เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 110 แสงแห่งเสน่ห์เทวา

บทที่ 110 แสงแห่งเสน่ห์เทวา

บทที่ 110 แสงแห่งเสน่ห์เทวา


ภายใต้แสงสลัวในค่ำคืนอันมืดมิด เป็นเรื่องยากที่จะมองเห็นใบหน้าของผู้อาวุโสหงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชายชราผู้นี้สวมเสื้อคลุมสีดำ

ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ว่าเจียงอี้อยู่ในรถม้าคันนี้ เมื่อเขาเห็นชูรั่วเสวี่ยที่จับกระบี่และพร้อมเข้ามาขัดขวาง เขาก็คำราม “ไสหัวไป!”

สีหน้าของซูรั่วเสวี่ยไม่เปลี่ยนแปลงขณะมองกลับมายังร่างของผู้อาวุโสหงอย่างใจเย็นและกล่าว “ข้ามศพข้าไปก่อน!”

“เช่นนั้นก็ตาย!”

ประกายแสงสังหารแวบผ่านม่านตาของผู้อาวุโสหง ตระกูลจ่างซุนมีคำสั่งพิเศษไม่ให้เขาสังหารซูรั่วเสวี่ยเว้นแต่จำเป็นจริงๆ แต่เขาหาได้นำมันมาใส่ใจไม่ ชายชราเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับสายลมและเข้าเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย

ฟึ่บ!

พริบตาเดียวผู้อาวุโสหงก็เข้ามาประชิดตัวซูรั่วเสวี่ยและอยู่ห่างจากนางเพียงแค่สามเมตรเท่านั้น แต่ในจังหวะนั้นเองดวงตาอันงดงามของนางก็ปลดปล่อยลำแสงปีศาจสีม่วงออกมาและยิงเข้าใส่ผู้อาวุโสหงในทันที

“หืม?”

ผู้อาวุโสหงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ยังคงเคลื่อนไหวต่อเพียงแค่เบี่ยงร่างเล็กน้อยเพื่อหลบการโจมตีเท่านั้น ลำแสงสีม่วงทะลวงผ่านไปยังหน้าผาด้านหลังแต่ก็ไม่มีเสียงใดๆเกิดขึ้น

"แสงแห่งเสน่ห์เทวา? เจ้าเป็นสมาชิกตระกูลซู?"

ผู้อาวุโสหงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยและเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ดวงตาของเขาแสดงให้เห็นถึงความลังเล

หลังจากที่ซูรั่วเสวี่ยเปิดเผยศาสตร์ลับของนางออกมา ใบหน้าของนางก็ดูซีดเซียว ร่างกายอันบอบบางของนางโอนเอนเล็กน้อยขณะที่หัวเราะออกมาอย่างเย็นชา

“นามของข้าคือซูรั่วเสวี่ยและเป็นคนของตระกูลซู หากเจ้าเห็นแก่หน้าของตระกูลข้า ก็จงถอยไปเสีย มิฉะนั้นหากรองเจ้าสำนักฉีกลับมา แม้แต่เจ้านายของเจ้าก็อาจจะต้องถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”

“เรื่องตลกอันใด! เจ้าคิดว่าที่นี่คืออาณาจักรต้าเซี่ยของเจ้างั้นรึ?!”

ผู้อาวุโสหงแสยะยิ้มด้วยความเย้ยหยัน พริบตาเดียวร่างของเขาก็แปลงเป็นเหยี่ยวและพุ่งโจมตีด้วยความเร็วสูง เขายิงแก่นแท้พลังที่ถูกควบแน่นไปยังไหล่ซ้ายของซูรั่วเสวี่ยพร้อมกับผลักนางกระเด็นออกไปก่อนที่จะได้ปลดปล่อยศาสตร์ลับออกมาอีกครั้ง

เจียงอี้ไม่รอดแน่…

ซูรั่วเสวี่ยหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง ผู้เชี่ยวชาญขอบเขตเสินโหยวแข็งแกร่งเกินไป นางไม่ใช่คู่มือของเขาเลยแม้แต่น้อย

“จิ๊บ จิ๊บ!”

