เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 13 แทบจะคลานกลับ

บทที่ 13 แทบจะคลานกลับ

บทที่ 13 แทบจะคลานกลับ


“ตำลึงทอง! มันคือตำลึงทองจริงๆ! ในที่สุดข้าก็ได้ตำลึงทองมาแล้ว…”

เจียงอี้กลับไปยังห้องปรุงยาในตำหนักทางใต้ในขณะที่ยังคงรู้สึกราวกับว่ากำลังอยู่ในความฝัน เขาเก็บแผ่นทองคำไว้ในเสื้อคลุมและลูบคลำมันอยู่หลายครั้งราวกับของรักของหวง

ในเวลาสองวัน เขาได้รับเงินถึงหนึ่งตำลึงทอง ที่สำคัญก็คือจีทิงยวี่ยังบอกว่านางจะรับซื้อเม็ดยาของเขาทั้งหมดในอนาคต

หากเขาสามารถกลั่นเม็ดยาเพิ่มอีกยี่สิบเจ็ดเม็ด ไม่ใช่ว่าเขาจะสามารถหาเงินได้ถึงสิบตำลึงทองและได้รับป้ายคำสั่งกลับมาหรือ?

เมื่อนึกถึงจำนวนของเม็ดยาที่กำลังจะปรุงขึ้นใหม่และขายให้กับหอสมบัติ ร่างกายของเจียงอี้ถึงกับสั่นสะท้าน

แม้ว่าเขาจะไม่มีความสามารถในการกลั่นเม็ดยามากนัก แต่เขาก็สามารถพึ่งพาแก่นแท้พลังสีดำเพื่อที่จะกลายเป็นเศรษฐีได้ อย่างน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องดิ้นรนจากความยากจนและสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายกับเสี่ยวนู๋ได้ตลอดชีวิต

ผู้เฒ่าหลิ่วยังคงง่วนอยู่กับการทดลองกลั่นเม็ดยา แต่ตราบใดที่ยังปราศจากพลังของแก่นแท้พลังสีดำ เขาก็ไม่มีทางเลยที่จะกลั่นเม็ดยาระดับพิภพได้

“โอ้ใช่แล้ว หากข้าใช้แก่นแท้พลังสีดำทั้งหมด ข้าคงจะกลั่นเม็ดยาได้มากขึ้น แต่เมื่อวานดูเหมือนว่าข้าจะใช้มันมากเกินในระหว่างการทดลอง เห็นทีข้าจะต้องรีบเพิ่มจำนวนของแก่นแท้พลังสีดำเสียแล้ว”

เจียงอี้พยายามระงับความตื่นเต้นไว้ในใจ เขากำจัดความคิดฟุ้งซ่านและเริ่มการนั่งสมาธิ เขาใช้เวลาสามชั่วโมงในการบ่มเพาะบทสวดนิรนามก่อนจะหันไปฝึกฝนวรยุทธวารีตระกูลเจียงเพื่อฟื้นฟูแก่นพลังสีน้ำเงิน

จากนั้นเขาก็นำ “บันทึกสมุนไพร” กลับมาที่บ้านเพื่ออ่านมันตลอดทั้งคืน

เจียงอี้หวังว่าตัวเองจะได้ทำงานที่ห้องปรุงยาในระยะยาว แต่นั่นก็หมายความว่าเขาไม่กล้าที่จะทำตัวอืดอาดเมื่อได้รับคำสั่งจากผู้เฒ่าหลิ่ว มิฉะนั้นชะตากรรมของเขาก็คงไม่ต่างจากเจียงซงอย่างแน่นอน…

วันรุ่งขึ้น จู่ๆก็มีร่างเงาร่างหนึ่งมาด้อมๆมองๆแถวห้องปรุงยา เมื่อร่างเงานั้นเห็นว่ามีเพียงแค่เจียงอี้ เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

เจียงซง? เขามาทำอะไรที่นี่กัน?

เจียงอี้ลุกขึ้นยืนเพื่อทักทายเขา แต่เจียงซงกลับรีบโบกไม้โบกมือเพื่อให้เขาเงียบก่อน จากนั้นก็เดินเข้ามาใกล้ๆ

“เจียงอี้” เขากล่าวถามด้วยเสียงต่ำ “เจ้ามาทำอะไรในห้องปรุงยา? แล้วท่านผู้อาวุโสอยู่ข้างในหรือเปล่า?”

