- หน้าแรก
- โรงเตี๊ยมกาลเวลา
- บทที่ 11 - สำนักสุสานโบราณไม่มีคนดีเลยสักคน
บทที่ 11 - สำนักสุสานโบราณไม่มีคนดีเลยสักคน
บทที่ 11 - สำนักสุสานโบราณไม่มีคนดีเลยสักคน
"น้องชาย ท่านมีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร?"
"ผมชื่อปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ครับ แล้วคุณล่ะ?"
"ข้าชื่ออิ๋งเจิ้ง ได้มาพบกันถือเป็นวาสนา สุราแก้วนี้ข้าเลี้ยงเจ้าเอง"
"อา... ไม่ได้ครับ มันแพงเกินไป!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า แค่เหล้าแก้วเดียวเอง ถ้าเจ้าเห็นข้าเป็นสหายก็อย่าได้ปฏิเสธ"
"แต่ว่า..."
"ลูกผู้ชายชาติตหารจะทำอะไรก็ต้องใจกว้างหน่อย รับไป!"
"อา... แต่มันแพงมากจริงๆ นะครับ"
"เพื่อนฝูงแลกเปลี่ยนของขวัญกันเป็นเรื่องปกติ หากเจ้าเกรงใจจริงๆ ก็เอาของขึ้นชื่อในโลกของเจ้ามาให้ข้าบ้างก็ได้ อย่างเช่นอาวุธในโลกของเจ้า"
"อาวุธเหรอครับ? นิวเคลียร์? หรือเครื่องบินรบ แม้แต่รถถังผมก็หามาไม่ได้หรอกครับ"
"มีอาวุธชนิดหนึ่งที่เรียกว่าปืน..."
...
ซูลั่วพอจะเดาแผนการของอิ๋งเจิ้งออก แต่ก็ไม่ได้เข้าไปยุ่ง
เรื่องที่ลูกค้าจะทำการค้าขายกันเองเขาคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้ว แถมอิ๋งเจิ้งก็เคยมาหยั่งเชิงถามเขาเรื่องนี้ด้วย
ขอแค่ไม่ขัดกับสินค้าที่ขายในโรงเตี๊ยม เขาก็ไม่คิดจะห้ามปราม
เขายินดีที่จะเห็นการปรากฏตัวของโรงเตี๊ยมสร้างผลกระทบในแง่บวกให้กับโลกต่างๆ
ขณะที่อิ๋งเจิ้งใช้เหล้าหนึ่งแก้วซื้อใจปีเตอร์ที่เพิ่งโดนแมงมุมกัดได้ไม่นาน เซียวเหล่งนึ่งก็เดินทางรอนแรมมาหลายวัน ปีนขึ้นเขาซงซาน มาถึงหน้าวัดเส้าหลิน
มองดูประตูวัดที่ตั้งตระหง่านน่าเกรงขาม สีหน้าของเซียวเหล่งนึ่งดูเย็นชา
เทียบกับเมื่อหลายวันก่อน ร่างกายของนางแผ่รังสีฆ่าฟันออกมาเข้มข้นกว่าเดิม
ก่อนออกจากบ้าน ยายซุนกำชับนางว่าโลกภายนอกไม่สงบสุข ให้นางระวังตัวให้มาก
หลังจากเดินทางคนเดียว นางถึงได้เข้าใจว่าคำว่าไม่สงบสุขหมายถึงอะไร
โจรป่า นางเจอมาสามกลุ่ม
ชาวยุทธ์ที่ประสงค์ร้าย นางฆ่าทิ้งไปหกคน
ยังมีพวกอันธพาลในเมืองที่ถูกนางเล่นงานจนพิการไปอีกสิบแปดคน
ที่ทำให้นางทนไม่ได้ที่สุดคือทหารม้ามองโกลพวกนั้น
ตอนผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง นางเจอกองทหารม้ามองโกลกำลังเข่นฆ่าชาวบ้านตาดำๆ หญิงสาวถูกข่มเหง เด็กน้อยถูกทรมานสังหาร
แม้จะฆ่าพวกทหารม้าสุดโหดเหล่านั้นจนหมดสิ้น แต่ในใจนางก็ยังไม่สบอารมณ์อยู่ดี
ดังนั้นเมื่อได้ยินหลวงพี่เฝ้าประตูบอกว่าเส้าหลินปิดเขา งดรับแขก นางจึงชักกระบี่ออกมาทันที
ด้วยกำลังภายในร้อยปีที่ระเบิดออกมา ประตูใหญ่ที่แข็งแรงก็ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนดัง "โครม"
ไม่กี่อึดใจ ระฆังยักษ์สิบกว่าใบในวัดก็ดังขึ้นพร้อมกัน เสียงก้องกังวานสะท้อนไปทั่วหุบเขา
"ข้าศึกบุก!"
