เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1741 ทะเลอีเจียน (โลก Assassin's Creed Odyssey )

บทที่ 1741 ทะเลอีเจียน (โลก Assassin's Creed Odyssey )

บทที่ 1741 ทะเลอีเจียน (โลก Assassin's Creed Odyssey )


บทที่ 1741 ทะเลอีเจียน

"เปรี๊ยะ" เสียงดังกรุบกริบในความว่างเปล่า

ท่ามกลางอากาศธาตุที่ว่างเปล่าจู่ ๆ ก็มีเสียงเหมือนกระจกแตกดังขึ้น

จากนั้นม้าหนุ่มที่ดูองอาจสง่างามผิดปกติและมีขนาดมหึมาเกินกว่าม้าทั่วไปก็กระโจนออกมาจาก ‘รอยกระจกแตก’ กลางอากาศนั้น

เพียงชั่วพริบตาความหนาวเหน็บที่แฝงความชื้นซึมลึกของทะเลสาบวิซิมาในช่วงปลายหนาวต้นใบไม้ผลิของเทเมเรียก็หายวับไป

ท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ลมหายใจที่เป็นไอขาวร้อน ๆ เปลี่ยนเป็นแสงแดดเจิดจ้าจนร้อนระอุ และความชื้นของทะเลสาบน้ำจืดก็เปลี่ยนเป็นกลิ่นคาวเค็มของทะเลในทันที

แม้เสียงคลื่นซัดสาดจะดังกระหึ่มไม่หยุดหย่อน แต่มันกลับไม่ได้พัดพาความหนาวเย็นมาเลย ลมทะเลทำให้รู้สึกเหมือนตกอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่น

นี่คือทะเลอีเจียน

"ตึง ตึง ตึง~"

กีบเท้าอันหนักหน่วงของคิรินกระทบพื้น เหยียบย่ำลงบนหาดทรายสีขาวซีดอันเป็นเอกลักษณ์ของทะเลอีเจียนจนเกิดหลุมใหญ่หลายหลุม ทรายกระเด็นไปทั่ว

แน่นอนว่ามังกรโบราณจากทวีปใหม่ไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ มันเชิดหน้าขึ้น ผ้าไหมลงอักขระรูนที่คลุมกายกระเพื่อมไหว

"ฮี้!!!"

มันส่งเสียงร้องที่แฝงแววเยาะเย้ยและท้าทายออกมา

จากนั้นอิคารอสถึงได้บินตามออกมาจากรอยแยกการบรรจบของห้วงมิติ

จะงอยปากและหางตาที่มีสีเหมือนดอกบัตเตอร์คัพทำให้นกอินทรีตัวนี้ดูเหมือนครูเจ้าระเบียบ มันไม่สนใจท่าทีของคิริน เพียงแค่หุบปีกแล้วขยับปีกสองสามครั้งก่อนจะร่อนลงเกาะบนไหล่ของคาสซานดรา

ก่อนหน้านี้ตอนกลับไปที่โลกแฟนตาซียุคกลาง อิคารอสเป็นฝ่ายนำหน้าออกมา ซึ่งทำให้คิรินรู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย

ครั้งนี้พอเปิดรอยแยกการบรรจบของห้วงมิติปุ๊บ มังกรโบราณจึงรีบพุ่งออกมาเป็นตัวแรกทันที

แต่ในสายตาของอิคารอส พฤติกรรมของมังกรโบราณวัยรุ่นตัวนี้ดูเด็กน้อยจริง ๆ

ดูจากสีของท้องฟ้าตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถัดจากหาดทรายสีขาวซีดเข้าไปคือทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไวโอเล็ต ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นของออริกาโน ต้นเลมอนป่า และต้นมะกอก

ส่วนสีของทะเลอีเจียนเมื่อมองจากระยะไกลดูเหมือนสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟต มันเป็นสีฟ้าที่ใสกระจ่าง

"นี่คือ... อีกโลกหนึ่งเหรอ?"

คาสซานดรากระโดดลงจากหลังของคิรินแล้ว ในขณะที่ทริสส์ยังคงนั่งอยู่บนหลังม้า หันกลับไปมองรอยแยกการบรรจบของห้วงมิติที่กำลังค่อย ๆ จางหายไปทางด้านหลัง

ในโลกแฟนตาซียุคกลางเหล่าจอมเวทเปิดประตูมิติไปทั่วโลก ดังนั้นการยอมรับเทคโนโลยีการเคลื่อนย้ายผ่านมิติจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร

แต่การข้ามผ่านการบรรจบของห้วงมิติ?

