เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 เจียงเสี่ยวนู๋

บทที่ 5 เจียงเสี่ยวนู๋

บทที่ 5 เจียงเสี่ยวนู๋


ชื่อเต็มๆของนางคือ เจียงเสี่ยวนู๋

ตามที่ผู้อาวุโสเคยว่าไว้ ว่าแม่ของเจียงอี้ซื้อเสี่ยวนู๋มาในฐานะคนรับใช้เพื่อที่จะคอยปรนนิบัติเขาเมื่อตอนที่เขาอายุได้เพียง1ปี

แม้ว่าสถานะของนางจะเป็นเพียงแม่บ้านในตระกูล แต่เสี่ยวนู๋ก็ไม่เคยถูกปฏิบัติเหมือนเช่นผู้อื่น – นางเติบโตมาพร้อมกับเจียงอี้เหมือนพี่น้อง

หลังจากการหายสาบสูญของผู้อาวุโส ทั้งสองก็ต้องพึ่งพากันมากขึ้น หากไม่ใช่เพราะกำลังใจของเสี่ยวนู๋ มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับเจียงอี้ที่จะอดทนต่อช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้

เล่าว่ามังกรนั้น ทั้งตัวจะมีเกล็ดอยู่อันนึงที่เรียงตัวตรงข้ามกับเกล็ดอื่นๆเรียกว่าเกล็ดย้อนของมังกร หากไปแตะเข้าตรงเกล็ดย้อนของมังกร มันจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนสามารถคร่าชีวิตของผู้ที่แตะต้องจุดนั้นได้

เจียงอี้ก็มีเกล็ดย้อนนั้นเช่นกัน และนั่นคือ เจียงเสี่ยวนู๋

ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินว่าเสี่ยวนู๋กำลังตกอยู่ในอันตราย เจียงอี้ก็ระเบิดความโกรธออกมา และวิ่งไปที่ลานข้างหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ

ท่าทางอันดุร้ายของเขาแผ่ซ่านออกมาจนหญิงสาวตกใจเป็นอย่างมาก

เขาตะโกนออกมาโดยไม่ทันได้ไตร่ตรอง "เกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวนู๋? ชุนหยา เกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวนู๋นะ?”

เจียงอี้จำได้ว่าเด็กผู้หญิงนางนี้เป็นลูกสาวของหญิงชราตระกูลเจียงที่อยู่บ้านข้างๆ นางกับเสี่ยวนู๋เป็นเพื่อนรักกันและบางคราวก็แอบออกไปทำงานด้วยกัน

ชุนหยาตอบด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นดวงตาของนาง ชุนหยาตอบด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นดวงตาของนาง "นายน้องเจียงอี้ เสี่ยวนู๋ถูกเฆี่ยนตีที่หอนางโลมเฟิงเยว่

เถ้าแก่บอกว่าเสี่ยวนู๋ทำภาพวาดเสียหายและต้องการให้นางชดใช้ไม่เช่นนั้นนางจะต้องถูกเฆี่ยนตีจนตาย รีบไปขอความช่วยหลือมาช่วยนางออกมาจากที่นั่นด้วยนะเจ้าคะ ... ”

หอนางโลมเฟิงเยว่!!!

เจียงอี้แสดงท่าทีที่เย็นชา เขารู้เรื่องราวเกี่ยวกับหอนางโลมเฟิงเยว่นั่น มันเป็นหอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลเจียงของเมืองตะวันออก

ครั้งหนึ่งเขาเคยตามที่เสี่ยวนู๋ไปที่นั่นและรู้ว่านางทำงานที่ด้านหลังโรงครัว ซักผ้าและเครื่องนอนของพวกเขาเพื่อแลกกับเงินจำนวนเล็กน้อย

"ขอความช่วยเหลือ?”

