- หน้าแรก
- ภรรยาของผมคือราชินีวงการบันเทิง
- บทที่ 351 - ภารกิจซื้อของขวัญปีใหม่
บทที่ 351 - ภารกิจซื้อของขวัญปีใหม่
บทที่ 351 - ภารกิจซื้อของขวัญปีใหม่
โรงเรียนคัดลายมือพู่กันเทพ
เสี่ยวจื่อซานนั่งอยู่บนเก้าอี้คนเดียว แก้มป่องพองลมเหมือนปลาปักเป้าที่โดนกระตุ้น พอเห็นพ่อเดินมา เธอก็ไม่พูดไม่จา เอาแต่จ้องเขม็งมองเขาเดินเข้ามาหาทีละก้าว
"ขอโทษ..."
จางโหย่วกำลังจะเอ่ยปากขอโทษ แต่เสี่ยวจื่อซานกลับทำหน้าตึงใส่ "ไม่ต้องขอโทษหรอก พ่อไม่มีลูกสาวนี่นา"
"อ้าว แล้วลูกเป็นอะไรล่ะ"
จางโหย่วยื่นมือไปรับกระเป๋า... คราวนี้เสี่ยวจื่อซานดื้อดึงมาก สะบัดมือที่ถือกระเป๋าหนังสือหนีไม่ยอมให้พ่อรับ เห็นได้ชัดว่าแค่มารับช้าไม่กี่นาที ยัยหนูนี่ก็งอนตุ๊บป่องไปแล้ว
ในเมื่อไม่ต้องช่วยถือกระเป๋า จางโหย่วก็ตามใจเธอ ได้ยินเสี่ยวจื่อซานตอบกลับมาอย่างกระฟัดกระเฟียดว่า "หนูไม่ใช่ลูกสาวพ่อ หนูเป็นลูกสาวแม่ต่างหาก"
"โอเค งั้นลูกก็นั่งรอแม่ตรงนี้ต่อไปนะ พ่อกลับก่อนล่ะ ลูกสาวพ่อเขาไม่โกรธพ่อเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอก ต้องรู้ไว้นะว่าเขาสอบได้คะแนนแค่นั้น พ่อยังตัดใจว่าเขาไม่ลงเลย..."
พูดไปพลาง
จางโหย่วก็ทำท่าจะเดินออกไปจริงๆ พอได้ยินพ่อพูดถึงคะแนนสอบปลายภาค เสี่ยวจื่อซานที่หน้าบึ้งอยู่เมื่อกี้ก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เธอรีบดึงแขนจางโหย่วไว้ "พ่อๆๆ หนูแค่ล้อเล่นเอง ทำไมถึงจะไม่รับลูกสาวตัวเองจริงๆ ล่ะคะ"
"หนูเป็นใครเหรอ"
จางโหย่วก้มลงมองสำรวจเธอ แล้วถามด้วยความสงสัย
"คนบ้า"
เสี่ยวจื่อซานกลอกตามองบน "ยังจะแกล้งจำไม่ได้อีก หนูเป็นลูกสาวพ่อไง"
"ลูกสาวพ่อเชื่อฟังมากนะ หนูเชื่อฟังไหมล่ะ"
จางโหย่วย้อนถาม
"เชื่อฟังๆๆ"
เสี่ยวจื่อซานรีบยัดกระเป๋าหนังสือใส่มือพ่อ แล้วเป็นฝ่ายจับมือพ่อไว้แน่น ถามยิ้มๆ ว่า "พ่อคะ วันนี้ทำไมมาช้าจัง"
"มีธุระนิดหน่อย"
จางโหย่วเปิดประตูรถ ให้เสี่ยวจื่อซานขึ้นไปก่อน แล้ววางกระเป๋าหนังสือไว้บนตักเธอ จากนั้นค่อยกลับมานั่งฝั่งคนขับแล้วขับรถออกไป
การที่มีคนมาชอบเป็นเรื่องที่น่ายินดีก็จริง แต่ถ้าตัวเองแต่งงานแล้วและมีคนมาชอบ เรื่องนี้ก็ไม่น่าดีใจเท่าไหร่แล้ว ส่วนผู้กำกับหาน... นั่นไม่นับ รายนั้นเป็นข้อยกเว้น
"ธุระอะไรคะ"
เสี่ยวจื่อซานถามอย่างอยากรู้
"เด็กตัวแค่นี้ทำไมคำถามเยอะจัง ตั้งใจเรียน เขียนหนังสือให้สวยๆ นั่นคือสิ่งที่ลูกควรทำ จะมาอยากรู้เรื่องของพ่อไปทำไมกัน พ่อไม่หนีไปไหนหรอก ต่อให้หนี ก็ต้องหนีบลูกไปด้วยแน่นอน"
จางโหย่วขับรถไปตอบไปเรื่อยเปื่อย
"ถามหน่อยก็ไม่ได้"
