เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 102 องค์หญิงหยุนเฟย

บทที่ 102 องค์หญิงหยุนเฟย

บทที่ 102 องค์หญิงหยุนเฟย


เหตุผลที่เจียงอี้ดึงดันจะเข้าร่วมการชำระโลหิตให้ได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะต้องการที่จะเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สำนักสามัญให้เร็วที่สุดจากนั้นจึงค่อยหาทางยกระดับเป็นศิษย์ชั้นยอด

ซูรั่วเสวี่ยเคยกล่าวกับเขาไว้ว่า หากเขาไม่มีสถานะของศิษย์ชั้นยอด แม้แต่สิทธิ์ที่จะเหยียบเข้าไปในตำหนักของปรมาจารย์เลี่ยวก็ยังไม่มี

เจียงอี้ต้องรีบหาทางรักษาเจียงเสี่ยวนู๋ จากนั้นเขาก็จะค้นหาสถานที่อันเงียบสงบเพื่อบ่มเพาะพลัง มันจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่อาจทิ้งโอกาสนี้ไปได้

ตั้งแต่ที่เจียงนี่หลิวรู้ถึงสถานะที่แท้จริงของเขา มันจะต้องส่งคนมาลอบสังหารเขาอย่างแน่นอน จากนั้นพื้นที่ในเขตของสำนักก็อาจจะไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยอีกต่อไป แทนที่จะรอความตายเยี่ยงคนขี้ขลาด ทำไมเขาถึงไม่ลองเสี่ยงโชคในโลกภายนอกดูล่ะ?

หากเจียงอี้สามารถผ่านการทดสอบ เขาจะถูกเลื่อนขั้นให้เป็นศิษย์สำนักสามัญ หลังจากที่กลับไปถึงสำนัก เขาก็จะสามารถท้าทายศิษย์ชั้นยอดห้าคนเพื่อที่จะช่วงชิงตำแหน่งศิษย์ชั้นยอดมาครอง จากนั้นเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ก็จะเหลือเพียงแค่รอให้ปรมาจารย์เลี่ยวกลับมายังสำนักเท่านั้น

แน่นอนว่าเจียงอี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาต้องเข้าร่วมการชำระโลหิตในครั้งนี้ มันเป็นเพราะเจตจำนงแห่งการสังหาร!

เจียงอี้ใช้ความพยายามมากกว่าสองเดือน แต่ก็ยังไม่มีเงื่อนงำเกี่ยวกับเจตจำนงแห่งการสังหาร เขาจำเป็นต้องเข้าไปในสุสานของราชันสวรรค์เพื่อเสี่ยงโชค บางทีคงมีเพียงการต่อสู้ที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิตเท่านั้นถึงจะทำให้เขาทำความเข้าใจกับมันได้

ตอนนี้เจียงอี้ราวกับถูกใบมีดจ่อไว้ที่คอตลอดเวลา ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเพิ่มพูนความแข็งแกร่งอย่างเร่งด่วน แต่ดูเหมือนว่าเวลาจะไม่เพียงพอ โอกาสในการเข้าไปในสุสานของราชันสวรรค์จึงเป็นทางเลือกเดียวของเขา

….…

สามวันผ่านไป

ก่อนที่ฟ้าจะสว่าง ผู้ที่เข้าร่วมการชำระโลหิตต่างก็ตื่นหมดแล้ว พวกเขามาร่วมตัวกันที่ประตูทางทิศใต้ตั้งแต่เช้าตรู่

เจียงอี้ตื่นเช้าด้วยเช่นกัน เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าแต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นเฉียนว่านก้วนมายืนรอที่ประตูอยู่ก่อนแล้ว เขายิ้มเล็กน้อยและตบไปที่ไหล่ของเจ้าอ้วน

“ว่านก้วน ไม่จำเป็นต้องมาส่งข้าหรอก เจ้ากลับไปนอนเถอะ”

“ฮ่าฮ่า ลูกพี่ ข้าไม่ได้มาอยู่ที่นี่เพื่อส่งเจ้าสักหน่อย!”

ก้อนไขมันบนใบหน้าของเฉียนว่านก้วนกระเพื่อมเล็กน้อยขณะที่หัวเราะ

“ในสำนักมันน่าเบื่อเกินไป อาจารย์ซูและข้าได้ทำเรื่องขอลาเพื่อที่จะกลับไปเตรียมพร้อมที่ตระกูล ดังนั้นข้าเลยคิดว่าจะไปส่งเจ้าที่สุสานของราชันสวรรค์ก่อน!”

“ไม่ใช่ว่าสุสานตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ แต่เมืองหลวงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือหรอกหรือ?”

