เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 ขยะไร้ประโยชน์

บทที่ 33 ขยะไร้ประโยชน์

บทที่ 33 ขยะไร้ประโยชน์


ตระกูลเจียงมีลูกหลานมากมาย โดยสายเลือดหลักจะมีสมาชิกมากกว่ายี่สิบคนในขณะที่สายเลือดรองจะมีมากกว่านั้น หากให้คำนวณก็มีอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยคน เจียงหยูหู่เองก็เป็นหนึ่งในนั้น

เพราะการคัดเลือกศิษย์ของสำนักจิตอสูรและกองทัพทหารตะวันตก เจียงหยุนซานได้ออกคำสั่งเป็นการส่วนตัวให้ลูกหลานทุกคนที่มีศักยภาพและพรสวรรค์ให้แยกตัวออกไปเพื่อบ่มเพาะพลัง

เห็นได้ชัดว่าเหล่ารุ่นเยาว์ที่อยู่ในตำหนักฝึกยุทธแห่งนี้ไม่ได้ถูกนับรวมไปในนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาจึงทำได้แค่ฝึกฝนวิทยายุทธเท่านั้น

แม้ว่าเหล่าลูกหลานที่อยู่ในตำหนักฝึกยุทธแห่งนี้จะไม่ได้อยู่ในระดับหัวกะทิ แต่พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่มีสถานะที่สูงกว่าเจียงอี้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหนุ่มสองคนที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเจียงเฮิ่นซุ่ย

หนึ่งในนั้นคือน้องชายร่วมสายเลือดของเจียงเฮิ่นซุ่ย, เจียงกู้ซุ่ย ส่วนอีกคนมีนามว่า เจียงหยูหลางและยังเป็นบุตรชายของรองผู้อาวุโสแห่งตำหนักลงทัณฑ์ เจียงหยุนสือ

ดวงตาหลายคู่จ้องมองมายังเจียงอี้ด้วยความสนุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อหนึ่งที่เขาขานออกมาก่อนหน้านี้คือ เจียงหยูหู่

ทันใดนั้นเองลูกหลานจากตระกูลสายรองผู้ซึ่งมีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตฉูติ่งขั้นที่สามคนหนึ่งก็ลุกขึ้น จากนั้นเขาก็ชี้หน้าและต่อว่าเจียงอี้อย่างรุนแรง

“ไอ้ขยะ! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร?! ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”

ปังง!!

โดยไม่ต้องเอ่ยวาจาให้เปลืองน้ำลาย เจียงอี้หวดฝ่ามือไปยังใบหน้าของชายผู้นั้นอย่างไม่ออมแรงและส่งร่างของเขาลอยไปไกลหลายเมตรก่อนที่จะกระแทกกับพื้นอย่างจัง

“ความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับม้าสี่ตัว! ขะ..ขอบเขตฉูติ่งขั้นที่สี่!”

เจียงกู้ซุ่ยและเจียงหยูหลางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย พวกเขาไม่ค่อยมีความคุ้นเคยกับเจียงอี้มากนัก พวกเขารู้เพียงแค่ว่าชายผู้นี้เคยมีพรสวรรค์มากกว่าเจียงเฮิ่นซุ่ยในวัยเด็ก แต่ที่พวกเขารู้สึกประหลาดใจก็คือเจียงอี้ผู้ซึ่งตันเทียนได้ถูกพลังบางอย่างผนึกเอาไว้และยังบรรลุเพียงขอบเขตฉูติ่งขั้นที่หนึ่งเมื่อปีที่แล้ว ทำไมระดับพลังของเขาถึงได้เพิ่มขึ้นเร็วนัก?

ในทางกลับกัน ทางด้านของเจียงหยูหู่กับพวกยิ่งรู้สึกตกตะลึงยิ่งกว่า เมื่อไม่กี่เดือนก่อน เจียงอี้ยังเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกยุทธขอบเขตฉูติ่งขั้นที่สองอยู่เลยไม่ใช่หรือ? ทำไมในเวลาอันสั้นเขาถึงได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงเพียงนี้?