เจียงอี้ส่ายหัว หลังจากการหายตัวไปของผู้อาวุโสก็ไม่มีใครในตระกูลเจียงให้ความสำคัญกับเขา เช่นนั้นใครจะออกมาช่วยเขา

นอกจากนี้หากทางตระกูลเจียงได้ทราบเรื่องที่น่าอับอายเช่นนี้ ถึงแม้ว่าเสี่ยวนู๋จะไม่ถูกเฆี่ยนตีจนตายโดยผู้คนจากหอนางโลมเฟิงเยว่ นางก็ไม่พ้นที่จะถูกนำตัวไปที่ตำหนักลงทัณฑ์และถูกลงโทษอย่างรุนแรงโดยไม่ต้องสงสัยเลย

"ชุนหยา เดี๋ยวก่อน" เขาสั่งอย่างรวดเร็ว "จำไว้ว่าอย่าเอ่ยคำพูดนี้ไม่ว่ากับผู้ใดก็ตาม!"

หลังจากนั้นเจียงอี้เร่งผีเท้าของเขาและรีบพุ่งปรี่ออกไป เขาไม่มีเวลามากพอที่จะคิดถึงเรื่องนี้ ทั้งหมดที่เขาทำได้คือออกไปคนเดียว

แม้ว่าเขาจะถูกเฆี่ยนตีจนตาย แต่เขาก็ต้องไปช่วยชีวิตเจียงเสี่ยวนู๋

เมื่อชุนหยาเห็นว่าเจียงอี้วิ่งออกไปไวราวกับสายลมและแผ่รังสีอัมหิตออกมา ชุนหยาก็ตะโกนไล่หลังเขาว่า "นายน้อยเจียงอี้ได้โปรดอย่าทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตนะเจ้าคะ ที่หอนางโลมเฟิงเยว่นั้นมีทหารที่แข็งแกร่งและมีจำนวนมากมายนัก ... "

อย่างไรก็ตามเพียงครู่เดียวหลังจากชุนหยาวิ่งไล่ตามเขาไป นางเห็นเจียงอี้หายเข้าไปในมุมตึกประมาณห้าเมตรข้างหน้าแล้ว

ชุนหยาขยี้ตาของนาง

“หืมม” นางพึมพำด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “เหตุใดนายน้อยเจียงอี้ถึงได้รวดเร็วเช่นนี้? เขาไม่ได้อยู่เพียงขั้นแรกของขอบเขตฉูติ่งหรอกหรือ? ความเร็วเช่นนี้อย่างต่ำก็เป็นขั้นที่สองหรือสามแล้วนะ”

ความเร็วของเจียงอี้เพิ่มขึ้นสองถึงสามเท่า ในความวิตกกังวลของเขา เขาได้ใช้พลังเสี้ยวหนึ่งของแก่นแท้พลังสีดำที่ขาซ้ายของเขาเพื่อเพิ่มความเร็วให้ตนเองวิ่งได้เร็วราวกับสายฟ้า

เพียงเสี้ยวนาที เขาก็รีบพุ่งฝ่าประตูตะวันตกของตระกูลออกไปและวิ่งไปตามถนนด้านนอก โชคดีที่ไม่มีผู้ใดจากตระกูลเจียงเห็นเขา ไม่เช่นนั้นเขาจะเลิกคิ้วใส่อย่างแน่นอน ...

น่าเสียดายที่หลังจากวิ่งไปประมาณร้อยเมตร ความเร็วของเขาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว แก่นแท้พลังสีดำนั้นเริ่มอ่อนแรงลง

เขาต้องการใช้พลังสีดำเพื่อเร่งความเร็วของเขาอีกครั้ง แต่เขากลับมานึกขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

เขาใช้เวลาในการรวบรวบพลังมามากกว่าสองชั่วโมงและสกัดแก่นพลังสีดำได้เพียงห้าครั้ง ตอนนี้เขาได้ใช้หมัดไปครั้งหนึ่ง แล้วเขาจะป้องกันตัวเองเมื่อต้องเกิดการประทะกันที่หอนางโลมเฟิงเยว่ได้อย่างไร

“เสี่ยวนู๋ เจ้าต้องทนติดอยู่ที่นั่นก่อนนะ!”

