- หน้าแรก
- ไรเดอร์ยอดนักสืบ ส่งอาหารอยู่ดีๆ ก็ต้องมาไขคดีซะงั้น
- บทที่ 29 ตัวอักษรเลือดบนประตูรถ!
บทที่ 29 ตัวอักษรเลือดบนประตูรถ!
บทที่ 29 ตัวอักษรเลือดบนประตูรถ!
“ที่ที่ปลอดภัยที่สุด คือที่ที่อันตรายทั้งหมดถูกกำจัดออกไปแล้วอย่างสมบูรณ์?”
ทั้งในและนอกห้องประชุม ตำรวจทุกนายต่างตกอยู่ในห้วงความคิด
ต้องใช้เวลาครู่หนึ่ง กว่าทุกคนจะตระหนักได้ว่าประโยคนี้มาจากมุมมองของ ฆาตกร
ดวงตาของหลายคนเป็นประกาย ราวกับคิดอะไรออก
สยงเป้ยเป้ยถึงกับลุกพรวดจากเก้าอี้:
“ผมเข้าใจแล้ว”
“ถ้ามองในมุมของคดี สำหรับฆาตกร อันตรายก็คือการสืบสวนของตำรวจ”
“ถ้าพวกมันขับรถหนีออกไปจากพื้นที่นั้น ไม่เพียงอาจถูกสะกดรอยตาม แต่ยังเสี่ยงจะเปิดเผยจำนวนสมาชิก เพศ หรือแม้แต่รูปพรรณสัณฐาน”
“แต่ถ้าจมรถฮัมเมอร์ลงไปในพื้นที่ที่กำหนดไว้ดื้อๆ ก็มีโอกาสถูกค้นเจอสูง”
“ดังนั้น!”
“พวกมันเลยจงใจตีข่าวให้ใหญ่โต เพื่อล่อให้ตำรวจส่งคนมาเพิ่มและตรวจค้นอย่างละเอียด”
“ด้วยวิธีนี้ พวกมันจะสามารถล้างมลทินให้กับพื้นที่ที่น่าสงสัยที่สุดในสายตาตำรวจได้อย่างหมดจด”
“สำหรับคนร้าย พื้นที่ที่น่าสงสัยและอันตรายที่สุดพวกนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด”
“เชรดดด คนร้ายรายนี้แม่งโหดชิบ!”
ข้างๆ เขา สวีซินอี๋ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด:
“คนร้ายรายนี้เจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว”
“ไม่เพียงใช้ประโยชน์จากซินจิงเป้า กระแสสังคม และความอยากปิดคดีเร็วๆ ของตำรวจ”
“เขายังใช้ประโยชน์จาก ‘ความเคยชิน’ ของตำรวจด้วย!”
“เพราะโจรลักพาตัวทั่วไปจะทิ้งศพและหนีทันทีหลังก่อเหตุ”
“แต่พวกมันทำตรงกันข้าม!”
“พวกมันรอจนทีมสืบสวนค้นหาเสร็จ แล้วค่อยเอารถมาจม”
สีหน้าของเจิ้งหยวนเฉียวยิ่งเคร่งขรึมขึ้นไปอีก:
“ประเด็นสำคัญคือ โจรกลุ่มนี้ใจกล้าบ้าบิ่นอย่างเหลือเชื่อ”
“พื้นที่ตรงนั้นถูกปิดล้อมแน่นหนามากในตอนนั้น แถมยังมีทีมสืบสวนหลายชุด”
“การจะซ่อนตัวอยู่อย่างน้อยครึ่งเดือนภายใต้การค้นหาของคนจำนวนมาก จะซ่อนตัวอยู่กับที่เฉยๆ ย่อมไม่ได้แน่”
“พวกมันต้องใช้ ยุทธวิธีแบบกองโจร!”
ตำรวจหลายนายที่เคยร่วมสืบคดีในอดีตเริ่มมีไฟลุกโชนในแววตา:
“งั้นก็แปลว่าตอนนั้นพวกโจรขับรถฮัมเมอร์วนเวียนอยู่ในพื้นที่นั้นตลอดเวลาเลยงั้นสิ?”