หรือว่าเขาจะกินเม็ดยาระดับสวรรค์เข้าไป? เมื่อนึกตอนที่เจียงอี้บรรลุเพียงขอบเขตฉูติ่งขั้นที่สอง เจียงหยูหู่ก็ไม่ใช่คู่มือของเขาแล้ว แล้วในตอนนี้พลังของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกสองระดับ มันก็ช่วยไม่ได้ที่เจียงหยูหู่จะรู้สึกกลัวจนก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว

“ข้าบอกว่าข้าต้องการเพียงแค่ขาของเจียงหยูหู่, เจียงเป่าและเจียงซงเท่านั้น คนอื่นอย่าได้สะเออะยื่นมือเข้ามายุ่ง!” เจียงอี้ยังคงยืนกรานด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์

ลูกหลานส่วนใหญ่ของตระกูลเลือกที่จะถอยออกไป หากเจียงอี้กล้าที่จะสร้างความวุ่นวายในตำหนักฝึกยุทธนั่นก็หมายความว่าเขากำลังพาตัวเองเข้าสู่ปัญหา ดังนั้นมันจึงไม่คุ้มที่จะเข้าไปยุ่งกับคนบ้าเช่นนี้

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี เจียงซงก็รีบวิ่งตรงมาที่ประตู เขามั่นใจว่าเจียงอี้ไม่ได้พูดเล่นและดูเหมือนว่าเจียงกู้ซุ่ยกับเจียงหยูหลางเองก็ไม่คิดที่จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

แน่นอนว่าเจียงซงในตอนนี้ไม่สามารถพึ่งพาเจียงหยูหู่ได้ ดังนั้นตราบใดที่เขาวิ่งออกไปและตะโกนว่าเจียงอี้ทำร้ายคน เขาจะต้องถูกตำหนักลงทัณฑ์ลงโทษอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามยังมีคนที่รวดเร็วกว่าเขา เจียงซงสามารถสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่อยู่ด้านหลัง จากนั้นเขาก็หันหลังกลับไปและมองเห็นท่อนขาที่กำลังหวดเข้ามา เจียงซงตื่นตระหนกและเริ่มกรีดร้องออกมา

“นายน้อยสาม! พี่หลาง! พี่หู่! ช่วยข้าด้วยยย!”

ในขณะที่ร้องขอความช่วยเหลือ เจียงซงก็ยังปลดปล่อยการโจมตีของตัวเองเพื่อต้านทานลูกเตะที่พุ่งเข้ามา

แกร๊กก!

เสียงกระดูกหักดังออกมาให้ได้ยิน ภายใต้พละกำลังจากลูกเตะของเจียงอี้ที่ปราศจากความเมตตา แขนทั้งสองข้างของเจียงซงก็ถูกบดขยี้และหักราวกับกิ่งไม้!

ปังง!

เมื่อร่างของเจียงอี้ลงถึงพื้น เขาก็ทะยานขึ้นไปในอากาศอีกครั้งพร้อมกับส่งลูกเตะหวดไปยังร่างของเจียงซง

“เจียงอี้ เจ้าบ้าไปแล้วรึ?!”

“เจียงอี้ หยุดเดี๋ยวนี้!”

ในฐานะนายน้อยสาม ในที่สุดเจียงกู้ซุ่ยก็ต้องยื่นมือเข้ามา หากเขายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ไม่เพียงขาของเจียงซงจะถูกทำลายแต่เขาอาจจะกลายเป็นคนพิการได้เลย

ส่วนเจียงหยูหลาง บิดาของเขาเป็นถึงรองผู้อาวุโสตำหนักลงทัณฑ์ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถนิ่งเฉยได้ในสถานการณ์เช่นนี้

แกร๊ก!

“อ๊ากกกกกกก!!”

คำตอบที่ทั้งคู่ได้รับก็คือเสียงกระดูกหักตามมาด้วยเสียงร้องอันน่าเวทนาของเจียงซง เจียงอี้ราวกับคนหูหนวก แม้ว่าเจียงกู้ซุ่ยและเจียงหยูหลางจะตะโกนขึ้นอีกครั้ง แต่เจียงอี้ก็ยังคงกระทืบไปที่ขาข้างที่เหลือของเจียงซง

หลังจากที่ทำลายขาอีกข้างแล้ว เจียงอี้ก็หันหลังกลับมาและกล่าวกับเจียงกู้ซุ่ยด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา

“ตระกูลเจียงมีกฎที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร นั่นคือการไม่ดึงคนใกล้ตัวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้ง ถูกต้องหรือไม่? หากเจียงหยูหู่และพวกของมันเลือกที่จะมาแก้แค้นข้า ข้าจะไม่มีบ่นแม้แต่น้อย แต่พวกมันกลับลงมือทำร้ายสาวใช้ของข้า! วันนี้ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่ก็ตาม ข้าก็จะทำให้พวกมันทั้งสามตัวกลายเป็นคนพิการให้ได้!”