แต่ในขณะนั้นเองเสียงอันคุ้นเคยก็ดังเข้ามาในหูของซูรั่วเสวี่ยอีกครั้ง แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ เมื่อเสียง ‘จิ๊บ’ ดังขึ้น ผู้อาวุโสหงที่จ้องจะเอาชีวิตเจียงอี้รีบถอยหนีและหายเข้าไปในความมืดอย่างรวดเร็ว

เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ซูรั่วเสวี่ยอดทนต่อความเจ็บปวดที่ไหล่ซ้ายและลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ดวงตาของนางเผยให้เห็นความสับสน อีกฝ่ายถึงกับลงทุนเชื้อเชิญผู้เชี่ยวชาญขอบเขตเสินโหวมาเพื่อสังหารเจียงอี้ แต่ทำไมเขาถึงยอมแพ้และถอยกลับในวินาทีสุดท้าย?

“หรือว่ารองเจ้าสำนักฉีและคนอื่นๆจะกลับมาแล้ว?

ซูรั่วเสวี่ยหยิบเม็ดยาฟื้นฟูขึ้นมาและกลืนลงไป จากนั้นก็ใช้ผ้าพันไปที่ไหล่ซ้ายเพื่อห้ามเลือด แต่หลับจากที่เฝ้ารออยู่ชั่วครู่นางก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของรองเจ้าสำนักฉีและคนที่เหลือ

เมื่อเวลาผ่านไป ความวุ่นวายในหุบเขาลึกก็ค่อยๆสงบลง อาจารย์บางคนเริ่มกลับมาแล้วเช่นกัน สิ่งนี้ทำให้ซูรั่วเสวี่ยรู้สึกคลายใจ แต่ภายในใจของนางก็ยังปรากฏคำถาม ทำไมผู้เชี่ยวชาญขอบเขตเสินโหยวคนนั้นถึงได้รามือไปอย่างกะทันหัน… หรือว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น?

….…

ความจริงแล้วที่ผู้อาวุโสหงต้องถอยกลับมาเพราะเขาไม่มีทางเลือก!

ในตอนนั้นเขาได้รับสัญญาณจากสมาชิกตระกูลจ่างซุน โดยกล่าวว่าจ่างซุนอู๋จี้กำลังตกอยู่ในอันตราย!

ในฐานะผู้คุ้มกันลับของจ่างซุนอู๋จี้ หน้าที่หลักของผู้อาวุโสหงคือการรับรองความปลอดภัยของนายน้อยผู้นี้ ในตอนนี้จ่างซุนอู๋จี้กำลังตกอยู่ในอันตราย แล้วอย่างนี้เขาจะมัวให้ความสนใจกับชีวิตน้อยๆของเจียงอี้ได้อย่างไร?

หากจ่างซุนอู๋จี้เป็นอะไรไป ไม่เพียงแต่เขาจะต้องตายตามไปด้วยเท่านั้น แม้แต่ครอบครัวของเขาก็อาจจะถูกประหารทั้งหมด!

ฟิ้วววว!

ผู้อาวุโสหงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของเขาแสดงออกถึงความโกรธเกรี้ยว เขาจินตนาการไม่ออกเลยวาไอ้โง่ที่ไหนถึงกล้าแตะต้องประมุขน้อยของตระกูลอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรเสินหวู่? พวกมันไม่กลัวหรือว่าจะถูกกวาดล้างทั้งตระกูล?

ชายชรารีบวิ่งผ่านหุบเขาด้วยความเร็วแต่ไม่นานนักโทสะของเขาก็ปะทุขึ้นยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นร่างอันไร้วิญญาณนับสิบของผู้คุ้มกันของจ่างซุนอู๋จี้ ยิ่งไปกว่านั้นคือศีรษะของพวกเขาถูกแยกออกจนมีสภาพเละเทะแทบดูไม่ได้

ห่างออกไปไม่ไกล มีกลุ่มคนซึ่งรวมไปถึงผู้คุ้มกัน,อาจารย์และเหล่าศิษย์นับไม่ถ้วนกำลังมุงดูด้วยความหวาดผวา แม้แต่เจียงนี่หลิวเองก็อยู่ในนั้นด้วย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่กล้าเข้าใกล้รถม้าของจ่างซุนอู๋จี้เนื่องจาก… ศีรษะของเขาได้ถูกนำออกมาวางไว้นอกหน้าต่างพร้อมกับมีกระบี่ยาวเล่มหนึ่งซึ่งถูกพาดไว้ที่คอของเขา!

“ผู้อาวุโสหง!”

สมาชิกของตระกูลจ่างซุนรีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและรายงานด้วยโทนเสียงต่ำพร้อมกับใบหน้าอันเคร่งเครียด “องค์ชายกล่าวว่าผู้ที่ลงมือทำร้ายประมุขน้อยเป็นข้ารับใช้ของเจียงอี้ นามของเขาคือเจียงหยุนไฮ่และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญขอบเขตเสินโหยว! พวกเราจะทำยังไงกันดีขอรับ?!”