การเข้ามารับตำแหน่งแทนผู้อื่นในห้องปรุงยาแห่งนี้… แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจแต่มันก็ทำให้เจียงอี้รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย

“ผู้เฒ่าหลิ่วไม่อยู่ที่นี่” เจียงอี้กล่าวตอบ “เอิ่ม… เมื่อวานหลังจากที่เจ้าจากไป ข้าก็คิดที่จะตามเจ้าออกไปเช่นกัน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะถูกเรียกกลับมาโดยท่านผู้เฒ่าหลิ่ว และเขาก็ให้ข้าอยู่ที่นี่เพื่อช่วยงานเขา”

“เจ้าว่าอะไรนะ?”

สีหน้าของเจียงซงเปลี่ยนไปในทันที ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ เมื่อวานเขาถูกผู้เฒ่าหลิ่วซัดจนลอยกระเด็นไปไกล ที่แย่กว่านั้นก็คือเมื่อกลับถึงบ้านและฟ้องบิดาของเขา บิดาของเขากลับให้เขารีบกลับมาที่นี่เพื่อขออภัยผู้เฒ่าหลิ่วให้เขายกโทษให้และอนุญาตให้เขาทำงานให้ห้องปรุงยาต่อไป

ถึงเจียงซงจะเป็นลูกหลานตระกูลเจียง แต่เขาก็ขาดพรสวรรค์และเกียจคร้านอย่างมาก เขามีระดับพลังเพียงแค่ขอบเขตฉูติ่งขั้นที่สองเท่านั้น

บิดาของเขาขอร้องผู้เฒ่าหลิ่วหลายต่อหลายครั้งก่อนที่จะสามารถทำให้ลูกชายของเขาทำงานอยู่ที่นั่นได้สำเร็จ เป้าหมายของบิดาเจียงซงก็คือต้องการให้เขาได้เรียนรู้ทักษะการปรุงยามาบ้างเพื่อที่อย่างน้อยก็จะสามารถเอาตัวรอดได้ในอนาคต

ก่อนมานี่ เจียงซงก็ถูกบิดาทุบตีและก่นด่าอยู่นาน นอกจากนี้เขายังเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น อย่างน้อย… การทำงานอยู่ในห้องปรุงยาก็หมายความว่าเขาสามารถกลั่นเม็ดยาเพื่อนำพวกมันไปขายข้างนอกได้

ดังนั้นหลังจากที่ไตร่ตรองอย่างหนัก เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะกลับมาเพื่อขอโทษแม้มันจะหมายถึงการต้องคุกเข่าอยู่ต่อหน้าผู้เฒ่าหลิ่วก็ตาม

แต่เขากลับไม่คาดคิดเลยว่าเขาจากไปเพียงไม่นาน ผู้เฒ่าหลิ่วก็หาคนอื่นมาแทนที่เขาเสียแล้ว…

เมื่อคิดถึงการที่จะไม่ได้กลั่นเม็ดยาอีกต่อไปและนึกถึงโทสะของบิดาหากรู้ข่าวนี้… เขาจินตนาการได้เลยว่าเขาจะต้องถูกลงโทษหนักขนาดไหน เพียงแค่คิดร่างของเขาก็เริ่มสั่นเทาอย่างไม่อาจที่จะควบคุมได้ ตอนนี้เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าควรที่จะโกรธหรือกังวลกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นดี

เมื่อเห็นการแสดงออกของเจียงซง มันก็ทำให้เจียงอี้รู้สึกผิดเล็กน้อยและพยายามที่จะปลอบ

“เจียงซง ข้าขอโทษแต่ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะ…”

“ไม่ได้ตั้งใจ?!”

เจียงซงหันมามองเจียงอี้ด้วยความเดือดดาล จากนั้นเขาก็ชี้หน้าและกล่าวด้วยความโกรธ

“มันเป็นเพราะเจ้า! เจ้าอาศัยช่วงที่ข้าไปห้องน้ำมาที่นี่และกล่าววาจาใส่ร้ายข้าให้ท่านผู้เฒ่าหลิ่วฟัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมเมื่อวานท่านผู้เฒ่าถึงโกรธข้านัก! เจียงอี้ เจ้ามันคนชั่วช้า! ข้าไม่คิดเลยว่าคนที่ดูซื่อสัตย์เช่นเจ้าจะหน้าซื่อใจคดได้เช่นนี้!”