หลังจากที่กล่าวจบ เจียงอี้ก็เหลือบไปมองเจียงเป่าและในพริบตา เขาก็พุ่งเข้าหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว เจียงอี้ในตอนนี้ดูไม่ต่างไปจากหมาบ้าที่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น ขาทั้งสองข้างและเสื้อคลุมของเขายังเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของเจียงซง

“เจียงอี้ หากเจ้ายังกล้าลงมือทำร้ายคนในตระกูลเดียวกันเช่นนี้ วันนี้จะไม่มีใครสามารถช่วยเจ้าได้!”

“ถูกต้องแล้ว เจียงอี้ หากเจ้ายังกล้าขยับอีกก็อย่าโทษว่าพวกเราไร้ความเมตตา!”

เจียงกู้ซุ่ยและเจียงหยูหลางเปล่งเสียงตะโกน ในขณะเดียวกันเจียงหยูหู่ก็ยังหลบอยู่ด้านหลังพวกเขา ในตอนนี้เจียงหยูอิงกำลังไปตามพี่ชายของเขามา หากเจียงหยูหลงมาถึงเมื่อไหร่ เจียงอี้ก็จะเหลือเพียงทางเลือกเดียว นั่นก็คือความตาย!

สิ่งที่เจียงอี้กระทำในวันนี้คือการฉีกหน้าตำหนักลงทัณฑ์ แม้ว่าพวกเขาจะเผลอลงมือสังหารเจียงอี้ แต่มันก็ไม่ถือเป็นโทษร้ายแรง อย่างมากสุดพวกเขาก็จะถูกตำหนิเท่านั้น

ปังง!

เจียงอี้เพิกเฉยต่อคำขู่ของเจียงกู้ซุ่ยและเจียงหยูหลงโดยสิ้นเชิง เขาเพียงแค่เหวี่ยงหมัดออกไปโดยไม่แม้แต่จะใช้ทักษะต่อสู้ แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการกำจัดขยะที่อยู่ในขอบเขตฉูติ่งขั้นที่สองอย่างเจียงเป่า

ในขณะที่กำลังหลบหนี เจียงเป่าก็ถูกกระแทกเข้าที่ด้านหลังอย่างรุนแรงและกระอักเลือดออกมากองหนึ่ง เขาไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไปนอกเสียจากตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยความกลัว

“นายน้อยสาม! พี่หลาง! ได้โปรดช่วยข้าด้วย ไม่อย่างนั้นข้าตายแน่!”

เจียงกู้ซุ่ยและเจียงหยูหลางยังคงไม่ขยับเขยื้อน มันไม่สำคัญว่ามดปลวกอย่างเจียงเป่าจะพิการหรือตาย แต่มันจะยิ่งเพิ่มความผิดให้กับเจียงอี้ ถึงอย่างนั้นสีหน้าของพวกเขาทั้งคู่ก็ยิ่งดูย่ำแย่กว่าเดิม

แกร๊ก!!

หลังจากที่ทำลายขาทั้งสองข้างของเจียงเป่า สายตาของเจียงอี้ก็จับจ้องไปยังเจียงกู้ซุ่ย, เจียงหยูหลางและเจียงหยูหู่

เจียงหยูหลางไม่สามารถทนต่อการกระทำที่ไม่เห็นหัวเขาได้อีกต่อไป ในที่สุดเขาก็คำรามออกมาด้วยความโกรธ

“เจียงอี้! นี่เป็นโอกาสสุดท้าย จงหยุดซะ! และรอให้ตำหนักลงทัณฑ์พิจารณาโทษของเจ้า มิฉะนั้นก็อย่าหาว่าพวกเราไม่สุภาพ!”

พวกเขาทั้งคู่ล้วนแต่เป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตฉูติ่งขั้นที่ห้า ในสายตาพวกเขา เจียงอี้ไม่นับเป็นภัยคุกคามใดๆ แม้ว่าเขาจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดดแต่ถึงอย่างนั้นระดับการบ่มเพาะพลังของเขาก็ยังต่ำกว่าอยู่ขั้นหนึ่ง

แรกเริ่มเดิมทีพวกเขาไม่ต้องการที่จะมีส่วนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จะเป็นไปได้ยังไงที่พวกเขาจะปล่อยให้คนอื่นมาหักข้าเจียงหยูหู่ต่อหน้าต่อตา?

“วันนี้หากว่าข้าไม่ได้ทำให้เจียงหยูหู่กลายเป็นคนพิการ ทุกคนที่คิดจะเข้ามาขัดขวางก็จงรับผลที่ตามมาให้ดี!”

