- หน้าแรก
- จอมปราชญ์สรรพวิชา เริ่มต้นจากวิชาเมฆฝนน้อย
- บทที่ 1 ทวงหนี้
บทที่ 1 ทวงหนี้
บทที่ 1 ทวงหนี้
บทที่ 1 ทวงหนี้
ทวีปซีหลาน
ณ เขาเสี่ยวชาง สถานศึกษาเต๋าชิงซง
ทางเดินหินขั้นบันไดแคบๆ ที่พอให้คนเดินได้เพียงคนเดียวทอดตัวคดเคี้ยวจากตีนเขาขึ้นไป ท่ามกลางป่าไม้อันเขียวชอุ่มเขียวขจีกลางภูเขา ปรากฏให้เห็นส่วนหนึ่งของกระเบื้องหลังคาสีเขียวและกำแพงอิฐสีคราม
แดดช่วงเที่ยงวันแผดจ้าเสียเหลือเกิน เสียงจักจั่นร้องระงมอย่างอ่อยแรง
ภายในกระท่อมมุงกระเบื้องหลังเตี้ยในมุมอับของสถานศึกษา เด็กหนุ่มที่นอนแข็งทื่ออยู่บนพื้นใช้แขนอันสั่นเทาพยุงตัวลุกขึ้น เขาพิงผนังหอบหายใจอย่างหนัก
“อึก”
สองมือของเด็กหนุ่มกุมศีรษะของตัวเองไว้แน่นทันที พร้อมกับส่งเสียงครางต่ำด้วยความเจ็บปวด
เขารู้สึกราวกับมีเหล็กแหลมที่เผาจนแดงแทงเข้ามาในหัวแล้วก็กวนไม่หยุด ความเจ็บปวดแสนสาหัสบีบให้เขาต้องกัดฟันกรอด สองมือกำแน่นจนข้อนิ้วซีดเผือด เหงื่อเย็นกาฬไหลชุ่มขมับ
ความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยสายหนึ่งพยายามทะลวงเข้ามาในหัวอย่างบ้าคลั่ง ร่างกายของเขาเริ่มกระตุกอย่างรุนแรง ทุกรูขุมขนราวกับกำลังกรีดร้องโหยหวนเพราะแบกรับภาระไม่ไหว
เดิมทีเขาอาศัยอยู่ในสังคมยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยป่าคอนกรีต เขาเป็นพนักงานขายประกันของบริษัทอันสักแห่ง และงานอดิเรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนอกเวลางานก็คือการขลุกตัวอยู่แต่ในบ้าน ท่องไปในโลกของนิยาย ภาพยนตร์ และเกมคอมพิวเตอร์
งานอดิเรกเดียวที่ไม่ต้องอยู่ติดบ้านก็คือการไปเก็บก้อนหินตามลำธารบนภูเขา แรงจูงใจก็ไม่ได้สูงส่งอะไรนักหรอก แค่อยากจะหาหินแปลกๆ ไปแลกเงินมาปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นบ้างเท่านั้นเอง
ส่วนความทรงจำอีกสายหนึ่ง บอกว่าเขาอาศัยอยู่ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร บรรพบุรุษเคยเป็นตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรมาก่อน แต่ต่อมาตระกูลก็ตกต่ำลงจนกลายเป็นผู้ฝึกตนสันโดษ มาถึงตอนนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่ เหลือเพียงพ่อกับเขาสองคนเท่านั้นที่ต้องพึ่งพากันและกัน
ผู้เป็นพ่อที่รู้ดีว่าการเป็นผู้ฝึกตนสันโดษมันลำบากแค่ไหน เลยอยากจะทุ่มเททุกอย่างที่มีเพื่อเลี้ยงดูให้ลูกชายได้เป็นศิษย์ในนิกาย เผื่อว่าในอนาคตจะสามารถฟื้นฟูตระกูลขึ้นมาใหม่ได้
สถานศึกษาเต๋าแห่งนี้เป็นสถาบันในสังกัดของนิกายผู้บำเพ็ญเพียรอย่างนิกายจินหลิง มีหน้าที่คัดส่งสายเลือดใหม่เข้าไปในนิกาย
การประเมินของนิกายที่จัดขึ้นสามปีครั้งกำลังจะมาถึง และเขาก็กำลังพยายามดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อที่จะได้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรอย่างแท้จริง
เรื่องราวในอดีตหมุนวนราวกับโคมไฟม้าหมุนที่บ้าคลั่ง ภาพแต่ละฉากฉายวาบผ่านสมองของเขาอย่างรวดเร็ว ความทรงจำที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน เหมือนกับหยดเลือดสองหยดที่มีกรุ๊ปเลือดเดียวกัน...