“เผลอๆ เราอาจจะเคยเดินสวนกับพวกมันด้วยซ้ำ?”
“เหอะ พวกมันอาจจะนั่งอยู่ในรถฮัมเมอร์ มองดูพวกเราค้นหาแล้วด่าว่าพวกเราโง่เง่า”
“บ้าเอ๊ย หยามกันเกินไปแล้ว!”
...
ท่ามกลางความโกรธแค้นของเหล่าตำรวจ แปะ แปะ แปะ~~~
เสียงปรบมือดังแทรกขึ้นมา
ผู้กำกับฉินซานลุกจากที่นั่ง ปรบมือพลางเดินตรงไปหาเสิ่นถิง
ดวงตาที่มองเสิ่นถิงเป็นประกายระยิบระยับ:
“ยอดเยี่ยม!”
“ยอดเยี่ยมที่สุด!”
“เสิ่นถิง การมอบตำแหน่งที่ปรึกษาให้คุณ น่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดที่ผมทำในปีนี้เลย”
แปะ แปะ~~~
แปะ แปะ แปะ~~~~
แปะ แปะ แปะ แปะ~~~~
เสียงปรบมือจากในและนอกห้องประชุม ตอนแรกยังประปราย แต่ไม่นานก็ดังขึ้นพร้อมเพรียงและเป็นจังหวะ ราวกับพายุฝนกระหน่ำ ดังก้องไปทั่วตึกสำนักงาน
ทุกคนลุกขึ้นยืน สายตาที่มองเสิ่นถิงเต็มไปด้วยความตกตะลึง อยากรู้อยากเห็น ชื่นชม และแม้กระทั่งอิจฉา!
การวิเคราะห์ของเสิ่นถิงที่ค่อยๆ แกะรอยทีละชั้น อธิบายการกระทำและจิตวิทยาของคนร้ายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
แต่เพราะมันละเอียดขนาดนี้ ถ้าทุกคนได้ฟังก่อนวันนี้ คงจะสงสัย คิดว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ หรือถึงขั้นหัวเราะเยาะ
เพราะยิ่งวิเคราะห์ได้ละเอียดเจาะจงเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดูเป็นความคิดเห็นส่วนตัว และมีโอกาสคลาดเคลื่อนจากความจริงมากเท่านั้น
แต่ตอนนี้ รถฮัมเมอร์ถูกกู้ขึ้นมาจากสระน้ำแล้ว
การวิเคราะห์ของเสิ่นถิงจึงกลายเป็น ความจริงที่ถูกต้องที่สุด อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
“ความสามารถในการวิเคราะห์ของเขาเทพเกินไปแล้ว”
“แทบไม่ต้องพึ่งพยานบุคคลหรือพยานวัตถุ แต่ใช้วิธีอนุมานผ่านรายละเอียดอื่นๆ ของคดี ล้วนๆ เลย”
“ประเด็นคือ ข้อสรุปดันถูกต้องซะด้วย”
“น่ากลัวชะมัด!”
“เมื่อก่อนเขาเป็นไรเดอร์ส่งอาหารจริงๆ เหรอ? ไม่ได้จบคณะอาชญาวิทยามาแน่นะ?”
“หรือว่าเป็นศิษย์เอกก้นกุฏิของปรมาจารย์ที่ไหน?”
“เหอะ จบอาชญาวิทยาแล้วมีประโยชน์อะไร?”
“ทุกคนที่นั่งหัวโด่กันอยู่ที่นี่ก็จบอาชญาวิทยามาด้วยเกรดสวยหรูทั้งนั้น แล้วมีประโยชน์ไหมล่ะ?”
“เรื่องบางเรื่องเรียนรู้เพิ่มเติมได้ แต่ก็มีขีดจำกัด”
“มันวัดกันที่ พรสวรรค์”
“ใช่ พรสวรรค์ก็เหมือนเงินนั่นแหละ”
“ถ้าเกิดมามี ก็คือมี ถ้าเกิดมาไม่มี ต่อให้พยายามแทบตาย ศักยภาพสูงสุดมันก็ไปได้ไม่ไกลหรอก”
“เสิ่นถิงคนนี้ขนาดไม่ได้เรียนมายังเก่งขนาดนี้”
“ถ้าได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบ จะไปได้ไกลขนาดไหนเนี่ย?”
