เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 196 นักบวชน้อย

บทที่ 196 นักบวชน้อย

บทที่ 196 นักบวชน้อย


แมลงพิษเขียว… เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์แมลงโบราณ มันถูกจัดอยู่ในอันดับสี่จากสิบแมลงลางร้ายโบราณทั้งสิบ และยังเป็นประเภทของแมลงที่ดีที่สุดที่ใช้ติดตามหาตำแหน่งของศัตรู

โดยทั่วไปนั้นเหล่าแมลงลางร้ายทั้งตัวผู้และตัวเมียจะทำงานร่วมกัน ในกรณีของแมลงพิษเขียว ผู้ใช้แมลงมักจะเก็บตัวผู้ไว้กับตัวและปล่อยตัวเมียออกไปค้นหาตำแหน่งของศัตรู ซึ่งมันสามารถติดตามเป้าหมายได้ภายในรัศมีห้าพันกิโลเมตรเลยทีเดียว

เมื่อสุ่ยเชียนโหรวป่าวประกาศภายในเมืองหลวงจักรวรรดิว่านางต้องการที่จะเด็ดหัวของเจียงอี้ หยุนเฮ่อก็ส่งแมลงพิษเขียวไล่ล่าหาที่อยู่ของเขาในทันที

ใครบ้างล่ะที่ไม่ต้องการเป็นลูกเขยของนักสู้อันดับหนึ่งของทวีป? เมื่อถูกส่งเข้ามาในที่ราบหินผลึก หยุนเฮ่อก็รีบมุ่งหน้าไปหาสุ่ยเชียนโหรวในทันที เมื่อเขาออกปากว่าจะช่วยตามหาเจียงอี้ให้ แม่นางน้อยผู้นั้นก็ไม่รังเกียจที่จะร่วมมือ

แมลงพิษเขียวตัวเมียสามารถให้กำลังลูกแมลงได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งลูกแมลงเหล่านี้มีความสามารถในการล่องหนและเหาะเหินด้วยความเร็วสูง

หากเป้าหมายไม่ใช่ยอดฝีมือหรือผู้เชี่ยวชาญศาสตร์วิญญาณ ก็จะไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะตรวจพบร่องรอยของพวกมันได้

ถ้าตอนนั้นเจียงอี้ไม่ใช้เพลิงโลกาแผดเผาศัตรู เขาก็คงไม่เผลอไปจัดการแมลงพวกนั้นโดยบังเอิญและยังคงตกเป็นเหยื่อต่อไป

แต่ก็ถือว่าโชคของเขายังค่อนข้างดีเพราะแมลงเหล่านั้นยังไม่โตเต็มไว้และขาดประสบการณ์จนนำมาซึ่งข้อผิดพลาด

มิฉะนั้น สถานการณ์จะร้ายแรงกว่านี้มาก ความจริงแล้วหยุนเฮ่อไม่จำเป็นต้องคอยสอดแนมเจียงอี้ก็ได้ เพราะแมลงพิษเขียวของเขาสามารถบังคับให้ลูกๆของพวกมันแทรกซึมเข้าไปในร่างกายของเขาและกัดกินเนื้อเยื่อในสมองเพื่อสังหารอีกฝ่ายได้ในทันที

ปัจจุบันเจียงอี้ยังคงเดินทางด้วยความทุลักทุเล เขาเคยพยายามที่จะขุดดินและใช้โคลนกลบฝังตัวเอง หรือแม้แต่เข้าไปในเขตทะเลทรายและมุดลงไปในทรายเพื่อหลีกหนี

แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ดูเหมือนว่าจะไร้ผล เพราะเมื่อจุดเพลิงโลกาขึ้นมา ก็ยังคงมีแมลงจำนวนหนึ่งที่ถูกไฟคลอกซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

