เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 283 คำตอบ

บทที่ 283 คำตอบ

บทที่ 283 คำตอบ


สามารถติดตามข่าวสารได้ที่แฟนเพจ : แปลได้แล้ว

เจียงเสี่ยวนู๋ไม่ได้เป็นคนลุกขึ้นมานั่งด้วยตัวเอง ข้างๆนั้นมีเจ้าก้อนไขมันนั่งพยุงอยู่ข้างๆนาง เจ้าก้อนไขมันยังคงยิ้มอย่างต่อเนื่องขณะที่พูดคุยกับเจียงเสี่ยวนู๋อยู่ ส่วนเจียงเสี่ยวนู๋นั้นทำท่าทางราวกับว่านางไม่ได้ยินเสียงเขาและเหม่อมองท้องฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

เจียงอี้ลอบกลืนน้ำลายและพยายามหยุดความสั่นของตัวเองก่อนที่จะตะโกนออกมา “เสี่ยวนู๋!”

“ฮะ....”

เจียงเสี่ยวนู๋กระพริบตาของนางกึ่งหลับกึ่งตื่นในขณะที่เฉียนว่านก้วนผู้ที่นั่งอยู่ข้างๆนางตัวแข็งทื่อ และดวงตาที่ยิ้มจนแคบก็หันกลับมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าอ้วนๆของเขาเบ่งบายในขณะที่เขาตะโกนออกมาว่า “ลูกพี่! เจ้ากลับมาแล้ว!”

ในที่สุดเจียงเสี่ยวนู๋ก็ฟื้นขึ้นมา หัวเล็กๆของนางหันไปหาเจียงอี้ เมื่อนางเห็นใบหน้าที่ดูเหมือนจะคุ้นเคยแต่ก็ไม่คุ้นเตย ร่างของนางก็สั่นขณะที่น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้จบ

นางยืนขึ้นอย่างโอนเอนและวิ่งตรงไปหาเจียงอี้ ทันใดนั้นนางก็หยุดวิ่งและเบิกตากลมโตของนางไปที่เจียงอี้และถามว่า “นายน้อย คือท่านใช่ไหม? เสี่ยวนู๋ไม่ได้กำลังฝันอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ?”

เจียงอี้ยิ้มและอ้าแขนออกไปเพื่อให้นางเข้ามาในอ้อมกอด เจียงเสี่ยวนู๋ไม่ลังเลที่จะวิ่งเข้าไปและกอดเจียงอี้อย่างแน่นพร้อมกับตะโกนออกมาว่า “นายน้อย นายน้อย นายน้อยของข้า!”

เจียงอี้กอดเสี่ยวนู๋แน่นเช่นกัน หลังจากที่ผ่านไปเป็นปี เจียงเสี่ยวนู๋อาจไม่รู้สึกตัว แต่ด้วยการบำรุงจากเม็ดยา ร่างกายของนางก็ดูสูงขึ้นเล็กน้อย นางไม่ใช่เด็กที่อายุน้อยและไร้เดียงสาอีกต่อไป นางกลายเป็นหญิงสาวที่สวยงามไปเสียแล้ว

นางวิ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเจียงอี้และเจียงเสี่ยวนู๋ก็ปล่อยน้ำตาออกมาอย่างพรั่งพรูออกมาราวกับต้องการปลดปล่อยความกังวลที่ถูกกักเก็บไว้เป็นเดือนๆ เจียงอี้ไม่ได้คิดอะไรอีกเลย เขาตบหลังนางเบาๆ พยายามปลอบประโลมสาวน้อยผู้น่าสงสารคนนี้

เมื่อเจียงเสี่ยวนู๋เกือบหยุดร้องไห้แล้ว เจียงอี้ก็ยิ้มและพูดเบาๆ “เอาล่ะ ตอนนี้นะเสี่ยวนู๋! นายน้อยของเจ้าแข็งแกร่งมากๆและเจ้าก็ไม่ต้องกังวลกับนายน้อยของเจ้าอีกแล้ว นายน้อยคนนี้จะไม่ทิ้งเจ้าไปไหนอีกแล้ว เป็นเด็กดีแล้วหยุดร้องไห้เสีย แล้วเราไปหาท่านปู่กันเถอะ”

เจียงเสี่ยวนู๋ระงับน้ำตาของนางได้จริงๆ แต่เมื่อนางหันไปเห็นชายชราที่แสนใจดียิ้มให้นางอยู่ น้ำตาของนางก็เริ่มไหลออกมาอีกครั้งและเริ่มโผเข้ากอดเจียงหยุนไฮ่และร้องไห้อีกครา

“ลูกพี่!”