เรื่องนี้อย่างน้อยต้องเป็นผู้ใช้เวทระดับจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติมานั่งถกเถียงกันในหัวข้อนี้ได้

ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์ตรงนั้นหายากยิ่งกว่านักวิจัยเสียอีก

"ดูเหมือนจะ... ค่อนข้างปกตินะ?" ทริสส์พูดลองเชิง แต่ไม่นานคิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากัน "ยกเว้นแต่ไม่มีพลังเวทแห่งความโกลาหล... เวทมนตร์ของข้ากลายเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป!"

หลังจากตระหนักถึงจุดนี้ น้ำเสียงของเธอก็แฝงไปด้วยความกังวลและกระสับกระส่ายจาง ๆ

ราวกับคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายแต่กลับพบว่าอาวุธในมือทำมาจากพลาสติก

ตามหลักเหตุผล ในสถานการณ์เช่นนี้เมื่อเวทมนตร์กลายเป็นทรัพยากรที่ฟื้นฟูไม่ได้ชั่วคราวก็ควรวางแผนการใช้อย่างระมัดระวังที่สุด

แต่ทริสส์ในตอนนี้ดูกระวนกระวายใจมาก เธอมองดูมือของตัวเองเหมือนอยากจะปล่อยแสงเวทมนตร์ออกมาสักหน่อยเพื่อบอกตัวเองว่า: เวทมนตร์ของเธอยังอยู่

แต่ความมีเหตุผลก็กดทับไว้ไม่ให้เธอทำเช่นนั้น

ความขัดแย้งในใจนี้เหมือนกับคนเป็นโรคบูลิเมีย (โรคล้วงคอ) ที่มีของหวานวางอยู่ตรงหน้าแต่ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง

นี่ไม่ใช่สภาวะจิตใจที่ปกติเลย

และในขณะที่ทริสส์กำลังตกอยู่ในความขัดแย้งทางจิตใจที่ไม่ปกตินั้น แลนก็ยื่นมือมาจากด้านหลังเธอ

มือข้างหนึ่งของเขาโอบกุมมือทั้งสองของจอมเวทสาวที่เดิมทีกุมประสานกันอยู่ตรงหน้า แล้วกดพวกมันลงแนบกับหน้าอกของทริสส์

"ในเมื่อมันฟื้นฟูไม่ได้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ทริสส์" นักล่าปีศาจก้มลงมองสบตาจอมเวทสาวที่หันมามองเขาด้วยความจริงจัง "ผ่อนคลายเถอะ ที่นี่มีข้าอยู่ เจ้าแค่คิดซะว่า... มาเที่ยวพักผ่อนครั้งหนึ่งก็พอ?"

หลังจากสงครามแดนเหนือครั้งที่สองเข้าสู่ช่วงเก็บกวาด แลนมีเหตุผลหลายประการที่ต้องกลับมายังโลกกรีกโบราณอีกครั้ง

อย่างแรกคือเขาต้องตอบแทนน้ำใจของคาสซานดรา เขาเชิญผู้ถืออินทรีจากโลกกรีกโบราณไปยังโลกแฟนตาซียุคกลางเพื่อร่วมรบในสงคราม

แม้ว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์แบบคนรัก แต่จะมีความสัมพันธ์ที่เอาแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้อย่างไร? ความสัมพันธ์แบบนั้นต่อให้มีอยู่จริงก็ย่อมไม่ยั่งยืน

คาสซานดราบอกว่าทางฝั่งเธอก็มีเรื่องยุ่งเหยิงอยู่กองพะเนิน แลนจึงต้องมาช่วยอย่างเลี่ยงไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งลินคอล์นและสจ๊วตต่างก็แสดงเจตจำนงต่อแลนในรูปแบบที่ต่างกันว่า: คณะอัศวินเถ้าถ่านขาดคนจริง ๆ

ตอนนี้เขาตัดสินใจขยายจำนวนสมาชิกอัศวินแล้ว แต่ก็เหมือนกับที่สจ๊วตเคยมาหาเขาแล้วพูดไว้: ยุทธวิธีที่แข็งแกร่งที่สุดของคณะอัศวินเถ้าถ่านคือการติดตามหัวหอกที่ทรงพลังเพื่อทำการชาร์จโจมตีที่ไม่อาจต้านทานได้ แต่หัวหอกเช่นนี้เป็นสิ่งที่พบเจอได้ยากยิ่งกว่าการแสวงหา

คาสซานดราเป็นนักรบที่แลนหมายตาไว้ เธอมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นหัวหอกนั้น และเธอก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในเอเดิร์น

แต่ก็เหมือนกับบริษัทใหญ่ที่เจอคนเก่งเฉพาะทางที่หาตัวจับยาก พวกเขาก็ต้องจัดการดูแลเรื่องปัจจัยสี่รวมไปถึงปัญหาความกังวลใจต่าง ๆ ของคนคนนั้นให้เรียบร้อยด้วยไม่ใช่หรือ?