เขาทำได้เพียงพยายามไหลเวียนแก่นแท้พลังสีน้ำเงินอย่างบ้าคลั่ง ในขณะที่เขากัดฟันและวิ่งตรงไปที่หอนางโลมเฟิงเยว่ เขาเกือบจะชนผู้คนที่เดินผ่านไปมาบางคน เนื่องจากความรีบร้อนของเขา

โชคดีที่หอนางโลมเฟิงเยว่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของเมืองเช่นเดียวกับตำหนักข้ารับใช้ของครอบครัวเจียง

เจียงอี้ใช้เวลาเพียงสามนาทีในการเดินทางไปยังถนนฝั่งตะวันออกที่หอนางโลมเฟิงเยว่ตั้งอยู่

ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ศาลาใหญ่อย่างรวดเร็ว ขณะที่ตัวเขาพุ่งตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง

"นายท่าน เชิญเข้ามาและร่วมเพลิดเพลินได้เลย! นางบำเรอของหอนางโลมเฟิงเยว่ ของเรานั้นดีที่สุดที่จะปรนนิบัติท่าน!"

"เร่เข้ามา! ท่านหญิงเยียนหั่วของเรา เพิ่งจะเปิดการแสดงใหม่ ที่มีนามว่า การแสดง

เป่าขลุ่ยใต้แสงจันทร์ มันช่างเพลิดเพลินอะไรเช่นนี้…"

แม้จะอยู่ห่างจากหอนางโล่มเฟิงเยว่นั่น แต่เขาก็สามารถได้ยินเสียงเหล่าแมงดาซึ่งเป็นลูกค้าที่เร่งรีบที่อยู่หน้าหอนางโลมเฟิงเยว่

ใกล้ถึงเวลาพลบค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่หอนางโลมเฟิงเยว่เริ่มเปิดกิจการ

เจียงอี้เสียเวลาสี่ชั่วโมงในการนับจำนวนสมุนไพรที่เขาซีชาน ก่อนที่เขาจะใช้เวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงเพื่อกลับมาศึกษาแก่นแท้พลังสีดำที่บ้าน

เขาหมกมุ่นอยู่กับความอัศจรรย์ของประสิทธิภาพของแก่นพลังสีดำจนลืมเวลาภายนอกไปจนสิ้น ไม่เช่นนั้น เขาคงสงสัยว่าทำไมเสี่ยวนู๋จึงกลับบ้านมาช้าจนผิดปกติไปแล้ว

เจียงอี้นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเมื่อนึกย้อนกลับไป เขากำลังหาหนทางไปที่สวนหลังบ้าน เขาวิ่งปรี่เข้าไปที่หอนางโลมเฟิงเยว่ เพื่อเตรียมเข้าสู่โถงด้านในที่อยู่ด้านหลัง

ผู้ชายสองคนที่กำลังง่วนอยู่กับนางบำเรอและมิได้สังเกตุเห็นเจียงอี้ ทำให้เจียงอี้สามารถเข้าไปภายในหอได้อย่างง่ายดาย

ภายในนั้นมีมาม่าซังวัยกลางคนกำลังหมุนสะโพกของนาง แล้วทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม "โอ้! พ่อหนุ่มน้อยของข้า เหตุใดเจ้าจึงใจร้อนเพียงนี้? เด็กของเรา ... "

เจียงอี้ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะมาเสียเวลากับมาม่าซังแก่ๆนางนี้ เขาสูดดมและทนกับกลิ่นเครื่องประทินโฉมราคาถูกจนปวดหัว ดวงตาของเขาจ้องไปที่ประตูที่นำไปสู่สวนหลังบ้าน และเขาก็พุ่งตรงไปหามันอย่างไม่ต้องสงสัย

“ปัง!!!”

