- หน้าแรก
- สเปซมารีนแห่งสำนักหมี
- บทที่ 1741 ทะเลอีเจียน (โลก Assassin's Creed Odyssey )
บทที่ 1741 ทะเลอีเจียน (โลก Assassin's Creed Odyssey )
บทที่ 1741 ทะเลอีเจียน (โลก Assassin's Creed Odyssey )
บทที่ 1741 ทะเลอีเจียน
"เปรี๊ยะ" เสียงดังกรุบกริบในความว่างเปล่า
ท่ามกลางอากาศธาตุที่ว่างเปล่าจู่ ๆ ก็มีเสียงเหมือนกระจกแตกดังขึ้น
จากนั้นม้าหนุ่มที่ดูองอาจสง่างามผิดปกติและมีขนาดมหึมาเกินกว่าม้าทั่วไปก็กระโจนออกมาจาก ‘รอยกระจกแตก’ กลางอากาศนั้น
เพียงชั่วพริบตาความหนาวเหน็บที่แฝงความชื้นซึมลึกของทะเลสาบวิซิมาในช่วงปลายหนาวต้นใบไม้ผลิของเทเมเรียก็หายวับไป
ท้องฟ้าที่มืดครึ้ม ลมหายใจที่เป็นไอขาวร้อน ๆ เปลี่ยนเป็นแสงแดดเจิดจ้าจนร้อนระอุ และความชื้นของทะเลสาบน้ำจืดก็เปลี่ยนเป็นกลิ่นคาวเค็มของทะเลในทันที
แม้เสียงคลื่นซัดสาดจะดังกระหึ่มไม่หยุดหย่อน แต่มันกลับไม่ได้พัดพาความหนาวเย็นมาเลย ลมทะเลทำให้รู้สึกเหมือนตกอยู่ในบรรยากาศที่อบอุ่น
นี่คือทะเลอีเจียน
"ตึง ตึง ตึง~"
กีบเท้าอันหนักหน่วงของคิรินกระทบพื้น เหยียบย่ำลงบนหาดทรายสีขาวซีดอันเป็นเอกลักษณ์ของทะเลอีเจียนจนเกิดหลุมใหญ่หลายหลุม ทรายกระเด็นไปทั่ว
แน่นอนว่ามังกรโบราณจากทวีปใหม่ไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ มันเชิดหน้าขึ้น ผ้าไหมลงอักขระรูนที่คลุมกายกระเพื่อมไหว
"ฮี้!!!"
มันส่งเสียงร้องที่แฝงแววเยาะเย้ยและท้าทายออกมา
จากนั้นอิคารอสถึงได้บินตามออกมาจากรอยแยกการบรรจบของห้วงมิติ
จะงอยปากและหางตาที่มีสีเหมือนดอกบัตเตอร์คัพทำให้นกอินทรีตัวนี้ดูเหมือนครูเจ้าระเบียบ มันไม่สนใจท่าทีของคิริน เพียงแค่หุบปีกแล้วขยับปีกสองสามครั้งก่อนจะร่อนลงเกาะบนไหล่ของคาสซานดรา
ก่อนหน้านี้ตอนกลับไปที่โลกแฟนตาซียุคกลาง อิคารอสเป็นฝ่ายนำหน้าออกมา ซึ่งทำให้คิรินรู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อย
ครั้งนี้พอเปิดรอยแยกการบรรจบของห้วงมิติปุ๊บ มังกรโบราณจึงรีบพุ่งออกมาเป็นตัวแรกทันที
แต่ในสายตาของอิคารอส พฤติกรรมของมังกรโบราณวัยรุ่นตัวนี้ดูเด็กน้อยจริง ๆ
ดูจากสีของท้องฟ้าตอนนี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ถัดจากหาดทรายสีขาวซีดเข้าไปคือทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยดอกไวโอเล็ต ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นของออริกาโน ต้นเลมอนป่า และต้นมะกอก
ส่วนสีของทะเลอีเจียนเมื่อมองจากระยะไกลดูเหมือนสารละลายคอปเปอร์ซัลเฟต มันเป็นสีฟ้าที่ใสกระจ่าง
"นี่คือ... อีกโลกหนึ่งเหรอ?"
คาสซานดรากระโดดลงจากหลังของคิรินแล้ว ในขณะที่ทริสส์ยังคงนั่งอยู่บนหลังม้า หันกลับไปมองรอยแยกการบรรจบของห้วงมิติที่กำลังค่อย ๆ จางหายไปทางด้านหลัง
ในโลกแฟนตาซียุคกลางเหล่าจอมเวทเปิดประตูมิติไปทั่วโลก ดังนั้นการยอมรับเทคโนโลยีการเคลื่อนย้ายผ่านมิติจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
แต่การข้ามผ่านการบรรจบของห้วงมิติ?
