- หน้าแรก
- ภรรยาของผมคือราชินีวงการบันเทิง
- บทที่ 29 - เพลงรัก
บทที่ 29 - เพลงรัก
บทที่ 29 - เพลงรัก
เมื่อไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ
จางโหย่วก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แค่ต้องใช้เวลาในการนึกย้อนกลับไปอีกหน่อย
ตราบใดที่ทำนองเพลงยังอยู่ในหัว เขาก็ย่อมสร้างมันขึ้นมาได้ ท่ามกลางสายตาที่จ้องเขม็งของลูกสาวตัวน้อย เขานั่งลงบนเก้าอี้แล้วเริ่มคิดว่าจะเขียนเพลงอะไรให้เจียงอีเหรินดี
หากเขาอยากจะยึดอาชีพเกาะผู้หญิงกินนี้ให้มั่นคง
เขาก็คงจะอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยไม่ได้
เหมือนกับวงการอื่นๆ วงการนักร้องก็มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากเช่นกัน แม้ว่าตอนนี้เจียงอีเหรินจะเป็นถึงราชินีเพลง แต่เธอก็ยังไม่ถึงระดับของหวังเฟย ที่ต่อให้ไม่ร้องเพลงหลายปี พอกลับมาร้องทีก็ยังมีแฟนเพลงนับไม่ถ้วนยอมจ่ายเงิน เธอยังคงต้องก้าวไปทีละก้าว
(Salty : หวังเฟย หรือ เฟย์ หว่อง เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง และนักแสดงชาวจีน)
โดยเฉพาะตำแหน่งราชินีเพลงของเจียงอีเหริน ส่วนใหญ่ก็มาจากการผลักดันอย่างหนักของค่ายเพลง นั่นหมายความว่าตำแหน่งของเธอมันเจือจางไม่ได้เข้มข้น และการที่ซิงเกิลล่าสุดของเธอล้มเหลว ก็เป็นข้อพิสูจน์เรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี
ถ้าเป็นราชาราชินีเพลงสายความสามารถจริงๆ ต่อให้คุณภาพซิงเกิลที่ปล่อยออกมาจะแย่แค่ไหน ก็คงไม่ถึงกับไม่ติดชาร์ตเพลงฮิตเลย สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้จากสองสาเหตุ หนึ่งคือแม้เจียงอีเหรินจะมีตำแหน่งราชินีเพลง แต่เธอก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากแฟนเพลงจริงๆ สองคือคุณภาพเพลงของเธอมันไม่ดีพอจริงๆ
เขาหยิบดินสอแท่งหนึ่งออกมาจากกล่องดินสอของเสี่ยวจื่อซาน
จางโหย่วก้มหน้าลงแล้วเริ่มเขียน
"พ่อเขียนอะไรอยู่เหรอ"
จางจื่อซานที่คอยสังเกตท่าทีของจางโหย่วมาตลอดเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"เขียนจดหมายรักให้แม่ลูกไง"
จางโหย่วตอบไปส่งๆ
"หนูโตขนาดนี้แล้ว ยังต้องเขียนจดหมายรักให้กันอีกเหรอ"
เด็กหญิงเก็บกุญแจห้องเครื่องดนตรีใส่กระเป๋าตัวเอง เธอเดินมาอยู่ข้างๆ จางโหย่ว แล้วชะโงกหน้ามองสิ่งที่เขากำลังเขียน เด็ก ป.1 เพิ่งจะรู้จักตัวอักษรไม่มากนัก เด็กหญิงมองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามว่า "จดหมายรักจริงๆ เหรอ"
"อื้ม"
จางโหย่วพยักหน้า
เพลงที่เขากำลังเขียนอยู่ตอนนี้ชื่อว่า "ถาม" เป็นเพลงที่ไม่ต้องใช้เทคนิคการร้องอะไรมากมาย เน้นการเล่าเรื่องถ่ายทอดอารมณ์ แต่ก็เป็นเพลงแบบนี้นี่แหละ ที่พอปล่อยออกมาในตอนนั้น ก็ทำเอาผู้หญิงที่มีเรื่องราวในใจต้องเสียน้ำตาไปมากมาย
คำถามสามข้อของหลี่จงเซิ่ง มันถามทะลุถึงชีวิตทั้งชีวิตของผู้หญิง
และยังแสดงออกถึงอารมณ์สามระดับ เริ่มจากความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ต่อด้วยความรักที่ไม่สมหวัง และสุดท้ายคือการไม่เสียใจในภายหลัง
ในวงการเพลงจีน หลี่จงเซิ่งในฐานะผู้ชายคือคนที่เข้าใจผู้หญิงที่สุด และเซียวสืออี้หลางในฐานะผู้หญิงก็คือคนที่เข้าใจผู้ชายที่สุด ถ้าสองคนนี้มาเจอกัน... ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครจะเข้าใจใครได้มากกว่า
"ใครทำให้ใจเธอสั่นไหว ใครทำให้เธอเจ็บปวด ใครที่ทำให้เธออยากโอบกอดเขาไว้ในอ้อมแขนเป็นบางครั้ง..."