ขณะที่ภายในวัดกำลังโกลาหล พระนักรบจากตึกตั๊กม้อและตึกล่อฮั้นก็กรูกันออกมา
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเซียวเหล่งนึ่งที่มีกำลังภายในร้อยปี ก็ไม่มีใครรับมือนางได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน เซียวเหล่งนึ่งบุกตะลุยมาจนถึงหน้าหอคัมภีร์
รอบกายนางยังรายล้อมไปด้วยพระสงฆ์ถือพลองยาว แต่ไม่มีใครกล้าก้าวเข้ามาอีก
เซียวเหล่งนึ่งชุดขาวพลิ้วไหว ท่วงท่าสง่างาม
นางสีหน้าเรียบเฉย มือข้างหนึ่งถือกระบี่ ก้าวเดินไปข้างหน้า
แม้กระบี่จะยังไม่ออกจากฝัก แต่เหล่าพระสงฆ์ต่างก็ถอยกรูดตามจังหวะก้าวเดินของนาง
ทันใดนั้น พระสงฆ์วัยกลางคนห่มจีวรผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาขวางหน้า
หลังจากสวดอมิตาพุทธแล้ว พระรูปนั้นก็เอ่ยขึ้น "ประสกบุกรุกเส้าหลิน ทำร้ายศิษย์ในสำนัก ไม่ทราบว่าเส้าหลินไปล่วงเกินท่านตรงไหน?"
เซียวเหล่งนึ่งหยุดเท้า เงยหน้าถาม "เจ้าเป็นใคร?"
"ท่านนี้คือเจ้าอาวาสตึกตั๊กม้อ ไต้ซือเทียนหมิง!" พระหนุ่มรูปหนึ่งตะโกนบอก
เซียวเหล่งนึ่งพูดเสียงเรียบ "ได้ยินว่าในหอคัมภีร์วัดเส้าหลินมีวิชายุทธ์มากมาย ข้าอยากขอยืมดูสักหน่อย!"
ไต้ซือเทียนหมิงสีหน้าไม่เปลี่ยน ยังคงวางมาดเป็นพระเถระผู้ทรงศีล แต่ในใจกลับด่ากราดว่า "นางโจรหญิงรังแกกันเกินไปแล้ว"
นับตั้งแต่เกิดเรื่องคนครัวอาละวาดเมื่อหลายปีก่อน เส้าหลินก็เข้มงวดเรื่องการถ่ายทอดวิชามาก ศิษย์ธรรมดาแค่แอบฝึกวรยุทธ์ยังต้องโดนลงโทษอย่างหนัก นึกไม่ถึงว่าจะมีคนบุกมาถึงหน้าประตูเพื่อขอวิชากันโต้งๆ แบบนี้
คิดว่าเส้าหลินไร้น้ำยาหรือไง?
พอนึกถึงฝีมือที่เด็กสาวคนนี้แสดงออกมาเมื่อครู่ ไต้ซือเทียนหมิงก็รู้สึกเหนื่อยใจ
ตั้งแต่หลวงจีนกวาดลานวัดมรณภาพไป เส้าหลินก็ไม่มียอดฝีมือที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้เลยจริงๆ
"ไม่ทราบว่าประสกมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร?" เขาตั้งใจจะถ่วงเวลา
ประจวบเหมาะกับวันนี้ทางวัดมีแขกคนสำคัญมาเยือน ไม่แน่ว่าคนผู้นั้นอาจจะช่วยหยุดเด็กสาวจอมอหังการคนนี้ได้
"สำนักสุสานโบราณ เซียวเหล่งนึ่ง!"
