- หน้าแรก
- ภรรยาของผมคือราชินีวงการบันเทิง
- บทที่ 854 - บารมีอาจารย์
บทที่ 854 - บารมีอาจารย์
บทที่ 854 - บารมีอาจารย์
"ท่านประธานจงคะ แขกมาแล้วค่ะ"
จงลี่ ในชุดเดรสไหมพรมยาวลายทางสีสันสดใสรับฤดูใบไม้ผลิ ที่หน้าอกติดเข็มกลัดรูปดอกแมกโนเลีย เพิ่งเดินออกมาจากห้องประชุม ก็ได้ยินผู้ช่วยพูดขึ้น
"อืม"
จงลี่พยักหน้า
นี่คือผู้จัดการดาราคนหนึ่งที่นัดไว้เมื่อสองวันก่อน เดิมทีเธอไม่คิดจะให้เข้าพบ แต่พอผู้จัดการคนนี้ยกชื่อ "จางโหย่ว" ขึ้นมา เธอก็เปลี่ยนใจทันที
เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน เธอได้ทยอยพบกับผู้จัดการดาราหลายคน ผู้จัดการพวกนี้น่าจะได้ข่าวจากช่องทางของตัวเองว่าเธอไม่คิดจะต่อสัญญากับพรีเซนเตอร์คนก่อนของเครื่องดื่มตัวหนึ่ง
สาเหตุหลักคือนักแสดงคนนี้ผลงานในช่วงหลายปีมานี้เรียบๆ ไม่หวือหวา ไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคใหม่ๆ ให้กับเครื่องดื่มของบริษัทได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวผลิตภัณฑ์หรือตัวศิลปิน ต่างก็ต้องการการส่งเสริมซึ่งกันและกัน
เห็นได้ชัดว่า ศิลปินคนนี้ช่วยส่งเสริมเครื่องดื่มตัวนี้ของบริษัทไม่ได้แล้ว
ความร่วมมือทางธุรกิจก็เป็นแบบนี้ เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ พอหมดสัญญาก็เลือกที่จะไม่ต่อ ก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันมาก โดยเฉพาะบริษัทเธอไม่เคยขาดแคลนศิลปินที่อยากมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้อยู่แล้ว
เมื่อเดินเข้าไปในห้องทำงาน จงลี่ก็เห็นผู้หญิงที่ดูทะมัดทะแมงในชุดสูททำงานสีดำ อายุไม่มาก ประมาณสามสิบต้นๆ จากนั้น... สายตาของเธอก็ไปหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มคนหนึ่งบนโซฟา
พอเห็นหน้าตา จงลี่ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา เธอจับมือกับผู้หญิงที่ชื่อหลี่ซิน แล้วพูดว่า "สวัสดีค่ะ"
"สวัสดีค่ะท่านประธานจง ขอรบกวนเวลาด้วยนะคะ"
หลี่ซินตอบกลับอย่างนอบน้อม
ไม่นาน ผู้ช่วยของจงลี่ก็นำน้ำชามาเสิร์ฟให้ทั้งสองคน หลี่ซินรับไปแล้วกล่าวขอบคุณ จากนั้นเธอก็แนะนำให้จงลี่รู้จัก "ท่านประธานจงคะ นี่คือสวีหลุนค่ะ"
"ตอนนี้เก้าโมงครึ่ง อีกสิบนาทีฉันมีประชุมรอบต่อไป"
จงลี่ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้พยักหน้ารับ เพียงแค่ก้มมองนาฬิกาข้อมือ แล้วพูดประโยคนี้ออกมาดื้อๆ
"..."