"…"

เจียงอี้ถึงกับพูดไม่ออก เจียงซงเป็นที่รู้กันดีว่ามีนิสัยขี้เกียจและไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้เฒ่าหลิ่วอีกต่อไป มันชัดเจนอยู่แล้วว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขา! แม้ว่าเจียงอี้จะไม่ได้มารับตำแหน่งผู้ช่วยในห้องปรุงยา แต่ก็ยังมีคนอื่นอีกนับไม่ถ้วนที่จะเข้ามาแทนที่เขา

เขาเกียจคร้านเกินไปที่จะเสวนากับเจียงซงต่อ เขาหันหลังและเดินกลับเข้าไปในห้องพร้อมกับกล่าวออกมาอย่างเย็นชา

“เจียงซง เจ้ากลับไปเสียเถอะ ข้าไม่อยากจะเถียงกับเจ้าแล้ว หากเจ้าคิดว่าสิ่งที่ข้าทำนั้นไม่เป็นธรรมกับเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็ไปที่ตำหนักลงทัณฑ์เพื่อร้องเรียนได้เลย”

“ดี! เจ้าเพิ่งมาทำงานในห้องปรุงยาได้เพียงวันนี้ก็นึกว่าตัวเองเก่งกล้าแล้วใช่ไหม?!”

เจียงซงสั่นไปด้วยความโกรธ กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกอย่างรุนแรง ดวงตาของเขาส่องประกายความชั่วร้ายออกมา

“มาดูกันว่าผู้เฒ่าหลิ่วจะยังใช้งานเจ้าอยู่หรือไม่เมื่อข้าทำให้เจ้ากลายเป็นคนพิการ!” เขาคำราม “หึ่ม! เมื่อถึงเวลา ข้าจะให้ท่านพ่อมาเพื่อขอร้องผู้เฒ่าหลิ่วเพื่อคืนตำแหน่งให้กับข้า”

หลังจากกล่าวจบ แววตาของเจียงซงก็ดูดุดันขึ้นพร้อมทั้งตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

“ฝ่ามือทรายดำแถบแดง!”

ฝ่ามือทั้งคู่ของเขาสร้างคลื่นพลังคล้ายจานสีดำออกมาและพุ่งเข้าไปที่ด้านหลังของเจียงอี้อย่างรวดเร็ว

เจียงอี้ได้ยินเสียงลมกระโชกจากข้างหลังจึงทำให้เขาหันกลับมาในทันทีและทำให้ความโกรธปะทุออกมา ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาในฐานะนายน้อยของตระกูลเจียง ทำให้เขาเคยเห็นทักษะการต่อสู้ของตระกูลมามากมาย ดังนั้นเขาจึงสามารถจดจำกระบวนท่าของเจียงซงได้ในทันที

ฝ่ามือทรายดำแถบแดง!

การโจมตีโดยใช้พิษของงูพิษแถบแดงและตามด้วยทรายดำ หากโดยโจมตีด้วยทักษะนี้ การไหลเวียนโลหิตจะถูกทำให้ช้าลงเนื่องจากถูกพิษ ร่างกายของพวกเขาจะเริ่มถูกทำลายโดยเม็ดทรายสีดำคล้ายโลหะ

มันคือทักษะการต่อสู้ระดับมนุษย์ขั้นกลางที่เอาไว้ใช้เผด็จศึกในทันที

ทักษะนี้ชั่วร้ายมาก หากเหยื่อไม่สามารถรักษาได้ทันเวลาก็อาจจะกลายเป็นคนพิการหรือตายเพราะได้รับบาดเจ็บที่รุนแรง

ลูกหลานตระกูลเจียงส่วนใหญ่มองว่าตัวเองนั้นมีศักดิ์ศรีและจะเอาจริงเมื่อต้องต่อสู้เท่านั้น แต่เจียงซงกลับลงมือสุดกำลังเพียงเพราะเรื่องเล็กๆน้อยๆ เขาถึงกับต้องการให้เจียงอี้กลายเป็นคนพิการหรืออาจถึงขั้นต้องการชีวิตเขาโดยตรง

แก่นแท้พลังสีดำ!