เสี่ยวจื่อซานหน้ามุ่ยเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ "พ่อคะ เพื่อนที่เรียนคัดลายมือบอกว่าที่บ้านซื้อดอกไม้ไฟมาตั้งหลายลัง บ้านเราซื้อบ้างได้ไหมคะ"
"เรื่องจิ๊บจ๊อย"
ในเมื่อเสี่ยวจื่อซานเอ่ยปาก บวกกับปีใหม่ก็ต้องจุดอยู่แล้ว จางโหย่วเลยเลี้ยวรถที่ถนนซีซานมุ่งหน้าไปตลาดค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ด พอไปถึงก็เห็นว่าคนเยอะมาก จางโหย่วหาที่จอดรถแล้วหยิบหน้ากากอนามัยมาใส่ แม้ว่าเรื่องการแสดงในงานร้อยบุปผาจะผ่านไปสักพักแล้ว และกระแสก็ซาลงไปมาก แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนจำเขาได้
ถ้าเจอแฟนคลับที่มีเหตุผลก็ดีไป อย่างมากก็แค่ขอลายเซ็นขอถ่ายรูป
แต่ถ้าไปเจอแฟนคลับคลั่งรักที่ขาดสติ ดีไม่ดีอาจจะโดนจู่โจมเอาก็ได้
คงเพราะใกล้ตรุษจีนแล้ว ตลาดค้าส่งสินค้าเบ็ดเตล็ดทั้งตลาดจึงคึกคักเป็นพิเศษ เมืองนี้ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาก็เฉพาะตอนใกล้ตรุษจีนนี่แหละ ช่วงเวลาอื่นนอกจากสถานที่เฉพาะบางแห่งแล้ว ก็เงียบเหงาเหมือนคนแก่ใกล้ลงโลง ดูไม่มีชีวิตชีวาเท่าไหร่
จางโหย่วจูงมือเสี่ยวจื่อซานที่กระโดดโลดเต้นเดินตามฝูงชนเข้าไปข้างใน
ถ้าไม่มาก็แล้วไป แต่ในเมื่อมาแล้ว ก็ต้องซื้อกลอนคู่ติดประตูเตรียมไว้ด้วย จางโหย่วคำนวณในใจเงียบๆ ว่าวิลล่าหลังใหม่มีประตูหน้าต่างกี่บานที่ต้องติด หลังจากได้จำนวนที่แน่นอน เขาก็พาเสี่ยวจื่อซานเดินเข้าร้านขายกลอนคู่ร้านหนึ่ง
ที่นี่เน้นขายส่ง ราคาถูกมาก ไม่เหมือนซื้อข้างนอกที่ชุดละเป็นสิบหยวน อย่างอักษร "ฟู" ที่นี่ขายแผ่นละไม่กี่เฟิน นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมวัยรุ่นสมัยนี้ถึงชอบมาเหมาของจากที่นี่ไปขายช่วงตรุษจีน ต่อให้ปีนี้ขายไม่หมด ถ้าเก็บรักษาดีๆ ปีหน้าก็เอาออกมาขายต่อได้ (Salty : อักษร "ฟู" หมายถึง โชคลาภ ความสุข โชคดี :D)
กำไรไม่ใช่เล่นๆ เลย
ถ้าเจียงอีเหรินอยากหาเงินส่วนนี้ ก็สามารถไลฟ์สดเขียนอักษร "ฟู" หรือเขียนกลอนคู่ขายได้เหมือนกัน
อักษรตัวเดียวไม่ขอมาก ขอแค่หกสิบแปดหยวน กลอนคู่สามร้อยแปดสิบแปดหยวน ด้วยชื่อเสียงของเธอ แค่ช่วงก่อนปีใหม่นี้พึ่งพาการเขียนพู่กันก็คงทำเงินได้สักล้านสองล้าน
แต่เรื่องแบบนี้ก็ได้แค่คิด เพราะถ้าทำจริง อนาคตต้องโดนกระแสตีกลับแน่ ดูเหมือนศิลปินในวงการที่ออกมาขายลายพู่กัน จะไม่มีใครจบสวยสักราย
กำลังต่อรองราคากับเถ้าแก่ มือถือของจางโหย่วก็ดังขึ้น หยิบมาดู ปรากฏว่าเป็นเจียงอีเหรินโทรมา
"อยู่ไหนแล้ว"
เจียงอีเหรินถาม
"พาคนสวยตัวน้อยเดินเที่ยวอยู่น่ะ"
จางโหย่วตอบ
"ยัย..."
