เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 321 ราชสำนัก

บทที่ 321 ราชสำนัก

บทที่ 321 ราชสำนัก


สามารถติดตามข่าวสารได้ที่แฟนเพจ : แปลได้แล้ว

ในยามรุ่งอรุณ!

วันนี้มีฝนโปรยปรายอยู่ในเมืองเซี่ยยวี่ เสียงของเม็ดฝนหยดกระทบลงบนพื้นอย่างไม่หยุดหย่อนและชะล้างคราบเลือดที่ฟุ้งกระจายบนท้องฟ้าของเมือง....ซึ่งเป็นแผลจากสมรภูมิ

มันเป็นเวลาก่อนเก้าโมงเช้า โถงราชวังอันทรงเกียรติของอาณาจักรต้าเซี่ยก็เต็มไปด้วยผู้คน ขุนนางและแม่ทัพทุกคนที่ถูกรับเชิญต่างพากันมาที่โถงแห่งนี้ ข้าราชสำนักนี้ถูกเรียกหารือภายใต้ราชโองการจากซูรั่วเสวี่ย และมันระบุไว้อย่างชัดเจนว่าหากขุนนางหรือแม่ทัพคนใดไม่เข้าร่วมในเวลานี้ พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องมาเข้าร่วมอีกต่อไปในภายภาคหน้า

มีเพียงเหล่าขุนนางสำคัญๆเท่านั้นที่ได้ยินสิ่งที่ซูรั่วเสวี่ยกล่าวในสุสานราชวงศ์ แต่นั่น นางไม่ได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจน หลายคนจึงไม่เข้าใจว่านางหมายถึงสิ่งใด แต่นางกำลังจะเปิดเผยและประกาศความตั้งใจของนางในวันนี้ อาณาจักรต้าเซี่ยอาจมีผู้ปกครองคนใหม่หลังการหารือนี้จบลง

นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้โถงราชวังเกิดเสียงจอแจมากมายเนื่องจากขุนนางนับไม่ถ้วนต่างกระซิบกระซาบกัน อาณาจักรต้าเซี่ยนั้นประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากมาย แต่ไม่มีขุนนางสายปกครองคนใดในอาณาจักรต้าเซี่ยเสียชีวิตเลยในบรรดาผู้ที่มาร่วมหารือนั้น สองในสามส่วนเป็นเหล่าขุนนางทั้งหมด

เมื่อแม่ทัพหลูเฒ่าเห็นเหล่าขุนนางที่กำลังรวมตัวกันเขาก็เผยร่องรอยความกังวลออกมา คนเหล่านี้ล้วนแต่หน้าซีดตกใจเมื่อตอนที่อาณาจักรต้าเซี่ยตกอยู่ในภาวะสงครามและกำลังจะล่มสลาย แต่ตอนนี้หลังจากที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง พวกเขาทุกคนกลับฟื้นคืนความกล้าหาญขึ้นมาและเริ่มวิจารณ์และตัดสินทุกสิ่งที่พวกเขาเห็น แม่ทัพหลูถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัวเมื่อเขามองไปยังคนเหล่านั้น

แน่นอนว่าเขาไม่ได้ดูถูกคนเหล่านี้ เหล่าแม่ทัพก็มีความตั้งใจที่จะปกป้องอาณาจักร แต่เมื่อมันมาถึงเรื่องการปกครองอาณาจักร พวกเขาก็ต้องพึ่งพาเหล่าขุนนางเหล่านี้ แม่ทัพทั้งหลายต่างเป็นคนที่มีความหยาบและไม่รู้หนังสือ หากพวกเขาจะปกครองอาณาจักร ทั่วทั้งอาณาจักรจะตกอยู่ในความวุ่นวาย

“ใต้เท้าเจียงเดินทางมาถึงแล้ว!”

เสียงที่ไม่รู้ว่าหญิงหรือชายดังก้องไปทั่ว จากนั้นก็มีร่างที่หุ้มด้วยชุดคลุมสีเขียวเดินเข้ามาจากประตูหลักของโถงใหญ่ เขาสวมเสื้อคลุมสีเขียวเรียบง่ายซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะสมสำหรับพิธียิ่งใหญ่และเป็นทางการ เขาเดินเข้ามาและมองไปยังใบหน้าของทุกคนก่อนที่จะพูดออกมาทันใด “หลิวกงกง จัดการหาเก้าอี้ให้ข้าที”

“ว้าว!”