เรื่องนี้อย่างน้อยต้องเป็นผู้ใช้เวทระดับจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติมานั่งถกเถียงกันในหัวข้อนี้ได้
ส่วนผู้ที่มีประสบการณ์ตรงนั้นหายากยิ่งกว่านักวิจัยเสียอีก
"ดูเหมือนจะ... ค่อนข้างปกตินะ?" ทริสส์พูดลองเชิง แต่ไม่นานคิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากัน "ยกเว้นแต่ไม่มีพลังเวทแห่งความโกลาหล... เวทมนตร์ของข้ากลายเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป!"
หลังจากตระหนักถึงจุดนี้ น้ำเสียงของเธอก็แฝงไปด้วยความกังวลและกระสับกระส่ายจาง ๆ
ราวกับคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายแต่กลับพบว่าอาวุธในมือทำมาจากพลาสติก
ตามหลักเหตุผล ในสถานการณ์เช่นนี้เมื่อเวทมนตร์กลายเป็นทรัพยากรที่ฟื้นฟูไม่ได้ชั่วคราวก็ควรวางแผนการใช้อย่างระมัดระวังที่สุด
แต่ทริสส์ในตอนนี้ดูกระวนกระวายใจมาก เธอมองดูมือของตัวเองเหมือนอยากจะปล่อยแสงเวทมนตร์ออกมาสักหน่อยเพื่อบอกตัวเองว่า: เวทมนตร์ของเธอยังอยู่
แต่ความมีเหตุผลก็กดทับไว้ไม่ให้เธอทำเช่นนั้น
ความขัดแย้งในใจนี้เหมือนกับคนเป็นโรคบูลิเมีย (โรคล้วงคอ) ที่มีของหวานวางอยู่ตรงหน้าแต่ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง
นี่ไม่ใช่สภาวะจิตใจที่ปกติเลย
และในขณะที่ทริสส์กำลังตกอยู่ในความขัดแย้งทางจิตใจที่ไม่ปกตินั้น แลนก็ยื่นมือมาจากด้านหลังเธอ
มือข้างหนึ่งของเขาโอบกุมมือทั้งสองของจอมเวทสาวที่เดิมทีกุมประสานกันอยู่ตรงหน้า แล้วกดพวกมันลงแนบกับหน้าอกของทริสส์
"ในเมื่อมันฟื้นฟูไม่ได้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ทริสส์" นักล่าปีศาจก้มลงมองสบตาจอมเวทสาวที่หันมามองเขาด้วยความจริงจัง "ผ่อนคลายเถอะ ที่นี่มีข้าอยู่ เจ้าแค่คิดซะว่า... มาเที่ยวพักผ่อนครั้งหนึ่งก็พอ?"
หลังจากสงครามแดนเหนือครั้งที่สองเข้าสู่ช่วงเก็บกวาด แลนมีเหตุผลหลายประการที่ต้องกลับมายังโลกกรีกโบราณอีกครั้ง
อย่างแรกคือเขาต้องตอบแทนน้ำใจของคาสซานดรา เขาเชิญผู้ถืออินทรีจากโลกกรีกโบราณไปยังโลกแฟนตาซียุคกลางเพื่อร่วมรบในสงคราม
แม้ว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์แบบคนรัก แต่จะมีความสัมพันธ์ที่เอาแต่ฝ่ายเดียวโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้อย่างไร? ความสัมพันธ์แบบนั้นต่อให้มีอยู่จริงก็ย่อมไม่ยั่งยืน
คาสซานดราบอกว่าทางฝั่งเธอก็มีเรื่องยุ่งเหยิงอยู่กองพะเนิน แลนจึงต้องมาช่วยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งลินคอล์นและสจ๊วตต่างก็แสดงเจตจำนงต่อแลนในรูปแบบที่ต่างกันว่า: คณะอัศวินเถ้าถ่านขาดคนจริง ๆ
ตอนนี้เขาตัดสินใจขยายจำนวนสมาชิกอัศวินแล้ว แต่ก็เหมือนกับที่สจ๊วตเคยมาหาเขาแล้วพูดไว้: ยุทธวิธีที่แข็งแกร่งที่สุดของคณะอัศวินเถ้าถ่านคือการติดตามหัวหอกที่ทรงพลังเพื่อทำการชาร์จโจมตีที่ไม่อาจต้านทานได้ แต่หัวหอกเช่นนี้เป็นสิ่งที่พบเจอได้ยากยิ่งกว่าการแสวงหา
คาสซานดราเป็นนักรบที่แลนหมายตาไว้ เธอมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นหัวหอกนั้น และเธอก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในเอเดิร์น
แต่ก็เหมือนกับบริษัทใหญ่ที่เจอคนเก่งเฉพาะทางที่หาตัวจับยาก พวกเขาก็ต้องจัดการดูแลเรื่องปัจจัยสี่รวมไปถึงปัญหาความกังวลใจต่าง ๆ ของคนคนนั้นให้เรียบร้อยด้วยไม่ใช่หรือ?