หลังจากที่ดิ้นรนมานานถึงสองชั่วโมง เจียงอี้ไม่ก็ไม่มั่นใจนักว่าเขาหลุดพ้นจากการติดตามของแมลงพิษเขียวหรือยัง เขาทำได้เพียงแค่บังคับให้ตัวเองใจเย็นลงและหาวิธีหลุดพ้นจากสถานการณ์เช่นนี้

หากว่าตำแหน่งของเขาถูกศัตรูล่วงรู้เข้า เขาจะไม่มีวันปลอดภัยแม้ว่าจะอยู่กับหมาป่าจันทราสีเงินก็ตาม

ถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับเจียงอี้อยู่ท่ามกลางแสงสว่างและฝ่ายศัตรูกำลังเร้นกายอยู่ในเงามืด พวกมันสามารถวางแผนจัดการเขาได้อย่างไม่ยากเย็น

นอกจากนี้มันคงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเคลื่อนไหวตลอดเวลา เพราะยังไงเสียมนุษย์ก็ยังจำเป็นต้องกินดื่มและนอนหลับเพื่อฟื้นฟูพลังงาน

“ไม่มีทางเลือกแล้ว!”

เจียงอี้สั่งให้หมาป่าจันทราสีเงินวิ่งตรงไปยังเนินเขาเล็กๆ หากว่าไม่สามารถหนีรอดไปได้ เขาก็ทำได้เพียงแค่สู้จนตัวตายเท่านั้น

นับตั้งแต่ที่ถูกไล่ล่า เขาก็ไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆเพื่อรอความตาย กองกำลังของฝ่ายศัตรูมีจำนวนอย่างน้อยสองถึงสามร้อยคนรวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญขอบเขตเสินโหยวอีกเจ็ดสิบถึงแปดสิบคน

เมื่อทำการครุ่นคิดดูแล้ว เจียงอี้ก็รีบบังคับให้หมาป่าจันทราสีเงินวิ่งออกไปเพื่อค้นหาภูมิประเทศซึ่งจะช่วยให้เขามีข้อได้เปรียบขึ้นมาบ้าง

ชายหนุ่มและหมาป่าคู่ใจกำลังลัดเลาะไปตามแนวเขาและเดินทางผ่านแทบจะทุกภูมิประเทศไม่ว่าจะเป็น ป่าเขา, ป่าทึบ, พื้นที่รกร้างและทะเลทราย

ตลอดทาง เจียงอี้พบเจอกับจอมยุทธมากหน้าหลายตา แต่เขาก็ไม่คิดที่จะเสียเวลาปะทะกับคนเหล่านั้นแต่ใช้วิธีการหลีกเลี่ยงแทน แม้ว่าพวกเขามีความคิดที่จะฉกชิงเหรียญตราของเจียงอี้ แต่ก็ทำได้แค่กระพริบตาปริบๆและมองเขาจากไปเนื่องจากไม่อาจตามความเร็วของหมาป่าจันทราสีเงินได้ทัน

……

ณ เขตทะเลทราย เจียงอี้ที่อยู่บนหลังของปีศาจหมาป่ากำลังห้อตะบึงอยู่บนผืนทรายพร้อมกับทิ้งฝุ่นควันที่ตลบอบอวลไว้เบื้องหลัง

เมื่อเวลาผ่านไปสีหน้าของเขาก็ยิ่งย่ำแย่ลงเมื่อตระหนักได้ว่าแม้ว่าจะเดินทางมาไกลแล้วแต่ก็ยังไม่พบพื้นที่ที่เหมาะสมในการสู้ศึก

“หืม? ข้างหน้ามีทะเลสาบ รีบไปเร็ว!”

หลังจากที่วิ่งมาหนึ่งชั่วโมง พวกเขาก็พบกับพื้นที่เขียวชอุ่มบนทะเลทราย ที่แห่งนั้นมีทะเลสาบขนาดใหญ่อยู่ เมื่อเห็นมันจู่ๆเจียงอี้ก็ผุดความคิดบางอย่างขึ้นมา

“เจ้าหมา กระโดดลงไปในทะเลสาบเลย!”

“ตู้มม!”