เจียงอี้ใช้ไหล่ของเขากระแทกเข้าไปที่ประตูและชนเข้าไปยังสวนหลังบ้านดวงตาของเขาก็กวาดตามองไปรอบๆเขตนั้น

“เสี่ยวนู๋อยู่ที่ไหน??”

สนามหลังบ้านนั้นช่างกว้างขวาง ภายหน้าเจียงอี้นั้นมีเพียงกลุ่มหญิงชราที่กำลังซักเสื้อผ้าด้วยอ่างไม้ แต่ไม่มีวี่แววของเสี่ยวนู๋เลย

แต่เขาสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลจากสีหน้าของเหล่าหญิงชรา ใบหน้านั้นเผยถึงความหวาดกลัวของพวกนางและสายตาที่จ้องมองอย่างหวาดระแวงนั้นจ้องไปยังตำหนักตรงมุมหนึ่งของสวนหลังบ้าน

"ได้โปรดหยุดเฆี่ยนตีข้าเถิด! นายน้อย ได้โปรด.. แม้ว่าท่านจะเฆี่ยนข้าจนตาย, ข้าก็จะไม่มีวันเซ็นสัญญาเหล่านี้ .. นายน้อย, ได้โปรดหยุดเถิด ข้าจะหาทางนำเงินมาจ่ายคืนให้ท่าน .."

เสียงร่ำไห้วิงวอนนั้นดังมาจากตำหนักแห่งนั้น

เจียงอี้สั่นด้วยความเกรี้ยวโกรธและตะโกนขึ้นมาทันที "เสี่ยวนู๋!"

เสียงหวดแส้ดังขึ้น !!

เจียงอี้ตรงดิ่งไปยังตำหนักนั้นอย่างรวดเร็ว เขาเตะไปที่ประตูอย่างจังด้วยการใช้แก่นแท้พลังที่สามารถทำลายประตูนั้นให้แตกเป็นเสี่ยงๆได้

เจียงอี้ถลาเข้าไปในตำหนักนั้น ดวงตาเขากวาดตามองไปรอบตำหนักนั้นอย่างฉับไว และสิ่งที่เขาได้เผชิญตรงหน้าเกือบทำให้เขาฉุนขาด

ภายในห้องนั้นไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร แต่ภายในห้องอีกห้องหนึ่งของตำหนักนั้นมีชายอ้วนที่กำลังเฆี่ยนตีหญิงสาวที่อ่อนแอและบอบบางอยู่

นางขดตัวสั่นเทาอยู่บนพื้นขณะที่กำลังร่ำไห้และวิงวอนอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ชายผู้นั้นก็ยังคงทุบตีและเฆี่ยนนางต่อไปอย่างไม่ลดละ

ปัง!!!!!!!!

เมื่อเจียงอี้เห็นสภาพอันน่าสลดใจของเสี่ยวนู๋ เจียงอี้รู้สึกราวกับว่าจะระเบิดออกมา แก่นแท้พลังนั้นได้พุ่งพล่านไปรอบกำปั้นของเจียงอี้ เขายิงกำปั้นไปที่หน้าอกของชายผู้นั้นอย่างไม่ยั้งคิด

“เจ้าเป็นใคร ?!”

ชายผู้นั้นก็เกิดตกใจจนขวัญหนีขึ้นมาเมื่อเจียงอี้พังประตูเข้ามา เมื่อเขาได้สติกลับคืนมา เขาก็เย้ยหยันเมื่อเขาเห็นหมัดของเจียงอี้ที่พุ่งผ่านอากาศมา

"เจ้ากล้าดียังไงถึงได้ใช้พลังเพียงขั้นแรกของขอบเขตฉูติ่งห๊ะ ไอ้เด็กเหลือขอ? เจ้าไม่ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่แล้วอย่างนั้นรึ!"