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เด็กหนุ่มก็รู้สึกว่าความเจ็บปวดค่อยๆ จางหายไป เขากวาดตามองการตกแต่งภายในห้องแวบหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับสถานการณ์ในตอนนี้
เขาเดินทางข้ามมิติมาแล้ว ตอนที่กำลังหลับฝันดี เขาก็รู้สึกได้ลางๆ ว่าเหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในห้อง พอลืมตาอีกทีก็มาอยู่ที่นี่เลย
“ตึง! ตึง! ตึง!”
ในขณะที่เขากำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั่นเอง ประตูไม้ก็ถูกทุบเสียงดังลั่น เขาได้ยินเสียงห้าวๆ ตะโกนลั่นว่า
“จี้อัน เรื่องของแกแดงขึ้นมาแล้ว! รีบเปิดประตูเร็ว”
เด็กหนุ่มรู้สึกว่าความทรงจำที่พันกันยุ่งเหยิงเหมือนป่านยุ่งๆ นั้นเริ่มแยกชั้นอย่างรวดเร็ว ความทรงจำของโลกบำเพ็ญเพียรค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
เจ้าของร่างเดิมนี้ชื่อ จี้อัน อายุสิบเจ็ดปี ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่เขาจะได้อยู่ในสถานศึกษาเต๋าแห่งนี้แล้ว เพราะนิกายต่างๆ จะไม่รับสมัครผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมลมปราณที่อายุเกินสิบแปดปี
ตามทฤษฎีแล้ว ทุกคนสามารถบำเพ็ญเพียรได้ บางคนเกิดมาพร้อมกับจุดตันเถียนและจุดบรรพจารย์ที่เปิดออก ทั้งยังปรากฏเส้นชีพจรเซียน คนประเภทนี้คือเมล็ดพันธุ์แห่งการบำเพ็ญเพียรโดยธรรมชาติ มักจะเป็นที่แย่งชิงตัวของนิกายต่างๆ เสมอ จุดเริ่มต้นตั้งแต่แรกเกิดของพวกเขาก็คือเส้นชัยของคนอื่นแล้ว
สำหรับคนส่วนใหญ่ จุดบรรพจารย์จะปิดตัวลงก่อนที่พวกเขาจะเกิดเสียอีก พร้อมกันนั้นเส้นชีพจรเซียนก็จะเร้นกายหายไป
คนเหล่านี้หากอยากจะก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ก็ทำได้เพียงฝึกฝนวิชาเดินชีพจรเพื่อโคจรพลังชี่และโลหิต ขัดเกลาพลังวิญญาณพื้นฐาน รอจนกว่าพลังชี่จะสมบูรณ์ แล้วค่อยกินยาเปิดชีพจรเพื่อเปิดเส้นชีพจรเซียนอีกครั้ง
“รีบเปิดประตู ข้ารู้ว่าแกอยู่ในนั้น!”
