- หน้าแรก
- พนักงานรีสอร์ทของผมเป็นเซียนกระบี่
- บทที่ 50 สัญญาวันแรงงาน
บทที่ 50 สัญญาวันแรงงาน
บทที่ 50 สัญญาวันแรงงาน
บทที่ 50 สัญญาวันแรงงาน
ในขณะนี้ หลินโปกำลังนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ที่บริษัททัวร์เหล่าปิง
กลุ่มชายฉกรรจ์หัวโล้นเลี่ยนพากันรุมล้อมมุงดูสัญญาที่หลินโปนำมาอยู่ข้างๆ เจิ้งจื้อหย่ง
"ถ้าคนไม่รู้มาเห็นเข้า คงนึกว่าที่นี่เป็นสำนักสงฆ์ไปแล้ว" หลินโปอดขำไม่ได้
"ก่อนหน้านี้สีผมแต่ละคนฉูดฉาดเกินไปจนแสบตา เลยสั่งให้โกนทิ้งสะให้หมด อีกสักสองสัปดาห์เดี๋ยวผมก็ขึ้นแล้ว" เจิ้งจื้อหย่งเอ่ยพลางพลิกดูรายละเอียดในสัญญา
ชายหัวโล้นหมายเลขหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ชี้ไปที่บรรทัดหนึ่งในสัญญาแล้วโวยวายขึ้นมา "ทำไมในส่วนของโครงการเกมถึงไม่มีค่าคอมมิชชั่นล่ะครับ?"
"ส่วนนั้นถูกรวมเข้าไปในส่วนลดการแลกเหรียญเกมแล้ว" หลินโปอธิบายอย่างไม่รีบร้อน
"เนื่องจากราคาต่อหน่วยของเกมในพื้นที่ท่องเที่ยวไม่ได้สูงนัก การจะมาคำนวณแยกย่อยเป็นรายการเล็กๆ มันจะยุ่งยากเกินไป"
"แต่เราต้องมองการณ์ไกล อย่างแรกคือตั๋วเข้าชม ผมให้ค่าคอมมิชชั่นพวกคุณยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนการเติมเหรียญเกมและแพ็กเกจอาหารกลุ่มสำหรับภัตตาคาร ผมให้ส่วนลดพวกคุณในราคาเหมาที่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนพวกคุณจะไปเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ก็สุดแท้แต่จะจัดการเลย"
"นอกจากนี้ ผมบอกได้เลยว่าในอนาคตจะมีทั้งที่พักและร้านขายของที่ระลึกเปิดเพิ่มในพื้นที่ท่องเที่ยว ส่วนลดที่ชัดเจนจะเป็นเท่าไหร่ค่อยมาคุยกันอีกที สรุปคือพวกคุณไม่มีทางขาดทุนแน่นอน"
หลินโปเจรจาอย่างคล่องแคล่ว เจิ้งจื้อหย่งพยักหน้าเห็นพ้องด้วย และเสริมขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"ไม่ว่าพื้นที่ท่องเที่ยวจะพัฒนาไปไกลแค่ไหน ผมต้องการโควต้าถาวรวันละหนึ่งพันคน และสิทธิ์ในการจองล่วงหน้าก่อนใคร"
'เฮ้ ตาแหลมไม่เบานี่!'
"ไม่มีปัญหา!" หลินโปตอบตกลงทันที "ถ้าคุณรับไหว ผมให้สิทธิ์ผูกขาดแก่คุณเลย!"
"จริงหรือ? บอสหลินใจกว้างจริงๆ!"
"พวกโลภมาก..." เจิ้งจื้อหย่งยังไม่ทันจะได้ส่ายหน้าปฏิเสธ ก็ถูกลูกน้องหลายคนรุมกอดคอเอาไว้
พี่ใหญ่ไม่สนใจเงินทอง แต่พวกเขาสนใจ!
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณบอสหลินมากครับ!"
เจิ้งจื้อหย่งหน้าดำคร่ำเครียด พยายามปัดมือที่ปิดปากเขาออก "ออกไปให้พ้น! ไปวิ่งซะ—"
"พวกเราจะไปวิ่งสิบกิโลเมตรแล้วค่อยกลับมาอวยพรปีใหม่ให้บอสหลินต่อครับ!"
'นี่ก็จะเข้าหน้าร้อนแล้ว ยังจะมาอวยพรปีใหม่อะไรกัน!'