เจียงอี้แอบตั้งคำถามขึ้นในใจ แต่พริบตาเดียวเขาก็เข้าใจได้ทันที ดูเหมือนว่าเจ้าอ้วนคนนี้จะเป็นห่วงเขามากและต้องการที่จะตามไปส่งจนกว่าจะถึงสุสานให้ได้

เจียงอี้จ้องมองไปยังเฉียนว่านก้วนด้วยความซาบซึ้ง แต่เขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาเพียงแค่ตบไปที่ไหล่ของอีกฝ่ายจากนั้นก็ออกเดินทาง

บางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูด เพียงแค่รำลึกมันไว้ภายในใจก็พอแล้ว

ไม่ว่าเฉียนว่านก้วนจะปฏิบัติกับเจียงอี้ด้วยความจริงใจหรือเพราะผลประโยชน์ แต่เขาก็ยินดีที่จะปฏิบัติกับอีกฝ่ายในฐานะพี่น้อง และมันจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

ไม่นานหลังจากที่พวกเขาออกจากที่พัก ร่างเงาสองร่างก็รีบตรงดิ่งมาหาพวกเขา ดวงตาของเฉียนว่านก้วนเป็นประกายก่อนที่จะตะโกน “พี่อู๋ซวง! แม่นางหลินเอ๋อร์!”

จ้านหลินเอ๋อร์ที่ยังคงปิดบังใบหน้าไว้หันมามองเจียงอี้ด้วยดวงตาที่งดงามดุจดั่งไข่มุก “พี่เจียงอี้”

เจียงอี้ยิ้มและพยักหน้าตอบรับ ในขณะที่คิ้วของเจ้าอ้วนถึงกับกระตุกเนื่องจากถูกเมิน

จ้านอู๋ซวงหัวเราะออกมาเล็กน้อยและกล่าว “เจียงอี้ไปกันเถอะ เจ้ากับข้าไปด้วยกัน… เฉียนว่านก้วน ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ได้เข้าร่วมการชำระโลหิตหรอกหรือ? กลับไปเถอะ เจียงอี้จะปลอดภัยเมื่ออยู่กับข้า”

เฉียนว่านก้วนยิ้มและกล่าว “ฮิฮิ ข้าได้ขอลาหยุดแล้ว ข้าเพียงแค่ตามมาเพื่อความสนุกเท่านั้น แต่ข้าจะรอให้พวกเจ้ากลับออกมาจากสุสานของราชันสวรรค์”

“โอ้?”

จ้านอู๋ซวงจ้องมองไปยังร่างของเจ้าอ้วนด้วยความประหลาดใจ จากนั้นเขาก็ยื่นมือไปตบที่ไหล่ของอีกฝ่ายและกล่าว “ประเสริฐ! เจ้าเองก็มีความรู้สึกดั่งพี่น้องเช่นกันรึ? เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ!”

ท่าทีของจ้านอู๋ซวงในครั้งนี้ทำให้เฉียนว่านก้วนระเบิดความดีใจออกมา เขาพยายามที่จะเป็นสหายกับจ้านอู๋ซวงมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเริ่มยอมรับเขาบ้างแล้ว

เจียงอี้มองไปยังคนทั้งสองพร้อมกับรับรู้ถึงความรู้สึกอันยากจะอธิบายที่อยู่ภายในใจ แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา ไม่นานนักพวกเขาทั้งสี่ก็ได้เดินทางมาถึงตำหนักทักษิณ

ทันทีที่เจียงอี้ก้าวเท้าออกนอกประตู ดวงตาหลายคู่ก็จับจ้องมายังร่างของเขา เมื่อเขากวาดสายตาไปรอบๆก็มองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยจำนวนมาก

เจียงเฮิ่นซุ่ย, หลิ่วเหอ, จีทิงยวี่, เจียงฉีหลิน, จ่างซุนเฟยหูและ… เจียงนี่หลิว

พวกเขาเหล่านี้รวมตัวกันเป็นกลุ่มและถูกรายล้อมด้วยคนนับสิบ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขายืนล้อมเจียงนี่หลิวและชายหนุ่มที่สวมชุดสีดำในฐานะแกนกลาง

เจียงอี้เมินเฉยต่อสีหน้าอันซับซ้อนที่เจียงเฮิ่นซุ่ยและหลิ่วเหอแสดงออกมา ดวงตาของเขาเหลือบมองไปที่จีทิงยวี่เล็กน้อยและแอบถอนหายใจ นางกับศิษย์สตรีอีกคนยืนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย แม้ว่าจะแสดงท่าทีเฉยเมย แต่มันก็เป็นสัญญาณว่านางได้กลายเป็นสมาชิกพรรคพวกของเจียงนี่หลิวไปแล้ว

เจียงอี้ดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็วและมองตรงไปที่เจียงนี่หลิว พวกเขาทั้งสบตาพร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารผ่านทางสายตา

“มันคือเจียงอี้?”

