เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 200 กองหนุนที่ไม่คาดฝัน

บทที่ 200 กองหนุนที่ไม่คาดฝัน

บทที่ 200 กองหนุนที่ไม่คาดฝัน


“จ้านอู๋ซวงรึ?”

เจียงอี้กลัวว่าตัวเองจะได้ยินผิดไป แม้ว่าจะตกใจอยู่บ้างแต่ก็ยอมชะโงกหัวขึ้นมาดู ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังชายร่างใหญ่ซึ่งสวมชุดเกราะสีดำทมิฬและมีสีผิวสีทองแดง

“จ้านอู๋ซวง นั่นเจ้าจริงๆหรือ?”

“ฮ่าฮ่าฮ่า!”

จ้านอู๋ซวงระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความชอบใจและเดินเข้ามาโอบกอดเจียงอี้ด้วยแขนอันใหญ่ยักษ์

“เจ้าแน่มากเลยนะ ข้าไล่ตามเจ้ามาตั้งนานแต่เพิ่งตามทันวันนี้ ฮ่าฮ่า!”

“หืม?”

ในขณะที่เจียงอี้กำลังดีใจที่ได้เจอสหาย หางตาของเขาก็เผยเหลือบไปเห็นร่างของหญิงสาวนางหนึ่ง

นั่นไม่ใช่องค์หญิงหยุนเฟยเรอะ? เอาจริงดิ?!

“สหาย เจ้าเองก็ไม่ธรรมดาเลยนะ ฮ่าฮ่า”

“ฮิฮิ! ในวันที่สามของสงคราม ข้าก็บังเอิญไปเจอนางและช่วยชีวิตนางไว้” จ้านอู๋ซวงกล่าวด้วยรอยยิ้มและกวักมือให้หยุนเฟยเดินมาหา

“หยุนเฟย มานี่สิ ทักทายพี่น้องของข้าเสียหน่อย”

องค์หญิงหยุนเฟยผู้เลอโฉมแสดงท่าทีอึดอัดใจ แต่นางก็ยังเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงอันสุภาพ “เจียงอี้ ไม่ได้พบกันนานเลยนะ”

เจียงอี้หุบยิ้มไม่ได้และเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“พวกเจ้าไล่ตามข้ามานานเท่าไหร่แล้ว? แล้วเจอข้าได้ยังไง?”

“คนหาเจ้าเจอไม่ใช่ข้า!”

จ้านอู๋ซวงกล่าวพลางเหลือบไปมองหยุนเฟย “ที่ข้าหาเจ้าพบก็เป็นเพราะกายวิญญาณพฤกษาของหยุนเฟย นางสามารถใช้ญาณในการกระจายจิตสัมผัสเพื่อสำรวจทุกสิ่งในรัศมีห้าสิบกิโลเมตรของพื้นที่ที่เป็นป่า”

“ไม่เพียงแต่เจ้า แต่นางยังสัมผัสได้ถึงกลุ่มหยุนเฮ่อที่กำลังมุ่งหน้ามา ที่พวกเรามาหาเจ้าก็เพื่อที่จะแจ้งข่าวร้าย หยุนเฮ่อได้นำกองกำลังนักสู้จากอาณาจักรเทียนเซวี่ยนพร้อมกับกลุ่มของสุ่ยเชียนโหรวมาเพื่อล้อมสังหารเจ้า”

“เจียงอี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าชายผู้นั้นใช้แมลงพิษเขียวในการตามรอยเจ้า? ข้ากลัวว่าเจ้าจะเป็นอะไรไปก็เลยรีบมาเตือนให้เจ้าเตรียมความพร้อม”

“เข้าใจล่ะ”

แต่ถึงยังไง สิ่งที่ทำให้เจียงอี้อดที่จะตกตะลึงไม่ได้ก็คือหยุนเฟย กายวิญญาณพฤกษาน่ากลัวขนาดนี้เชียวหรือ? สัมผัสศัตรูในรัศมีห้าสิบกิโลเมตรรอบบริเวณป่า? ช่างเป็นความสามารถที่ขี้โกงอะไรเช่นนี้?!

“หยุนเฮ่อ? อาณาจักรเทียนเซวี่ยน? แมลงพิษเขียว?”