"ยี่สิบกิโลเมตร!" เจิ้งจื้อหย่งคำรามไล่หลัง
กลุ่มเด็กหนุ่มวิ่งพรวดพราดออกไป เพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ สภาพจิตใจและท่าทางของหนุ่มๆ กลุ่มนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เจิ้งจื้อหย่งปิดสัญญา สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง "พอดีเลย ในเมื่อคุณมาแล้ว ผมก็มีเรื่องต้องเตือนคุณสักหน่อย"
"พื้นที่ท่องเที่ยวของคุณน่ะ เรื่องความปลอดภัยจากอัคคีภัยยังต้องใส่ใจให้มากกว่านี้ ครั้งก่อนที่ผมไปเดินสำรวจดู พบปัญหาอยู่หลายจุดทีเดียว จะให้ผมหาคนไปช่วยดูแลให้เอาไหม?"
หลินโปชะงักไปทันที หลายสัปดาห์มานี้เขายุ่งจนหัวหมุนจนไม่ได้สังเกตเรื่องนี้จริงๆ
"พี่คือพี่ชายแท้ๆ ของผมเลย! พี่ชายตลอดไปของผม! ผมอยากจะกราบไหว้พี่ทุกวันเลย!"
การพึ่งพาระบบเพียงอย่างเดียวทำให้เขาละเลยปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงไป หากถูกร้องเรียนหรือเกิดเหตุขึ้นมาคงได้พังพินาศแน่
"พอดีเลยครับ สัปดาห์นี้พื้นที่ท่องเที่ยวของเรากำลังปิดปรับปรุงอยู่พอดี จะได้แก้ไขเรื่องนี้ไปพร้อมกันเลย!"
เมื่อนัดแนะเวลากันเรียบร้อย หลินโปก็หยิบเอกสารที่เตรียมไว้มุ่งหน้าไปยังธนาคารอย่างสบายใจ
ณ ธนาคารเพื่อการพัฒนาสู่ซิ่น
เล่ยเป้ามองกองเอกสารหนาเตอะที่วางอยู่ข้างเครื่องทำลายเอกสารด้วยสายตาละห้อย
เมื่อครู่ รองผู้จัดการโจวแทบจะไม่ปรายตามองรายงานของเขาเลยด้วยซ้ำ ก่อนจะส่งคืนพร้อมบอกว่าเนื้อหามีการคาดเดามากเกินไป
และสั่งให้เขาทำใหม่โดยยึดตามสถานการณ์ปัจจุบันเท่านั้น
เพื่อนร่วมงานข้างๆ เห็นท่าทางห่อเหี่ยวของเขาก็ขุดชื่อมาล้อเลียนทันที "ยังวุ่นอยู่กับเรื่องพื้นที่ท่องเที่ยวร้างนั่นอีกหรือ? บอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งเลย เสียแรงเปล่าเห็นไหม ชื่อแกน่ะมันไม่เป็นมงคลจริงๆ"
"เล่ยเป้า (เสือดาวสายฟ้า) ดันไปพ้องกับคำว่า 'เป้าเล่ย' (หนี้เน่าระเบิด) โครงการที่แกรับผิดชอบไม่ช้าก็เร็วต้องเจ๊งระเบิดสมชื่อแน่!"