น้ำเสียงเจียงอีเหรินสูงปรี๊ดขึ้นมาทันที ก่อนจะนึกได้ว่าคนสวยตัวน้อยที่สามีพาไปคือใคร ก็เลยพูดอย่างหงุดหงิดว่า "ยัยนั่นนับเป็นคนสวยอะไร ขี้เหร่จะตาย พอเถอะ รีบกลับมาได้แล้ว คนสวยตัวจริงของคุณมาหาแน่ะ"
"มาก็มาสิ จะให้ผมกลับไปรับแขกหรือไง..."
จางโหย่วยังพูดไม่ทันจบ เสียงในสายก็เปลี่ยนเป็นเสียงของจางอี้ "จางโหย่ว รักษามารยาทหน่อย รับขงรับแขกอะไร... นายเลิกคิดจะเอาเปรียบฉันทางวาจาได้แล้วนะ ฉันสังเกตว่าตั้งแต่ฉันหย่า นายพูดจาลามปามขึ้นทุกที เป็นไง คิดว่าไม่มีใครจัดการนายได้แล้วสินะ"
"เปล่าสักหน่อย"
จางโหย่วตอบกลั้วหัวเราะ "รอเดี๋ยว อีกแป๊บก็กลับแล้ว กำลังซื้อกลอนคู่กับดอกไม้ไฟอยู่ เออ พอดีเลย เดี๋ยวผมซื้อไปเยอะๆ คุณจะได้ถือโอกาสขนกลับไปคืนนี้ด้วย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อเอง"
"อันนี้เข้าท่า"
เสียงหัวเราะของจางอี้ดังมาจากปลายสาย
วางสายจากคนสวยตัวจริง จางโหย่วยัดมือถือใส่กระเป๋า ซื้อกลอนคู่เสร็จ ก็ไปซื้อดอกไม้ไฟอีกจำนวนหนึ่ง เสี่ยวจื่อซานยังบ่นว่าพ่อซื้อน้อยไป แต่โดนจางโหย่วสวนกลับไปประโยคเดียวว่า "ถ้าลูกแบกไปถึงที่จอดรถไหว ลูกจะเอากี่อันพ่อก็ซื้อให้หมด" ก็เลยเงียบกริบ
จากนั้นเธอก็หิ้วประทัดกระแทกรูปปลาทองไม่กี่กล่องที่พ่อซื้อให้ เดินตามหลังพ่อที่หอบทั้งกลอนคู่ทั้งดอกไม้ไฟพะรุงพะรังกลับไปที่จอดรถอย่างว่านอนสอนง่าย
"พ่อคะ เดินกลับไปขนอีกรอบไหมคะ"
เสี่ยวจื่อซานลองเจรจา
"ไว้รอบหน้า วันนี้ซื้อเยอะเกินไป ถ้าโดนตำรวจค้น พ่อไม่มีใบอนุญาตขนส่งวัตถุอันตรายนะ ถ้าไม่อยากไปส่งเกี๊ยวให้พ่อที่ห้องขังตอนตรุษจีน ก็ทำตัวดีๆ เชื่อฟังหน่อย"
ยัดของใส่ท้ายรถเสร็จ จางโหย่วก็ขับรถพาเสี่ยวจื่อซานมุ่งหน้ากลับบ้าน
เดินแค่ครึ่งชั่วโมง จางโหย่วก็โดนเบียดจนเหงื่อท่วม ดีที่เสี่ยวจื่อซานโตแล้ว รู้จักเกาะติดพ่อแจ ไม่งั้นคงต้องเสียเวลาเดินหากันอีก
เด็กโตขนาดนี้ หลงทางไม่น่ากลัวหรอก
แต่ถ้าพลัดหลงกัน ก็เป็นเรื่องยุ่งยากอยู่ดี
"พ่อคะ น้าจางมาบ้านเราบ่อยจัง หนูว่า..."
เสี่ยวจื่อซานกำลังจะพูดอะไรต่อ ก็โดนจางโหย่วขัดขึ้นว่า "เมื่อบ่ายพ่อบอกลูกว่ายังไง ให้ 'ว่า' น้อยๆ หน่อย... พ่อยังเคย 'ว่า' ลูกจะสอบเลขได้เก้าสิบแปด คราวนี้สอบปลายภาคคงได้เต็มร้อยแน่! แล้วผลเป็นไง แปดสิบเก้าคะแนน โชคดีที่พ่อไม่ได้ตั้งความหวังกับลูกไว้สูง ไม่ได้คิดจะทุ่มเทเสียสละเพื่อผลการเรียนของลูก ไม่งั้น... คงเสียสละไปฟรีๆ"
(จบแล้ว)