เจียงอี้โคจรแก่นแท้พลังสีดำไปยังดวงตาข้างซ้ายเพื่อใช้จัดการกับลูกหลานไร้ค่าของตระกูลเจียงที่มีระดับการบ่มเพาะเพียงแค่ขอบเขตฉูติ่งขั้นที่สองอย่างเจียงซง เขาคิดว่ามันไม่คุ้มค่าที่จะใช้แก่นแท้พลังสีดำเพื่อเพิ่มความสามารถในการโจมตี

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าเขาสามารถเพิ่มพลังโจมตีให้กับตัวเองได้ หากเทียบกันเรื่องวรยุทธแล้ว เจียงซงยังห่างชั้นกับเขาอยู่หลายขุม

ฟึบบ!

ประกายแสงแวบผ่านดวงตาจองของเจียงอี้ ทัศนวิสัยของเขาเปลี่ยนไป ฝ่ามือที่ค่อนข้างรวดเร็วของเจียงซงก่อนหน้านี้กลับดูช้าลงในทันที

“ฝ่ามือม้วนอาภรณ์!”

ในขณะที่หันกลับมา แทนที่จะถอยหลบแต่เจียงอี้กลับก้าวไปด้านหน้าแทน ร่างของเขาโค้งไปด้านหลังในขณะที่มือของเขาเคลื่อนไปทางฝ่ามือของเจียงซงและปัดป้องพวกมันไว้

ด้วยความช่วยเหลือจากแก่นแท้พลังสีดำ จึงทำให้เจียงอี้สามารถคาดเดาวิถีการโจมตีและความเร็วของคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย มันจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะหลบหลีกหรือโต้กลับการโจมตี

“ปัก! ปัก!”

เนื่องจากถูกเบี่ยงวิถีการโจมตีและร่างของเจียงอี้ก็ยังคงโน้มไปด้านหลัง ฝ่ามือของเจียงซงจึงสัมผัสได้เพียงอากาศอันว่างเปล่าเท่านั้น

ในขณะที่กำลังจะเปลี่ยนวิถีการโจมตีอีกครั้ง เจียงอี้ก็ใช้โอกาสนี้เหยียดมือของไปและคว้าแขนของเจียงซงไว้อย่างง่ายดาย

“ฮึ่ม!”

แม้ว่าเจียงซงจะประหลาดใจอยู่บ้านแต่ก็ไม่ได้ถึงกับสับสน อย่างที่เห็น เจียงอี้เป็นเพราะแค่ขอบเขตฉูติ่งขั้นแรกเท่านั้น ไม่ว่าเขาจะมีกระบวนท่าหรือทักษะที่ยอดเยี่ยมอย่างไร แต่ระดับพลังขอบเขตก็ยังคงต่ำกว่าเจียงซงถึงหนึ่งระดับ

แม้ว่าจะต่างกันแค่หนึ่งระดับแต่ระยะห่างระหว่างของความเร็วและพละกำลังก็ไม่ใช่สิ่งที่ปัจจัยอื่นจะเข้ามาแทนที่ได้โดยง่าย

ข้าจะแพ้ได้ยังไง? เจียงซงหัวเราะด้วยน้ำเสียงอันเย็นยะเยือก เขาไม่สนใจมือที่ถูกจับไว้ ในทางกลับกันเขาโคจรแก่นแท้พลังไปยังหัวเขา จากนั้นก็แทงเข่าออกไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่กล่องดวงใจของเจียงอี้

แม้ว่ากลยุทธ์ของเจียงซงนั้นจะไม่นับว่าผิดในทางทฤษฎี แต่ที่เขาไม่ทราบก็คือตาซ้ายของเจียงอี้นั้นถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังของแก่นแท้พลังสีดำซึ่งทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของเขาถูกจับจ้องมาตั้งแต่แรก

ความจริงเจียงอี้ได้คาดเดาการเคลื่อนไหวของเจียงซงทั้งหมดไว้แล้ว แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันด้านความเร็วและพละกำลัง… แต่ปฏิกิริยาการตอบสนองของเจียงอี้นั้นเร็วกว่ามาก

“อสรพิษฟาดหาง!”

เจียงอี้ตวัดขาหวดออกไปอย่างรวดเร็วและปิดกั้นการโจมตีของเจียงซงที่พุ่งเข้ามา

ปัก! ปัก! ปัก!