ตั้งแต่เขากล้าที่จะเข้ามาในหอนางโลมเฟิงเยว่เพื่อสร้างปัญหา เขาก็ไม่สนใจว่าเขาเป็นใครอีกต่อไป

สำหรับเขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นขั้นแรกหรือขั้นที่สองของขอบเขตฉูติ่งนั้นก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขาเลย

สาวน้อยอายุสิบสี่ปี ที่นั่งอยู่บนพื้นนั้นรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เมื่อนางเห็นความเดือดดาลของเจียงอี้ตรงหน้านาง นางก็กลัวว่าจะเป็นอย่างที่นางคิด

"นายน้อย" นางกรีดร้องด้วยเสียงที่เหลือทั้งหมดของนาง "ท่านไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา! ไม่ต้องสนใจข้า ท่านรีบหนีไปเถิด!!!!"

“หือ”

เสียงร้องของเสี่ยวนู๋นั้นได้เตือนเจียงอี้ถึงความอ่อนแอของเขาพอดีเขาจึงรวบรวมแก่นแท้พลังสีดำไว้ที่กำปั้นของเขาและหลอมรวมเข้ากับแก่นแท้พลังสีน้ำเงิน

บึ้ม!!!!

ไม่นานการรวมแก่นแท้ของพลังทั้งสองกำปั้นก็เกิดขัดแย้งกัน เจียงยี่ถูกกระแทกและถอยกลับไปประมาณสามสี่ก้าว แต่ก็ไม่เป็นไร!

แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ฝ่ายตรงข้ามของเขาก็ปลิวกลับไปกระแทกเข้ากับกำแพงด้านหลังอย่างแรงและกลิ้งลงไปที่พื้น ส่งผลให้แขนของเขาหัก เขาตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวด..

“หะ...”

เจียงเสี่ยวนู๋กะพริบตาและมองไปที่นายน้อยของนาง ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสับสบ ว่านี่ใช่นายน้อยของนางจริงๆหรือ

ทำไมนายน้อยของข้าจึงแข็งแกร่งขึ้นมาเช่นนี้

“ไปกันเถอะ เสี่ยวนู๋ !”

เจียงอี้นั้นไม่ได้โง่เขลาจนไม่รู้ว่าหอนางโลมเฟิงเยว่ที่จะกลายเป็นหอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฝั่งตะวันออกจะไม่มีฝ่ายสนับสนุนที่สำคัญได้อย่างไร

เมื่อตอนที่เขารีบเข้ามาก่อนหน้านี้เขาได้เห็นทหารและยามไม่กี่คนในห้องโถงด้านใน มันจะเกิดปัญหาขึ้นมาได้ หากเจียงอี้ถูกล้อมเอาไว้

เขาย่อตัวลงไปยกเสี่ยวนู๋ขึ้นมาไว้บนหลัง แล้วก็รีบพุ่งตัวออกจากตำหนักพร้อมกับย่างก้าวที่ยาวและเร็วไว เขาวางแผนที่จะหลบหนีไปทางสนามหลังบ้าน

เมื่อเขากลับมาที่บ้านตระกูลเจียง ข้ารับใช้จากหอนางโลมเฟิงเยว่จะไม่กล้าทำให้เกิดความวุ่นวายใดๆในพื้นที่ของตระกูลไม่ว่าพวกเขาจะกล้าหาญแค่ไหนก็ตาม

เพราะยังไงแล้วตระกูลเจียงนั้นก็ยังคงเป็นหนึ่งในห้าตระกูลที่ยิ่งใหญ่อันดับต้น ๆ ในเมืองเทียนอวี่อยู่ดี

อย่างไรก็ตามเมื่อเจียงอี้ออกมาถึงประตูพร้อมกับเสี่ยวนู๋ที่ที่อยู่บนหลังของเขา นายทหารทั้งสี่นายได้ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูสนามหลังบ้านของพวกเขา และได้ล้อมเจียงอี้ไว้ในทันที

ชายผู้หนึ่งที่ดูเหมือนพ่อบ้านเห็นท่าไม่ดี จึงรีบวิ่งหนีออกไปจากตรงนั้น

"ฮึ่ม!" เขาตะโกนใส่เจียงอี้ "เจ้ากล้าเข้ามาสร้างปัญหาที่หอนางโลมเฟิงเยว่แห่งนี้ได้เยี่ยงไร? ไอ้เด็กนอกคอก! เจ้าอยากที่จะตายอย่างนั้นเหรอ? จงโค่นเขาเดี๋ยวนี้!”