ผืนน้ำสาดกระเซ็น หมาป่าจันทราสีเงินไม่กล้ารอช้าและกระโดดลงไปในทะเลสาบตามคำสั่งเจ้านาย ทั้งนายและบ่าวปล่อยให้ร่างของตัวเองจมลงไปในน้ำ

แทบจะทันทีหลังจากที่พวกเขากระโดดลงไป ด้านหลังของพวกเขาก็ปรากฏระลอกคลื่นอีกสองสาย

เป็นอย่างที่คิด!

ชัดเจนแล้วว่าตอนนี้เจียงอี้กำลังถูกแมลงสองตัวตามติดอยู่ เขาหยุดพักครู่หนึ่งก่อนที่จะกลับไปบนผิวน้ำ จากนั้นก็ขึ้นไปบนบกเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและทานอาหาร

ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงพวกมัน เช่นนั้นเขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องรักษาสภาพร่างกายให้อยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุด

ซู่! ซู่!

แต่หลังจากที่ทานไปได้แค่ครึ่งเดียว เจียงอี้ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ย่ำอยู่บนพื้นทราย ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เผยให้เห็นความเย็นชาและเรียกหมาป่าจันทราออกมาเพื่อจำทำการหลบหนี

“อมิตาพุทธ”

ในจังหวะนั้นเอง เจียงอี้ก็ได้ยินเสียงมาจากเบื้องหน้าซึ่งทำให้หัวใจแทบจะหล่นไปอยู่ตาตุ่ม เขามองเห็นนักบวชจำนวนหนึ่งจากอารามเซน แต่เมื่อใคร่ครวญอย่างดีก็พบว่าแมลงที่ติดตามมาไม่น่าจะมาจากคนเหล่านี้

จ้านอู๋ซวงเคยกล่าวว่านักบวชเหล่านี้มาที่นี่เพื่อเกียรติของอารามเซนและไม่เคยแปดเปื้อนโลหิตในสงครามราชอาณาจักรมาก่อน

“ไปเร็ว!”

ถึงอย่างนั้น เจียงอี้ก็ไม่ต้องการที่จะพบเจอกับนักบวชกลุ่มนี้ เพราะมีบางคนในกลุ่มนั้นที่บรรลุขอบเขตเสินโหยวซึ่งสามารถคุกคามเขาได้รวมอยู่ด้วย

“อมิตาพุทธ อยู่พูดคุยกันก่อนสิประสก!”

น้ำเสียงอันอ่อนโยนถูกเอ่ยออกมา แม้ว่าจะไม่ได้ดังมาก แต่มันก็เปรียบเสมือนเสียงฟ้าผ่าอยู่ในแก้วหูของเขาซึ่งทำให้เขาตื่นตระหนกยิ่งกว่าเดิม

ทันใดนั้นเรื่องประหลาดก็เกิดขึ้น จู่ๆหมาป่าจันทราสีเงินก็หยุดชะงักและยืนนิ่งโดยไม่ขยับไปไหน แม้ว่าเจียงอี้จะออกคำสั่งกับมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ตาม

“บ้าจริง! นี่มันเวทมนต์คาถาอะไรกัน? หรือจะเป็นความสามารถประเภทพลังวิญญาณ?”

เจียงอี้รู้สึกว่าเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย หากว่าหมาป่าจันทราสีเงินไม่เคลื่อนไหว แล้วเขาจะหลบหนีได้อย่างไร?