เฉียนว่านก้วนยิ้มกว้างและอ้าแขนเข้ากอดเจียงอี้ เขายกนิ้วให้แล้วพูดว่า “ลูกพี่ เจ้าช่างน่าทึ่งเสียจริง ข้า เฉียนว่านก้วนนี่ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ”

“เจ้าขี้โกง!”

เจียงอี้ยิ้มกว้างออกมาและรู้สึกได้ถึงความสบายใจที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้เมื่อเขาเห็นใบหน้าของเฉียนว่านก้วน เขาพึมพำครู่หนึ่งก่อนที่จะถามว่า “อู๋ซวงล่ะ? เขายังไม่กลับมาที่สำนักอีกหรอ?”

“เขากลับมาไม่ได้!”

เฉียนว่านก้วนส่ายหัวและถอนหายใจออกมา “ตอนนี้ทางด้านหยุนเฟยกำลังอยู่ในช่วงที่สำคัญที่สุด หากทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้อง น้องชายของหยุนเฟยจะขึ้นครองราชย์ มันจะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของสายเลือดของหยุนเฟย ถ้าหากว่าทุกอย่างดูท่าไม่ดี หยุนเฟยและน้องชายของนางอาจต้องตาย ตระกูลจ้านกลัวว่าพี่อู๋ซวงจะใจร้อน พวกเขาก็เลยกักบริเวณเขาไว้ในตำหนัก ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”

“นี่...”

สีหน้าของเจียงอี้นั้นผ่าเผยออกมาและมองไปรอบๆก่อนที่จะกระซิบว่า “เราไปช่วยหยุนเฟยได้ไหม? หากเป็นไปได้ ข้าจะไปยังอาณาจักรเทียนเซวี่ยน”

“อย่าบุ่มบ่ามไป!”

เฉียนว่านก้วนผงะและรีบพูดออกมาอย่างจริงจัง “ลูกพี่ หยุนเฮ่อตายด้วยน้ำมือของเจ้าและพวกของเขานั้นทรงพลังมาก หากสิ่งต่างๆผิดพลาดขึ้นมา พวกเขาอาจทำได้แม้กระทั่งลอบสังหารเจ้า นอกจากนี้นะ .... การแก่งแย่งกันภายในมันไม่สามารถแทรกแซงได้ หากเราพลาดท่า มันอาจจะทำให้เรื่องราวมันแย่กว่านี้ เราทำได้เพียงรอข่าวและหวังว่าหยุนเฟยจะไม่มีอันตรายใดๆ

“โอ้”

เจียงอี้ถูจมูกอย่างอับอาย เขามองเจียงเสี่ยวนู๋และเจียงหยุนไฮ่ขณะพูดว่า “ท่านปู่ เสี่ยวนู๋ ตอนนี้ทั้งสองคนตามเฉียนว่านก้วนไปก่อนเถอะ หลิงอี คนของเจ้าต้องการเข้าไปพักผ่อนสักพักก่อนจะเดินทางกลับไปไหม?”

“ไม่เป็นไรขอรับ”

หลิงอีคำนับด้วยมือและพูดว่า “ในเมื่อผู้ตรวจการมาถึงยังสำนักจิตอสูรอย่างปลอดภัยแล้ว พวกเราก็คงต้องขอตัวกลับไปรายงานสิ่งต่างๆ พวกเราหวังว่าผู้ตรวจการจะกลับไปยังเมืองเทียนชิงในเร็ววัน องค์หญิงคงจะคิดถึงท่านเป็นแน่”

เจียงอี้โค้งคำนับแล้วตอบว่า “ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือมาตลอดทาง หากมีเวลา ข้าจะกลับไปยังเมืองเทียนชิงแน่นอน! ข้ารบกวนทุกคนแล้ว...”