เสียงทุบประตูดังขึ้นเรื่อยๆ ฝุ่นผงจากขอบประตูและผนังร่วงกราวลงมา ดูท่าทางแล้วถ้าไม่เปิดประตูก็คงจะพังประตูเข้ามาเลย
จี้อันแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซไปเปิดประตู
เสียง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ ดังขึ้นเมื่อประตูถูกเปิดออก สิ่งแรกที่เขาเห็นคือชายคนหนึ่งที่ใบหน้ายังดูอ่อนเยาว์อยู่บ้าง แต่รูปร่างกลับกำยำล่ำสัน กำลังเงื้อหมัดที่ใหญ่เท่าหม้อดินขึ้นมา
เขาพับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งกำยำ ชุดคลุมเต๋าสีดำสนิทตัวโคร่งถูกเขาสวมจนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นชุดรัดรูปไปซะงั้น
ดวงตาของชายคนนั้นเป็นประกายเจิดจ้า บนผิวที่อยู่นอกร่มผ้าปรากฏสีหยกจางๆ แวววาว นี่คือสัญญาณของการก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมลมปราณแล้ว
เมื่อมองเลยออกไป ด้านหลังชายคนนั้นยังมีเด็กหนุ่มในชุดผ้าไหมงดงามยืนตัวตรงสง่า และเด็กสาวในชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีครามที่ยืนอย่างนวยนาดอีกคน
ข้อมูลของคนทั้งสามปรากฏขึ้นในหัวของจี้อัน พวกเขาทั้งหมดคือเจ้าหนี้ของเจ้าของร่างคนก่อน และตอนนี้ก็กลายเป็นเจ้าหนี้ของเขาแล้ว
ค่าใช้จ่ายในการซื้อยาเปิดชีพจรถือเป็นเงินก้อนโตมหาศาลสำหรับครอบครัวของจี้อัน พ่อของเขาสะสมมานานหลายปีก็ยังไม่เพียงพอ
เมื่อสามเดือนก่อน พ่อมาเยี่ยมเขา บอกว่าอย่างเร็วครึ่งเดือน อย่างช้าหนึ่งเดือน จะต้องรวบรวมหินวิญญาณมาให้ครบได้อย่างแน่นอน
ก่อนที่พ่อจะจากไป เขาก็มอบสมบัติทั้งหมดที่มีให้ลูกชาย เผลอแป๊บเดียววันประเมินของนิกายก็ใกล้เข้ามาทุกที แต่พ่อก็ยังคงไร้ซึ่งข่าวคราว จี้อันเข้าใจได้ในทันทีว่า พ่อของเขาต้องประสบอุบัติเหตุเข้าแล้วแน่ๆ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ร้อยแปดตลบ เจ้าของร่างคนก่อนก็ตัดสินใจทำเรื่องบ้าบิ่นอย่างหนึ่ง
เขาโกหกว่าหนูค้นวิญญาณ สัตว์อสูรที่พ่อของเขาเลี้ยงไว้กำลังตั้งท้องลูกอ่อน และรับปากว่าจะขายลูกของมันให้กับสามคนที่ร่ำรวยที่สุดในสถานศึกษา ทำให้เขายืมหินวิญญาณมาได้ทั้งหมดเก้าก้อน
เมื่อรวมกับที่พ่อทิ้งไว้ให้อีกสามสิบหกก้อน ก็เพียงพอที่จะซื้อยาเปิดชีพจรหนึ่งเม็ดจากสถานศึกษาได้พอดี
จี้อันได้แต่ยิ้มขื่นในใจ แต่ใบหน้าก็ยังแสร้งทำเป็นใจเย็น เขาประสานมือคารวะแล้วพูดว่า
“ศิษย์พี่ฉู่ ศิษย์พี่จาง ศิษย์พี่จ้าว ไม่ทราบว่ามาหาข้าด้วยเรื่องอันใดหรือ?”
คนเหล่านี้ล้วนอายุน้อยกว่าเขาทั้งนั้น แต่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรไม่ได้นับถือกันที่อายุ แต่จะตัดสินลำดับอาวุโสกันตามระดับพลังการบำเพ็ญเพียร
ทั้งสามคนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมลมปราณกันหมดแล้ว แน่นอนว่าเขาก็ต้องเรียกคนเหล่านั้นว่าศิษย์พี่
“ยังจะมาแกล้งทำเป็นไม่รู้อีก!”
