- หน้าแรก
- อยากเป็นตำรวจน้ำดี แต่ระบบดันยัดเยียดวิถีโจรให้ซะงั้น
- บทที่ 10 ยั่วยุตำรวจ? งานหินแล้วสิ (ฉบับเเก้ไขเเล้ว)
บทที่ 10 ยั่วยุตำรวจ? งานหินแล้วสิ (ฉบับเเก้ไขเเล้ว)
บทที่ 10 ยั่วยุตำรวจ? งานหินแล้วสิ (ฉบับเเก้ไขเเล้ว)
"ความสามารถในการระบุตัวผู้สมรู้ร่วมคิดเหรอ?"
"แต่ฉันเป็นตำรวจนะ?"
"เฮ้ย!"
"เดี๋ยวสิ นี่มันไม่ใช่เรื่องแย่นี่นา"
ดวงตาของเย่ฉางอันกลอกไปมา ใบหน้าเผยรอยยิ้มแห่งความปิติยินดีอย่างบ้าคลั่ง
ระบุตัวผู้สมรู้ร่วมคิด?
ผู้สมรู้ร่วมคิดอะไรกัน!
นั่นมันผลงานความดีความชอบเดินได้ชัดๆ!
แถมยังมองเห็นค่าความสามารถของผู้สมรู้ร่วมคิดได้ด้วย?
ดี ดี ดีมาก
เท่ากับว่าตอนนี้ไม่เพียงแค่หาตัวอาชญากรเจอ แต่ยังรู้ด้วยว่าพวกมันก่อคดีมาโชกโชนแค่ไหนใช่ไหม?
นี่ไม่ใช่แค่การดูค่าความสามารถแล้ว
มันเหมือนกับการเช็กดูเหรียญกล้าหาญชั้นพิเศษ ชั้นหนึ่ง ชั้นสอง ชั้นสาม... ชัดๆ
เยี่ยมไปเลย เมื่อกี้ยังหวังแค่ได้บรรจุเร็วๆ
แต่ตอนนี้?
ฉันอยากเข้ากระทรวง!
ถุย ฉันอยากก้าวหน้าต่างหาก
[ติ๊ง! ภารกิจใหม่มาแล้ว]
[การจะเป็นหัวหน้าแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ]
[ความกล้าหาญที่เหนือชั้นและความหยิ่งยโสที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจเป็นสิ่งขาดไม่ได้]
[โปรดกระทำการยั่วยุตำรวจโดยเร็วที่สุด]
[ขอบเขตของการกระทำต้องเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่น้อยกว่าสิบนาย]
"เอ่อ..."
เมื่อฟังเสียงประกาศล่าสุดจากระบบ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่ฉางอันก็ค่อยๆ เลือนหายไป
ถ้าระบบไม่กำหนดจำนวนคน เขาคงหาเพื่อนร่วมงานสักคนมาแกล้งแหย่เล่นขำๆ ได้
แต่ระบบดันกำหนดว่าต้องมีผู้เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่าสิบคน
ถึงเขาจะเป็นตำรวจ แต่จะไปล้อเล่นแบบนั้นไม่ได้นะ!
"จบเห่!"
"คราวนี้แถบความคืบหน้าค้างเติ่งของจริง"
เย่ฉางอันขบคิดจนหัวแทบแตกก็ยังคิดแผนที่เหมาะสมไม่ออก
สุดท้ายก็ได้แต่หวังว่าจะฟลุ๊คทำสำเร็จเหมือนที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน
เพื่อนร่วมงานในห้องโถงสถานีต่างมองท่าทีเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของเย่ฉางอัน แล้วสบตากันด้วยความงุนงง
"เสี่ยวอัน"
"นายไม่เป็นไรนะ?"
เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งตบหลังเย่ฉางอันเบาๆ แล้วเอ่ยถาม
"หา?"
"ไม่เป็นไรครับ"
เย่ฉางอันได้สติกลับมาในที่สุด แล้วส่ายหน้าเบาๆ
ทว่า
ทันทีที่ตั้งสติได้ สีหน้าเขาก็แข็งค้างไปอีกรอบ
เพราะเขาสังเกตเห็นว่าบนหัวเพื่อนร่วมงานที่ล้อมวงอยู่
มีจุดสีขาวเล็กๆ ปรากฏขึ้นทุกคน
"สีขาว?"
เย่ฉางอันคิดในใจ พอจะเดาความหมายออก
สีขาวน่าจะหมายถึงบุคคลที่บริสุทธิ์ ไม่เคยทำผิดกฎหมายหรือก่ออาชญากรรมใดๆ
เรื่องนี้ทำให้เขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โชคดีที่เพื่อนร่วมงานรอบตัวเขาต่างก็ "ขาวสะอาด" กันทั้งนั้น
จังหวะนั้นเอง
เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่เพิ่งมาถึงที่ทำงานก็นั่งลงที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ใกล้ๆ
เขาสังเกตเห็นทุกคนมุงดูหน้าจอคอมพิวเตอร์กันอยู่ จึงเลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้
"ดูอะไรกันอยู่เหรอ? คึกคักเชียว"
"เสี่ยวอันได้ลงเว็บไซต์ทางการของสำนักงานความมั่นคงสาธารณะเทศบาลน่ะ"
"จริงเหรอ? ยินดีด้วยนะ ยินดีด้วย"
"แค่โชคดีน่ะครับ" เย่ฉางอันรีบตอบอย่างถ่อมตัวทันทีที่ได้ยิน
แต่ทว่า
เมื่อเขาเลื่อนสายตาไปมองเพื่อนร่วมงานคนนั้น รูม่านตาก็หดเกร็งเล็กน้อย
จุดบนหัวเพื่อนร่วมงานคนนี้... ดันเป็นสีน้ำเงิน!?
ไม่นานนัก เขาก็ปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ
หลังจากพูดคุยตามมารยาทกับเพื่อนร่วมงานอีกสองสามประโยค เขาก็รีบปลีกตัวออกจากห้องโถง
"หรือว่า..."
"ตาฝาด?"
เย่ฉางอันคิดในใจ จากนั้นเขาจึงอาศัยจังหวะทำงานจิปาถะ เดินผ่านไปทางเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์อีกหลายรอบ
แต่ไม่ว่าจะสังเกตสักกี่ครั้ง
จุดบนหัวเพื่อนร่วมงานคนนั้นก็ยังคงเป็นสีน้ำเงินไม่เปลี่ยนแปลง
"การตรวจสอบประวัติเดี๋ยวนี้เข้มงวดจะตาย คนที่เคยทำผิดกฎหมายไม่มีทางสอบเข้ามาได้หรอก"
"นั่นก็หมายความว่า..."
พริบตาเดียว
ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมองของเย่ฉางอัน
ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบก่ออาชญากรรม!?
พอคิดได้แบบนี้ เขาก็เหมือนบรรลุแจ้ง
ถ้าตำรวจคนไหนเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน
สำหรับอาชญากรแล้ว ก็ถือว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดที่คุ้มค่าแก่การร่วมมือ
แม้จะพอเดาทางได้ แต่เย่ฉางอันก็ไม่บุ่มบ่าม
ทุกอย่างต้องว่ากันด้วยหลักฐาน
ยิ่งเป็นการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ากระทำผิดกฎหมาย
ยิ่งต้องมีหลักฐานแน่นหนาและต้องระมัดระวังตัวอย่างที่สุด!
ดังนั้น เขาจึงไม่วู่วามลงมือ
ยังไงเขาก็เป็นตำรวจช่วยงานและประจำอยู่ที่สถานีอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็วต้องเจอเบาะแสแน่
อีกอย่าง
หลิวฉางหยวนก็รับปากว่าจะให้เขาเข้าร่วมสืบคดีตั้งแต่วันพรุ่งนี้
บางที นั่นอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก็ได้