ไม่นานนัก นักบวชยี่สิบกว่ารูปก็เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ เขาไม่มีทางเลือกนอกจากเรียกตัวปีศาจหมาป่ากลับไปและจ้องเขม็งไปที่นักบวชเหล่านั้น

“อมิตาพุทธ”

ภายในกลุ่มนักบวช มีขอบเขตเสินโหยวอยู่เพียงแค่สองสามคนเท่านั้นซึ่งกำลังยืนล้อมเจียงอี้อยู่ สถานการณ์ตอนนี้กำลังตกอยู่ในความตึงเครียด

หากนักบวชเหล่านี้ลงมือสังหารและยึดเหรียญตราไป เขาคงจะถูกฝังอยู่ที่นี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่กี่ลมหายใจต่อมา นักบวชผู้หนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นตัวแทนก็ก้าวออกมา แต่น่าแปลกที่ดูแล้วเขาน่าจะมีอายุเพียงแค่สิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น

เขาจ้องมองมาที่เจียงอี้อย่างสงบ จากนั้นก็พนมมือและโค้งตัวเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าว “อยู่สนทนากันสักหน่อยสิประสก อาตมามีนามว่าฮุ่ยเกิน มาที่นี่เพราะอยากให้ประสกมอบเหรียญตรามาแต่โดยดีและพวกเราจะจากไปโดยไร้ซึ่งความบาดหมาง ประสกว่าดีไหม?”

ดวงตาของเจียงอี้ดูเยือกเย็นลงและกล่าวด้วยความเย้ยหยัน “เจ้าเป็นถึงนักบวช แต่กระทำตัวเยี่ยงโจร?”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่!”

นักบวชน้อยรีบส่ายหัวปฏิเสธ “ประสก พวกเราไม่ได้เข้าร่วมสงครามราชอาณาจักรเพื่อทำการปล้นชิงใดๆ พวกเรามาเพื่อหยุดยั้งสงคราม หากสามารถรวบรวมเหรียญตามได้ทั้งหมด ทุกคนก็จะหยุดการฆ่าฟันอันไร้ซึ่งความหมายนี้ องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า…”

“หุบปาก!”

เจียงอี้บังเกิดโทสะอย่างแท้จริงและสบถออกมาด้วยความเหลืออด

“ด้วยจำนวนคนแค่นี้ กลับกล้าพูดว่าจะรวบรวมเหรียญตราทั้งหมด? หัวโล้นอย่างพวกเจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน?!”

“นักบวชก็สมควรศึกษาธรรมอยู่ในอารามอย่างเงียบๆ แล้วเจ้ามาที่นี่เพื่อเกียรติยศและชื่อเสียง? องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าจะว่ายังไงหากรู้ว่าพวกเจ้าทำตัวเยี่ยงนี้? พระศพของพระองค์จะไม่ลุกขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยวรึ? อย่ายกเหตุผลโง่ๆมากล่าวอ้าง พวกเจ้ามันก็แค่พวกน่ารังเกียจ!”

“ประสกโปรดระวังคำพูดด้วย! เจ้าจะดูหมิ่นนักบวชจนๆคนนี้ก็ได้ แต่อย่าได้เอ่ยถึงองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า!”

หลังจากที่ถูกเจียงอี้ก่นด่าใส่ นักบวชน้อยก็ไม่ได้มีโทสะแต่อย่างใด เขายังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ “สิ่งที่ประสกกล่าวนั้นไม่ผิด แม้ว่าพวกเราจะไม่สามรถรวบรวมเหรียญตราได้ทั้งหมด แต่ก็ยังคงช่วยลดจำนวนการเข่นฆ่าได้ เอาเถิด ประสกไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับวิธีการของพวกเราหรอก มันก็เหมือนกับที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสไว้…”

“หากเราไม่เข้าไปในปรโลก แล้วใครจะไป? การมุ่งมั่นเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ ความว่างเปล่าคือสิ่งล่อลวง สิ่งล่อลวงคือความว่างเปล่า ชื่อเสียงก็เป็นเพียงหมู่เมฆที่ล่องลอยเข้ามา แม้ว่าโลกทั้งใบจะไม่เข้าใจเรา หัวเราะเยาะเรา ตำหนิเราหรือแม้แต่โกรธเรา เราก็จะยังคงปฏิบัติกับทุกสรรพสิ่งด้วยความสงบ…”

จบบทที่ บทที่ 196 นักบวชน้อย

คัดลอกลิงก์แล้ว