- หน้าแรก
- ภรรยาของผมคือราชินีวงการบันเทิง
- บทที่ 1104 - การรับมือกับแฟนคลับ
บทที่ 1104 - การรับมือกับแฟนคลับ
บทที่ 1104 - การรับมือกับแฟนคลับ
ในขณะเดียวกัน
หลังของเขาก็เจ็บแปลบขึ้นมา คงจะถลอกปอกเปิกแน่ๆ
เมื่อเห็นเหตุการณ์บนเวที ผู้ชมจำนวนมากต่างส่งเสียงฮือฮา จางโหย่วผลักแฟนคลับสาวคนนั้นออกแล้วลุกขึ้นจากพื้น ดีนะที่เขาอายุแค่สามสิบกว่า ถ้าเป็นชาติที่แล้ว ล้มแบบนี้กระดูกคงหักไปแล้ว
เห็นการ์ดสองคนวิ่งกรูเข้ามาจะลากตัวผู้หญิงออกไป จางโหย่วยกมือห้ามไว้ แล้วปล่อยให้แฟนคลับสาวกอดคอเขาร้องเพลง 'ดอกบัวสีคราม' ไปทั้งอย่างนั้น
"ใสกระจ่างและสูงส่งเช่นนั้น เบ่งบานไม่ร่วงโรย ดอกบัวสีคราม"
มือหนึ่งถือไมค์ร้องเพลง อีกมือหนึ่งจางโหย่วตบหลังแฟนคลับสาวคนนั้นเบาๆ พยายามใช้วิธีนี้ทำให้เธอสงบลง "ผ่านวันเวลาอันมืดมิด เคยรู้สึกสับสนหลงทาง ชั่วขณะที่เธอก้มหน้าลง..."
พอร้องมาถึงท่อนนี้ จางโหย่วรู้สึกว่าอารมณ์ของผู้หญิงคนนั้นดูจะสงบลงบ้างแล้ว เขาจึงส่งสัญญาณให้การ์ดทันที การ์ดที่ได้รับสัญญาณจากจางโหย่วไม่สนฝนที่เริ่มตกหนักขึ้น พุ่งเข้ามาลากตัวผู้หญิงคนนั้นลงไปอย่างรวดเร็ว
"จางโหย่ว ฉันรักคุณ"
ผู้หญิงคนนั้นตะโกนอย่างบ้าคลั่ง พยายามดิ้นรนสุดฤทธิ์ขณะถูกการ์ดสองคนล็อกตัวไว้ จางโหย่วยืนตากฝนร้องต่อ พอร้อง 'ดอกบัวสีคราม' จบ จางโหย่วไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย
ฝนยิ่งตกยิ่งหนัก
ฝนในฤดูใบไม้ร่วงที่ตกกระทบตัวทำให้รู้สึกหนาวเหน็บ ผลกระทบจากฝนตกหนักทำให้คุณภาพเสียงตอนนี้ดร็อปลงไปมาก แต่โชคดีที่อุปกรณ์ไม่พัง ไม่งั้นคงต้องยกเลิกกลางคัน
เพลงต่อไปคือ 'ตัวคุณในวันวาน'
จางโหย่วเพิ่งขึ้นต้น ผู้ชมด้านล่างก็ร้องตามกันกระหึ่ม ยิ่งกว่าเพลง 'ฟ้ากว้างทะเลกว้าง' และ 'ดอกบัวสีคราม' เสียอีก
ความจริงแล้ว
ฝนตกหนักขนาดนี้ ทัศนวิสัยของแฟนเพลงย่อมถูกบดบัง หลายคนมองไม่เห็นตัวเขาด้วยซ้ำ แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อประสบการณ์อันแปลกใหม่นี้ พอร้องครบห้าเพลง แฟนเพลงด้านล่างก็ตะโกนขออีกเพลงทันที จางโหย่วถือไมค์พูดว่า "กลับกันเถอะครับ! ฝนตกหนักมาก ผมอายุเยอะแล้ว ตากฝนขนาดนี้ กลับไปต้องกินน้ำขิงแน่ๆ พวกคุณก็อย่าลืมกินกันด้วยนะครับ"
พูดจบ
จางโหย่วก็หันหลังเดินหายวับไปจากเวที
พอโผล่มาหลังเวที จางโหย่วก็เห็นเจียงอีเหริน ในมือเธอถือผ้าขนหนูอยู่ จางโหย่วรับมาเช็ดหน้าเช็ดผม ตัวเขาสั่นสะท้าน ร่างกายเริ่มสั่นเทานิดๆ
"คุณมาทำไมเนี่ย!?"
จางโหย่วถาม
"เห็นฝนตกก็เลยมา"
ตอนนี้ เจียงอีเหรินเองก็เริ่มเสียใจ ถ้ารู้ว่าวันนี้ฝนจะตกหนักขนาดนี้ เธอคงไม่บังคับสามีให้มา พอสามีเช็ดหัวเสร็จ เจียงอีเหรินก็ส่งเสื้อผ้าที่เตรียมมาจากบ้านให้เขา
จางโหย่วเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ก็ขึ้นรถที่เจียงอีเหรินขับมามุ่งหน้ากลับบ้าน
"ล้มเจ็บมากไหม!?"
เจียงอีเหรินถามด้วยความเป็นห่วง
"ตอนนี้ไม่ค่อยเจ็บแล้ว"
จางโหย่วตอบ
ทั้งสองคนไม่ได้เอ่ยถึงแฟนคลับสาวคนเมื่อกี้ อย่าว่าแต่ล้มไม่เป็นอะไรมากเลย ต่อให้ล้มเจ็บหนักจริงๆ จางโหย่วก็ต้องก้มหน้ารับกรรมไป
ในวงการบันเทิง... ไม่มีใครกล้าเอาเรื่องกับแฟนคลับหรอก พอเอาเรื่องเมื่อไหร่ ก็จะโดนกลุ่มแฟนคลับรุมโจมตีทันที
ในโลกเดิม มีดาราเจ้าบทบาทคนหนึ่งโดนคนบุกขึ้นเวทีเอามีดแทง สุดท้ายก็ต้องยอมความ ยังมีดาราหญิงบางคนที่โดนแฟนคลับชายบุกขึ้นเวที... เหมือนสถานการณ์ที่จางโหย่วเจอวันนี้เป๊ะ เพราะถ้าเอาเรื่องปุ๊บ ภาพลักษณ์ต่อสาธารณะจะเสียทันที
พอถึงบ้าน จางโหย่วดื่มน้ำขิงไปสองชามแล้วก็โดนเจียงอีเหรินลากขึ้นไปชั้นบน เสี่ยวจื่อซานกับหลี่หรานรีบวิ่งเข้ามาดู พอเจียงอีเหรินเลิกเสื้อเชิ้ตสามีขึ้นเห็นแผลถลอกสองแห่ง เจียงอีเหรินยังไม่ทันมีปฏิกิริยาอะไร เสี่ยวจื่อซานก็ขอบตาแดงก่ำถามขึ้นว่า "พ่อคะ พ่อไปโดนอะไรมา!?"
"อาจารย์"
หลี่หรานส่งเสียงเรียก ดูท่าทางเหมือนจะร้องไห้ตามไปด้วย
จางโหย่วรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
เขาว่าแล้วเชียว! เด็กๆ น่ะเซนส์แรงจะตาย พวกเขารู้ว่าใครดีกับตัว ใครไม่ดีกับตัว กำลังจะอ้าปากปลอบเด็กทั้งสองว่าตัวเองไม่เป็นไร
ยังไม่ทันได้พูด ก็ได้ยินเจียงอีเหรินพูดแทรกขึ้นว่า "ใส่รองเท้าใหม่แล้วรู้สึกยังไงบ้าง!?"
พอได้ยินแม่ทักแบบนี้
เสี่ยวจื่อซานก็ก้มมองเท้าตัวเองโดยอัตโนมัติ แล้ว... ขอบตาที่แดงก่ำก็กลับมาเป็นปกติด้วยความเร็วแสง มุมปากแอบยกยิ้มขึ้นมาเงียบๆ จากนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะ "คิกคิก"
หลี่หรานเห็นเสี่ยวจื่อซานหัวเราะ ยัยหนูนี่ก็หัวเราะตามไปด้วย ดูเหมือนจะพอใจกับรองเท้าวิ่งราคาหกพันคู่นี้เอามากๆ
หัวใจจางโหย่วที่เพิ่งจะอุ่น ยังไม่ทันจะร้อน ก็กลายเป็นเย็นเฉียบจับขั้วหัวใจทันที
นี่งานศพยังจัดไม่ทันเสร็จ แขกเหรื่อก็รีบวิจารณ์รสชาติเหล้ากันแล้วเรอะ!
"หมั่นไส้"
เจียงอีเหรินมองค้อน แล้วพูดว่า "ไปเอากล่องปฐมพยาบาลมาซิ" พอเสี่ยวจื่อซานยกกล่องปฐมพยาบาลมาให้ เจียงอีเหรินก็เริ่มทำแผลให้สามี
ถึงแม้ปีนี้สามีจะไม่เคยลงไม้ลงมือกับเธอ แต่ทักษะบางอย่างมันฝังลึกอยู่ในกระดูกจากการโดนซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นการทำแผลจึงคล่องแคล่วว่องไว ผ่านไปไม่กี่นาที เจียงอีเหรินก็จัดการทำแผลให้สามีเสร็จเรียบร้อย
"ตกลงกันแล้วนะ ต่อจากนี้ขอผมพักหนึ่งอาทิตย์"
จางโหย่วอดไม่ได้ที่จะทวงสัญญา
"หึหึ"
เจียงอีเหรินหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า "ตอนคุณร้องเพลง ฉันยืนดูอยู่หลังเวที คุณจางคะ คุณนี่ไม่เบาเลยนะ! ทั้งฝนตก ทั้งโดนแฟนคลับสาวกระโจนใส่..."
"พ่อคะ พ่อโดนคนกระโจนใส่เหรอ!?"
เสี่ยวจื่อซานถามด้วยความสงสัย "หนูนึกว่าพ่อลื่นล้มซะอีก! งั้นคนคนนั้นก็นิสัยไม่ดีเลยสิ ทำไมต้องมากระโจนใส่พ่อด้วย!?"
คำถามของเสี่ยวจื่อซาน
เจียงอีเหรินตอบไม่ได้ จะให้บอกว่ามีแฟนคลับสาวอยากมาเป็นแม่เลี้ยงของยัยหนูนี่หรือไง!
แฟนคลับคลั่งรักแบบนี้ศิลปินหลายคนต้องเคยเจอ ต่อให้เป็นศิลปินรุ่นเก๋าที่เจนเวทีแค่ไหนก็ยังกลัว เพราะคนพวกนี้แทบไม่มีสติสตางค์ แต่ดันเอาเรื่องไม่ได้ซะงั้น
สามีเธอยังถือว่าโชคดี ที่สถานะแต่งงานแล้วเป็นที่รับรู้ก่อนจะดังเปรี้ยงปร้าง ถ้ายังไม่แต่งงาน... สถานการณ์แบบวันนี้คงเกิดขึ้นไปนานแล้ว เผลอๆ ไม่รู้จะเกิดขึ้นกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ก่อนมื้อเย็น
จางโหย่วกลัวน้ำขิงจะเอาไม่อยู่ เลยไปออกกำลังกายเบาๆ ในห้องฟิตเนสชั้นล่างสักหน่อย ถ้าเป็นปกติ จางโหย่วไม่ห่วงหรอก เพราะเขาวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าทุกวัน ยกเว้นตอนไปต่างประเทศไม่กี่วัน นอกนั้นไม่เคยขาด เขาเลยมั่นใจในสุขภาพร่างกายตัวเองมาก
แต่สองสามวันมานี้โดนราชินีเพลงสูบวิญญาณหนักไปหน่อย
คืนละครึ่งกล่อง
ติดต่อกันหลายวัน จางโหย่วรู้สึกชัดเจนว่าตัวเองเริ่มกรอบ ในสภาพแบบนี้ แถมยังตากฝนมาเกือยยี่สิบนาที ถ้าไม่ออกกำลังกายเรียกเหงื่อสักหน่อย จางโหย่วกลัวจริงๆ ว่าพรุ่งนี้จะไข้จับ
เมื่อก่อนก็คงไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ที่บ้านมีเด็กอ่อนวัยสี่สิบกว่าวันอยู่สองคน ถ้าเกิดติดหวัดขึ้นมา คงลำบากกันทั้งบ้าน ดังนั้นหลังจากกินข้าวเย็นและสอนเปียโนเสี่ยวจื่อซานกับหลี่หรานเสร็จ จางโหย่วก็ชงยาป่านหลานกินดื่มไปอีกสองซอง
กำลังจะเข้านอน
โทรศัพท์เขาก็ดังขึ้น
จางโหย่วหยิบขึ้นมาดู ปรากฏว่าเป็นฟ่านเจินเจินโทรมา พอกดรับสาย ก็ได้ยินเสียงฟ่านเจินเจินพูดว่า "พี่คะ วันนี้หมอบอกว่าหนูฟื้นตัวได้ดี รับงานได้บ้างแล้ว หนูขอซื้อเพลงจากพี่สักเพลงได้ไหมคะ..."
พูดมาถึงตรงนี้
ฟ่านเจินเจินชะงักไป น้ำเสียงดูประหม่าขึ้นมา "แค่ตอนนี้หนูไม่มีเงิน ต้องรอหาเงินได้ก่อนค่อยมาคืนพี่"
"เรื่องเงินเอาไว้ก่อน มั่นใจนะว่าหายดีแล้ว!?"
จางโหย่วถาม "พี่รู้ว่าเธอรีบอยากหาเงิน แต่สุขภาพสำคัญที่สุด ถ้ายังไม่หายดี ก็พักต่ออีกหน่อย ถ้าเงินขาดมือ เดี๋ยวพี่โอนให้สองล้าน"
"พี่คะ พี่..."
ฟ่านเจินเจินซาบซึ้งจนพูดไม่ออก
"เอาล่ะ ตกลงตามนี้นะ"
จางโหย่วยิ้มแล้วพูดว่า "พักต่ออีกสักเดือน เรื่องเงินเดี๋ยวพี่โอนให้ตอนนี้เลย วันข้างหน้ายังมีเวลาหาเงินอีกเยอะ ไม่ต้องรีบร้อน ส่วนเรื่องเพลง ไม่ต้องห่วง พี่จะเตรียมไว้ให้ แต่งเสร็จเมื่อไหร่จะส่งให้ดู"
วางสาย
จางโหย่วก็โอนเงินสองล้านให้ฟ่านเจินเจิน
จางโหย่วรู้ว่าหลี่เสี่ยวหงก็ปากสว่างพอๆ กับหานฮุ่ย ปกติจางโหย่วจะรำคาญหน่อยๆ แต่ครั้งนี้จางโหย่วหวังว่าปากของหลี่เสี่ยวหงจะกว้างขึ้นอีกนิด รีบไปบอกหลิวเฟยเร็วๆ
(จบแล้ว)