อย่างน้อยคาสซานดราก็ต้องจัดการ 'โศกนาฏกรรมครอบครัวสไตล์กรีกโบราณ' กองโตของเธอให้เรียบร้อยเสียก่อนถึงจะมีกะจิตกะใจไปผจญภัยในต่างโลกที่ยิ่งใหญ่กว่าได้ใช่ไหมล่ะ?
และในเมื่อแลนหมายตาเธอไว้แล้ว เขาก็ย่อมต้องมาช่วยลงแรงแน่นอน
อีกด้านหนึ่ง เป็นเหตุผลที่แลนเพิ่งตัดสินใจหลังจากได้สัมผัสกับทริสส์หลังยุทธการแม่น้ำโปนทาร์ — จิตใจของทริสส์ไม่ค่อยปกตินัก
ระบุได้ง่ายมากว่าเป็นโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD) จากสงคราม
ตอนหลังจบสงครามแดนเหนือครั้งแรก แลนก็เคยมีปฏิกิริยาแบบนี้
แต่จิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง ร่างกายแบบสเปซมารีนที่ถูกสร้างมาเพื่อสงคราม และความทรงจำกับประสบการณ์ในเมล็ดพันธุ์ยีนของเขา ทำให้เขาไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
แถมการข้ามผ่านการบรรจบของห้วงมิติครั้งแรกหลังสงครามของเขา จุดตกก็คือทวีปใหม่ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิตดิบเถื่อนของธรรมชาติ และแนวคิดการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน รวมถึงจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์
นั่นทำให้หลังจากกลับมาจากทวีปใหม่เขาแทบจะเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จิตใจยังคงฮึกเหิมและมั่นคง
แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีจิตใจที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวเหมือนแลน รวมไปถึงความสามารถในการหลั่งฮอร์โมนร่างกายที่สอดคล้องกัน เมื่อจบสงครามครั้งก่อน ทริสส์ถูกไฟคลอกเป็นแผลขนาดใหญ่ทั่วร่าง ต้องอาศัยการอยู่เคียงข้างของแลนถึงผ่านพ้นการติดเชื้อของบาดแผลมาได้
เธอเป็นคนที่มีรากฐานของอาการ PTSD อยู่แล้ว
สำหรับคนส่วนใหญ่ บาดแผลทางใจไม่มีคำว่า 'เดี๋ยวก็ชิน' บาดแผลมีแต่จะทำลายจิตใจคนจนแหลกเหลวเป็นผุยผง
หลังจากผ่านสงครามครั้งที่สอง สถานการณ์ของทริสส์ยากที่จะบอกว่าดี
แลนอยากพาเธอมาพักฟื้น
แม้ว่าในใจเขา สถานที่พักฟื้นและพักร้อนที่ดีที่สุดคือทวีปใหม่ หรือริเวนเดลล์ในโลกอาร์ดา แต่ครั้งนี้ต้องทำเวลา ทะเลอีเจียนในยุคกรีกโบราณก็ไม่เลวเหมือนกัน
ทริสส์ก้มหน้าสูดหายใจลึก วางคางเบา ๆ ลงบนมือของแลนแล้วถามขึ้นมาทันที
"ที่รัก... นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าพาคนมาต่างโลกหรือเปล่า?"
เธอกำลังสงบสติอารมณ์ที่ตึงเครียดและกระวนกระวาย พยายามทำน้ำเสียงให้ผ่อนคลาย
"น่าเสียดาย ที่ไม่ใช่" แลนฟังออกถึงอารมณ์ของเธอในขณะนี้ จึงแกล้งพูดหยอกเย้าตามน้ำไป "ครั้งแรกข้าพาทิสซาอาไปที่ทวีปใหม่"
และเป็นไปตามคาด ใบหน้าของจอมเวทสาวปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
เธอปรายตามองแลนไปทางด้านหลัง: "งั้นกลับไปข้าคงต้องเล่าเรื่องการเดินทางของพวกเราให้มาร์กาเร็ตต้าฟังอย่างละเอียดแล้วล่ะ... โดยเฉพาะในกรณีที่เหลือแค่นางคนเดียวที่ยังไม่ได้ออกมา"
"จิ๊" แลนขบกรามแน่น "ป่านนี้นางคงโกรธแย่แล้ว"
มาร์กาเร็ตต้าย่อมไม่อยากน้อยหน้าใคร โดยเฉพาะการกลายเป็นคนเดียวที่ถูกทิ้ง แต่ช่วยไม่ได้ เธอยังต้องดูแลเอเรทูซาอยู่
ทริสส์ดูเหมือนจะจินตนาการภาพมาร์กาเร็ตต้าที่ไม่พอใจและไม่สบอารมณ์ตอนกลับไป แต่ยังต้องฝืนยิ้มรักษามารยาทเอาไว้
อารมณ์ของจอมเวทสาวผ่อนคลายลงช่วงหนึ่ง เธอกระโดดลงจากหลังคิรินและชวนปุยฝ้ายไปวิ่งเล่นริมหาดทรายขาวด้วยกัน
เพราะแลนบอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าแถบเมดิเตอร์เรเนียนนั้นร้อนมาก ดังนั้นทริสส์ที่เพิ่งลงมาจากสนามรบช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ จึงสวมชุดสำหรับฤดูร้อน
ชุดกระโปรงยาวผ้าไหมสีเขียวมรกตขลิบทอง ชายกระโปรงด้านหน้าผ่าสูงถึงต้นขา
เท้าสวมรองเท้าแตะซึ่งก็เข้ากับการแต่งกายแถบทะเลอีเจียนในตอนนี้ เชือกรองเท้าพันขึ้นมาจนถึงน่อง
จอมเวทสาวกับแมวน้อยวิ่งไปเล่นที่ริมทะเล แลนก็พลิกตัวลงจากหลังม้าเช่นกัน
"กรร!"