เมื่อเจียงอี้พูดจบ ภายในราชสำนักต่างก็มีเสียงอึกทึกตามมา เครื่องแต่งกายของเขานั้นไม่สอดคล้องกับกฎของราชสำนัก แล้วตอนนี้เขายังต้องการเก้าอี้มานั่งอีก? หากราชาไม่ได้มีคำสั่งประทานให้นั่งได้ก็มีเพียงราชาเท่านั้นที่จะนั่งได้ขณะที่คนอื่นๆต้องยืน นอกจากนี้ เจียงอี้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งของราชสำนักอย่างเป็นทางการในอาณาจักรต้าเซี่ย ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติราชวงศ์เลย

หนึ่งในหัวหน้าขันที หลิวกงกงก็อยู่ในจุดที่อึดอัดใจ เขามองไปยังเหล่าขุนนางที่มีผมหงอกในขณะที่ขุนนางผู้นั้นก็มองคนที่อยู่ด้านหลังเขา ขุนนางจากกรมพิธีการก้าวออกมาและโค้งคำนับกับเจียงอี้ทันทีขณะที่พูดว่า “ท่านใต้เท้า ในราชสำนักนี้ นอกเหนือจากองค์ราชาแล้วก็ไม่มีผู้ใดสามารถนั่งได้ ท่านมิใช่....ผู้ที่สอดคล้องกับคุณสมบัตินั้นขอรับ”

แม่ทัพหลูมองไปยังเจียงอี้และไม่พูดอะไรออกมาเลยนอกจากจะเผยรอยยิ้มที่เสแสร้งออกมา เจียงอี้ถูจมูกของเขาและมองขุนนางผู้นั้นอย่างไม่แยแสและตอบว่า “ข้าผู้นี้คือผู้ตรวจการแห่งจักรวรรดิมังกรเวหา ตามการจัดเรียงลำดับแล้ว ข้ายังเหนือกว่าผู้ปกครองอาณาจักรต้าเซี่ย ทำไมข้าจะนั่งไม่ได้? สำหรับเรื่องมารยาทของราชสำนัก ทุกคนต้องคุกเข่าเมื่อเห็นข้า แล้วทำไมพวกเจ้าไม่คุกเข่า?”

“เอ่อ......”

ขุนนางจากกรมพิธีการอยู่ในความตกตะลึง เขาพยายามพูดกับเจียงอี้ด้วยเหตุผล แต่เจียงอี้ทำตัวเยี่ยงอันธพาล นอกจากนี้ เขาก็ไม่มีทางที่จะปฏิเสธเรื่องนี้ได้เลย

เจียงอี้เป็นผู้ตรวจการของจักรวรรดิมังกรเวหา ตามลำดับแล้วราชสำนักจะต้องคำนับเขา คำถามก็คือ.....ไม่ใช่ว่าเจียงอี้ฆ่าทหารของจักรวรรดิมังกรเวหาหรือ? บรรพบุรุษเฒ่าจากจักรวรรดิมังกรเวหาต้องการที่จะฆ่าเขา แต่เขาก็ยังกล้าบอกว่าตัวเองเป็นผู้ตรวจการ?

อย่างไรก็ตาม ทางจักรวรรดิมังกรเวหาก็ไม่ได้ประกาศว่าจะขับไล่เจียงอี้ลงจากตำแหน่งผู้ตรวจการ ขุนนางผู้นี้ไม่สามารถเถียงเขาได้ เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากมองไปยังหัวหน้าขุนนางทั้งสอง นั่นคืออัครมหาเสนาบดีแห่งสำนักอัครมหาเสนาบดี อวี๋อัน และ เริ่นผิง

จากความตกใจของทุกคน พวกเขาทั้งสองก็ยังคงนิ่งเงียบเพราะพวกเขาคงไม่ต้องการที่จะมีปัญหากับเจียงอี้เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไร เจ้าพระยาทั้งสองก็ถูกจับกุมโดยเจียงอี้ไปเมื่อคืน และเขาก็เป็นผู้กอบกู้อาณาจักรต้าเซี่ย ซึ่งพวกเขาพบว่ามันคงน่าอายหากจะต้องมีปัญหาในเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

ขันทีหลิวโบกมือขณะที่ขันทีอีกสองคนรีบไปหยิบเก้าอี้ของผู้บัญชาการมาอย่างรวดเร็ว ส่วนเจียงอี้นั้นก็นั่งลงไปอย่างไม่สนใจผู้ใด เขาหลับตาลงและพักผ่อนชั่วขณะ

เหล่าขุนนางต่างๆเริ่มถกเถียงกันมากขึ้น แต่ทุกคนก็กระซิบกระซาบกันเท่านั้น พวกเขามองเจียงอี้ด้วยสายตาที่หวาดกลัวและเคารพ แน่นอนว่ามีบางคนที่ไม่พอใจเนื่องจากเจียงอี้ทำตัวน่ารังเกียจและเหมือนเป็นการดูหมิ่นพวกเขา เหล่าขุนนางเหล่านี้นั้นมารยาทและเกียรติเป็นอย่างมาก

“องค์หญิงหลิงเสวี่ยเสด็จแล้ว!”