เหล่าหญิงชราที่กำลังซักผ้าอยู่ก็ได้หลบออกไปด้วยความหวาดกลัว แม้กระทั่งเสี่ยวนู๋ก็หวาดกลัวไม่ต่างกัน สภาพของเจียงอี้ในตอนนี้นั้นราวกับว่าเขามีสภาพที่ไม่ต่างไปจากคนตายเลย

"ทหารสามนายนั้นอยู่ในขั้นที่สองของขอบเขตฉูติ่ง และอีกหนึ่งนายนั้นอยู่ในขั้นที่สามของขอบเขตฉูติ่ง!!"

จากความเร็วของทหารยามไม่กี่คน เจียงอี้ก็ได้คำนวณความแข็งแกร่งของทหารทั้งสี่นายนี้ ความรู้สึกวิตกกังวลได้แผ่ไปทั่วจิตใจของเขา

เขาจะสามารถจัดการกับทหารยามเหล่านี้ได้เยียงไร? ยังไม่รวมหนึ่งในทหารที่เป็นขั้นที่สามของขอบเขตฉูติ่งนั่นด้วย

หลายปีที่เจียงอี้ใช้ชีวิตอย่างลำบาก มันฝึกให้เขาทำสามารถบังคับจิตใจให้สงบได้ ทำให้ความสามารถในการควบคุมจิตใจของเขานั้นห่างไกลกับผู้อื่นมากนัก

เขาควบคุมตัวเองให้สงบลง และกวาดตาไปมาและจ้องเขม็งด้วยสายตาที่เย็นชาก่อนที่จะไปรวบตัวพ่อบ้านของตำหนักไว้เป็นตัวประกัน

"เดี๋ยวก่อน!" เจียงอี้พูดออกมาพร้อมกับกัดฟัน "ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะสร้างปัญหาให้กับหอนางโลมเฟิงเยว่! หากเจ้าไม่โจมตีข้ารับใช้ที่มากับข้า ข้าก็จะไม่โจมตีพวกเจ้าเช่นกัน! ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะไปถึงหูของท่านเจ้าเมืองนี้ ข้าก็ไม่กลัว! หากพวกเจ้าต้องการที่จะสู้ ก็เข้ามา! ลองดูสิว่าข้าจะกลัวหรือไม่!"

และผลที่เจียงอี้ได้รับจากเจรจานั้น คือเงาของทหารยามทั้งสี่ที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาหาเขา หมัดไม่กี่หมัดพุ่งผ่านอากาศมาในทันที

ความคิดของเจียงอี้นั้นนิ่งสนิท เขาทำได้เพียงไถลตัวเองกลับเข้าไปในห้องโถง และวางเสี่ยวนู๋ลงที่พื้น

เขาพยายามรีดเค้นแก่นแท้พลังสีดำอีกครั้งไปที่กำปั้นของเขาเพื่อที่จะปล่อยหมัดไปยังทหารขั้นที่สองของขอบเขตฉูติ่งที่กำลังพุ่งเข้ามา

"หมัดมายา!"