ฉู่เหอลดหมัดลง แม้ว่าเขาจะดูตัวใหญ่ล่ำบึ้ก แต่จริงๆ แล้วเพิ่งจะอายุสิบห้าเท่านั้น
“พ่อแกเข้าไปเก็บสมุนไพรในป่าลึก สามเดือนแล้วยังไม่กลับมา ป่านนี้คงไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ข้าไม่เชื่อหรอกว่าแกจะไม่รู้ คืนหินวิญญาณให้พวกเรามา!”
“ไม่อย่างนั้น...”
พูดจบ ฉู่เหอก็เงื้อหมัดที่ใหญ่เท่าหม้อดินขึ้นมาอีกครั้ง
จี้อันรู้สึกขมขื่นในใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เจ้าของร่างคนก่อนคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้มันปิดไม่มิดหรอก
หลังจากยืมหินวิญญาณมาได้ เขาก็รีบเอาไปแลกยาเปิดชีพจรมาหนึ่งเม็ด แล้วก็กินมันในคืนนั้นทันที
เจ้าของร่างคนก่อนรู้ดีว่าถ้าไม่รีบฉวยโอกาสนี้ก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียนล่ะก็ แค่คิดจะเก็บเงินด้วยตัวเองให้พอซื้อยาเปิดชีพจรก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลากี่ปีแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาอาจจะไม่สามารถรักษาหินวิญญาณเอาไว้ได้ด้วยซ้ำ หลังจากออกจากสถานศึกษาเต๋าไปแล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะถูกพวกผู้ฝึกตนสันโดษที่กระหายความก้าวหน้าบางคนจับตาจ้องเล่นงาน
นี่คงเป็นชะตาฟ้าลิขิต เจ้าของร่างคนก่อนธาตุไฟเข้าแทรกจนตัวตายวิญญาณสลาย ส่วนจี้อันในตอนนี้ก็ได้เปลี่ยนผู้ใช้งานไปเรียบร้อยแล้ว
“เดี๋ยวก่อน” เด็กสาวเอ่ยขึ้น ดวงตาของนางมีชีวิตชีวา งดงามราวกับดอกท้อ
“ข้าสังเกตเห็นว่าพลังชี่ของศิษย์น้องจี้ปั่นป่วน ฝีเท้าก็ดูไม่มั่นคง หรือว่าศิษย์น้องจะแลกยาเปิดชีพจรมากินแล้ว?”
“หา! แกกินยาเปิดชีพจรแล้วยังเปิดเส้นชีพจรไม่สำเร็จอีกเหรอ?”
ฉู่เหอเบิกตากว้าง ยาเปิดชีพจรน่ะจริงอยู่ที่ว่ามันไม่ได้ช่วยให้คนเปิดเส้นชีพจรเซียนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มก็จริง แต่โอกาสสำเร็จมันก็มีสูงถึงเจ็ดส่วนเชียวนะ
ในสายตาของเขา แม้ว่าจี้อันจะดูทื่อๆ ไปบ้าง แต่ก็บำเพ็ญเพียรอย่างขยันขันแข็งมาก แถมการที่สามารถอยู่ในสถานศึกษาเต๋ามาได้หลายปีโดยไม่ถูกไล่ลงจากเขา ก็แสดงให้เห็นว่าในสายตาของอาจารย์ผู้สอนแล้ว เขาก็ย่อมต้องมีข้อดีอยู่บ้าง
จี้อันเค้นรอยยิ้มออกมา แล้วประสานมืออีกครั้ง
“มันเกิดเรื่องผิดพลาดนิดหน่อย แต่ขอให้สหายเต๋าทั้งสามท่านวางใจเถอะ ข้าจะหาหินวิญญาณมาคืนให้ได้อย่างแน่นอน”
“จะคืนยังไง?”