“จะว่าไป หัวหน้าเจิ้งนี่ตาถึงจริงๆ!”
“ไม่รู้ไปขุดเจออัจฉริยะแบบนี้มาจากไหน แถมยังยืนกรานจะเซ็นสัญญาเป็นที่ปรึกษาให้ได้”
“ได้ยินว่าเขาไปขัดขาคนอื่นตั้งเยอะเพื่อเสิ่นถิงเลยนะ!”
...
ฟังเสียงวิจารณ์ของเหล่าตำรวจ เจิ้งหยวนเฉียวรู้สึกหน้าบานเป็นจานดาวเทียม
เสียงปรบมือยาวนานจนกระทั่งผู้กำกับฉินซานโบกมือให้หยุด
จากนั้นเขาก็ประกาศอย่างเป็นทางการว่า "คดีลักพาตัวลั่วหยาง" จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาสืบสวนใหม่
ตอนนี้งานสำคัญที่สุดคือทีมเทคนิคต้องเก็บและพิสูจน์หลักฐานจากรถฮัมเมอร์
รวมถึงนิติเวชต้องชันสูตรศพทั้งสามและยืนยันตัวตน
ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร!
เสิ่นถิงที่เหนื่อยมาทั้งวัน ขอตัวลากลับไปพักผ่อน
สยงเป้ยเป้ยกระตือรือร้นมาก อาสาขับรถไปส่งถึงบ้าน
...
“พี่ชาย กลับมาแล้ว! หนูรอจนใจจะขาดแล้วเนี่ย!”
พอกลับถึงบ้าน เสิ่นมั่นมั่นก็ลากเสิ่นถิงเข้าห้องนอนอย่างมีพิรุธ แล้วหยิบห่อคุกกี้ออกมาจากกระเป๋าเป้มายลิตเติ้ลโพนี่สีชมพู พร้อมหัวเราะคิกคัก:
“พี่ชาย นี่ของ ครูเสี่ยวเกา!”
“แล้วก็ ครูเสี่ยวเกาทำเองด้วยนะ!”
ครูเสี่ยวเกา?
เดิมทีเสิ่นถิงรู้สึกเพลียๆ แต่พอได้ยินชื่อครูเสี่ยวเกา ก็หูผึ่งตาสว่างทันที
เขาแกะห่อมาชิม:
“โอ้ ฝีมือทำขนมของครูเสี่ยวเกาไม่เลวเลยแฮะ!”
ตาของเสิ่นถิงเป็นประกาย อารมณ์ดีขึ้นทันตาเห็น:
“ถึงขนาดฝากขนมมาให้ แสดงว่าครูเสี่ยวเกาต้องมีความรู้สึกดีๆ ให้เราบ้างแหละ”
“จบงานนี้เมื่อไหร่ ต้องลองชวนครูเสี่ยวเกาไปกินข้าวดูหนังซะหน่อยแล้ว!”
เสิ่นถิงตัดใจกินคุกกี้ไม่ลง แบ่งให้เสิ่นมั่นมั่นที่น้ำลายยืดด้วยความอยากกินไปชิ้นหนึ่ง
ส่วนที่เหลือเขาจะค่อยๆ ละเลียดกิน
ค่ำคืนผ่านไปอย่างราบรื่น!
เสิ่นถิงที่มัวแต่พะวงเรื่องครูเสี่ยวเกากับเรื่องคดี นอนหลับไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่
เช้าตรู่เขาตื่นมาส่งเสิ่นมั่นมั่นที่โรงเรียนอนุบาล
ระหว่างทางไปโรงพัก เขาแชร์ความคืบหน้าของคดีและอัปโหลดลง กรุ๊ปแชทไขคดี
เสิ่นถิงเดินไปเช็กมือถือไป ไม่นานเขาก็เห็นรูปภาพหนึ่งที่ทำให้ต้องหรี่ตาลง
“เจอร่องรอยเลือด? เขียนไว้ที่ประตูหน้ารถ?”