"พื้นที่ท่องเที่ยวนี้มีจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจนะ"
เล่ยเป้าก้มมองเอกสารของตน ในนั้นระบุข้อมูลปัจจุบันและความคาดหวังในอนาคตไว้อย่างละเอียด
รายรับของดินแดนเร้นลับสู่หลิงมีแนวโน้มจะแตะจุดสูงสุดในช่วงวันหยุดวันแรงงานที่กำลังจะมาถึง
"จะมีจุดเปลี่ยนอะไรได้ บอสหลินคนนั้นพวกเราก็ใช่ว่าไม่เคยเห็น เป็นแค่พวกดีแต่เปลือกไปวันๆ"
"แล้วอีกอย่าง ต่อให้มันดีขึ้นจริงก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราไม่ใช่หรือ? เห็นว่าทางหงหย่วนกรุ๊ปกำลังพิจารณาจะซื้อที่ดินผืนนั้นอยู่ พนักงานกินเงินเดือนอย่างพวกเราจะไปกังวลอะไรมากมาย? สู้เอาเวลาไปหาซินแสเก่งๆ ดูดวงเปลี่ยนชื่อให้เป็นมงคลเรียกทรัพย์ยังจะดีเสียกว่า"
"เอาเป็นว่า ในเมื่อผู้จัดการโจวสั่งว่าไม่ต้องยุ่ง ก็อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวเลย! มีปัญหาอะไรก็ให้เขาจัดการเอง"
'ถ้าอยากรวย สู้ไปไหว้ศาลเจ้าเทพไฉ่เสินบ่อยๆ ยังจะดีกว่า' เล่ยเป้าคิดในใจ
แม้ช่วงสองวันนี้เรื่องงานจะไม่ราบรื่น แต่เขากลับขูดบัตรรางวัลถูกรางวัลสิบยี่สิบหยวนมาตลอด
วันนี้ระหว่างทางยังเก็บกระเป๋าสตางค์ได้ใบหนึ่ง ซึ่งเจ้าของซาบซึ้งใจจนยัดเงินสินน้ำใจให้เขาถึงสองร้อยหยวน
ในขณะที่เล่ยเป้ากำลังบ่นพึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้นผู้จัดการฝ่ายต้อนรับชั้นล่างก็พาใครคนหนึ่งเดินขึ้นมา
"ผู้จัดการเล่ย มีแขกมาขอพบค่ะ"
หลินโปเดินออกมาจากด้านหลังพนักงานสาวในเครื่องแบบ
"ผมคือผู้รับผิดชอบดินแดนเร้นลับสู่หลิง หลินโปครับ เราเคยคุยกันทางโทรศัพท์แล้ว วันนี้ผมตั้งใจมาคุยเรื่องเงินกู้ครับ"
พอเล่ยเป้าเห็นหลินโป เขาก็ถึงกับยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไปซุ่มสังเกตการณ์ที่พื้นที่ท่องเที่ยวมาสองวันเต็มๆ นี่ไม่ใช่พนักงานขายตั๋วของที่นั่นหรอกหรือ?
อ้อ ใช่... เขายังรับบทเป็นพิธีกรในช่วงการแสดงสุดท้ายด้วยนี่นา
ก่อนหน้านี้เขาเคยพบกับบอสหลินคนเดิมมาบ้าง แต่ภาพจำมันไม่ใช่แบบนี้เลยนี่!
เจลใส่ผมเยิ้มๆ หายไปไหน? หัวเข็มขัดโลโก้แบรนด์เนมใหญ่ยักษ์หายไปไหนหมด!
ชายตรงหน้าสวมเพียงเสื้อยืดสีดำ กางเกงลำลองสีเทาเข้ม ผมสั้นตัดแต่งดูทะมัดทะแมง
ไม่มีเค้าลางของลูกคุณหนูเสเพลหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
หลินโปปรายตาไปเห็นเอกสารข้างมือของเล่ยเป้า ตัวอักษรเด่นหราคำว่า "ดินแดนเร้นลับสู่หลิง" ไม่อาจเล็ดลอดสายตาอันเฉียบคมของเขาไปได้
เขาหยิบปึกเอกสารออกมาจากกระเป๋าพลางเอ่ยขึ้น "ช่วงสุดสัปดาห์งานยุ่งไปนิด เห็นคุณเงียบหายไปไม่ติดต่อมาตามนัด”
“ผมเลยถือโอกาสมาหาเองเสียเลย นี่คือข้อมูลประมาณการลงทุนในอนาคต แบบจำลองการเติบโตของรายได้ การคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น”
“ผลวิเคราะห์ระยะเวลาคืนทุน รวมถึงรายการหลักทรัพย์ค้ำประกันชุดใหม่พร้อมรายงานประเมินมูลค่าครับ”
เล่ยเป้ามองกองเอกสารที่หลินโปเตรียมมาด้วยความทึ่ง
นี่มันประสิทธิภาพการทำงานระดับไหนกัน!
กลางวันขายตั๋วทั้งวัน กลางคืนยังรับบทพิธีกร แถมยังมีเรี่ยวแรงมหาศาลมาจัดทำเอกสารพวกนี้อีกเหรอ?