ม่านตาของเจียงอี้หดแคบลงและหันไปถามหยุนเฟยด้วยความสงสัย “หยุนเฟย ไม่ใช่ว่าหยุนเฮ่อผู้นี้มาจากอาณาจักรเทียนเซวี่ยนเช่นเดียวกันกับเจ้า? การที่เขาสามารถรวบรวมกองกำลังนักสู้ของอาณาจักรเทียนเซวี่ยนได้นั้นก็หมายความว่าเขาอาจจะมีสถานะเป็นถึงองค์ชาย ใช่หรือไม่? เขาเป็นพี่น้องของเจ้า?”

“เจ้าจะว่าอย่างนั้นก็ได้”

จากนั้นหยุนเฟยก็อธิบายเสริม “ข้ากับหยุนเฮ่อเป็นพี่น้องต่างมารดา แต่ข้ากับเขาเป็นศัตรูกัน การตายของพี่ใหญ่ของข้าสืบเนื่องมาจากคนผู้นี้ มิฉะนั้น พี่ใหญ่ของข้าคงจะกลายเป็นองค์รัชทายาทไปแล้ว”

“อีกอย่าง เขามาจากเชื้อสายของจอมเวทย์ที่ชั่วร้ายซึ่งเป็นปรปักษ์กับทางฝั่งของข้า อาจกล่าวได้ว่าพวกเราเป็นศัตรูกันตั้งแต่เกิดแล้ว”

เจียงอี้พยักหน้าและเอ่ยต่อ “แล้วเจ้าแมลงพิษเขียวล่ะ มันคืออะไร? เจ้าช่วยให้ข้าสลัดพวกมันหลุดได้หรือไม่? ข้าสังหารพวกมันไปมากมาย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไร้ประโยชน์…”

“เรื่องนี้มัน…”

หยุนเฟยถอนหายใจขณะส่ายศีรษะ “แมลงพิษเขียวเป็นเผ่าพันธุ์แมลงโบราณ พวกที่เจ้าฆ่าไปนั้นเป็นเพียงแค่ลูกแมลง พวกมันจะไม่หยุดจนกว่าเจ้าจะฆ่าตัวแม่ได้ แต่แมลงตัวแม่มีความเร็วที่น่ากลัวและด้วยพลังของพวกเรา คงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจัดการมัน”

“ยุ่งยากเสียจริง!”

เจียงอี้พึมพำด้วยความหงุดหงิดใจ จากนั้นก็หันไปกล่าว “เช่นนั้นพวกเจ้าก็ควรจะจากไปได้แล้ว ข้ารู้มาสักระยะแล้วว่ากำลังถูกผู้อื่นไล่ล่าอยู่และข้าเองก็กำลังรอคอยพวกมัน”

“แต่เดี๋ยวนะ… เวรแล้วไง! พวกเจ้าเข้ามาในป่าอาถรรพ์แล้ว แล้วอย่างนี้พวกเจ้าจะออกไปกันยังไงล่ะเนี่ย?!”

หลังจากที่พูดคุยกันอยู่นาน เจียงอี้ก็เพิ่งฉุกคิดได้ ป่าอาถรรพ์ไม่ใช่สถานที่ที่จะฝ่าออกไปง่ายๆ หากไม่มีเพลิงโลกา เขาเองก็จนปัญญาเช่นกัน

หากว่าเขาแผดเผาป่าอาถรรพ์เสียตั้งแต่ตอนนี้เพื่อให้เหล่าสหายออกไป แล้วเขาจะเอาอะไรไว้สู้กับพวกศัตรู?

“ป่าอาถรรพ์คืออะไร?” จ้านอู๋ซวงถามพลางมองไปรอบๆ

เจียงอี้อธิบายทุกอย่างที่เขาเข้าใจซึ่งทำให้คนทั้งกลุ่มอกสั่นขวัญแขวน แต่มีเพียงหยุนเฟยเท่านั้นที่ยังคงสงบนิ่ง ไม่นานนักนางก็เอ่ย

“ไม่ต้องกังวล ข้าสามารถพาพวกเจ้าออกจากที่นี่ได้อย่างง่ายดาย ข้าสามารถควบคุมพืชพรรณได้ทุกชนิดและออกจากป่าแห่งนี้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ”

เมื่อกล่าวจบ ร่างกายของหยุนเฟยก็เปล่งแสงสีเขียว จากนั้นต้นไม้ใบหญ้าทั้งหมดที่อยู่ในบริเวณนี้ก็สั่นไหวไปมา พริบตาเดียวต้นไม้ใหญ่ทั้งหลายก็แหวกทางให้ซึ่งเปรียบเสมือนการเชื้อเชิญสู่ทางออก

ฉากตรงหน้าทำให้เจียงอี้ตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบจะหลุดออกมาจากเบ้าอยู่รำไร

“ในเมื่อพวกเจ้าสามารถออกไปได้ เช่นนั้นก็ไปเสียเถิด มิฉะนั้นจะสายเกินไป”

เจียงอี้กล่าวกระตุ้น จากนั้นเขาก็หันไปมองจ้านอู๋ซวงและกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ไม่ต้องห่วงข้า แม้ว่าข้าจะไม่อาจกล่าวได้ว่ามีโอกาสรอดถึงสิบส่วนแต่อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าห้าส่วนแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ข้าก็มั่นใจว่าจะสามารถสังหารศัตรูได้มากกว่าครึ่งเมื่อพวกมันย่างกรายเข้ามาในป่าอาถรรพ์แห่งนี้”

“จริงสิ… หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันและทำให้ข้าจบชีวิตอยู่ที่นี่ อีกสิบวันหลังจากนี้ให้พวกเจ้ามาที่นี่อีกครั้งและเอาเหรียญตราทั้งหมดของข้าไป ด้วยคะแนนที่ข้ามีคงช่วยให้พวกเจ้ากลายเป็นอันดับหนึ่งของสงครามครั้งนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น”

“ข้าไม่ไป”

ดวงตาของหยุนเฟยเผยให้เห็นความแน่วแน่ จากนั้นนางก็กล่าว

“อู๋ซวง เจ้านำคนของเจ้าไปจากที่นี่เสีย ข้าจะช่วยเจียงอี้สังหารหยุนเฮ่อเพื่อแก้แค้นให้กับพี่ชายของข้า หากหยุนเฮ่อตาย พี่ชายของข้าที่อยู่บนสวรรค์จะต้องพึงพอใจเป็นแน่ นอกจากนี้ป่าอาถรรพ์ยังมีรูปแบบตามธรรมชาติของมัน ซึ่งมันคงจะน่าเสียดายมากหากว่าข้าละทิ้งโอกาสนี้ไป!”

“ข้าเองก็ไม่ไปเช่นกัน!”

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของทั้งสอง จ้านอู๋ซวงก็กล่าวขึ้นมาบ้าง “เจียงอี้ เจ้าไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น! ตระกูลเทพสงครามไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางวิญญาณ ดังนั้นป่าอาถรรพ์ก็ไม่ควรส่งผลกระทบต่อข้าเช่นกัน”

“ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าข้าจะเป็นเพียงนักสู้ขอบเขตจื่อฝู่ขั้นที่ห้า แต่การรับมือกับผู้เชี่ยวชาญขอบเขตเสินโหยวขั้นที่หนึ่งหรือสองก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด!”

“องค์หญิง!”

“ประมุขน้อย!”

เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของพวกเขาต่างก็ตื่นตระหนกและร้องอุทานออกมา

“ไม่ต้องพูดอะไรอีก! ข้าตัดสินใจแล้ว!”

สายตาของหยุนเฟยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา “หากหยุนเฮ่อรอดกลับไปได้ เขาจะต้องถูกแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทอย่างแน่นอน หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสด็จแม่หรือน้องชายของข้า พวกเขาก็คงจะทำได้เพียงแค่รอคอยความตายเท่านั้น!”

“นี่คือโอกาสที่ดีที่สุด… หยุนหลง เจ้าพาคนอื่นๆกลับไปยังถ้ำใต้ดินที่พวกเราใช้ซ่อนตัวก่อนหน้านี้และรอการกลับมาของข้าอยู่ที่นั่น!”

จ้านอู๋ซวงเองก็หันไปทางผู้ใต้บังคับบัญชาและกล่าวด้วยความหนักแน่น “จ้านถู นำคนอื่นติดตามหยุนหลงไป นี่เป็นคำสั่ง!”

“เฮ้! เฮ้!”