หลังจากนั้นหลิวกงกงก็ประกาศอีกครั้ง เหล่าขุนนางและแม่ทัพต่างก็เงียบสงบและยืนตรงอย่างรวดเร็ว เมื่อซูรั่วเสวี่ยเข้าไปในโถง พวกเขาก็คำนับด้วยความเคารพ ซูรั่วเสวี่ยนั้นเป็นเพียงองค์หญิง และในราชสำนักแห่งนี้ หากราชาไม่ได้อัญเชิญนาง นางก็ไม่สามารถแม้แต่จะเข้ามาได้ แต่ในตอนนี้คนเหล่านี้ต่างพากันโค้งคำนับและทักทายนาง มันเป็นความเคารพที่สูงที่สุดแล้ว

“ทุกคนจงลุกขึ้น!”

ซูรั่วเสวี่ยสวมเสื้อคลุมฟีนิกซ์และสวมมงกุฎฟีนิกซ์ นางอยู่ในชุดที่งดงามและการปรากฏตัวที่น่าเกรงขามทำให้นางดูสง่างามและแพรวพราว นางสะบัดแขนพลางพูดอย่างเฉยเมย หลังจากนั้นนางก็ก้าวและเดินขึ้นไปยังแท่นบัลลังก์ทองคำม่วงและนั่งลง

“ว้าว!”

แม้ว่าจะมีข่าวลือว่าซูรั่วเสวี่ยต้องการจะยึดอำนาจสูงสุดและแต่งตั้งตนเองขึ้นเป็นองค์ราชินี แต่เหล่าขุนนางทั้งหลายก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถยอมรับได้ ในประวัติศาสตร์ของทวีปเทียนชิงในหมื่นปีที่ผ่านมา ไม่มีราชวงศ์ใดแต่งตั้งองค์ราชินีขึ้นเป็นผู้ปกครองเลย แม้ว่าจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิมังกรเวหาจะสิ้นชีพไปแล้วและองค์หญิงหลิงเสวี่ยก็มีอำนาจ แต่นางก็ยังไม่กล้าประกาศตนขึ้นเป็นผู้ปกครอง แต่ซูรั่วเสวี่ยกลับเป็นผู้เผด็จการและขึ้นนั่งบนบัลลังก์ทันที?

ทันใดนั้น ขุนนางจากกรมพิธีการที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ก็ก้าวออกมาสองก้าวอย่างรวดเร็วและพูดด้วยความไม่พอใจ “องค์หญิงหลิงเสวี่ย ท่านนั่งผิดที่หรือไม่พะยะค่ะ? บัลลังก์นั้นมีเพียงองค์ราชาเท่านั้นที่สามารถนั่งได้ ท่าน....กำลังแสดงพฤติกรรมที่ประเจิดประเจ้อนัก!”

เหล่าขุนนางคนอื่นก็ก้าวออกมาและพูดออกมาเช่นกัน “องค์หญิง โปรดลุกขึ้นเถิดพะยะค่ะ ไม่เช่นนั้น ท่านอาจจะเป็นผู้หมิ่นองค์ราชาผู้ล่วงลับไปแล้ว และท่านควรปฏิบัติตามกฎนะพะยะค่ะ!”

เมื่อมีคนเป็นผู้นำในเรื่องนี้แล้ว ก็มีขุนนางจำนวนมากก้าวออกมาเช่นกัน บ้างก็คุกเข่า บ้างก็พูดจาเสียงดัง บ้างก็คร่ำครวญด้วยความเศร้า พวกเขาทุกคนไม่พอใจอย่างที่สุดราวกับว่าซูรั่วเสวี่ยนั้นไปก่ออาชญากรรมที่ชั่วร้าย

แม่ทัพหลูและกลุ่มคนของเขาต่างพากันถอนหายใจ พวกเขาคาดไว้แล้วว่าเหล่าขุนนางที่ไม่เชื่อฟังเหล่านี้จะต้องคัดค้านเป็นแน่ แต่พวกเขาไม่ได้หวังว่าปฏิกิริยาของคนพวกนี้จะน่าทึ่งขนาดนี้

เขาสบตากับเหล่าแม่ทัพก่อนที่จะหันมามองเจียงอี้ที่ดูเหมือนจะนอนหลับอยู่ เขาตะโกนออกมาอย่างช่วยไม่ได้และป้องมือโค้งคำนับ “ทุกท่าน พวกท่านผิดแล้ว! เราเป็นคนร้องขอองค์หญิงหลายต่อหลายคราวกว่านางจะเต็มใจเข้ารับตำแหน่งนี้ ข้ากับแม่ทัพอีกแปดคนต่างเขียนข้อเสนอไปยังองค์หญิง จนนางตกลงขึ้นครองบัลลังก์ ดังนั้น .... นางจะเป็นผู้ปกครองที่ดีในภายหน้าของอาณาจักรต้าเซี่ยของเรา ทำไมนางจึงไม่สามารถนั่งบนบัลลังก์นั่นได้กัน?”