หลี่ซินชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วรีบปรับความคิดพูดว่า "ในเมื่อท่านประธานจงต้องเข้าประชุม งั้นฉันขอพูดสั้นๆ นะคะ ฉันคิดว่าสวีหลุนสามารถเป็นพรีเซนเตอร์เครื่องดื่มตัวนั้นของบริษัทคุณได้ ฉันพูดแบบนี้อาจจะดูมั่นใจจนเกินไปหน่อย แต่ท่านประธานจงคะ... ไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือผลิตภัณฑ์ ต่างก็ต้องเผชิญหน้ากับผู้บริโภคทั้งนั้น"
"คุณเอาอะไรมามั่นใจ... สวีหลุนใช่ไหม"
พอเห็นหลี่ซินพยักหน้า จงลี่ก็ยิ้มแล้วพูดว่า "ในฐานะเด็กใหม่ที่ยังไม่ได้เดบิวต์ ตัวเขาเองยังไม่เคยผ่านบททดสอบของตลาดเลย จะเอาอะไรมาให้แบรนด์เชื่อถือได้ ฉันขอพูดตรงๆ นะ หน้าตาของเขาดูเหมือนจะไม่ใช่หนุ่มหล่อประเภทที่เห็นแล้วสะดุดตาเลย"
"ท่านประธานจงคะ รสนิยมความงามเปลี่ยนแปลงได้เสมอค่ะ"
หลี่ซินพูดอย่างจริงจัง "และอย่างที่คุณพูด สวีหลุนยังเป็นเด็กใหม่ ยังไม่เคยออกซิงเกิลสักเพลงด้วยซ้ำ แต่เพราะแบบนี้แหละ ค่าตัวพรีเซนเตอร์ของเขาถึงไม่สูงลิ่วจนน่าตกใจเหมือนดาราคนอื่น คุณรู้จักคุณจางโหย่วใช่ไหมคะ สวีหลุนเป็นคนที่เขาหมายตาเอาไว้ ความสำเร็จด้านดนตรีของเขา คุณน่าจะพอทราบมาบ้าง"
ในสถานการณ์ที่ตัวเองไม่มีข้อได้เปรียบ
การยืมแรงคนอื่นถือเป็นวิธีที่ไม่เลวเลย
ขณะที่จงลี่พิจารณาสวีหลุนที่นั่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่บนโซฟาตั้งแต่ทักทายเธอเสร็จ ดูจากหน้าตาแล้ว เจ้านี่นอกจากความหนุ่มแน่น ก็มองไม่เห็นข้อดีอะไรเลย
ตอนที่หลี่ซินพูด เธอก็สังเกตปฏิกิริยาของประธานจงตลอด พอเห็นว่าพูดจบอีกฝ่ายก็หันไปมองสวีหลุน หลี่ซินก็รู้ว่าวิธีของเธอได้ผลแล้ว
ดังนั้นเธอจึงเพิ่มน้ำหนักเข้าไปอีก "ตอนนี้เขากำลังถ่ายเอ็มวีสำหรับอัลบั้มอยู่ มีสองเพลงที่คุณจางโหย่วลงมือทำด้วยตัวเอง ท่านประธานจงคะ คุณเป็นผู้บริหารบริษัท ย่อมเข้าใจเรื่องการลงทุนดีกว่าฉัน... การลงทุนคือการมองไปที่อนาคต ไม่ใช่อดีตหรือปัจจุบัน ตอนนี้สวีหลุนอาจจะเป็นแค่เด็กใหม่ แต่การที่เขาถูกคุณจางโหย่วเลือก นั่นหมายความว่าอนาคตของเขาจะไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นอยู่ตอนนี้แน่"
จงลี่ละสายตาจากสวีหลุน
เธอเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ยอมรับตามตรง... เธอเริ่มคล้อยตามคำพูดของผู้จัดการที่ชื่อหลี่ซินคนนี้แล้ว บางทีสวีหลุนคนนี้อาจจะดูธรรมดามากในตอนนี้ แต่อนาคตจะเป็นยังไงใครจะไปรู้
ประเด็นหลักคือคำพูดประโยคหนึ่งของหลี่ซิน ที่แม้แต่เธอก็ต้องยอมรับ
นั่นคือการที่ถูกจางโหย่วเลือก
เธอทำธุรกิจ ความเข้าใจในวงการบันเทิงอาจจะลึกซึ้งกว่าคนทั่วไปแค่นิดหน่อย แต่ชื่อของจางโหย่ว เธอได้ยินจนคุ้นหูจริงๆ