อย่างน้อยคาสซานดราก็ต้องจัดการ 'โศกนาฏกรรมครอบครัวสไตล์กรีกโบราณ' กองโตของเธอให้เรียบร้อยเสียก่อนถึงจะมีกะจิตกะใจไปผจญภัยในต่างโลกที่ยิ่งใหญ่กว่าได้ใช่ไหมล่ะ?

และในเมื่อแลนหมายตาเธอไว้แล้ว เขาก็ย่อมต้องมาช่วยลงแรงแน่นอน

อีกด้านหนึ่ง เป็นเหตุผลที่แลนเพิ่งตัดสินใจหลังจากได้สัมผัสกับทริสส์หลังยุทธการแม่น้ำโปนทาร์ — จิตใจของทริสส์ไม่ค่อยปกตินัก

ระบุได้ง่ายมากว่าเป็นโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) จากสงคราม

ตอนหลังจบสงครามแดนเหนือครั้งแรก แลนก็เคยมีปฏิกิริยาแบบนี้

แต่จิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง ร่างกายแบบสเปซมารีนที่ถูกสร้างมาเพื่อสงคราม และความทรงจำกับประสบการณ์ในเมล็ดพันธุ์ยีนของเขา ทำให้เขาไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

แถมการข้ามผ่านการบรรจบของห้วงมิติครั้งแรกหลังสงครามของเขา จุดตกก็คือทวีปใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตดิบเถื่อนของธรรมชาติ และแนวคิดการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน รวมถึงจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์

นั่นทำให้หลังจากกลับมาจากทวีปใหม่เขาแทบจะเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จิตใจยังคงฮึกเหิมและมั่นคง

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวเหมือนแลน รวมไปถึงความสามารถในการหลั่งฮอร์โมนร่างกายที่สอดคล้องกัน เมื่อจบสงครามครั้งก่อน ทริสส์ถูกไฟคลอกเป็นแผลขนาดใหญ่ทั่วร่าง ต้องอาศัยการอยู่เคียงข้างของแลนถึงผ่านพ้นการติดเชื้อของบาดแผลมาได้

เธอเป็นคนที่มีรากฐานของอาการ PTSD อยู่แล้ว

สำหรับคนส่วนใหญ่ บาดแผลทางใจไม่มีคำว่า 'เดี๋ยวก็ชิน' บาดแผลมีแต่จะทำลายจิตใจคนจนแหลกเหลวเป็นผุยผง

หลังจากผ่านสงครามครั้งที่สอง สถานการณ์ของทริสส์ยากที่จะบอกว่าดี

แลนอยากพาเธอมาพักฟื้น

แม้ว่าในใจเขา สถานที่พักฟื้นและพักร้อนที่ดีที่สุดคือทวีปใหม่ หรือริเวนเดลล์ในโลกอาร์ดา แต่ครั้งนี้ต้องทำเวลา ทะเลอีเจียนในยุคกรีกโบราณก็ไม่เลวเหมือนกัน

ทริสส์ก้มหน้าสูดหายใจลึก วางคางเบา ๆ ลงบนมือของแลนแล้วถามขึ้นมาทันที

"ที่รัก... นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าพาคนมาต่างโลกหรือเปล่า?"

เธอกำลังสงบสติอารมณ์ที่ตึงเครียดและกระวนกระวาย พยายามทำน้ำเสียงให้ผ่อนคลาย

"น่าเสียดาย ที่ไม่ใช่" แลนฟังออกถึงอารมณ์ของเธอในขณะนี้ จึงแกล้งพูดหยอกเย้าตามน้ำไป "ครั้งแรกข้าพาทิสซาอาไปที่ทวีปใหม่"

และเป็นไปตามคาด ใบหน้าของจอมเวทสาวปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

เธอปรายตามองแลนไปทางด้านหลัง: "งั้นกลับไปข้าคงต้องเล่าเรื่องการเดินทางของพวกเราให้มาร์กาเร็ตต้าฟังอย่างละเอียดแล้วล่ะ... โดยเฉพาะในกรณีที่เหลือแค่นางคนเดียวที่ยังไม่ได้ออกมา"

"จิ๊" แลนขบกรามแน่น "ป่านนี้นางคงโกรธแย่แล้ว"

มาร์กาเร็ตต้าย่อมไม่อยากน้อยหน้าใคร โดยเฉพาะการกลายเป็นคนเดียวที่ถูกทิ้ง แต่ช่วยไม่ได้ เธอยังต้องดูแลเอเรทูซาอยู่

ทริสส์ดูเหมือนจะจินตนาการภาพมาร์กาเร็ตต้าที่ไม่พอใจและไม่สบอารมณ์ตอนกลับไป แต่ยังต้องฝืนยิ้มรักษามารยาทเอาไว้

