม่านฟ้าเช่นกัน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ในตอนนี้ทั่วทั้งเสินโจวไม่มีใครที่ไม่เห็น...
เมื่อได้เห็นคำประเมินในม่านฟ้า จินผิงเอ๋อร์ก็ถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง
ความสำเร็จเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถทำได้จริงๆหรือ? ไหนจะเซียนดาบอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า ไหนจะบรรพจารย์แห่งเต๋าผู้สืบทอดเต๋าแก่ใต้หล้า...
“ท่านอาจารย์”
“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจริงหรือเจ้าคะ?” จินผิงเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางเซียนซานเมี่ยวก็ครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย
เธอมองกลับไปที่จินผิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลัง พลางยื่นมือไปลูบศีรษะของเด็กสาวเบาๆแล้วเอ่ยว่า “อาจารย์เองก็ไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือเท็จ ถ้าหากว่าข้อมูลทุกอย่างในม่านฟ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็?”
“เกรงว่า—สถานการณ์ในอนาคตของเสินโจวจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์!”
จินผิงเอ๋อร์กระพริบตาเบาๆ
เธอไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักกับสิ่งที่เรียกว่าสถานการณ์ของเสินโจว
เพราะถึงอย่างไร ในตอนนี้เธอก็เป็นเพียงแค่เด็กสาวที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรมาได้ไม่กี่ปีเท่านั้น
ในตอนนี้ เมื่อจินผิงเอ๋อร์ได้เห็นข้อมูลในม่านฟ้าในใจของเธอก็เหลือเพียงแต่ความตกตะลึง และความอยากรู้อยากเห็นที่เข้มข้นอยู่บ้าง...
‘เซียนดาบอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า?’
‘ไม่รู้ว่าจะเป็นคนแบบไหนกันนะ?’
จินผิงเอ๋อร์มองจ้องไปยังร่างในชุดสีครามในม่านฟ้าอย่างเหม่อลอย
หมอกหนาได้บดบังใบหน้าของ ‘เขา’ ไว้
แต่ก็ได้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเด็กสาวขึ้นมา
หนุ่มน้อยมักจะชื่นชมความงาม สาวน้อยมักจะใฝ่ฝันถึงความรัก
ก่อนที่จะได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
จินผิงเอ๋อร์ก็เป็นเพียงแค่คุณหนูตระกูลใหญ่ธรรมดาคนหนึ่ง ในวันปกติ ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอก็คือการอ่านบทกวี และฟังเรื่องเล่าเล็กๆน้อยๆในยุทธภพ
ด้วยเหตุนี้เอง เธอจึงมีความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งที่เรียกว่าจอมยุทธ์ดาบเอย ผู้บำเพ็ญเพียรดาบเอย
โดยธรรมชาติ เพราะถึงอย่างไรสาวน้อยก็ย่อมจะใฝ่ฝันถึงความรักอยู่แล้ว...
และในตอนนี้ หลังจากที่ได้เห็นคำประเมิน ‘เซียนดาบอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า’ แล้ว จินผิงเอ๋อร์ก็เกิดความสนใจขึ้นมาเล็กน้อยต่อบุคคลในชุดสีครามที่ถูกขนานนามว่า ‘เจ้านิกายรุ่นที่สิบเก้าแห่งนิกายชิงหยุน’ ในม่านฟ้านี้
แค่ดูจากรูปร่างแล้วดูเหมือนจะยังหนุ่มอยู่เลยนะ?
ไม่รู้ว่าจะเป็นคนแบบไหนกันแน่?
...
ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเสินโจว หุบเขาอสรพิษ
ที่นี่อยู่ใกล้กับชายแดนทางใต้
ตั้งอยู่ ณ จุดเชื่อมต่อระหว่างจูงหยวนและแดนใต้
รอบข้างเต็มไปด้วยไอพิษ นับได้ว่าเป็นดินแดนแห่งพิษโดยธรรมชาติ ภายในเต็มไปด้วยสัตว์มีพิษนับไม่ถ้วนที่ซุ่มซ่อนอยู่ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรสายพิษที่จะมาอาศัยอยู่ที่นี่...
นิกายหมื่นพิษ หนึ่งในสี่นิกายใหญ่แห่งนิกายมารก็ตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่นี่
ในตอนนี้ พลันปรากฏชายชราผู้หนึ่งที่มีสีหน้าเคร่งขรึมยืนอยู่บนยอดเขา
ดวงตาที่ขุ่นมัวของเขาเปล่งประกายวูบไหว ดวงตาคู่ที่น่าเกรงขามจ้องมองไปยังภาพในม่านฟ้าอย่างไม่วางตา ไม่รู้ว่าในใจกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งใด...
เบื้องหลังของเขา เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่มีสีหน้ามืดครึ้มยืนอยู่อย่างสงบ
“อู๋เหยียน”
และในตอนนั้นเอง ชายชราก็ค่อยๆเอ่ยปากขึ้นมา
“ท่านอาจารย์” ฉินอู๋เหยียนรีบโค้งคำนับทันที
เทพพิษเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า “แอบส่งข่าวไปให้ชางซง ถามเขาดูว่ามันเรื่องอะไรกันแน่? ข้อมูลในม่านฟ้าน่าเชื่อถือหรือไม่? นิกายชิงหยุน...มีคนเช่นนี้อยู่จริงๆหรือ?”
ดวงตาของเทพพิษเปล่งประกายวูบไหว
เขามองไปยังคำประเมินมากมายในม่านฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง
ผู้นำหนึ่งเดียวแห่งฝ่ายธรรมะในใต้หล้า?
เหอะ——
น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
.…….