จ่างซุนอู๋จี้จ้องเขม็งไปยังร่างของเจียงอี้ด้วยสายตาอันเย็นยะเยือก แต่ไม่นานนักความสนใจของเขาก็ถูกแย่งไปโดยบุคคลที่สามที่ก้าวออกมาจากประตูของตำหนักทักษิณ รอยยิ้มอันชั่วร้ายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอันเป็นมิตรในเสี้ยววินาที

“องค์หญิงหยุนเฟย!”

ใครบางคนอุทานขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเจียงอี้, จ้านอู๋ซวงหรือเฉียนว่านก้วน สายตาของพวกเขาทั้งสามคนต่างก็จับจ้องไปยังร่างของคนผู้เดียว

ศิษย์สตรีทั้งสามคนเดินเข้ามาอย่างช้าๆ พวกนางสวมใส่ชุดที่ดูเย้ายวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงสาวที่อยู่ตรงกลาง นางสวมกระโปรงสั้นซึ่งเผยให้เห็นต้นขาอันเรียวยาวและสวมชุดเกราะหนังสีแดงรัดรูปซึ่งเผยให้เห็นสัดส่วนของขนาดหน้าอกอันน่าหลงใหลคู่นั้นของนาง

ช่างเป็นหญิงสาวที่ทรงเสน่ห์ยิ่งนัก!

เจียงอี้คร่ำครวญในใจ หญิงสาวผู้นี้มีผิวสีน้ำตาลอ่อนราวกับข้าวสาลี ดวงตาของนางงดงามและเผยให้เห็นถึงความดุร้ายซึ่งดูคล้ายกับแม่เสือสาวที่พร้อมจะขย้ำบุรุษเพศทุกคน

“เป็นผู้หญิงที่ไม่เลวเลย!”

จ้านอู๋ซวงเองก็ถูกนางดึงดูดความสนใจเช่นกัน เมื่อจ้านหลินเอ๋อร์เห็นการแสดงออกของพี่ชาย นางจึงเอ่ยหยอกล้อ “จ้านอู๋ซวง ไม่ใช่ว่าท่านเป็นชายชาตรีหรอกรึ? เช่นนั้นก็เดินเข้าไปหานางสิ ท่านมัวรออะไรอยู่?”

“ใช่แล้วๆ!” เฉียนว่านก้วนหัวเราะและกล่าว “องค์หญิงหยุนเฟยอายุเพียงแค่สิบเจ็ดปีเท่านั้น แต่ความแข็งแกร่งของนางก็อยู่ที่ขอบเขตจื่อฝู่ขั้นที่หกแล้ว! นางยังมีศาสตร์เวทย์ของอาณาจักรเทียนเซวี่ยน มีเพียงหญิงสาวเช่นนี้ที่จะเหมาะสมกับพี่อู๋ซวง!”

จ้านอู๋ซวงเผยรอยยิ้มออกมาและกล่าวด้วยความมั่นใจ “ชายผู้ที่มีชีวิตเพียงเพื่อฆ่าและก้าวสู่ความสำเร็จ ฉะไหนเลยจะให้ความสนใจกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง? เจียงอี้ ลูกเจี๊ยบตัวนี้เหมาะกับเจ้ามากกว่า”

ฟับ! ฟับ! ฟับ!

เสียงของจ้านอู๋ซวงค่อนข้างดังและดึงดูดความสนใจจากหญิงสาวทั้งสามในทันที ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนต่างก็จ้องมองไปยังองค์หญิงหยุนเฟยที่ดูเหมือนจะมีโทสะขึ้นมาเล็กน้อย

“จ้านอู๋ซวง? ทายาทสายตรงของตระกูลเทพสงคราม? ทำไมถึงได้อ่อนแอเช่นนี้? ดูเหมือนว่าตระกูลเทพสงครามในตำนานจะไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนที่เขาเล่าลือกันกระมัง?”

ดวงตาของจ้านหลินเอ๋อร์เผยให้เห็นถึงความโกรธ แต่ในขณะที่นางกำลังจะพูดอะไรออกมานั้น นางก็ถูกจ้านอู๋ซวงหยุดไว้ จากนั้นเขาก็กล่าว

“องค์หญิงหยุนเฟย เช่นนั้นข้ากับเจ้ามาประลองกันดีหรือไม่? หากข้าแพ้ ข้าจะยอมเป็นทาสของเจ้าเป็นเวลาหนึ่งปี แต่หากเจ้าแพ้ เจ้าจะต้องมอบจุมพิตให้กับเจียงอี้สหายข้า เจ้าคิดว่ายังไง?”

จบบทที่ บทที่ 102 องค์หญิงหยุนเฟย

คัดลอกลิงก์แล้ว