เจียงอี้ยังคงก้าวเดินตรงไปข้างหน้า ดวงตาของเขาเผยให้เห็นความเย็นชา เสื้อคลุมที่เปื้อนเลือดและจิตสังหารที่เขาปลดปล่อยออกมาทำให้ภาพลักษณ์ของเขาในตอนนี้ดูน่าหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

“เหอะ! เจียงอี้ เจ้ากล้าทำความผิดอุกอาจเช่นนี้ต่อหน้าสาธารณชน ข้าเตือนเจ้าแล้วแต่ในเมื่อเจ้ายังคงดื้อดึงเช่นนี้… พวกเรา! ลงมือจำกัดมันซะ!”

เจียงกู้ซุ่ยคำรามในขณะที่พุ่งเข้าหาเจียงอี้เป็นคนแรก ด้วยฐานะของนายน้อยสามแห่งตระกูลเจียงทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะอยู่เฉยอีกต่อไป แม้ว่าเจียงอี้จะดูน่ากลัว แต่ต่อหน้าคนนับสิบ เขาจะยังทำอะไรได้?

“ไปหักขาไอ้หมาบ้านั่นและส่งมันไปยังตำหนักลงทัณฑ์ให้พ่อข้าเป็นคนตัดสิน!” เจียงหยูหลางกล่าวขณะที่พุ่งไปหาเจียงอี้จากอีกด้าน

“เยี่ยม!”

นี่คือผลลัพธ์ที่เจียงหยูหู่ต้องการ ไม่ว่าเจียงอี้จะมีพรสวรรค์ที่ท้าทายสวรรค์มากแค่ไหน แต่เขาก็ไม่สามารถรับมือคนจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้แน่ ต่อไปก็รอเพียงแค่ให้เจียงหยูหลงมาถึงก็เท่านั้น

“ข้าไม่ต้องการเป็นศัตรูกับพวกเจ้า! อย่าได้บังคับข้า ไสหัวไปซะ!”

ประกายแสงสีดำแล่นผ่านม่านตาของเจียงอี้ เขาโคจรแก่นแท้พลังสีดำในขณะเดียวกันก็ปล่อยหมัดมายาทั้งหกหมัดตรงไปยังเจียงกู้ซุ่ย

“หึ! หมัดมายารึ? ข้าก็ทำได้!”

เจียงกู้ซุ่ยแสยะยิ้มและปล่อยหมัดมายาทั้งหกออกไปต้านทานหมัดของเจียงอี้ จากมุมมองของเขา มันยังคงมีความแตกต่างในเรื่องของระดับพลัง ด้วยพละกำลังที่เทียบเท่ากับม้าห้าตัว หากเจียงอี้ยังคงดึงดันเข้ามาปะทะตรงๆก็เพียงแต่จะทำให้ตัวเองขายขี้หน้าเท่านั้น!

ฟึบ!ฟึบ!

แต่ทันใดนั้นเองสีหน้าของเจียงกู้ซุ่ยก็เปลี่ยนไป เพราะจู่ๆหมัดมายาของเจียงอี้ก็เปลี่ยนมาเป็นหมัดจอมพลังและในขณะที่เขากำลังเปลี่ยนรูปแบบทักษะให้ตรงกัน รูปแบบการโจมตีของเจียงอี้ก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

ฝ่ามือของเขายืดออกและรัดท่อนแขนของเจียงกู้ซุ่ยไว้ราวกับงู ด้วยความเร็วในการเปลี่ยนรูปแบบในพริบตาทำให้เจียงกู้ซุ่ยไม่สามารถตอบสนองได้ทัน

ปังง!

แม้ว่าจะมีความต่างด้านระดับพลัง แต่เจียงกู้ซุ่ยก็ยังลอยกระเด็นออกไปโดยการโจมตีของเจียงอี้ โชคดีที่เจียงอี้ไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด เขาจึงไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก

“คิดจะเทียบกับข้า? เจ้ามันช่างอ่อนหัดยิ่งนัก… ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เจ้าคิดว่าจะสามารถเอาชนะข้าได้?”

เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันดังสะท้อนอยู่ในตำหนัก เจียงอี้ยังคงมุ่งไปข้างหน้า หากผู้ใดกล้าเข้ามาขัดขวาง คนผู้นั้นก็จะถูกกำจัดออกไป เจียงกู้ซุ่ยเองก็เป็นตัวอย่างที่ดี ไม่น่าเชื่อเลยว่าเศษขยะของตระกูลอย่างเจียงอี้จะกล้าบ้าบิ่นได้ขนาดนี้!