“ไอ้พวกโง่!”

ผู้อาวุโสหงสบถด้วยความโกรธแค้น หากเขารู้ว่าก่อนว่าเจียงอี้มีข้ารับใช้เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญขอบเขตเสินโหยว เขาก็คงจะไม่พยายามสังหารเจียงอี้เช่นนี้ นี่มันไม่เท่ากับว่าเขาเอาชีวิตมาเสี่ยงหรอกหรือ?

โชคดีที่ผู้อาวุโสหงยังไม่ได้ลงมือสังหารเจียงอี้ มิฉะนั้นศีรษะของจ่างซุนอู๋จี้คงจะไม่ได้พาดอยู่ที่หน้าต่างแต่คงตกอยู่บนพื้นแทน

“ไอ้สุนัขเฒ่า! หากเจ้ากล้าก็ฆ่าข้าซะสิ!”

ในฐานะที่เป็นถึงจอมยุทธรุ่นเยาว์ระดับหัวกะทิของอาณาจักรเสินหวู่ จ่างซุนอู๋จี้ไม่เคยได้รับความอัปยศเช่นนี้มาก่อน ไม่มีใครกล้าดูถูกเขาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งปัจจุบัน แต่ในตอนนี้เขากลับตกอยู่ในสภาพอันน่าสมเพชท่ามกลางสาธารณชน… โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อองค์หญิงหยุนเฟยกำลังยืนมองอยู่จากไกลๆ!

ดวงตาอันชั่วร้ายของจ่างซุนอู๋จี้อัดแน่นไปด้วยเพลิงแค้น ภายในใจของเขากำลังสาปแช่งเจียงหยุนไฮ่ เขาถึงกับสาบานกับตัวเองว่าหากเขารอดไปได้ เขาจะทำให้ชายชราผู้นี้ต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน แต่โชคดีที่เขาไม่โง่พอที่จะกล่าวคำเหล่านี้ออกมาตรงๆ

เจียงหยุนไฮ่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆออกมา มีเพียงแค่มุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางๆ เมื่อเขาได้ยินที่จ่างซุนอู๋จี้กล่าว มือข้างหนึ่งที่ถือไว้เท้าก็ฟาดใส่ขาของชายหนุ่มด้วยความเร็วและทำให้เกิดเสียงกระตูกที่แตกหักดังออกมา

ใบหน้าของจ่างซุนอู๋จี้บิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด แต่ก็กลัวที่จะเสียหน้าจึงไม่แม้แต่จะปริปากร้องออกมา

“หุบปาก!”

เจียงหยุนไฮ่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา จากนั้นเขาก็เบนสายตาไปที่ผู้อาวุโสหงและกล่าว

“นายน้อยจ่างซุน ข้ามีนามว่าเจียงหยุนไฮ่ ข้าอยู่ตัวคนเดียว ใต้เท้าน้อยคือทุกสิ่งทุกอย่างของข้า ทำไมพวกเจ้าถึงไม่ถามความเห็นของข้าก่อนที่จะลงมือกับเขา?”

“ไม่ใช่แค่เจ้าเท่านั้น หากแม้ว่าสวรรค์ต้องการที่จะทำร้ายเขา ข้าก็จะแลกชีวิตเพื่อที่จะสู้กับมัน!”

“ปล่อยท่านประมุขน้อยซะ! แล้วเราค่อยมาตกลงกันอย่างสันติดีหรือไม่?”

ผู้อาวุโสหงเดินเข้ามาขณะที่พยายามเก็บซ่อนจิตสังหารที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในใจ เขากลัวว่าเจียงหยุนไฮ่จะเข้าใจผิดและลงมือสังหารจ่างซุนอู๋จี้ แต่เมื่อเห็นว่าชายชราไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขาก็ลดเสียงลงและกล่าว

“รองเจ้าสำนักฉีและคนอื่นๆกำลังมาที่นี่ในไม่ช้า หากเจ้าไม่รีบไปเสียตอนนี้ เกรงว่าคงจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว”

“ฮ่าฮ่า!”

เจียงหยุนไฮ่ระเบิดเสียงหัวเราะขณะที่พูดสวนกลับไป “แล้วหากว่าข้าไม่ไปล่ะ? จริงๆมันก็ไม่เลวนักหรอกที่จะถูกฝังไปพร้อมกับประมุขน้อยตระกูลจ่างซุน เจ้าว่าจริงไหม?”