เจียงอี้ไม่ต้องการให้เหล่าทหารเข้ามาจู่โจมในขณะที่เสี่ยวนู๋ยังคงอยู่บนหลังของเขา เจียงอี้ใช้ท่าของทักษะการต่อสู้ระดับมนุษย์ขั้นสูงที่ดีที่สุดของเขา

นี่เป็นทักษะระดับสูงเพียงหนึ่งเดียวที่เขาได้เรียนรู้ของตระกูลเจียง

หมัดมายาของเขาแยกออกไปเป็นสามหมัดในทันที ภาพลวงตาที่ทำให้กำปั้นของเขาแบ่งออกเป็นสามหมัดนั้นไม่แตกต่างจากของจริงเลยแม้แต่นิดเดียว

หมัดของเขาซัดเข้าไปที่ไหล่ซ้ายของหน่วยจู่โจม ไหล่ขวาและหน้าผากของทหารนายนั้น

“เอ๋?!”

เมื่อทหารนั่นเห็นหมัดทั้งสามในขณะที่เขากำลังบุกเข้าไป เขายกแขนขึ้นมาป้องโดยสัญชาตญาณเพื่อป้องกันการโจมตีเหล่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เจียงอี้ได้ปล่อยหมัดจริงของเขาไปทางไหล่ซ้ายของทหารนั่น

ปัง!!

ทุกสิ่งเกิดขึ้นตามที่เจียงอี้คาดการณ์ไว้ ทหารขั้นที่สองของขอบเขตฉูติ่งนั้นร่วงลงมา และร้องด้วยความเจ็บปวดก่อนจะกลิ้งออกมาจากห้องพร้อมกับทหารอีกคนที่อยู่ข้างหลังเขา

“กับดัก!!!” ทหารขั้นที่สามได้ตะโกนขึ้นมา

ทหารทั้งสองที่ถูกส่งออกไป ได้เปิดทางให้แก่ทหารขั้นที่สามพุ่งเข้ามาได้ เขายกหมัดขึ้นและมุ่งเป้าตรงไปยังหน้าอกของเจียงอี้!

จอมยุทธขั้นแรกและขั้นที่สองของขอบเขตฉูติ่งนั้นมีความแตกต่างจากเหล่าจอมยุทธขั้นที่สามของขอบเขตฉูติ่งราวกับคนละโลก

ความเร็วของทหารนายนี้นั้นยากเกินกว่าที่เจียงอี้จะสามารถรับมือได้และความแข็งแกร่งของเขาก็มีพลังมากกว่าเช่นกัน ซึ่งเขาสามารถรับรู้ได้จาก ลมที่เกิดขึ้นมาจากการโจมตีของฝ่ามือนั้น

เจียงอี้ตอบโต้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเบี่ยงหลบไปข้างๆ และพุ่งออกมาพร้อมกับหมัดของเขา เพื่อพุ่งไปที่ฝ่ามือของคู่ต่อสู้ เพื่อพยายามตัดกำลังบางส่วนของทหารนายนี้

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือหมัดของเจียงอี้ถูกหยุดไว้โดยฝ่ามือของทหารขั้นสามนายนี้ เพียงชั่วครู่ก่อนที่เขาจะปัดมันออกไปได้อย่างง่ายดาย เขาได้ปล่อยหมัดของเขาออกมาอย่างแรงไปที่หน้าอกของเจียงอี้

หากเทียบความสามารถในตอนนี้ของเจียงอี้กับทหารผู้นั้น ฝีมือของเจียงอี้ยังไม่สามารถประมือกับเขาได้ในตอนนี้

ปัง!!

ร่างกายของเจียงอี้นั้นลอยขึ้นมาและร่วงทะลุไปที่พื้นอย่างรุนแรง ทำให้เสี่ยวนู๋นั้นโดนลูกหลงไปกับเขาด้วย

เจียงอี้รู้สึกเหมือนแขนของเขาไร้ความรู้สึกจากการต่อสู้ และมีบาดแผลฉีกขาดที่หน้าอกด้านซ้าย

เจียงอี้พูดพึมพำออกมาอย่างขมขื่น "มันจบแล้ว เสี่ยวนู๋และข้าไม่สามารถที่จะหนีออกไปจากหอนางโลมแห่งนี้ได้ในวันนี้... "

จบบทที่ บทที่ 5 เจียงเสี่ยวนู๋

คัดลอกลิงก์แล้ว