เสียงนกอินทรีร้องดังมาจากท้องฟ้า
คาสซานดราขยับไหล่ให้เข้าที่อีกครั้ง ปล่อยให้อิคารอสบินวนขึ้นไป
ในเวลานี้นักรบหญิงผู้แข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยพลังชีวิต กำลังกระชับสายรัดดาบซ่อนแขนที่ข้อมือและเดินตรงมาหาแลน
ก่อนจะกลับมายังโลกกรีกโบราณ พวกเขาได้ไปพักผ่อนที่กอร์ส เวเลนมาไม่กี่วัน
เวลาไม่กี่วันนี้ทริสส์ใช้ไปกับการจัดกระเป๋าเดินทางง่าย ๆ ส่วนคาสซานดราเน้นไปที่การใช้งานจริงมากกว่า
เธอไปหาเบเรนการ์อีกครั้ง ถอดชิ้นส่วนสำหรับฤดูหนาวที่ติดตั้งเพิ่มเติมบนชุดเกราะระดับเทพของเธอออก เช่น นวมบุเกราะ และชิ้นส่วนเกราะโซ่หรือเกราะหนังที่ติดเพิ่มเข้าไป
กลับคืนสู่รูปแบบอุปกรณ์สไตล์ทะเลอีเจียนที่เหมาะกับการเคลื่อนไหวในเขตอากาศร้อน
และก่อนหน้านั้น เบเรนการ์ได้มอบดาบ [ผลงานทดลอง] เล่มนั้นให้กับคาสซานดรา โดยมีเจตนาให้เธอทดสอบดาบมือเดียวที่ใช้วัตถุดิบจากมังกรโซราห์-แมกโดรอสเล่มนี้ด้วย
คาสซานดราจะส่งความรู้สึกในการใช้งานและปัญหาต่าง ๆ กลับไปให้นักล่าปีศาจเฒ่า นี่เป็นช่องทางที่ช่างฝีมือจะพัฒนาฝีมือได้
ชุดของผู้ถืออินทรีเผยให้เห็นต้นขาและท่อนแขนใหญ่ โครงร่างของสรีระนั้นราบรื่นและอิ่มเอิบ กล้ามเนื้อใต้ผิวหนังจะนูนขึ้นและยุบลงตามจังหวะการเคลื่อนไหว
ร่างกายที่แข็งแรงและงดงาม ในยุคสมัยนี้มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะถูกแกะสลักเป็นรูปปั้น บูชาไว้บนแท่นบูชาของเหล่าทวยเทพ!
ทหารรับจ้างกึ่งเทพที่ท่องไปทั่วทะเลอีเจียนนามว่า 【ผู้ถืออินทรี】 ฉายานี้ไม่ได้มาเพียงเพราะคนทั่วไปไม่เข้าใจพลังของคาสซานดราจนต้องตั้งฉายาให้เท่านั้น
แต่ยังเป็นเพราะความงดงามราวกับทวยเทพกรีกจริง ๆ
และในตอนนี้เมื่อเทียบกับการแต่งกายตอนที่เพิ่งไปโลกแฟนตาซียุคกลาง นอกจาก [ผลงานทดลอง] ที่มีรูปทรงแบบดาบสั้นโนวิกราดบนเข็มขัดแล้ว คาสซานดรายังมีธนูยาวที่ทำจากวัสดุเหล็กเพิ่มมาอีกหนึ่งคัน
ปล.จากตอนนี้ไปเปลี่ยนหัวหน้าทีมแปลนะครับ
(จบตอน)