“ผู้ตรวจการถ่อมตนเกินไปแล้ว ทุกๆอย่างนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว เช่นนั้นเราขอตัวลา พวกเราไปกันเถอะ” หลิงอีและคนอื่นๆต่างคำนับพร้อมกันก่อนที่จะลงเขาและหายไปจากสายตาของทุกคนอย่างรวดเร็ว

“เราก็เข้าไปข้างในกันเถอะ ข้าต้องไปพบเจ้าสำนักก่อน”

ในขณะที่เขากำลังเตรียมตัวที่จะเข้าไปยังสำนัก เขาก็เห็นว่ามีกลุ่มศิษย์และอาจารย์เดินมาในขณะที่เปิดเส้นทางให้คนผู้หนึ่ง รองเจ้าสำนักฉีเข็นรถเข็นออกมา บนรถเข็นนั้นเป็นชายชราที่หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสและมองไปที่เจียงอี้ “ยินดีต้อนรับวีรบุรุษของเรากลับบ้าน”

“แปะ แปะๆๆ!”

จูเก๋อชิงหยุนเป็นคนแรกที่ปรบมือ แล้วคนอื่นๆก็ปรบมือตามมาเป็นชุดใหญ่ คนหกว่าพันคนด้านนอกต่างก็ชื่นชมอย่างภูมิใจ พวกเขาภูมิใจที่สำนักจิตอสูรมีศิษย์ที่โดดเด่นเช่นนี้

เจียงอี้ลูบจมูกของเขาและค่อนข้างเคอะเขิน นี่เป็นครั้งแรกที่จูเก๋อชิงหยุนออกจากตำหนักด้านในมาต้อนรับเขา นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบกว่าปี สิ่งนี้ทำให้เขาท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกที่ปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง

“เอาล่ะ อย่ายืนงงอยู่อย่างนั้นสิ รองเจ้าสำนักฉี ไปจัดการงานต่างๆเถอะ เจียงอี้ เจ้าจะเป็นคนเข็นข้าเข้าไปข้างในนั้น”

เมื่อจูเก๋อชิงหยุนเห็นเจียงอี้หน้าแดง เขายิ้มและหัวเราะออกมาขณะเรียกเจียงอี้ เจียงอี้นั้นก็รีบเดินมาอย่างรวดเร็วและเข็นรถเข็นเข้าไปด้านในตำหนัก

“แปะ! แปะ! แปะ!”

เหล่าศิษย์ต่างพากันยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบขณะที่มองเจียงอี้และปรบมือให้เขาด้วยสายตาที่หลงใหล ศิษย์หญิงหลายคนมองเขาราวกับว่าถูกสะกดด้วยความน่าหลงใหลนั้น ซึ่งทำให้เจียงอี้ก้มหน้าก้มตาเร่งฝีเท้ากลับเข้าตำหนักด้านในอย่างรวดเร็ว

หลังจากเข้าไปถึงยังด้านในของตำหนักจูเก๋อชิงหยุน เขายิ้มและกล่าวออกมาทันทีว่า “เจียงอี้ ครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมาก ผู้คนทั้งโลกนั้นรู้สึกขอบคุณเจ้า และเจ้าก็ได้คว้าชื่อเสียงให้แก่สำนักของเราด้วย ข้าจะให้ตำแหน่งรองเจ้าสำนักแก่เจ้าดีหรือไม่?”

“รองเจ้าสำนัก?”

เจียงอี้ค่อนข้างประหลาดใจและรีบส่ายมือทันที “ท่านเจ้าสำนัก เลิกล้อข้าเล่นเถิด อายุข้ายังไม่ทันจะถึงสิบเจ็ดปีและมีศิษย์มากมายที่แก่กว่าข้านัก ข้าจะไปเป็นรองเจ้าสำนักได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ความแข็งแกร่งของข้าก็ยังไม่ได้แข็งแกร่งมากพอ และท่านก็คงจะพอรู้ว่า...ความแข็งแกร่งของข้านั้นไม่ได้มากมายอะไรเลยและเป็นผลมาจากสิ่งประดิษฐ์เสียด้วยซ้ำ หากไม่มีสิ่งประดิษฐ์ จอมยุทธขอบเขตเสินโหยวก็คงจะสังหารข้าได้อย่างง่ายดาย”

“ดีมาก!!”