เด็กหนุ่มในชุดผ้าไหมเอ่ยขึ้นเรียบๆ แล้วพูดต่อ
“แกก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วนี่ ว่าที่พวกเรายอมให้แกยืมหินวิญญาณน่ะ ก็เพราะเห็นแก่หน้าพ่อของแกล้วนๆ
เพราะต่อให้พวกเราจะไม่ได้ลูกสัตว์อสูร แต่สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมลมปราณระดับแปดที่มีหนูค้นวิญญาณแล้ว การจะหาหินวิญญาณมันก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักหรอก อย่างมากก็แค่หยุดบำเพ็ญเพียรชั่วคราวแล้วมาทุ่มเทแรงกายแรงใจใช้หนี้คืน”
เขาเดินก้าวเข้ามาข้างหน้าก้าวหนึ่ง สายตาเต็มไปด้วยแววกดดัน
“แล้วตอนนี้แกยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมลมปราณด้วยซ้ำ จะเอาอะไรมาคืน?”
จี้อันนิ่งเงียบไป อีกฝ่ายพูดถูกเผงเลย
ต่อให้เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียนได้ ก็ไม่แน่ว่าจะผ่านการประเมินของนิกาย
ต่อให้โชคดีได้เข้านิกายไปจริงๆ หินวิญญาณเก้าก้อนก็ไม่ใช่จำนวนที่จะหามาคืนได้ภายในเวลาไม่กี่ปี
สกุลเงินหลักที่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นหลอมลมปราณใช้กันคือ ผลึกวิญญาณ ซึ่งเป็นเงินที่ตัดมาจากเศษหินวิญญาณอีกที มีขนาดเท่ากับเหรียญหนึ่งหยวน ต้องใช้ผลึกวิญญาณถึงหนึ่งร้อยผลึกจึงจะแลกเป็นหินวิญญาณระดับล่างได้หนึ่งก้อน
ในช่วงหลอมลมปราณขั้นต้น วิธีการที่ผู้บำเพ็ญเพียรจะหาหินวิญญาณได้นั้นมีน้อยมาก ปีหนึ่งอาจจะเก็บสะสมไม่ได้แม้แต่ครึ่งก้อนด้วยซ้ำ เว้นเสียแต่ว่าจะยอมล้มเลิกการบำเพ็ญเพียรไปเลย
เขารู้ว่าต้องพูดอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นต้องตายอนาถแน่ๆ พอผ่านการประเมินของนิกายในปีนี้ไปแล้ว ด้วยอายุของเขา ก็จะไม่สามารถอยู่ในสถานศึกษาเต๋าแห่งนี้ได้อีกต่อไป
ถึงตอนนั้น คนพวกนี้มีสารพัดวิธีที่จะมา ‘ต้อนรับ’ เขาแน่
จี้อันถอนหายใจออกมาเบาๆ สมองของเขาหมุนติ้วอย่างรวดเร็วเพื่อหาข้ออ้าง แม้ในใจจะร้อนรน แต่สีหน้ากลับยังคงสงบนิ่ง คุณสมบัติของพนักงานขายประกันยังคงอยู่กับตัว
เขากระแอมเบาๆ ทีหนึ่ง แล้วประสานมือพูดอย่างจริงจัง
“ศิษย์พี่ฉู่เหอ ศิษย์พี่หย่วนซาน ศิษย์พี่ม่งเหยา
ถึงแม้จะไม่มียาเปิดชีพจร แต่ถ้าหากสามารถเข้าถึง ‘เจตจำนง’ ที่อยู่ในวิชาเดินชีพจรได้ ก็ย่อมสามารถเปิดจุดชีพจรเซียนและเปิดเส้นชีพจรเซียนได้อีกครั้งเช่นกัน
ตัวข้าไร้ความสามารถ ตอนที่กินยาเปิดชีพจรเข้าไป จิตใจข้ามันสับสนวุ่นวายจนเกือบจะธาตุไฟเข้าแทรก แต่ในสถานการณ์คับขันนั้น ข้าก็ได้เหลือบไปเห็นเจตจำนงส่วนเสี้ยวหนึ่งที่อยู่ในวิชาเดินชีพจรเข้า