โดยไม่รอช้า เสียงหวดของท่อนขาก็ดังติดต่อกันถึงสามครั้ง ก่อนที่เจียงซงจะได้ทันตอบสนอง ท่อนขาช่วงล่างของเขาก็ถูกเตะไปแล้วถึงสามครั้ง เมื่อตระหนักได้ถึงความเจ็บปวดและรู้สึกถึงความผิดปกติ เขาก็รีบดึงขาขวากลับและเตรียมจะล่าถอยชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม

เขากลับลืมไปว่ามือของเขาถูกพันธนาการไว้โดยทักษะม้วนอาภรณ์ของเจียงอี้ ในขณะที่พยายามจะถอยห่าง มือของเขาก็ยังคงถูกจับไว้ซึ่งทำให้เขาถูกเหวี่ยงออกจากจุดศูนย์ถ่วงและเสียสมดุลจนเกือบล้มหน้าคะมำ

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ความคิดของเขาปั่นป่วนอย่างสมบูรณ์

สีหน้าของเจียงอี้เปลี่ยนไปแต่เขาก็ยังคงจับมือของเจียงซงไว้แน่น เขาเคลื่อนเศษเสี้ยวแก่นแท้พลังบางส่วนเพื่อทำให้เขาสามารถควบคุมจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายไว้ได้ จากนั้นขาของเขาก็หวดไปยังขาขวาของเจียงซงอย่างเต็มแรงและรวดเร็วราวกับสายฟ้า

กร็อบ!

“อ๊ากกกก!”

การโจมตีครั้งที่หกของเจียงอี้ทำให้ขาขวาของเจียงซงถึงกับหัก เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดดังไปทั่วทั้งบริเวณนั้น

เมื่อไม่สามารถรับน้ำหนักตัวได้ ร่างของเจียงซงก็ล้มลงกับพื้น เขากุมไปที่ขาขวาและร้องออกมาด้วยความทรมาน

ครั้งนี้ เจียงอี้ไม่ได้โจมตีซ้ำ เขาเพียงแค่จ้องมองไปยังร่างอันน่าสมเพชด้วยสายตาอันเย็นชาซึ่งปราศจากความเห็นใจ

หากว่าเขาไม่ได้ครอบครองแก่นแท้พลังสีดำ มันก็คงจะเป็นเขาเองที่ต้องนอนกองอยู่บนพื้นและร้องคร่ำครวญออกมาอย่างน่าเวทนาเช่นนี้

นี่เป็นเรื่องธรรมดาของโลกใบนี้ ผู้อ่อนแอมีแต่จะถูกรังแกและต้องอับอายขายขี้หน้าเท่านั้น!

เจียงซงยังคงกรีดร้องออกมาอยู่พักใหญ่ หน้าผากของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่ออันเย็นเยียบ ขณะที่กำลังพยายามพยุงตัวเองขึ้นอย่างยากลำบาก ใบหน้าของเขาก็บิดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว

แม้แต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเขาจะถูกสยบโดยคนไร้ประโยชน์ที่บรรลุเพียงขอบเขตฉูติ่งขั้นที่หนึ่งอย่างเจียงอี้

อย่างไรก็ตามเจียงซงยังไม่ใช่คนโง่เขลามากนัก เขาตระหนักได้ว่าเขาจะต้องรีบจากไป มิฉะนั้นบาดแผลของเขาจะต้องร้ายแรงขึ้นอย่างแน่นอน และเมื่อนึกถึงว่าจะต้องพึ่งพาขาเพียงข้างเดียวในการหลบหนี เขาก็รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ

เมื่อเดินมาถึงประตูและเห็นว่าเจียงอี้ไม่ได้ไล่ตามมา เขาก็ขบฟันแน่นและตะโกนออกไปด้วยความแค้น

“เจียงอี้! เจ้ากล้าทำร้ายข้า เจ้าตายแน่ พี่หู่ไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้! ถ้ายังเป็นลูกผู้ชายอยู่ก็อย่าได้คิดหนี ไอ้เศษ…”

“หากข้านับถึงสามแล้วเจ้ายังไม่ไสหัวไป.. ข้าจะหักขาอีกข้างของเจ้าทิ้งเสีย”

ก่อนที่เจียงซงจะได้กล่าวจบ เจียงอี้ก็กล่าวแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา เมื่อเห็นเช่นนั้นใบหน้าของเจียงซงก็ซีดขาวลงในทันที