หลินโปยิ้มกริ่ม แม้ฮู่ว่านหลี่และคนอื่นๆ กำลังวุ่นอยู่กับการเชิญชวนลงทุนในแดนสวรรค์สุญญตา
แต่ทางฝั่งนี้เขาก็ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้เช่นกัน
เมื่อนึกถึงคำสั่งของรองผู้จัดการธนาคารโจว เล่ยเป้าก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยว "ผมพาคุณไปพบผู้จัดการก็แล้วกันครับ"
หลินโปชะงักไปครู่หนึ่ง "คืบหน้าเร็วขนาดนี้เชียว? ก็ดีครับ"
เขาเดินตามเล่ยเป้ามุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของรองผู้จัดการธนาคารโจวฟู่หางทันที
ทันทีที่โจวฟู่หางเห็นเล่ยเป้าเดินเข้ามา เขาก็ขมวดคิ้วฉับด้วยความไม่พอใจ "แกยังจะมาทำอะไรอีก ไม่ชัดเจนพอหรือไง? บอกแล้วว่าไม่ต้องไปยุ่งกับไอ้พื้นที่ท่องเที่ยวพรรค์นั้น—"
"สวัสดีครับผู้จัดการโจว!" หลินโปไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดจนจบ เขาเดินออกมาจากด้านหลังประตูพลางเอ่ยแนะนำตัว "ผมหลินโป ผู้รับผิดชอบดินแดนเร้นลับสู่หลิงครับ"
โจวฟู่หางปรายตามองเล่ยเป้าอย่างมีความหมาย
ส่วนเล่ยเป้าก็ได้แต่ทำหน้าซื่อตาใส ในเมื่อท่านเป็นคนบอกเองว่ามีอะไรให้มาหาท่านโดยตรงนี่นา
หลินโปเริ่มหยิบของในกระเป๋าออกมาวางทีละอย่าง จนกระทั่งถึงรายการหลักทรัพย์ค้ำประกันชุดใหม่
"ผมตั้งใจจะปรับปรุงสถานะหนี้สินของดินแดนเร้นลับสู่หลิงให้ดีขึ้น จึงยินดีเสนอหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มเติม..."
"หลักทรัพย์ค้ำประกันพวกนั้นมันไร้ความหมาย" โจวฟู่หางขัดจังหวะอย่างไม่สบอารมณ์
"หากพวกคุณล้มละลายขึ้นมาจริงๆ ลำพังแค่สิ่งก่อสร้างพวกนั้น เรายังต้องเสียเงินจ้างคนมาขุดรื้อถอนทิ้งอีก สิ่งที่สำคัญกว่าคือความสามารถในการดำเนินงานและศักยภาพในการทำกำไรในอนาคตของพวกคุณต่างหาก"
หลินโปเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหยิบเอกสารอีกฉบับออกมา "นี่คือข้อมูลการสั่งจองบัตรเติมเงินเหรียญเกมล่วงหน้าเฟสแรกของพื้นที่ท่องเที่ยวเราครับ ณ เมื่อวานนี้ มียอดผู้ซื้อไปแล้วกว่าสองหมื่นสามพันคน ยอดขายรวมเฉียดสี่ล้านหยวน"
แม้จะยังไม่มีการเข้าใช้งานจริงในตอนนี้ แต่ก็พิสูจน์ได้ว่าในเดือนหน้าจะมีคนกลุ่มใหญ่ที่พร้อมจะมาเยือนพื้นที่ท่องเที่ยวแห่งนี้แน่
ซึ่งต้องขอบคุณ 'พี่ชายสายแฉ' ที่ช่วยกระพือข่าวโปรโมทให้เป็นอย่างดี
จากนั้นเขาก็วางสัญญาอีกฉบับลงบนโต๊ะ "ส่วนนี่คือสัญญาความร่วมมือระยะยาวระหว่างผมกับบริษัททัวร์ครับ ซึ่งรับประกันรายได้แน่นอนไม่ต่ำกว่าสามแสนหยวนต่อเดือน"
โจวฟู่หางหยิบเอกสารขึ้นมาพิจารณา สีหน้าของเขาค่อยๆ อ่อนลงเล็กน้อย
"อืม ผมเข้าใจแล้ว แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ และบอสหลิน คุณเองก็น่าจะรู้..." โจวฟู่หางทำสีหน้ายากจะอธิบาย "เอาอย่างนี้แล้วกัน กำหนดชำระหนี้ของบริษัทคุณคือหลังช่วงวันหยุดวันแรงงานพอดี เรามายึดเอาข้อมูลรายได้ช่วงวันหยุดนั้นเป็นเกณฑ์ตัดสินดีไหม? หากในช่วงวันแรงงาน พวกคุณสามารถทำยอดเงินหมุนเวียนเฉลี่ยต่อวันได้ถึงสามล้านหยวน เราค่อยมาพิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้กันอีกที"