จูเก๋อชิงหยุนลูบเคราน้อยๆของเขาและยกย่องเจียงอี้ “ยามคว้าชัยกลับไม่จองหอง ยามพ่ายแพ้กลับไม่สิ้นหวัง ยังเด็กนักแต่ไม่ยึดติดของนอกกาย เจียงอี้ นิสัยของเจ้านั้นค่อนข้างดี และเจ้าสามารถเข้าใจถึงจุดแข็งและจุดด้อยของเจ้าได้อย่างชัดเจน นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้เจ้าไปได้ไกลกว่านี้!”

เจียงอี้พยักหน้าและตอบว่า “ข้ากลับมาในครั้งนี้เพื่อเตรียมตัวที่จะแยกตัวบำเพ็ญสักระยะหนึ่งและขัดเกลาศิลาสวรรค์ทั้งหมด เหนือสิ่งอื่นใดข้าคงจะต้องทะลวงสู่ขอบเขตเสินโหยวเสียก่อน ท้ายที่สุดแล้วสิ่งประดิษฐ์ไม่ใช่วิถีของราชา การเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมและเป็นวิธีที่ถูกต้อง”

“ถูกต้องแล้วล่ะ”

จูเก๋อชิงหยุนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน “การก้าวเข้าสู่ขอบเขตเสินโหยวนั้นถือได้ว่าเป็นเพียงความสำเร็จเล็กน้อย หากเจ้าต้องการขึ้นสู่จุดสูงสุดจริงๆ เจ้าต้องเข้าถึงในเต๋าสวรรค์และบรรลุขอบเขตจินกัง หากเจ้าไม่สามารถเข้าใจเต๋าสวรรค์ได้....เจ้าจะเป็นเพียงคนธรรมดาในช่วงชีวิตนี้ แต่หากว่าเจ้าตีความเต๋าสวรรค์ได้... เจ้าจะทะลวงผ่านความว่างเปล่าและเข้าสู่เส้นทางทวยเทพแท้จริง!”

“ทวยเทพแท้จริง? มันมีอะไรเช่นนี้อยู่จริงๆหรือ? ในประวัติศาสตร์นั้นมีเพียงไม่กี่คนที่บรรลุขอบเขตเทียนจุนใช่ไหมขอรับ?”

เจียงอี้คร่ำครวญก่อนที่เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ท่านเจ้าสำนัก ท่านคุ้นเคยกับแม่ของข้าหรือไม่? ข้าไปที่หลุมฝังศพของนางเพื่อที่จะไปกราบไหว้แต่ก็ต้องเจอเรื่องประหลาดใจที่พบว่าโลงว่างเปล่าแทน”

เจียงอี้อธิบายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เขาพบเจอที่หลุมฝังศพของอีเพียวเพียวให้จูเก๋อชิงหยุนฟัง ขณะที่ดวงตาของเขาส่องประกายในขณะที่คิ้วของเขาถูกถักเข้าด้วยกัน

หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เขาก็ส่ายหัวแล้วตอบว่า “ข้าไม่ได้สนิทสนมกับนางนักหรอก พวกเราเพียงแลกฝ่ามือกันและได้รู้จักกัน เรื่องนี้ข้าคงตัดสินอะไรไม่ได้ ก่อนอื่นเจ้าแยกตัวไปบำเพ็ญก่อนก็แล้วกัน เมื่อเจ้าบุกทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเสินโหยวแล้ว เจ้าสามารถเดินทางไปยังเกาะดาวตกได้นะ แล้วเจ้าอาจจะได้รับคำตอบที่เจ้าต้องการก็ได้”

จบบทที่ บทที่ 283 คำตอบ

คัดลอกลิงก์แล้ว