“ฮึ่ม!”

ก่อนที่แม่ทัพหลูจะพูดจบ เสียงที่ดังและเย็นชาก็ดังขึ้น มันคือเสียงของอัครมหาเสนาบดีที่ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมาในตอนแรก ทันใดนั้นเขาก็ก้าวออกมากลางเวทีและชี้ไปยังแม่ทัพหลูขณะที่สาปแช่งออกมา “หลูกว่างอี้! เจ้าเฒ่าเบาปัญญา เงียบปากไปซะ! เจ้ามีอำนาจตั้งกฎใหม่เกี่ยวกับเรื่องสำคัญเกี่ยวกับผู้ครองบัลลังก์ได้อย่างไร? เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับประชาชนทุกคนในอาณาจักร และทั้งอาณาจักรอยู่ที่นี่ เจ้าจะมาหละหลวมเช่นนี้ได้อย่างไร? นอกจากนั้นนะ เจ้ากำลังสนับสนุนองค์หญิงให้ขึ้นครองบัลลังก์หรือ? เจ้าต้องการให้ทั้งโลกเย้ยหยันอาณาจักรต้าเซี่ยของเราและบอกว่าเราไม่มีผู้ใดแล้วหรือ?”

“ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าในประวัติศาสตร์ทวีปเทียนชิงนั้นเคยมีองค์หญิงองค์ใดขึ้นครองราชย์กัน? โบราณเคยว่าไว้ ‘หากชื่อแซ่นั้นไม่เหมาะสม ภายหน้าก็จักเป็นภัย’ หากประชาชนไม่เชื่อมั่น แล้วเราจะปกครองประชาชนได้อย่างไร? โลกกำลังตกอยู่ในความวุ่นวายและอาณาจักรก็อยู่ในความไม่สงบ อาณาจักรต้าเซี่ยตกอยู่ในอันตราย! พวกเจ้าทุกคนนั้นเป็นเหล่าคนบาปแห่งอาณาจักรต้าเซี่ย และชื่อของพวกเจ้าจะถูกสลักลงไปในประวัติศาสตร์พร้อมความน่าอับอาย....”

“อัครมหาเสนาบดีเริ่นกล่าวถูกแล้ว!”

อัครมหาเสนาบดีอาวุโสอีกคนก็พูดออกมาด้วยใบหน้าที่แสดงความไม่พอใจขณะที่ร่างของเขาสั่นไปด้วยความโกรธ เขาเช็ดน้ำตาและร้องไห้ด้วยความขมขื่นขณะที่พูดว่า “ราชาผู้ล่วงลับ ท่านเห็นหรือไม่? หลังจากท่านล่วงลับไป อาณาจักรต้าเซี่ยก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย ขุนนางเฒ่าผู้นี้คงจะขอติดตามท่านไปเสียดีกว่า....”

“ในเมื่อเจ้าอยากตายนัก เช่นนั้นก็เชิญ!”

ในขณะเดียวกันกับที่แม่ทัพหลูและคนอื่นๆต่างตกอยู่ในอาการที่ย่ำแย่ เจียงอี้ผู้ที่กำลังหลับตา จู่ๆก็พูดขึ้นมาในทันที

ดวงตาของเขาเปิดขึ้นมา เขาดูเหมือนเสือดุร้ายที่กำลังแยกเขี้ยว เขาจ้องมองไปยังขุนนางทั้งหลายด้วยดวงตาที่แหลมคมราวกับใบมีดในขณะที่ร่างของเขาปลดปล่อยกลิ่นอายที่ให้ความรู้สึกราวกับทุกคนถูกหุ้มด้วยน้ำแข็ง ขุนนางหลายคนเงียบปากลงในทันทีขณะที่มองเจียงอี้อย่างหวาดกลัว

เขายืนขึ้นมาอย่างช้าๆและเดินไปยังใจกลางห้องโถงใหญ่แห่งนี้ จากนั้นเขาก็ประกาศว่า “ผู้ที่สนับสนุนรั่วเสวี่ยให้เป็นผู้ปกครองจงก้าวไปทางขวา ส่วนผู้ที่ไม่สนับสนุนรั่วเสวี่ย ก็ออกไปซะ หากใครกล้าคร่ำครวญและพูดจาเหลวไหลที่นี่ ผู้ตรวจการผู้นี้ก็ไม่รังเกียจ.....ที่จะส่งพวกมันติดตามองค์ราชาผู้ล่วงลับไป!”

จบบทที่ บทที่ 321 ราชสำนัก

คัดลอกลิงก์แล้ว