'หากทำยอดเงินหมุนเวียนได้มหาศาลขนาดนั้น ก็ไม่เห็นต้องมานั่งปรับโครงสร้างหนี้ให้เสียเวลา'
หลินโปหรี่ตาลง สัมผัสได้ถึงเจตนาที่จงใจตั้งเงื่อนไขให้ลำบากในคำพูดนั้น
"ตกลงครับ ในเมื่อผู้จัดการโจวยืนยันแบบนั้น เราก็รอให้ผ่านช่วงวันหยุดวันแรงงานไปก่อนค่อยมาดูกัน" หลินโปเก็บเอกสารทั้งหมดแล้วเดินจากไปทันที
หลังจากหลินโปพ้นสายตาไปแล้ว โจวฟู่หางก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขหนึ่ง
"ฮัลโหล ประธานวังหรือครับ? แผนการฮุบกิจการของพวกคุณคงต้องเพิ่มความระมัดระวังหน่อยแล้วนะ หากตัวเลขต่างๆ ของดินแดนเร้นลับสู่หลิงแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไร้ความสามารถในการชำระหนี้ ทางธนาคารก็สามารถอายัดทรัพย์สินเพื่อขายทอดตลาดได้ทันที”
“แต่... คุณก็รู้ สำหรับเราแล้ว การควบคุมความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญ เมื่อเทียบกับโครงการใหม่ที่ต้องเริ่มนับหนึ่ง โครงการที่มีศักยภาพและทำกำไรได้มั่นคงย่อมดึงดูดใจผู้บริหารระดับสูงมากกว่า”
เสียงจากปลายสายฟังดูไม่พอใจนัก โจวฟู่หางเองก็หงุดหงิดเช่นกัน การตรวจสอบภายในของธนาคารเข้มงวดขนาดไหน อีกฝ่ายไม่รู้บ้างหรือไง?
การที่เขาส่งข่าววงในให้ได้ขนาดนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว จะให้เขาไปบังคับยึดทรัพย์คนอื่นมาประเคนให้เลยหรืออย่างไร!
อย่างไรก็ตาม เขายังคงทิ้งท้ายคำแนะนำไปว่า "ฝั่งนั้นมีกำหนดเวลาชำระหนี้ที่กระชั้นชิดมาก ก่อนจะถึงวันหยุดวันแรงงาน พวกคุณยังมีช่องทางให้ดำเนินการได้อีกมาก หากไม่ไหวจริงๆ ก็ลองไปเจรจากับผู้รับผิดชอบฝั่งนั้นดูอีกทีดีไหมครับ"
ทางปลายสาย วังเหวยเหรินวางสายโทรศัพท์ด้วยใบหน้าดำคร่ำเครียด
มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น พื้นที่ท่องเที่ยวที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเจ๊งอยู่รอมร่อ ทำไมจู่ๆ ถึงพลิกฟื้นกลับมาได้?
จ้างคนไปแฉกะจะทำลายชื่อเสียง แต่ผลกลับกลายเป็นว่าคนไปพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นของจริงเสียอย่างนั้น ในเมื่อเป็นของจริง การที่อีกฝ่ายทำสงครามราคาอย่างหนักขนาดนี้ คำนวณอย่างไรก็มีแต่ขาดทุน ลำพังแค่ค่าแรงพนักงานยังไม่น่าจะพอเลยด้วยซ้ำ
แต่จากคำพูดของทางธนาคาร... กลับบอกว่ามีกำไร?
แถมตัวเลขคาดการณ์ยังดูสมเหตุสมผลจนน่าตกใจ?
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
"ประธานวังครับ หรือว่าเราจะส่งคนเข้าไปตรวจสอบดูหน่อยดีไหม? พื้นที่ท่องเที่ยวใหญ่โตขนาดนั้น หากคิดจะจับผิด อย่างไรก็ต้องหาเรื่องมาเล่นงานได้สักเรื่องแน่"
ผู้ช่วยยื่นถ้วยชาผูเอ่อร์ร้อนๆ ให้ พร้อมกับเสนอแผนการ "หัวใจหลักของพื้นที่ท่องเที่ยวคือรายได้ในช่วงวันหยุดวันแรงงาน หากเราทำให้พวกเขาพลาดช่วงนาทีทองนั้นไปได้ทั้งหมด..."
"ตกลง คุณไปจัดการได้เลย"