- หน้าแรก
- ล่าความลับในฝัน พลิกบัลลังก์โลกมืด
- บทที่ 8 บังคับเข้าฝัน
บทที่ 8 บังคับเข้าฝัน
บทที่ 8 บังคับเข้าฝัน
สวีถิงมาที่นี่เพื่อสะสางปัญหาและหาจุดเปลี่ยน เธอคาดหวังว่าคนงานก่อสร้างจะสำรวมกว่านี้ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่ไม่คิดเลยว่าจะถึงขั้นใช้กำลังรุนแรง แถมเด็กหนุ่มคนนี้ดูแล้วอายุยังไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำไม่ใช่หรือ?
หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอย ชื่อเสียงของตงไห่กรุ๊ปคงพังพินาศย่อยยับ!
ผู้จัดการหวังสะดุ้งกับสายตาเย็นชาของเธอและรีบวาดมือลงทันที
"ท่านประธานสวี... คือ... มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดครับ..."
ด้านหลังของพวกเขา ชายในชุดสูทสวมแว่นกรอบทองดูภูมิฐานก้าวลงจากรถเบนซ์ เขาเดินเข้ามาอย่างช้าๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "น้องหญิง ผู้จัดการหวังจากเทียนกงคอนสตรัคชั่นเป็นพาร์ทเนอร์ของเรา ปกติเขาก็เป็นคนดีนะ เมื่อกี้คงจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะ"
สวีเหวินเจี๋ย ผู้จัดการทั่วไปคนปัจจุบันของตงไห่กรุ๊ป และยังมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของสวีถิงด้วย
เมื่อเห็นอีกฝ่ายช่วยออกหน้าให้ ผู้จัดการหวังก็รู้สึกราวกับได้รับอภัยโทษ รีบคว้าโอกาสกล่าวเสริม "ใช่ครับๆ ท่านผู้จัดการสวีพูดถูกครับ เป็นเรื่องเข้าใจผิด ตอนนี้เรากำลังจ่ายเงินเดือนกันอยู่ ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ"
สวีถิงปรายตามองสวีเหวินเจี๋ยแล้วพูดเสียงเย็น "ท่านผู้จัดการทั่วไปสวี ในเวลางานรบกวนเรียกฉันตามตำแหน่งด้วยค่ะ"
สวีเหวินเจี๋ยยิ้มรับอย่างว่าง่าย "ครับ ท่านประธานสวี"
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ได้ลุกลาม สวีถิงจึงยอมรามือ เธอหันมามองลู่เฟิงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "น้องชายไม่ต้องกลัวนะ มีฉันอยู่ตรงนี้ พวกเขาไม่กล้าทำอะไรเธอหรอก"
พูดจบเธอก็ชายตาจ้องผู้จัดการหวังอย่างดุดันครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในไซต์งานก่อสร้าง
ใบหน้าของผู้จัดการหวังเขียวคล้ำ เขามองลู่เฟิงด้วยความหงุดหงิดสุดขีด เกือบจะทำงานเสียเรื่องเพราะไอ้เด็กนี่อีกแล้ว! มันเป็นตัวซวยชัดๆ!
เขาเลิกสนใจลู่เฟิง หันไปขอบคุณสวีเหวินเจี๋ยด้วยความซาบซึ้ง แล้วเดินเลี่ยงออกไปโทรศัพท์หาเจ้านาย
ในเมื่อทั้งประธานและผู้จัดการทั่วไปของบริษัทผู้ว่าจ้างมาถึงที่นี่ สถานการณ์ระดับนี้เกินกว่าที่เขาจะรับมือไหว เขาต้องให้บอสของตัวเองมาออกหน้า
ลู่เฟิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนลอบสังเกตสวีถิงมาตลอด
ผู้หญิงคนนี้ดูท่าทางใช้ได้ แต่ก่อนจะมอบแฟลชไดรฟ์ให้ เขาจำเป็นต้องตรวจสอบเธอให้แน่ใจเสียก่อน
ลู่เฟิงไม่มีความอดทนพอจะรอจนเธอนอนหลับในตอนกลางคืน เขาเดินไปนั่งที่เก้าอี้บริเวณจุดพักคนงานใกล้ๆ และรวมรวบสมาธิจ้องมองไปที่สวีถิง
บังคับเข้าฝัน! เริ่มทำงาน!
วินาทีถัดมา เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากทางนั้น ท่านประธานสวีที่เคยดูสง่างามกลับโอนเอนและเริ่มล้มพับลงด้านข้าง หากเลขาของเธอไม่รีบเข้าไปประคองไว้ สวีถิงคงล้มฟุบลงกับพื้นถนนไปแล้ว
"ท่านประธานเป็นลม! รีบตามรถพยาบาลเร็วเข้า!" เลขาตะโกนลั่น
แววแห่งความยินดีผุดขึ้นบนใบหน้าของสวีเหวินเจี๋ยครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความกังวลทันควัน "เป็นลมแดดหรือเปล่า? รีบส่งโรงพยาบาลเร็ว โรงพยาบาลอยู่ฝั่งตรงข้ามนี่เอง!!"
สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวาย สวีถิงถูกพยุงขึ้นรถเบนซ์ที่รีบขับออกไปอย่างรวดเร็ว
ในมุมที่ไม่มีใครสังเกต ลู่เฟิงนั่งกอดอกก้มหน้าอยู่บนเก้าอี้ราวกับกำลังใช้ความคิด
ในตอนนี้ เขาได้บุกรุกเข้าไปในความฝันของสวีถิงเรียบร้อยแล้ว
แม้พลังบังคับเข้าฝันจะยอดเยี่ยม แต่มันก็ยังมีข้อเสียเล็กน้อยในตอนนี้คือ เนื่องจากเป็นการบังคับให้หลับกะทันหัน ความฝันจะดูขาดเป็นห้วงๆ... ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของเขาคือภายในห้องน้ำชาโบราณที่อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปไม้จันทน์
ที่หัวโต๊ะมีชายชราผมขาวในชุดถังนั่งอยู่ ดวงตาปิดปรือดูเหมือนกำลังหลับใหล
ข้างกายชายชรามีชายวัยกลางคนยืนอยู่ เขาพูดอย่างจนใจว่า "เสี่ยวถิง ลูกจะเอาแต่ใจแบบนี้ไม่ได้นะ"
สวีถิงเมินคำพูดนั้นแล้วมองไปที่ชายชรา "คุณปู่คะ หนูไม่อยากแต่งงานเข้าตระกูลเฉิน หนูไม่ได้เรียนมาอย่างหนักเพื่อที่จะจบลงด้วยการเป็นแค่เมียใครนะคะ"
ก่อนที่ชายชราจะทันได้พูด ชายวัยกลางคนก็แทรกขึ้น "เสี่ยวถิง ตระกูลเฉินกับเราเป็นมิตรแท้ต่อกันมานาน ถือว่ากิ่งทองใบหยก คุณชายตระกูลเฉินก็หน้าตาดี ลูกแต่งไปไม่เสียเปรียบหรอก อีกอย่างลองคิดดูนะ ถ้าพ่อลูกยังมีชีวิตอยู่ เขาก็คงอยากให้ลูกแต่งงานออกเรือนไปได้ดี"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวีถิงไม่มีท่าทีซาบซึ้ง ตรงกันข้ามเธอกลับตอบอย่างเย็นชา "คุณอาที่สองคะ หลังจากคุณพ่อเสีย คุณอาก็รับตำแหน่งและดูแลบริษัทแทนชั่วคราว ตอนนี้คุณอาดูจะรีบส่งหนูแต่งงานออกไปเหลือเกินนะ ทำไมคะ? อยากจะฮุบหุ้นในส่วนของครอบครัวหนูไปทั้งหมดเลยงั้นเหรอ?"
สวีเจี้ยนฟังไม่ได้โกรธ เขาเพียงแต่ถอนหายใจ "เสี่ยวถิง ถึงลูกไม่อยากแต่งงาน ก็ไม่เห็นต้องพูดจาให้ร้ายอาขนาดนี้ อาแค่อาบน้ำร้อนมาก่อนเลยอยากบอกว่าผู้หญิงไม่เหมาะกับโลกธุรกิจหรอก แต่งงานไปชีวิตจะได้มั่นคง"
"เจตนาของคุณอาชัดเจนเกินไปค่ะ"
ชายชราที่หัวโต๊ะไอขัดจังหวะการโต้เถียง เขาพูดอย่างสงบนิ่ง "เอาล่ะ เลิกเถียงกันได้แล้ว ถิงถิง ถ้าหลานอยากจะรับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อก็ทำไปเถอะ ไม่มีใครเอาหุ้นส่วนนั้นไปได้หรอก แต่ปู่หวังว่าหลานจะพิจารณาตระกูลเฉินอย่างจริงจัง การดองกันระหว่างสองตระกูลจะส่งผลดีต่อเราทั้งคู่"
สวีถิงส่ายหน้าแล้วตอบสั้นๆ "คุณปู่คะ ชาตินี้หนูจะไม่มีวันแต่งงาน หนูจะใช้วิธีของหนูสร้างความรุ่งโรจน์ให้ตระกูลสวีเอง แต่มันจะไม่มีวันผ่านการคลุมถุงชนแน่นอนค่ะ"
ภาพเหตุการณ์บิดเบี้ยวราวกับเงาสะท้อนในน้ำ เพียงพริบตาเดียวลู่เฟิงก็มาโผล่อยู่บนเครื่องบิน ดูเหมือนจะเป็นเจ็ทส่วนตัวที่มีเพียงสวีถิงและเลขาของเธอเท่านั้น
สวีถิงเปิดดูเอกสารของตงไห่กรุ๊ปอย่างต่อเนื่อง
เลขาที่นั่งข้างๆ ยื่นแท็บเล็ตให้พลางเอ่ยด้วยความเป็นห่วง "ท่านประธานสวีคะ ตั้งแต่คุณท่านเสีย ตงไห่กรุ๊ปก็ถูกดูแลโดยนายท่านรองสวี เขาโอนย้ายสวีเหวินเจี๋ยลูกชายของเขามานั่งตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป และตอนนี้เขาก็กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในบริษัท พนักงานเก่าแก่บางคนรายงานว่าโครงสร้างภายในถูกพวกเขาพยายามสูบออกไปนานแล้ว... หลังจากท่านมาถึง การล้างไพ่คงเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่า..."
สวีถิงนวดขมับพลางถอนหายใจ "แต่มันไม่ง่ายแบบนั้นน่ะสิ นี่เป็นศึกหนัก พ่อฉันเสียไปหลายปีแล้ว อิทธิพลเก่าๆ เลือนหายไปหมด แถมยังมีสวีเหวินเจี๋ยอยู่ที่นั่น เขาไม่มีทางปล่อยให้ฉันทำงานง่ายๆ แน่"
เลขานิ่งเงียบ เธอรู้สึกว่าสถานการณ์ของประธานสวีนั้นย่ำแย่จริงๆ
ภาพในฝันวูบไหวอีกครั้งพร้อมเสียงถอนหายใจ
เด็กหญิงตัวน้อยขี่คอผู้พ่อ เสียงหัวเราะสดใสราวกับเสียงกระดิ่ง "คุณพ่อคะ สักวันหนูอยากเป็นประธานบริษัทเหมือนคุณพ่อ จะได้ช่วยงานคุณพ่อไงคะ!"
"ดีเลยๆ ตำแหน่งของคุณพ่อจะเก็บไว้ให้ถิงถิงคนเดียวเลย..." ชายคนนั้นลูบหน้าลูกสาวอย่างเอ็นดู
"ซ่า... ซ่า..."
ภาพฝันเริ่มสั่นคลอนไม่มั่นคง ลู่เฟิงจึงโบกมือสลายมันทิ้ง
ตรงมุมม้านั่ง ลู่เฟิงเงยหน้าขึ้นเช็กเวลาเพียงครู่เดียว พบว่าผ่านไปแค่ไม่กี่นาที
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏที่มุมปาก เขารู้สึกมั่นใจขึ้นมา
เขาชื่นชมผู้หญิงคนนี้ เธอมีความกล้าหาญและกำลังเตรียมตัวทวงคืนบริษัทของพ่อด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว ถ้าอย่างนั้น แฟลชไดรฟ์อันนี้จะเป็นความช่วยเหลือที่ถูกที่ถูกเวลาที่สุด!
แต่จะมอบให้เธอยังไงเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเส้นสายหรือเงินทอง... เขาต้องการทั้งหมด
ลู่เฟิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงไปยังโรงพยาบาล
เมื่อถึงโรงพยาบาล หลังจากสอบถามพยาบาลเรื่องห้องพักของกลุ่มสวีถิง เขาก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นบนสุดของตึกผู้ป่วยใน... ที่หน้าห้องพักฟื้นระดับวีไอพี สวีเหวินเจี๋ยยืนไพล่หลังจ้องมองประตูด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
ข้างกายเขามีผู้จัดการหวังและจูเหอ เจ้านายคนใหม่ของเทียนกงคอนสตรัคชั่นที่เพิ่งมาถึง ทั้งคู่ต่างพินอบพิเทาประจบประแจง "ไม่ทราบว่าท่านประธานสวีเป็นยังไงบ้างครับ? ท่านผู้จัดการสวี ผมรู้จักหมอเก่งๆ หลายคนนะ ให้เราย้ายโรงพยาบาลดีไหมครับ?"
สวีเหวินเจี๋ยตอบเรียบๆ "ไม่จำเป็นหรอก หมอบอกว่าแค่อ่อนเพลียจากการทำงานหนักและกินอาหารไม่ตรงเวลา ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ให้น้ำเกลือแล้วพักผ่อนก็พอ"
"ติ๊ง!"
ขณะที่เขากำลังพูด ประตูลิฟต์ก็เปิดออก
ชายทั้งสามคนถึงกับอึ้งเมื่อเห็นลู่เฟิงเดินออกมา สวีเหวินเจี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่วนผู้จัดการหวังนั้นฟิวส์ขาดทันที ทำไมไอ้เด็กนี่มันถึงตามมาหลอกหลอนไม่เลิกวะ?
"แกมาทำอะไรที่นี่? ที่นี่ใช่ที่ที่คนอย่างแกจะมาเดินเล่นเหรอ? ไสหัวไปซะ!" ผู้จัดการหวังเดินเข้าไปด่า
ลู่เฟิงยิ้ม "ผมมีเรื่องจะคุยกับท่านประธานสวี"
ผู้จัดการหวังแค่นหัวเราะ "แกเนี่ยนะ? ไอ้ลูกมือก่อสร้างอย่างแกเนี่ยนะ? ไม่เจียมตัว!"
จูเหอโบกมือตัดบท "เสี่ยวหวัง ไล่มันไป อย่าให้มันมาเสนอหน้าเกะกะแถวนี้"
"ครับ ท่านผู้จัดการจู"
ทันใดนั้น ลู่เฟิงก็พูดขึ้นมาลอยๆ "ทำไมครับ? กลัวเรื่องสกปรกที่พวกคุณทำไว้จะถูกแฉหรือไง?"
ฉับ!
คำพูดของลู่เฟิงเหมือนใบมีดที่กรีดเข้ากลางใจของชายทั้งสามคนโดยตรง