โดยไม่รอให้เจียงอี้เริ่มนับถอยหลัง เขาก็รีบใช้ขาซ้ายทีเหลืออีกข้างพยุงร่างของตนและรีบเดินหนีออกไปอย่างรวดเร็ว

อีกด้านหนึ่ง เจียงอี้ก็ไม่คิดที่จะไล่ตามไป ไม่ว่ายังไงที่นี่ก็ยังคงอยู่ในอาณาเขตของตระกูลเจียง หากเรื่องที่เกิดขึ้นไปเข้าถึงหูตำหนักลงทัณฑ์ ทั้งตัวเขาและเจียงซงจะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน

ตระกูลเจียงอาจจะทำเป็นมองไม่เห็นกับการต่อสู้ในที่ลับระหว่างลูกหลานในตระกูล แต่หากมันโจ่งแจ้งเกินไป พวกเขาก็ยังคงต้องใช้มาตรการบางอย่างเพื่อรักษากฎของตระกูลไว้

เมื่อร่างของเจียงซงหายลับไปอย่างสมบูรณ์ เจียงอี้ก็สงบลง อย่างไรก็ตามดวงตาของเขาก็เผยให้เห็นความกังวลออกมา

“พี่หู่” ที่เจียงซงเพิ่งกล่าวถึงนั้นแทนจริงแล้วก็คือเจียงหยูหู่ เขาเป็นผู้นำในหมู่ทายาทชั้นสองของตระกูล! บิดาของเจียงหยูหู่คือเจียงหยุนเฉอ ผู้ซึ่งเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายกิจการภายในหรือก็คือหัวหน้าพ่อบ้าน

นอกจากนี้เขายังมีพี่ชายที่ชื่อเจียงหยูหลงซึ่งอยู่ในอันดับสองของบุคคลที่ทรงพลังที่สุดในบรรดารุ่นเยาว์ของตระกูล ตำแหน่งของเขาด้อยกว่าเพียงแค่คุณชายใหญ่ของตระกูลเจียง, เจียงเฮิ่นซุ่ย เท่านั้น

ด้วยความที่มีพ่อและพี่ชายคอยปกป้อง รวมถึงมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ขอบเขตฉูติ่งขั้นที่สี่ เจียงหยูหู่จึงมีตำแหน่งที่น่าเคารพยกย่องและมีค่อนข้างมีชื่อเสียง

ลูกหลานของตระกูลเจียงทั้งสายหลักและสายรองหลายคนเช่นเจียงเป่าและเจียงซงต่างก็มองเขาในฐานะผู้นำ

สองวันก่อนเจียงอี้เพิ่งเอาชนะเจียงเป่าไปและในตอนนี้เขาก็ยังมีชัยเหนือเจียงซง แน่นอนว่าหากเรื่องนี้ไปถึงหูเจียงหยูหู่ ก็ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าเขาจะปล่อยเขาไป

“เจียงหยูหู่…”

เจียงอี้ยังคงมีหลงเหลือศักดิ์ศรีในฐานะที่เคยเป็นนายน้อยของตระกูล สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้ก็คือพลัง หากมีพลังมากพอเขาก็จะไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือถูกทำให้อับอายอีกต่อไป

เขาส่ายหัวและกลับเข้าไปนั่งสมาธิอย่างเงียบๆ

“เห้อ… ข้าควรที่จะฝึกฝนวรยุทธวารีตระกูลเจียงก่อนเป็นอันดับแรก ช่วงนี้ก็คงต้องพยายามเลี่ยงเจียงหยูหู่และพวกลูกสมุนของมัน”

“เมื่อสะสมเงินได้มากพอ ข้าก็จะสามารถซื้อเม็ดยาระดับสูงและเพิ่มความเร็วการบ่มเพาะพลัง! หึ หากข้าทะลวงสู่ขอบเขตฉูติ่งขั้นที่สองและรวมกับแก่นแท้พลังสีดำ ต่อให้เจียงหยูหู่มาปรากฏตัวต่อหน้าข้า ข้าก็ไม่กลัว! มาดูสิว่าทีนี้ข้าจะจัดการพวกมันยังไง?!”

จบบทที่ บทที่ 13 แทบจะคลานกลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว