- หน้าแรก
- รูเล็ตวันโลกาวินาศ
- บทที่ 272 บัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์หมัวจิน
บทที่ 272 บัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์หมัวจิน
บทที่ 272 บัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์หมัวจิน
บทที่ 272 บัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์หมัวจิน
“นี่มันเรื่องของแก เกี่ยวอะไรกับข้า”
ในชุดเสื้อฮู๊ดที่ซ่อนเร้นใบหน้าส่วนใหญ่ มือซุกไว้ในกระเป๋าเสื้อ เสียงของเป้ยจื่อราบเรียบไร้ความผันผวนใดๆ
ชายผู้แข็งแกร่งร่างกำยำไม่เห็นด้วย “ตอนนี้อำนาจของเก้าบัลลังก์ถูกแบ่งแยก ข้าไม่สนว่าแกจะคิดยังไง อย่างน้อยในความคิดของข้า อิงเฉิงเป็นดินแดนของข้า ข้าต้องมีสิทธิเด็ดขาด คนพวกนี้…”
ขณะที่พูดก็ชี้ไปยังห้องประชุมฝั่งตรงข้าม และพูดด้วยน้ำเสียงหนักว่า “เจ้าและข้าต่างรู้เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงของหอการค้าในครั้งนี้ เมื่อระดับวิวัฒนาการเพิ่มขึ้น หมูก็ไม่ได้เลี้ยงง่ายอีกต่อไป บัลลังก์ศักดิ์สิทธิทั้งเก้ายิ่งรวมตัวกัน ทรัพยากรจะยิ่งตึงเครียดมากขึ้น เราจึงสูญเสียความเร็วในการวิวัฒนาการที่เป็นผู้นำมาโดยตลอด”
“ดูคนเหล่านั้นสิ ตอนนี้พวกมันอยู่ในระดับวิวัฒนาการเดียวกับพวกเราแล้ว เราเคยฆ่าพวกมันเหมือนสุนัข พวกมันมีคุณสมบัติอะไรมาอยู่ในระดับเดียวกับพวกเรา?”
ชายร่างกำยำส่ายคอจนกระดูกคอลั่นอย่างรุนแรง
“เมื่อมีการแบ่งขอบเขตปกครอง อำนาจของหอการค้าของเราจะกระจายเป็นวงกว้าง บัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราแต่ละคนจะกลายเป็น ‘หอการค้า’ เมื่อเก้าหอการค้ามารวมกัน อำนาจของพวกเราเพียงพอจะมีผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งหมดภายใต้ฝ่าเท้าของเรา!”
“พวกเราเกิดมาเพื่อเป็นราชา!”
เป้ยจื่อยังคงเอามือล้วงกระเป๋า ไม่พูดอะไร ราวกับการพูดเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับเขา แต่ไม่มีใครคิดดูถูกคนแบบเขา แม้แต่ในเก้าบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ ความแข็งแกร่งของเป้ยจื่อก็ยังเป็นที่ยอมรับ
“ข้ารู้ว่าแกอารมณ์เสียมากที่ไม่ได้รับส่วนแบ่งเมืองอิงเฉิง และไม่ได้เป็นหอการค้าแต่เพียงผู้เดียวในเขตปกครอง แม้ว่าในเขตซงโจวจะไม่มีเมืองใหญ่เหมือนอิงเฉิง แต่มีหลายกลุ่มเมืองที่เชื่อมต่อกัน รากฐานไม่ได้เลวร้ายไปกว่าที่นี่ แถมยังดียิ่งไปกว่าที่นี่เสียอีก ทำไมแกถึงยังสนใจที่นี่อยู่อีก?”
“อย่าปฏิเสธเลยว่าไม่พอใจ แม้แกจะพูดว่าไม่เกี่ยวอะไรกับตัวแก แต่เราเจอกันตั้งแต่เข้าค่ายฝึก ในบัลลังก์ทั้งเก้าที่เรียกว่ามิตรก็มีเพียงเราสองคน”
ลูกน้องแต่ละคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขา ก้มหัวลงเล็กน้อยด้วยความเคารพ
เงียบไปสักพัก บัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์เป้ยจื่อก็พูดขึ้นช้าๆ “ก็แค่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ข้าสนใจมากที่นี่ ถ้าข้าไปแล้วก็คงไม่ได้เล่นต่อ”
ชายร่างกำยำหัวเราะร่า “ใคร? ข้าจัดการต่อให้เอง”
เสื้อฮู๊ดขยับ เป้ยจื่อเคลื่อนที่ถอยหลังอย่างรวดเร็ว ถ้าเซี่ยไป๋อยู่ที่นี่ ก็คงต้องประหลาดใจที่พบว่า เป้ยจื่อเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก
“หมัวจิน อย่าตายล่ะ”
หลังจากหลุดประโยคนี้ออกมา เป้ยจื่อก็หายไประหว่างตึกสูงในอิงเฉิง
ชายร่างกำยำหมัวจินหันไปมองตามแล้วทำเสียงเย้ยหยัน จากนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง หันกลับไปมองเป้าหมาย แล้วโบกมือ
ภารกิจเริ่มแล้ว
“ตาย? คนที่นี่จะทำได้เรอะ?”
……
เมื่อมองดูอุปกรณ์และอาวุธเปื้อนเลือดเหล่านั้น หลายคนแปลกใจเล็กน้อย
รูเล็ตที่ทุกคนหมุนอยู่ในตอนนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรูเล็กระดับ 1 แม้ในนั้นจะมีอุปกรณ์ระดับสีเทาอยู่ด้วย แต่ก็น้อยมาก และจะหายไปจากรูเล็ตทันทีที่ได้มาเป็นรางวัล
เป็นธรรมดาที่อุปกรณ์ระดับสีเทาจะมีมากขึ้นในรูเล็ตระดับ 2 กับระดับ 3 และจะมีอุปกรณ์ระดับสีขาวปรากฏขึ้นในรูเล็ตระดับ 3 เป็นบางจาน อย่างเช่นกระบี่ยาวที่ทีมเหรินซิ่งนำมาประมูล มันควรเป็นอุปกรณ์ที่ได้มาจากรูเล็ต
อย่างไรก็ตาม รูเล็ตระดับ 2 และ 3 มีผู้คนน้อยมากที่มีโอกาสได้ใช้ ดังนั้นโอกาสที่จะได้รับอุปกรณ์ระดับนี้จึงมีไม่มากนัก
ดูจากราคาของกระบี่ยาวก็รู้ว่าอุปกรณ์แบบนี้เป็นที่นิยมขนาดไหน และดูจากอุปกรณ์ที่กองกำลังชั้นยอดของอิงเฉิงใส่ หรือถืออยู่ มีแค่หนึ่งหรือสองเท่านั้นที่เป็นระดับสีเทา
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า การที่เย่จงหมิงนำอุปกรณ์พวกนี้ออกมาขายก็เพื่อหาเงิน
แต่เมื่อเห็นสีหน้าของทุกคน หัวใจของเขาก็จมลงเล็กน้อย คนเหล่านี้ไม่ต้องการอุปกรณ์กับอาวุธระดับนี้แล้วหรือไง แล้วเขาจะได้ยาวิวัฒนาการหรือม้วนอาชีพมาได้อย่างไร?
ก่อนที่เย่จงหมิงจะทันได้พูดอะไร หลายสิบมือก็ยื่นออกมา ฉวยสิ่งเหล่านั้นไปทันที และทิ้งผลึกวิเศษระดับ 2 ไว้
ไม่ใช่เพราะว่าคนเหล่านี้คิดว่าของเหล่านี้ไม่ดี แต่พวกเขารู้สึกว่ามันถูกเกินไปต่างหาก!
ตัวอย่างเช่น มีดมาเชเต้ระดับสีเทา ด้วยความคมของมันเพียงพอจะคุกคามชีวิตกลายพันธุ์ระดับ 2 ถ้าเป็นอาวุธธรรมดาล่ะ? บางทีมันอาจทิ้งรอยไว้บนตัวของชีวิตกลายพันธุ์ระดับ 2 ได้เท่านั้น
นั่นคือตัวอย่างที่พบได้บ่อยที่สุด และตอนนี้ชีวิตกลายพันธุ์ระดับ 2 ก็เป็นเป้าหมายหลักในการตามล่าของทุกกองกำลัง แต่ชีวิตกลายพันธุ์ระดับ 2 มีสติปัญญา ทำให้พวกมันรู้จักแสวงหาข้อดี หลีกเลี่ยงข้อเสีย เมื่อพวกมันถูกผู้รอดชีวิตล้อมกรอบ พวกมันจะหนีไปโดยไม่สู้ด้วย
สิ่งนี้สร้างภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้กับเหล่าผู้รอดชีวิต หากพวกเขาเลือกชีวิตกลายพันธุ์ที่มีพลังป้องกันต่ำ มันก็ง่ายต่อการฆ่าใช่ไหม? แต่พวกมันก็มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ยืดหยุ่นมากเกินไป คิดจะหนีก็หนีเลย และถ้าหากพวกเขาเลือกชีวิตกลายพันธุ์ที่ไม่มีความว่องไว แต่พวกมันส่วนใหญ่ก็จะพวกหนังหนา การจะฆ่าพวกมันได้ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปไม่น้อย
มันจะดีกว่ามากถ้ามีอาวุธระดับสีเทา สิ่งนี้สามารถทำลายพลังป้องกันของชีวิตกลายพันธุ์ระดับ 2 ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการประหยัดพลังงานในการฆ่า มันยังช่วยลดการสูญเสียกำลังคนและเวลาได้ด้วย และยังมีข้อดีไปกว่านั้น ก็คืออาวุธเหล่านี้ไม่เพียงฆ่าชีวิตกลายพันธุ์ระดับ 2 ได้เท่านั้น มันยังมีราคาเพียงผลึกวิเศษระดับ 2 หนึ่งชิ้น ราคาถูกมากเหลือเกิน
ส่วนชุดปราบจลาจลเหล่านั้นก็มีพลังป้องกันมากเช่นกัน ใส่แล้วให้ความรู้สึกปลอดภัย เหล่าผู้นำกองกำลังทั้งหมดต่างหวังจะได้มาครอบครอง
เมื่อโชคชะตานำมาให้พบเจอ ส่วนเลือดที่อยู่บนนั้นใครจะสน!
อันที่จริงมีอุปกรณ์ระดับสีเทาจำนวนน้อยมากที่ไหลเวียนอยู่ในอิงเฉิง บางครั้งมันจะปรากฏขึ้นเพียงหนึ่งหรือสองชิ้นเท่านั้น และพวกมันก็จะถูกซื้อไปในราคาสูง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่คาดคิดว่าจะมีคนนำมันออกมาขายที่นี่วันนี้ และยังมีราคาถูกมากด้วย
“น้องชาย มีอีกไหม? ฉันต้องการอีกห้า”
“อาวุธ ฉันต้องการอาวุธ ถ้านายมีคุณภาพนี้อีกสาม ฉันจะให้ผลึกวิเศษระดับ 2 ห้าชิ้น”
“เจ้าหนุ่ม นายเป็นคนของทีมเพลิงโกรธาแผดเผาใช่ไหม? หน้าไม่คุ้นเลย นายเป็นช่างฝีมือเหรอ?”
คนเหล่านี้พูดทุกอย่างในสิ่งที่พวกเขาต้องการ มีบางคนถึงกับทดสอบว่าใครเป็นช่างฝีมือ
ไม่มีทางที่อุปกรณ์ระดับสีเทาจำนวนมากจะปรากฏขึ้นพร้อมกับ นอกจากจะมาจากช่างฝีมือ ปัจจุบันไม่มีใครรู้ว่ามีกองกำลังไหนในอิงเฉิงที่มีช่างฝีมือ แต่ได้ยินมาว่ามีช่างฝีมือที่เก่งในการดัดแปลงอาวุธปืนอยู่ในหมู่บ้านแถวชานเมือง จ้าวซิงเหม่ยประธานของบริษัทซิงเหม่ย มีหนึ่งในอาวุธที่เรียกได้ว่าทรงพลังมากของพวกเขาในมือ
เย่จงหมิงไม่ตอบ เนื่องจากวันนี้เขามีผลึกวิเศษระดับสูงในมือไม่มากนัก จึงจำเป็นต้องนำอุปกรณ์เหล่านี้ออกขาย มิฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรูก็ไม่มีทางได้มันไป เพราะเขาไม่อยากเห็นว่าวันหนึ่งจะมีใครสักคนนำอุปกรณ์ของเขามาจัดการกับตัวเขาเอง
เขาล้วงในกระเป๋านำผลึกวิเศษระดับ 2 ที่ได้จากนกนางแอ่นเลือดออกมาสมทบจนครบ 200 ชิ้น แล้วมอบให้กับผู้เฒ่าหยวนของกองกำลังไท่ผิง ชายชราก็ไม่พูดมากความยัดม้วนอาชีพใส่มือของเย่จงหมิงทันที
อวิ๋นเส่ากับซาซ่าก็มาดูว่ามันเป็นอาชีพอะไร เย่จงหมิงเชื่อใจคนทั้งคู่จึงไม่ได้รังเกียจ จะพลิก จะดู จะทิ้ง หรือจะทำอะไรก็ได้ ตามใจพวกเขา
เมื่อเห็นว่าของในมือผู้เฒ่าหยวนถูกขายไปแล้ว และอุปกรณ์ของชายหนุ่มก็ขายหมดแล้วเช่นกัน ทุกคนก็แยกย้ายไป อย่างไรก็ตามเย่จงหมิงก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาจำนวนมากที่จับจ้องมายังตน และส่วนใหญ่มันไม่เป็นมิตร
งานแสดงสินค้ายังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่ไม่มีอะไรตื่นเต้นเหมือนกับม้วนอาชีพอีก สิ่งที่ทำการซื้อขายกันนั้น เป็นสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
เย่จงหมิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง และหยิบการ์ดทักษะร่างทองออกมา เมื่อสิ่งนี้ไม่เหมาะกับคนในทีมที่ไว้ใจได้ มันจะดีกว่าถ้าจะนำมาลองอะไรบางอย่าง
การปรากฏตัวของการ์ดทักษะทำให้ทุกคนมารวมตัวกันอีกครั้ง ครั้งนี้แม้แต่ไป๋เฟิงที่ไม่ทันม้วนอาชีพก็ยังเข้ามามุงเช่นกัน
“ทักษะร่างทองขั้นต้น หลักการใช้งานคือมันจะทำให้ทั้งร่างกายเป็นสีทอง ซึ่งเพิ่มพลังป้องกันให้อย่างมาก และเพิ่มความแข็งแกร่งให้ด้วย แต่ไม่ส่งผลต่อทักษะและอุปกรณ์อื่นๆ มีเพียงความว่องไวเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ ค่อนข้างพูดได้ว่า นอกจากความแข็งแกร่งของพลังป้องกันที่เพิ่มขึ้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรอีก และนี่เป็นทักษะที่สามารถอัพเกรดได้ ด้วยระดับความแข็งแกร่งของผู้นำกองกำลัง คุณสามารถเรียนรู้ที่จะสังหารชีวิตกลายพันธุ์ระดับ 3 ได้ด้วยตัวคนเดียว!”
เย่จงหมิงถือการ์ดทักษะ พูดด้วยน้ำเสียงล่อใจ