พูดจากใจเลย ถ้าไม่ใช่เพราะเครื่องดื่มตัวนี้ไม่ใช่สินค้าหลักของบริษัท เป็นแค่ซีรีส์ย่อยตัวหนึ่ง ไม่งั้นครั้งนี้เธออาจจะคิดเชิญจางโหย่วมาเป็นพรีเซนเตอร์จริงๆ ก็ได้
ในขณะเดียวกัน แม้เธอจะไม่ใช่พวกบ้าดารา แต่ก็ชอบเพลงที่เขาแต่งมาก ด้วยเหตุนี้ ตอนที่ได้ยินผู้ช่วยบอกว่าผู้จัดการจากสตูดิโอของจางโหย่วขอนัดพบ เธอถึงได้ตอบตกลง แถมยังบอกให้พาตัวศิลปินมาด้วย
"อัลบั้มจะวางแผงเมื่อไหร่"
ผ่านไปสักพัก จงลี่ก็เอ่ยถามขึ้น
"วันที่ 12 มิถุนายนค่ะ"
หลี่ซินดีใจมาก เธอรู้ว่าการที่ประธานจงถามคำถามนี้ แสดงว่ามีแนวโน้มจะให้สวีหลุนเป็นพรีเซนเตอร์แล้ว ไม่รอช้า หลี่ซินหยิบมือถือออกมาพลางพูดว่า "เพลงนี้เป็นเพลงที่คุณจางโหย่วแต่งให้สวีหลุนโดยเฉพาะ เชิญลองฟังดูค่ะ"
จงลี่ไม่ได้ปฏิเสธ
ไม่นาน เสียงร้องของสวีหลุนก็ดังขึ้นในห้องทำงาน
เพลงนี้เป็นเพลงที่หลี่ซินคัดเลือกมาจากทั้งอัลบั้มของสวีหลุน พูดแบบไม่เกรงใจนะ นอกจากสองเพลงที่จางโหย่วแต่งให้ หลังจากเธอฟังอีกแปดเพลงที่เหลือของสวีหลุนจบ เธอก็อึ้งจนพูดไม่ออก
ไม่ใช่ว่าร้องดีมากนะ แต่เธอฟังไม่รู้เรื่องเลย
จะบอกว่าเป็นแรป ก็ไม่เชิง
อะไรของเขากันเนี่ย จังหวะก็เร็ว แถมยังดูมั่วๆ ชอบกล โดยเฉพาะการออกเสียงที่ไม่ชัดเจน พูดจากใจจริง ถ้าไม่ใช่เพราะคุณจางโหย่วเลือกเจ้าหมอนี่มา ตอนนั้นเธอคงหันหลังเดินหนีไปแล้ว
ร้องอะไรออกมาเนี่ย
หน้าตาก็ไม่ได้เรื่อง ร้องเพลงยังเป็นแบบนี้อีก จริงๆ นะ... เธอก็ได้แต่เชื่อว่าคุณจางโหย่วคงไม่เซ็นสัญญากับหมอนี่โดยไร้เหตุผล บวกกับหลานสาวของเธอตอนนี้ก็เป็นลูกศิษย์คนเล็กของจางโหย่ว เธอถึงยอมอยู่เป็นผู้จัดการให้สวีหลุน และช่วยหางานพรีเซนเตอร์ให้เขาเหมือนผู้จัดการดาราคนอื่นๆ
และเพลง "ชีหลี่เซียง" เพลงนี้ เป็นเพลงที่เธอรู้สึกว่าในบรรดาทั้งอัลบั้ม สวีหลุนร้องชัดถ้อยชัดคำที่สุด และร้องได้ดีที่สุดแล้ว เธอถึงกล้าเอาออกมาเป็นไม้ตายในการต่อรอง
"น่าสนใจดีนะ"
ฟังไปสักพัก จงลี่ก็วิจารณ์ออกมา
เธอไม่ใช่นักวิจารณ์ดนตรีมืออาชีพ แต่ก็รู้สึกว่าเนื้อเพลงเพลงนี้ดีใช้ได้ แล้ว... เธอก็สังเกตเห็นว่าผู้ช่วยของเธอกำลังมองสวีหลุนที่นั่งเงียบกริบด้วยสายตาชื่นชม จงลี่ถามทันทีว่า "เธอว่าเพราะไหม"
"เพราะค่ะ เพราะมาก"
ผู้ช่วยของเธอพยักหน้ารัวๆ
คราวนี้หลี่ซินถึงกับแปลกใจ เธอแค่รู้สึกว่าเพลงนี้กับอีกเพลงที่มาจากฝีมือคุณจางโหย่ว เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มสวีหลุนที่เธอพอจะทนฟังได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันวิเศษวิโสอะไร
เทียบกับเพลง "ถาม" หรือ "ถั่วแดง" พวกนั้นไม่ได้เลย แต่คิดไม่ถึงว่าผู้ช่วยของประธานจงที่ดูอายุน้อยคนนี้จะชอบเป็นพิเศษ นั่นหมายความว่า... เพลงนี้ถูกจริตกลุ่มคนฟังในช่วงอายุเฉพาะกลุ่มมากๆ
(จบแล้ว)