พูดจบ นางก็ยกกระบี่ขึ้น ตั้งใจจะบุกเข้าไปในหอคัมภีร์เพื่อหาของเอง
ไต้ซือเทียนหมิงสีหน้าเปลี่ยนไปทันที "นางมารลี้มกโช้วเป็นอะไรกับเจ้า?"
เซียวเหล่งนึ่งขมวดคิ้ว ชะงักไปนิดหนึ่ง ตอบเสียงเย็น "ศิษย์พี่ข้า"
มิน่าล่ะ!
สำนักสุสานโบราณนี่ไม่มีคนดีเลยสักคน!
ไต้ซือเทียนหมิงใจเต้นระรัว
ตอนแรกเขาเห็นเซียวเหล่งนึ่งไม่ชักกระบี่ออกจากฝัก แค่ทำร้ายลูกศิษย์บาดเจ็บ ก็ยังไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่
พอได้ยินว่าศิษย์พี่ของนางคือนางมารลี้มกโช้วผู้ฉาวโฉ่ ในใจก็เริ่มตุ้มๆ ต่อมๆ
นั่นมันนางมารร้ายฆ่าคนไม่กระพริบตาเลยนะ
เด็กสาวคนนี้จะเป็นเหมือนศิษย์พี่ของนางหรือเปล่า?
ขณะที่กำลังกังวล จู่ๆ ก็มีคนตะโกนว่า "ท่านเจ้าอาวาสมาแล้ว!"
ไต้ซืออู๋เซ่อรีบหันไปมอง เห็นพระชรารูปหนึ่งเดินจ้ำอ้าวมาท่ามกลางวงล้อมของเหล่าพระสงฆ์
พอเห็นชายวัยกลางคนที่เดินขนาบข้างพระชรา เขาก็ถอนหายใจโล่งอก เพิ่งรู้ตัวว่าเหงื่อแตกท่วมตัวโดยไม่รู้ตัว
เซียวเหล่งนึ่งหันไปมองเช่นกัน
เห็นชายวัยกลางคนข้างกายพระชรา คิ้วของนางก็ขมวดเล็กน้อย
คนผู้นั้นหน้าตาเปี่ยมคุณธรรม ท่าทางองอาจผ่าเผย แค่ดูกลิ่นอายก็รู้ว่ามีกำลังภายในล้ำลึก
เจ้าอาวาสวัดเส้าหลินกำลังจะเอ่ยปาก ไต้ซือเทียนหมิงก็รีบเดินเข้าไปหา เล่าที่มาที่ไปและจุดประสงค์ของเซียวเหล่งนึ่งให้ฟัง
"ที่แท้ก็ศิษย์สำนักสุสานโบราณ!" เจ้าอาวาสรู้สึกหนักใจ
เรื่องราวเมื่อหลายปีก่อนทำเอาเส้าหลินบอบช้ำหนัก ประกอบกับบ้านเมืองวุ่นวาย เส้าหลินจะเอาตัวรอดยังยาก เขาไม่อยากสร้างศัตรูเพิ่มจริงๆ
คิดได้ดังนั้น เขาจึงมองไปทางชายวัยกลางคนข้างๆ
เดิมทีอีกฝ่ายมาหาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เส้าหลินร่วมต้านมองโกล เขาไม่อยากเอาตัวไปจุ่มโคลนตมจึงตั้งใจจะปัดๆ ไป แต่ตอนนี้มีแขกมารมาเยือน...
เขาส่งสายตาขอความช่วยเหลือ
ขณะที่ชายวัยกลางคนกำลังจะเอ่ยปาก แขนเสื้อของเขาก็ถูกสตรีที่มาด้วยกันดึงไว้
"พี่ก๊วย!" สตรีผู้นั้นส่ายหน้า
เจ้าอาวาสจนปัญญา แอบด่าในใจว่าเกาะดอกท้อเลี้ยงจิ้งจอกเจ้าเล่ห์มาฝูงหนึ่งหรือไง
เขาจึงเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึม พูดว่า "จอมยุทธ์ก๊วย เส้าหลินไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของอาตมาเพียงผู้เดียว แต่หากท่านสามารถเกลี้ยกล่อมให้ศิษย์ยอมลงเขาได้ อาตมาก็จะไม่ขัดขวาง แต่ก่อนหน้านั้น ขอให้ท่านช่วยไล่สีกาผู้นี้ไปให้ที!"