“เจ้า!!”

ผู้อาวุโสหงแทบจะระเบิดโทสะออกมา แต่เขาก็พยายามตั้งสติและเก็บซ่อนจิตสังหารลงไปอีกครั้ง “เจียงอี้ยังปลอดภัยดี คนของทางฝั่งข้าเองก็ตกตายไปมากมาย เจ้ายังต้องการอะไรอีก?”

“เหอะ!”

ดูเหมือนว่าเจียงหยุนไฮ่จะรู้อยู่แล้วว่าเจียงอี้ยังไม่ตาย เพราะเขาไม่แม้แต่จะถามถึงเจียงอี้ตั้งแต่แรก คิ้วยาวทั้งสองข้างของเขายกขึ้นเล็กน้อยขณะกล่าว

“ข้าไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น ข้าแค่ต้องการจะบอกพวกเจ้าทุกคนว่า – ตั้งแต่ที่พวกเจ้ากล้าแตะต้องใต้เท้าน้อยของข้า พวกเจ้าก็ต้องจ่ายด้วยราคาที่สมน้ำสมเนื้อ นั่นก็คือชีวิตของเจ้าไม่ก็ชีวิตของนายน้อยตระกูลจ่างซุนผู้นี้! จงเลือกมา!”

“ไอ้สุนัขเฒ่า! เจ้ากล้ารึ?!”

ม่านตาของจ่างซุนอู๋จี้ถึงกับกระตุก เขาคำรามออกมาด้วยความโกรธ แต่ก่อนที่จะได้อ้าปาก ขาอีกข้างของเขาก็ถูกเจียงหยุนไฮ่ทำลายเสียแล้ว

“ประมุขน้อย โปรดดูแลครอบครัวของข้าด้วย!”

ผู้อาวุโสหงแสดงสีหน้าอันน่าสังเวชออกมา เขารู้ดีว่าเจียงหยุนไฮ่หมายถึงอะไร หากว่าเขาไม่ตายในวันนี้ เจียงหยุนไฮ่จะต้องไม่ยอมปล่อยจ่างซุนอู๋จี้ไปอย่างแน่นอน

ชายชราผู้นี้ต้องการใช้ความตายของเขาเพื่อส่งข้อความถึงผู้ที่ต้องการจะคุกคามชีวิตของเจียงอี้ หากใครกล้าแตะต้องใต้เท้าน้อยของเขา คนผู้นั้นก็ต้องเตรียมตัวที่จะเผชิญหน้ากับการแก้แค้นอันแสนบ้าคลั่งไว้ได้เลย

ปังง!

ผู้อาวุโสหงเปรียบเสมือนคนที่ตายไปแล้วตั้งแต่แรก แม้ว่าจ่างซุนอู๋จี้จะรอดไปได้แต่เขาก็ต้องรับโทษถึงขั้นประหารอยู่ดี ผู้อาวุโสหงโคจรแก่นแท้พลังไปที่ฝ่ามือและกระแทกใส่ศีรษะของตัวเอง พลังงานระเบิดออกมาพร้อมกับร่างอันไร้วิญญาณของเขาที่ล้มลงบนพื้น

“กรี๊ดดด–!”

ในขณะที่เกิดความโกลาหลขึ้น มีศิษย์สตรีจำนวนมากที่กรีดร้องออกมา ทางด้านขององค์หญิงหยุนเฟยยังคงมีสีหน้าเฉยชาเช่นเดิม คงมีเพียงสีหน้าของเจียงนี่หลิวที่มืดมนลง แต่หลังจากนั้นไม่นานการแสดงออกทางสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

เจียงหยุนไฮ่ทะยานออกมาจากรถม้าและพุ่งเข้าไปในป่าทึบที่อยู่ด้านข้าง ในเวลาเดียวกันเขาก็ส่งข้อความผ่านกระแสจิตไปยังเจียงนี่หลิว

“เจียงนี่หลิว ห้าสิบปีที่แล้ว ข้าได้ติดตามปู่ของเจ้า ข้าสังหารผู้คนไปมากกว่าจำนวนของลูกศิษย์ในสำนักของเจ้าเสียอีก หากว่าเจ้ายังกล้าแตะต้องใต้เท้าน้อยของข้าอีกครั้งล่ะก็ แม้แต่เจียงเปี๋ยหลีก็ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้อีกต่อไป…”

จบบทที่ บทที่ 110 แสงแห่งเสน่ห์เทวา

คัดลอกลิงก์แล้ว