- หน้าแรก
- ภรรยาของผมคือราชินีวงการบันเทิง
- บทที่ 1203 - ขอซื้อห้าล้าน
บทที่ 1203 - ขอซื้อห้าล้าน
บทที่ 1203 - ขอซื้อห้าล้าน
พอจางโหย่วร้องจบ
สวีชิงหย่ายังไม่ทันได้พูดอะไร หวังอวี๋ก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงรีบร้อนว่า "หลานหลาน รีบขอบคุณลุงจางเร็วลูก ลุงเขามอบดอกไม้แดงที่สวยที่สุดให้หนูเชียวนะ"
แขนของหลานหลานยังถูกจางโหย่วจับอยู่
แต่หัวน้อยๆ หันไปมองหวังอวี๋ พอหวังอวี๋ต่อด้วยประโยค "เชื่อแม่สิ" จางโหย่วถึงกับทนไม่ไหว พอหลานหลานยืนดีๆ แล้ว จางโหย่วก็ยิ้มแล้วด่าว่า "หน้าด้านไปไหมคุณ"
"หน้าดงหน้าด้านอะไรกัน"
หวังอวี๋สวนกลับทันควัน โยนยางอายทิ้งไปอย่างไม่ไยดี "จางโหย่ว ยังไงเพลงนี้คุณก็ร้องให้หลานหลานของฉัน งั้นให้ชิงหย่าของฉันยืมร้องก่อน พอหลานหลานโตแล้ว ชิงหย่าค่อยคืนให้"
หวังอวี๋พูดไปในใจก็ทึ่งไป
หานจอมปากโป้งชอบพูดเสมอว่าจางโหย่วแต่งเพลงเร็ว บทผีเข้าเมื่อไหร่ ไม่กี่นาทีก็ได้เพลงแล้ว
เรื่องนี้หวังอวี๋ไม่เคยสงสัย ก็ถ้าไม่มีของ จะไปคว้ารางวัลแกรมมี่สาขาดนตรีคลาสสิกมาได้ยังไง โดยเฉพาะเพิ่งเดบิวต์แค่ปีเดียวก็ขึ้นแท่นราชาเพลงตัวจริง
แต่เมื่อกี้... เธอตกใจจนตาตั้งจริงๆ
ถ้าบอกว่าเพลงเมื่อไม่กี่วันก่อนที่จางโหย่วเอามาล่อเธอกับสวีชิงหย่าเป็นเพลงที่แต่งไว้นานแล้วเลยร้องออกมาได้ทันที แต่วันนี้... หมอนี่แค่เห็นหลานหลานถือดอกไม้แดงมา เหมือนไปสะกิดโดนต่อมศิลปินเข้า จู่ๆ ก็ด้นสดออกมาเป็นเพลงใหม่ซะงั้น
แถมคุณภาพยังสูงปรี๊ด
หวังอวี๋กล้าฟันธงเลยว่า นี่เป็นเพลงระดับมาสเตอร์พีซอีกเพลง
ความหมายลึกซึ้งและอบอุ่น บวกกับเสียงร้องที่ละเมียดละไมและเต็มไปด้วยอารมณ์ของจางโหย่ว ปล่อยออกมาเมื่อไหร่ ดังระเบิดระเบ้อทั่วบ้านทั่วเมืองแน่นอน
เมื่อก่อนหวังอวี๋เคยได้ยินคนนั้นคนนี้โม้ว่าเจ๋ง ตอนนี้เธอเพิ่งจะรู้ตัวว่า ไอ้พวกที่ว่าเจ๋งน่ะมันยังอยู่ในขอบเขตของมนุษย์ แต่ความเจ๋งของจางโหย่ว... มันทะลุโลกไปจนวัวยังต้องวิ่งหนี
พรสวรรค์ขนาดนี้มันเกินมนุษย์มนาไปแล้ว
"ไม่ให้"
จางโหย่วยังไม่ทันปฏิเสธ หลี่หรานก็แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ พูดแทรกขึ้นมาก่อนว่า "อาจารย์แม่บอกว่า ถ้าอาจารย์พ่อแต่งเพลงอะไรออกมาอีก ต้องได้รับอนุญาตจากอาจารย์แม่ก่อนถึงจะให้คนอื่นได้ แล้วหนูว่าเพลงนี้หนูกับจางจื่อซานก็ร้องได้"
"ได้ยินไหม"
จางโหย่วหัวเราะ "คนในบ้านผมไม่มีใครยอมสักคน"
"เด็กกะโปโลจะไปรู้อะไรเรื่องผู้ใหญ่"
หวังอวี๋โต้กลับ "ถ้าฉันไม่ได้ยินก็แล้วไป แต่ในเมื่อได้ยินเต็มสองหู จะให้ปล่อยหลุดมือไปได้ยังไง ฉันไม่ขอฟรีๆ หรอก ห้าล้านหยวนเป็นไง พรุ่งนี้ฉันโอนเข้าบัญชีสตูดิโอคุณเลย ฉันรู้ว่าคุณต้องด่าว่าฉันหน้าเงิน อย่าว่าแต่คุณเลย ฉันยังด่าตัวเองเหมือนกัน แต่ขอแค่คุณยอมขายเพลงนี้ให้ชิงหย่าของฉัน จะด่ายังไงฉันก็ยอม"
สวีชิงหย่าเงียบกริบอย่างหาได้ยาก
แรงดึงดูดของเพลงดีๆ ต่อคนเป็นนักร้องมันมหาศาลจริงๆ
เมื่อไม่กี่วันก่อน แค่จางโหย่วร้องให้ฟังไม่กี่ท่อน เธอก็ยอมตกลงสอนไวโอลินกับเชลโลให้หลี่หรานด้วยความเต็มใจ
ถึงขนาดปรับตารางงาน แถมยังปรับเวลานอน
เพื่อจะเจียดเวลาตอนกลางคืนมาสอนหลี่หรานสักชั่วโมงสองชั่วโมง
และเพลงในคืนนี้... ก็ดึงดูดใจเธอไม่น้อย อาจจะเป็นเพราะเสียงร้องของพี่ชายกำมะลอคนนี้เพราะเกินไป ทำให้เพลงที่ดูเหมือนจะฟังง่ายๆ เพลงนี้กลายเป็นเพลงคุณภาพสูง และดูแตกต่างจากเพลงตลาดทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
"หลี่หรานบ้านผมบอกไม่ขายก็คือไม่ขาย"
จางโหย่วขยิบตาให้หลี่หราน แล้วยิ้ม "ผมไม่เชื่อฟังแค่จางจื่อซานคนเดียวหรอกนะ ผมเชื่อฟังหลี่หรานด้วย"
เจอสายตาอาจารย์เข้าไป หลี่หรานทำหน้าเอ๋อไปนิดนึง แล้วก็สะบัดหน้าหนีด้วยความเขิน
เห็นหวังอวี๋ทำท่าจะพูดต่อ จางโหย่วก็ตัดบท "พอเถอะ พูดไปก็เปล่าประโยชน์ หลี่หรานบอกว่าเธอกับจางจื่อซานก็ร้องได้ งั้นรอสองคนนี้ปิดเทอม พอดีเมียผมจะอัดเพลง ก็ให้พวกแกอัดไปด้วยเลย"
"ชิงหย่า"
หวังอวี๋หันไปเรียกสวีชิงหย่า
"รีบสอนต่อสิ"
จางโหย่วเร่ง "รอเด็กสองคนอัดเสร็จปล่อยเพลงแล้ว ผมจะให้ลิขสิทธิ์คุณไปคัฟเวอร์ ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะในคอนเสิร์ตหรือรายการไหนก็ร้องได้ตามสบาย ตอนนี้รบกวนตั้งใจสอนหน่อย"
หยอกหลานหลานต่ออีกนิด จางโหย่วก็ลุกเดินออกจากบ้านสวีชิงหย่า รอสอนเสร็จเขาค่อยมารับ ใกล้แค่นี้เดี๋ยวสวีชิงหย่ากับหวังอวี๋เดินมาส่งก็ได้
พอแผ่นหลังจางโหย่วลับตาไป หวังอวี๋ก็หันมาถามสวีชิงหย่า "ทำไมไม่ลองขอดูสักหน่อย เพลงเมื่อกี้ดีมากเลยนะ ร้องไม่ยาก ทำนองติดหู ที่สำคัญคือเป็นเพลงที่ฟังได้ทุกเพศทุกวัย"
ข้อหลังนี่แหละสำคัญที่สุด
เพลงที่ฟังได้ทุกเพศทุกวัย มักจะแพร่กระจายเร็วมาก
เพลง 'ฤดูใบไม้ร่วงที่ขมขื่น' ของจางโหย่ว ในสายตานักร้องอาชีพถือเป็นเพลงระดับขึ้นหิ้ง ทั้งเนื้อร้อง ทำนอง และการร้อง ไร้ที่ติ
แต่ก็เพราะรายการ 'เสียงพิเศษ' ซีซันสองเรตติ้งถล่มทลาย บวกกับกูรูดนตรีออกมาวิจารณ์กันให้แซ่ด ทำให้ยอดดาวน์โหลดสูงลิ่ว
แต่ถ้าพูดถึงระดับความแมสและการถูกนำไปร้องต่อ ยังไงก็สู้ 'จูบลา' ทั้งสองเวอร์ชันไม่ได้
"ฉันขอแล้วเขาจะขายเหรอ"
สวีชิงหย่าย้อนถาม
"ทำไมจะไม่ขายล่ะ"
หวังอวี๋ของขึ้น "เธอก็อ้อนสิ ผู้ชายร้อยทั้งร้อยแพ้ลูกอ้อนผู้หญิงทั้งนั้น ต่อให้ใจแข็งเป็นหิน เจอผู้หญิงอ้อนเข้าหน่อยก็อ่อนยวบยาบ เขย่าแขน กอดคอ ถ้าไม่ไหวก็หอมแก้มพี่ชายกำมะลอของเธอสักฟอดสองฟอด คิดซะว่าเป็นพี่ชายแท้ๆ แล้วก็แกล้งทำเป็นเด็กไม่รู้จักโต เอาเพลงมาให้ได้ก่อน..."
"พอได้แล้ว"
สวีชิงหย่าเหลือบมองหลี่หราน เห็นแม่หนูนั่งฟังตาแป๋ว รีบห้ามผู้จัดการตัวเองไม่ให้พล่ามต่อ
อย่าว่าแต่เธอทำเรื่องพรรค์นั้นไม่ลงเลย
ต่อให้ทำ... นั่นมันผู้หญิงอ้อนผู้ชาย แต่พี่ชายกำมะลอของเธอเคยมองเธอเป็นผู้หญิงที่ไหน ขืนพุ่งเข้าไปเขย่าแขนกอดคอหอมแก้ม มีหวังโดนพี่แกซัดคว่ำ
เธอผอมกว่าเจียงอีเหรินตั้งเยอะ
"เฮ้อ"
หวังอวี๋ถอนหายใจด้วยความเสียดาย แล้วบ่นอุบ "ก็พี่ชายกำมะลอของเธอขี้เกียจตัวเป็นขน ถ้าเขาขยันกว่านี้อีกนิด อย่างน้อยก็ครองวงการเพลงไปได้อีกยี่สิบปี แต่คิดดูอีกทีก็ปกติแหละ คนเขาไม่ได้มีแค่อาชีพนักร้อง เอาทุกสถานะมารวมกัน ตำแหน่งราชาเพลงนี่กลายเป็นกระจอกงอกง่อยไปเลย"
เห็นหลี่หรานจ้องหน้าอยู่ หวังอวี๋ก็ถลึงตาใส่ "ไม่ต้องมอง ฉันไม่พูดแล้ว"
ลุกขึ้นจากเก้าอี้
หวังอวี๋จูงมือหลานหลานเดินออกไปพลางบ่นพึมพำ "เด็กตัวเท่าเมี่ยง ดันรู้ดีว่าเพลงไหนเพลงดี เด็กสมัยนี้แก่แดดชะมัด ตอนฉันอายุเท่านี้ มีคนเอาลูกขนไก่มาแลกเหรียญเงินอันเบ้อเริ่มที่ฉันขโมยมาจากหีบสมบัติปู่ไป ตอนนี้มาคิดดู... ปู่ไม่ตีฉันตายคาตีนก็นับว่าบุญโขแล้ว แม่งเอ๊ย"
(จบแล้ว)