อึ้งย้งจึงพยักหน้าให้ก๊วยเจ๋งที่อยู่ข้างๆ
ก๊วยเจ๋งที่รู้สึกว่า "เป็นหน้าที่ที่ไม่อาจปฏิเสธ" อยู่แล้ว จึงก้าวออกมา ประสานมือคารวะเซียวเหล่งนึ่ง "แม่นางท่านนี้ ข้าพเจ้าก๊วยเจ๋ง เคยมีวาสนาได้พบผู้อาวุโสสำนักสุสานโบราณของท่านอยู่หลายครั้ง ไม่ทราบว่าท่านจะเห็นแก่ความสัมพันธ์นี้ อย่าได้ลำบากวัดเส้าหลินเลยจะได้หรือไม่?"
"ท่านคือก๊วยเจ๋ง?" เซียวเหล่งนึ่งแปลกใจ
นางนึกว่าจอมยุทธ์ก๊วยผู้มีชื่อเสียงระบือไกล จะมีหน้าตาหล่อเหลาสง่างามเหมือนคุณชายซูลั่วเสียอีก ไม่นึกว่าจะหน้าตาธรรมดาบ้านๆ แบบนี้
ก๊วยเจ๋งลอบถอนหายใจโล่งอก
เขาถือเป็นศิษย์ครึ่งตัวของสำนักช้วนจิน ย่อมรู้เรื่องความแค้นระหว่างสำนักช้วนจินกับสำนักสุสานโบราณ หากไม่จำเป็น เขาก็ไม่อยากลงมือกับทายาทสำนักสุสานโบราณ
"ใช่แล้ว" ก๊วยเจ๋งยิ้ม
เซียวเหล่งนึ่งไม่ใช่คนไร้เหตุผล จึงพูดว่า "ข้าไม่ได้จะเอาไปเปล่าๆ"
เรื่องนี้นางก็บอกพวกหลวงจีนไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครฟัง
ก๊วยเจ๋งขมวดคิ้ว "ท่านจะใช้วิชาของสำนักสุสานโบราณมาแลกเปลี่ยนหรือ?"
เซียวเหล่งนึ่งส่ายหน้า "วิชาของสำนักสุสานโบราณย่อมไม่อาจแพร่งพราย"
พูดถึงตรงนี้ ใบหน้าของนางก็ฉายแววขัดเขินเล็กน้อย
'คัมภีร์ดรุณีหยก' ที่ศิษย์พี่คะนึงหา ถูกนางขายให้โรงเตี๊ยมไปแล้วนี่นา
"แต่ของที่ข้าจะเอาออกมาแลกนั้น มีค่ามากกว่าคัมภีร์ยุทธ์ไม่กี่เล่มนัก" พูดจบ เซียวเหล่งนึ่งก็หยิบแท็บเล็ตออกมาจากอกเสื้อ
นางย่อมไม่ใช่คนพาล ของสิ่งนี้คือสมบัติวิเศษที่นางเตรียมมาแลกวิชายุทธ์
ของวิเศษจากแดนเซียนเชียวนะ ต่อให้ขายวัดเส้าหลินทิ้งก็ยังแลกไม่ได้เลย
พวกหลวงจีนนี่ต่างหากที่ได้กำไรมหาศาล!
คิดได้ดังนั้น นางก็ตาเป็นประกาย พูดว่า "ได้ยินว่าจอมยุทธ์ก๊วยเคยเรียนสุดยอดวิชาของพรรคกระยาจก?"
ก๊วยเจ๋งตอบตามตรง "ภรรยาของข้าคือประมุขพรรคกระยาจก"
เซียวเหล่งนึ่งสีหน้าเย็นชา แต่ในใจกลับลิงโลด "ดีเลย งั้นขอเชิญจอมยุทธ์ก๊วยเอาสุดยอดวิชาพรรคกระยาจกออกมา แลกเปลี่ยนแบบนี้ข้าถึงจะไม่ขาดทุนเกินไปนัก!"
(จบแล้ว)