เจียงอี้ทนไม่ได้และรีบพูดแทรกขึ้นมา “พวกเจ้าสองสามีภรรยาจะไม่ถามความเห็นของข้าหน่อยรึ? ไม่ใช่แค่หยุนเฮ่อเท่านั้น แต่พวกเรายังต้องปะทะกับสุ่ยเชียนโหรวด้วย และข้าก็ยังไม่รู้ว่านางมีสิ่งประดิษฐ์ที่ร้ายกาจอยู่กับตัวกี่ชิ้นกันแน่?”

“แต่ที่ข้าบอกได้ก็คือ นางมีสิ่งประดิษฐ์ระดับสวรรค์อย่างน้อยสองถึงสามชิ้นและสิ่งประดิษฐ์ระดับศักดิ์สิทธิ์อีกหนึ่งชิ้น!”

“นอกจากนี้ หากว่าข้ามีโอกาสข้าคงต้องลงมือสังหารนาง… ตัวข้าน่ะไม่เป็นไร แต่พวกเจ้าไม่กลัวที่จะมีปัญหากับสุ่ยโย่วหลานหรือ?”

“ข้าว่าพวกเจ้าทั้งคู่กลับไปเสียเถอะ ข้าอาจจะลงมือได้สะดวกกว่าหากว่าอยู่คนเดียว อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะ ข้าเกรงว่าพวกเจ้าจะมาเป็นภาระข้าเสียมากกว่า”

เจียงอี้จำเป็นต้องเอ่ยถ่อยคำที่รุนแรงเหล่านี้ออกมาเพื่อรักษาชีวิตของสหายทั้งสองเอาไว้

“หึหึ!”

หยุนเฟยหัวเราะในลำคอ จากนั้นก็เอ่ยขึ้นมาด้วยความมั่นใจ “เจียงอี้ เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าหากมีข้าอยู่ด้วย โอกาสรอดของเจ้าจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยห้าส่วน? มันยังรวมไปถึงโอกาสที่จะสังหารหยุนเฮ่อได้ก็จะเพิ่มขึ้น”

“อีกอย่าง เจ้าอย่าได้ดูถูกความแข็งแกร่งของอู๋ซวงเชียว ข้าพูดได้เพียงแค่ว่าผู้เชี่ยวชาญขอบเขตเสินโหยวทั่วไปไม่อาจจะที่ต่อกรกับเขาได้”

จ้านอู๋ซวงเองก็กล่าวเสริมออกมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูหงุดหงิด “เจียงอี้ เดี๋ยวนี้เจ้ากล้าดูถูกข้าแล้วรึ? แม้ว่าเจ้ากับข้าจะเป็นสหายกัน แต่เจ้าเชื่อไหมว่าข้าจะอัดเจ้าให้มารดาจำหน้าไม่ได้เลยทีเดียว?! ตระกูลเทพสงครามของข้าไม่อนุญาตให้ผู้ใดมาดูหมิ่น!”

“แล้วอีกอย่างนะ เจ้ายังไม่ต้องคิดถึงเรื่องของสุ่ยโย่วหลาน มันเป็นธรรมดาที่จะนักสู้จะทิ้งชีวิตไว้ในสงครามราชอาณาจักร ด้วยฉายานักสู้อันดับหนึ่งของนาง ข้าคิดว่านางคงไม่ใช่คนใจแคบ…”

“พวกเจ้านี่มัน… เห้ออ”

เจียงอี้หมดคำพูด แต่ก็เป็นความจริงดั่งที่หยุนเฟยกล่าว หากมีนางอยู่ด้วย โอกาสรอดชีวิตก็จะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในเมื่อสหายทั้งสองตั้งใจแน่วแน่แล้ว เขาจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร?

เจียงอี้จ้องมองทั้งสองคนด้วยแววตาอันล้ำลึก จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้

“เอาล่ะ ให้คนของพวกเจ้าออกจากป่าไปก่อน แล้วพวกเราก็ค่อยมาคุยเรื่องแผนการกัน แต่ที่แน่ๆ ข้าต้องการที่จะล่อศัตรูให้เข้ามาที่นี่และสังหารพวกมันทุกคน จากนั้นเราค่อยเอาเหรียญตรามาแบ่งกัน ข้าเชื่อว่าอันดับหนึ่งคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม”

จบบทที่ บทที่ 200 กองหนุนที่ไม่คาดฝัน

คัดลอกลิงก์แล้ว