เจียงอี้ไม่แม้แต่จะใช้พลังจากแก่นแท้พลังสีดำเพื่อเสริมพละกำลัง เขาเพียงแค่ใช้มันปรับทัศนวิสัยเท่านั้น แต่มันก็เพียงพอที่จะเอาชนะคนที่อยู่ที่นี่ได้อย่างไม่ยากเย็น

ขอบเขตฉูติ่งขั้นที่ห้าอย่างนั้นหรือ? ในสายตาของเจียงอี้ตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากกองขยะ!

ปัง!ปัง!ปัง!

“โอ๊ยย!”

“บัดซบ!”

“ขะ… ข้ายอมแล้ว!”

ร่างแล้วร่างเล่าถูกส่งลอยออกไปคนละทิศคนละทาง ดวงตาของพวกเขาอัดแน่นไปด้วยความกลัว มีบางคนที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าที่จะลุกขึ้นโจมตีต่อ พวกเขาต่างก็รู้สึกหวาดกลัวต่อปีศาจตรงหน้าอย่างแท้จริง

แม้แต่เจียงหยูหลางผู้ซึ่งบรรลุขอบเขตฉูติ่งขั้นที่ห้าก็สามารถรับมือเจียงอี้ได้เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นก่อนที่จะถูกส่งลอยออกมา เพียงแค่เวลาสั้นๆแต่เจียงอี้ก็ได้ทิ้งรอยฝ่ามือสีแดงไว้บนผิวหนังของเขาแล้ว

“บ้าเอ้ย!”

เจียงหยูหู่ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา หลังจากที่เห็นเจียงอี้ระเบิดพลังสุดแกร่งออกมา เขาก็ไม่กล้าดูอีกต่อไป เขารีบย่อตัวลงและค่อยๆคลานไปยังประตูอย่างช้าๆเพราะกลัวว่าจะถูกสังเกตเห็น

บ้าจริง! ทำไมท่านพี่ถึงได้มาช้านักนะ? หากยังไม่รีบมามีหวังข้าได้มีสภาพเดียวกับเจียงเป่าและเจียงซงที่นอนกองอยู่บนพื้นแน่!

“เหอะ! ยังพยายามหนีอีกรึ? เจียงหยูหู่ จงมารับความผิดของเจ้าซะ!”

จะเป็นไปได้อย่างไรที่เจียงอี้จะยอมปล่อยมันไปง่ายๆ พริบตาเดียวเขาก็เคลื่อนที่ผ่านผู้คนด้วยท่าก้าวอันแปลกประหลาด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้ทักษะท่าก้าวเทวะในตระกูลเจียงโดยไม่สนใจว่าจะถูกเชื่อมโยงกับหมาป่าเดียวดายแห่งโถงวรยุทธหรือไม่

“เจียงหยูหู่ เจ้าจะยอมรับความผิดของตัวเองหรือไม่!?”

แต่ทันใดนั้นเองในช่วงเวลาสำคัญ ที่ด้านข้างของประตูก็ปรากฏคนผู้หนึ่งที่มีร่างกายอันใหญ่โตกำยำ เมื่อเขาเห็นว่าเจียงอี้กำลังจะลงมือทำร้ายเจียงหยูหู่ เขาก็รีบคำรามด้วยความเดือดดาลในทันที

“ไอ้ลูกหมา! กล้าดียังไงถึงได้ทำร้ายน้องชายของข้า?!”

“เจียงหยูหลง?”

เจียงอี้จ้องมองไปยังคนผู้นั้นและถอนกำปั้นกลับมา ในเวลาเดียวกันเขาก็ใช้มือกระชากไปที่ผมของเจียงหยูหู่และยกร่างที่อวบอ้วนของมันลอยขึ้นจากพื้น

เขายกร่างของเจียงหยูหู่ จากนั้นเขาก็ถีบไปที่หน้าอกของมันและหัวเราะด้วยความสะใจขณะที่เหลือบมองเจียงหยูหลง

“ข้าไม่เพียงแต่ทำร้ายมัน แต่ข้าจะทำให้มันกลายเป็นคนพิการ!”

“เจ้าต้องการสังหารข้ารึ? ต้องดูก่อนว่าเจ้ามีความสามารถเพียงพอหรือไม่?!”

แกร๊ก!

ก่อนที่จะได้พูดจบประโยค เจียงอี้ก็ยกขาของเขาและกระทืบไปบนขาของเจียงหยูหู่อย่างโหดเหี้ยม...

จบบทที่ บทที่ 33 ขยะไร้ประโยชน์

คัดลอกลิงก์แล้ว