อารมณ์ของจอมเวทสาวผ่อนคลายลงช่วงหนึ่ง เธอกระโดดลงจากหลังคิรินและชวนปุยฝ้ายไปวิ่งเล่นริมหาดทรายขาวด้วยกัน

เพราะแลนบอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าแถบเมดิเตอร์เรเนียนนั้นร้อนมาก ดังนั้นทริสส์ที่เพิ่งลงมาจากสนามรบช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ จึงสวมชุดสำหรับฤดูร้อน

ชุดกระโปรงยาวผ้าไหมสีเขียวมรกตขลิบทอง ชายกระโปรงด้านหน้าผ่าสูงถึงต้นขา

เท้าสวมรองเท้าแตะซึ่งก็เข้ากับการแต่งกายแถบทะเลอีเจียนในตอนนี้ เชือกรองเท้าพันขึ้นมาจนถึงน่อง

จอมเวทสาวกับแมวน้อยวิ่งไปเล่นที่ริมทะเล แลนก็พลิกตัวลงจากหลังม้าเช่นกัน

"กรร!"

เสียงนกอินทรีร้องดังมาจากท้องฟ้า

คาสซานดราขยับไหล่ให้เข้าที่อีกครั้ง ปล่อยให้อิคารอสบินวนขึ้นไป

ในเวลานี้นักรบหญิงผู้แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลังชีวิต กำลังกระชับสายรัดดาบซ่อนแขนที่ข้อมือและเดินตรงมาหาแลน

ก่อนจะกลับมายังโลกกรีกโบราณ พวกเขาได้ไปพักผ่อนที่กอร์ส เวเลนมาไม่กี่วัน

เวลาไม่กี่วันนี้ทริสส์ใช้ไปกับการจัดกระเป๋าเดินทางง่าย ๆ ส่วนคาสซานดราเน้นไปที่การใช้งานจริงมากกว่า

เธอไปหาเบเรนการ์อีกครั้ง ถอดชิ้นส่วนสำหรับฤดูหนาวที่ติดตั้งเพิ่มเติมบนชุดเกราะระดับเทพของเธอออก เช่น นวมบุเกราะ และชิ้นส่วนเกราะโซ่หรือเกราะหนังที่ติดเพิ่มเข้าไป

กลับคืนสู่รูปแบบอุปกรณ์สไตล์ทะเลอีเจียนที่เหมาะกับการเคลื่อนไหวในเขตอากาศร้อน

และก่อนหน้านั้น เบเรนการ์ได้มอบดาบ [ผลงานทดลอง] เล่มนั้นให้กับคาสซานดรา โดยมีเจตนาให้เธอทดสอบดาบมือเดียวที่ใช้วัตถุดิบจากมังกรโซราห์-แมกโดรอสเล่มนี้ด้วย

คาสซานดราจะส่งความรู้สึกในการใช้งานและปัญหาต่าง ๆ กลับไปให้นักล่าปีศาจเฒ่า นี่เป็นช่องทางที่ช่างฝีมือจะพัฒนาฝีมือได้

ชุดของผู้ถืออินทรีเผยให้เห็นต้นขาและท่อนแขนใหญ่ โครงร่างของสรีระนั้นราบรื่นและอิ่มเอิบ กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังจะนูนขึ้นและยุบลงตามจังหวะการเคลื่อนไหว

ร่างกายที่แข็งแรงและงดงาม ในยุคสมัยนี้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะถูกแกะสลักเป็นรูปปั้น บูชาไว้บนแท่นบูชาของเหล่าทวยเทพ!

ทหารรับจ้างกึ่งเทพที่ท่องไปทั่วทะเลอีเจียนนามว่า 【ผู้ถืออินทรี】 ฉายานี้ไม่ได้มาเพียงเพราะคนทั่วไปไม่เข้าใจพลังของคาสซานดราจนต้องตั้งฉายาให้เท่านั้น

แต่ยังเป็นเพราะความงดงามราวกับทวยเทพกรีกจริง ๆ

และในตอนนี้เมื่อเทียบกับการแต่งกายตอนที่เพิ่งไปโลกแฟนตาซียุคกลาง นอกจาก [ผลงานทดลอง] ที่มีรูปทรงแบบดาบสั้นโนวิกราดบนเข็มขัดแล้ว คาสซานดรายังมีธนูยาวที่ทำจากวัสดุเหล็กเพิ่มมาอีกหนึ่งคัน

ปล.จากตอนนี้ไปเปลี่ยนหัวหน้าทีมแปลนะครับ

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 1741 ทะเลอีเจียน (โลก Assassin's Creed Odyssey )

คัดลอกลิงก์แล้ว