ก่อนที่อาจารย์ผู้สอนจากนิกายจะมาประเมิน ข้าจะต้องก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมลมปราณได้อย่างแน่นอน”
ใบหน้าของจี้อันเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ไม่เหลือร่องรอยของความหดหู่เมื่อสักครู่ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
เขาจะไปมีความมั่นใจอะไรกันเล่า แต่ถ้าผ่านเรื่องตรงหน้านี้ไปไม่ได้ แล้วมันจะมีอนาคตที่ไหนกันล่ะ? ดังนั้น แม้ว่าในใจจะกำลังตื่นตระหนก แต่สีหน้าของเขาก็ไม่แสดงพิรุธออกมาเลยสักนิด
“การประเมินของนิกายใกล้จะมาถึงแล้ว หวังว่าสหายเต๋าทั้งสามจะเห็นแก่ที่พวกเราเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันมาหลายปี ให้โอกาสข้าสักครั้งเถอะ
หากว่าข้า...จี้อัน...ไม่สามารถก้าวขึ้นสู่เส้นทางเซียนได้ ข้ารับรองว่าจะให้คำตอบที่น่าพอใจกับพวกท่านอย่างแน่นอน”
“พวกเราเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันมาตั้งหลายปี จะไม่มีมิตรภาพต่อกันได้ยังไงกันล่ะ
ในเมื่อสหายจี้จริงใจถึงขนาดนี้ พวกเราก็รออีกสักหน่อยแล้วกัน”
จ้าวม่งเหยาพูดพลางหันไปมองคนอีกสองคน
“มะรืนนี้ก็จะประเมินแล้ว อย่างมากก็แค่รออีกสองคืนเท่านั้นเอง
ศิษย์พี่จาง ศิษย์น้องฉู่ พวกท่านว่ายังไง?”
ฉู่เหอกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่จางหย่วนซานก็ส่ายหัวให้เขานิดๆ อย่างแนบเนียน จากนั้นก็หันไปพูดว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็รอจนกว่าการประเมินของนิกายจะสิ้นสุดลงก็แล้วกัน ถ้าหากศิษย์น้องไม่สามารถเข้านิกายได้ หนี้สินของพวกเราก็ต้องสะสางให้เรียบร้อย!”
จี้อันพยักหน้าอย่างใจเย็น “ตกลงตามนี้”
จางหย่วนซานจ้องมองเขาเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดช้าๆ
“ข้าเชื่อว่าศิษย์น้องจะรักษาสัญญา พวกเราไปกันเถอะ!”
“ก็ดูแลตัวเองให้ดีก็แล้วกัน” ฉู่เหอพ่นลมออกจมูกอย่างเย็นชา แล้วก็เดินตามไป
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอให้ศิษย์น้องจี้เปิดเส้นชีพจรได้สำเร็จ ขอให้เส้นทางเซียนของท่านราบรื่นตลอดไปแล้วกัน!”
จ้าวม่งเหยาพยักหน้าให้เขาอย่างเป็นมิตร แล้วก็หันหลังเดินจากไปเช่นกัน
ร่างของคนทั้งสามหายลับไปจากทางเดินเล็กๆ แววตาสงบนิ่งในดวงตาของจี้อันก็หายวับไป เขากลับเข้าห้องไปด้วยท่าทางเหม่อลอยหมดอาลัยตายอยาก
พอเดินออกมาได้ไกลพอสมควร ฉู่เหอก็ลดเสียงให้เบาลงแล้วพูดว่า
“ศิษย์พี่ ศิษย์พี่หญิง ทำไมพวกเราไม่ขอเคล็ดวิชาควบคุมสัตว์ไปตรงๆ เลยล่ะ? พ่อของจี้อันจะต้องมีวิชาลับอยู่แน่ๆ”
“เหอะ” จางหย่วนซานหัวเราะออกมา
“เคล็ดวิชาควบคุมสัตว์ลับน่ะ แกคิดว่าจะใช้หินวิญญาณไม่กี่ก้อนซื้อมาได้หรือไง? ฝันกลางวันไปเถอะ!
ลุงของข้าเคยเห็นหนูค้นวิญญาณของพ่อจี้อันมาก่อน เลยรู้ว่ามันมีความสามารถอยู่จริงๆ
ถ้าไม่ใช่ว่าเลี้ยงดูมันขึ้นมาได้โดยบังเอิญล่ะก็ เคล็ดวิชาควบคุมสัตว์ลับของอีกฝ่ายก็ย่อมต้องมีจุดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแน่ๆ ถ้าหากวิชานั้นมันสมบูรณ์แบบดีไม่ดีอาจจะใช้เป็นมรดกสืบทอดได้เลยด้วยซ้ำ
พวกเราแค่กดดันเขานิดๆ หน่อยๆ ไปก่อน รอจนกว่าเขาจะจนตรอก แล้วค่อยๆ ต่อรองเงื่อนไขทีหลัง ถ้าจู่ๆ ก็เรียกร้องเอาวิชาลับขึ้นมาเลย มันจะทำให้พวกเราดูละโมบโลภมากเกินไป”
ฉู่เหอเกาหัว “แต่ว่า ถ้าเผื่อจี้อันมันเปิดเส้นชีพจรสำเร็จแล้วได้เข้านิกายไปจริงๆ พวกเราก็จะบีบเขาได้ยากแล้วนะ”
“เรื่องแค่นี้แกก็เชื่อด้วยเหรอ?” จางหย่วนซานขมวดคิ้วเล็กน้อย
จ้าวม่งเหยายิ้มจางๆ แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า
“ศิษย์น้อง คนที่สามารถเข้าถึงเจตจำนงของวิชาเดินชีพจรได้ด้วยตัวเองก่อนอายุสิบแปดปี จะต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านความเข้าใจในระดับที่น่าทึ่งมาก
ถ้าหากจี้อันมีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ เขาคงไม่มาเสียเวลาห้าปีอยู่ในสถานศึกษาเต๋าโดยที่ยังเปิดเส้นชีพจรไม่สำเร็จแบบนี้หรอก”
เจตจำนงในวิชาเดินชีพจรน่ะต้องอาศัยการตระหนักรู้ด้วยตัวเอง การไปฟังคนอื่นอธิบายมันกลับจะยิ่งสร้างกรอบความคิดที่จำกัดเสียอีก
การบำเพ็ญเพียรมันคือการต่อสู้แย่งชิงโชคชะตาจากสวรรค์ ถ้าไม่มีการสะสมบ่มเพาะที่มากพอ แล้วจะไปเข้าถึงเจตจำนงนั่นได้ยังไงกัน?
แต่การเสียเวลาไปกับการทำความเข้าใจเจตจำนงของเคล็ดวิชามากเกินไป มันก็จะทำให้พลาดช่วงอายุที่ดีที่สุดในการก้าวเข้าสู่เต๋าไป นี่ก็เลยเป็นเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงทำได้เพียงต้องพึ่งพายาเปิดชีพจรเพื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียน
“ก็เผื่อว่าเจ้านั่นมันเกิดบรรลุขึ้นมากะทันหันล่ะ...”
ฉู่เหอพึมพำเสียงเบา แล้วก็พูดขึ้นอีกว่า
“พวกเราต้องป้องกันไม่ให้เจ้านั่นมันหนีไปด้วยนะ”
“มันจะหนีพ้นเงื้อมมือพวกเราไปได้งั้นเหรอ?
แต่ว่า เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น ตอนนี้แกรีบลงเขาไปเลย แล้วส่งคนไปเฝ้าเส้นทางเข้าออกของสถานศึกษาเต๋ากับทางลับเล็กๆ ทั้งหมดเอาไว้ซะ”
(จบตอน)