จางโหย่วค่อยๆ เขียนไปทีละนิด
สิบกว่านาทีต่อมา เขาก็เขียนเพลง "ถาม" ออกมาจนจบ มันไม่ใช่บทภาพยนตร์ ของแบบเนื้อเพลงนี้นอกจากการแต่งเพลงใหม่ด้วยตัวเองแล้ว การคัดลอกมันใช้เวลาเร็วมาก ถ้าไม่ใช่เพราะไม่มีเครื่องดนตรี ไม่อย่างนั้นเขาใช้เวลาอีกสักยี่สิบนาที ก็ยังสามารถค่อยๆ เรียบเรียงทำนองเพลงตามความทรงจำออกมาได้
เขาดูเวลา พบว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว จางโหย่วจึงยัดเนื้อเพลงใส่กระเป๋า แล้วหันหลังเดินเข้าครัว ในขณะที่เขากำลังจะทำอาหาร มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น
จางจื่อซานหยิบขึ้นมาดู เห็นว่าเป็นแม่ของเธอโทรมา เธอก็กดรับสายทันที
"ส่งโทรศัพท์ให้จางจื่อซาน"
เสียงของเจียงอีเหรินที่ฟังดูร้อนรนเล็กน้อยดังออกมาจากโทรศัพท์
"แม่คะ"
เด็กหญิงเอ่ยปาก
พอได้ยินเสียงลูกสาวตัวเอง เจียงอีเหรินก็ชะงักไปเล็กน้อย เธอรีบถาม "พ่อเขาไม่ได้ตีลูกใช่ไหม"
"ไม่ได้ตีค่ะ"
เด็กหญิงแอบเหลือบมองพ่อของเธอที่กำลังทำอาหารอยู่ในครัว แล้วถึงค่อยพูดเสียงเบา "แม่คะ เมื่อกี้พ่อเขียนอะไรอยู่ก็ไม่รู้ หนูถามเขาว่าเขียนอะไร เขาบอกว่าเขียนจดหมายรักให้แม่ค่ะ"
"..."
พอได้ยินว่าเสียงของลูกสาวเธอยังปกติดี เจียงอีเหรินก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ส่วนเรื่อง "จดหมายรัก" เธอไม่ได้เก็บมาใส่ใจ คิดว่าจางโหย่วคงแค่หยิบปากกามาเขียนเล่นไปเรื่อย พอโดนลูกสาวถามก็เลยพูดจาเหลวไหลออกมา คิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็พูดว่า "เก็บกุญแจห้องเครื่องดนตรีไว้ดีๆ นะ ห้ามให้เขาแตะต้องเด็ดขาด"
แม้ว่าเจียงอีเหรินจะรู้ดีว่าถ้าจางโหย่วคิดจะทำจริงๆ แค่ลูกสาววัยแปดขวบของเธอคงห้ามไม่อยู่ แต่เจียงอีเหรินรู้สึกว่าถ้าจางโหย่วไม่ได้ตั้งใจจะบีบให้เธอหย่าจริงๆ เขาก็คงยังมีความเกรงใจอยู่บ้าง
แต่ก็มีอยู่จุดหนึ่งที่เจียงอีเหรินยังคิดไม่ตก
ต้องรู้ว่าเมื่อสองวันก่อนตอนที่เธอโดนจางโหย่วตบ เธอก็พาลูกสาวไปโรงแรมทันที เพราะว่ารีบออกไปมาก เลยไม่ได้ล็อกห้องเครื่องดนตรี เขาสามารถฉวยโอกาสตอนนั้นหยิบไปขายได้สบายๆ หลังจากนั้นเขาก็อยู่บ้านคนเดียว ยิ่งมีโอกาสเยอะกว่า แต่เขาก็ไม่ได้ขโมยไปขาย ทว่า... วันนี้ มันน่าจะเป็นความคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นกะทันหัน
เจียงอีเหรินก็คงได้แต่คิดแบบนี้
พอเกิดเรื่องนี้ขึ้น มันก็ทำให้ความเชื่อใจที่เธอเพิ่งจะมีให้เขา เริ่มสั่นคลอนอย่างบอกไม่ถูก
บางที
เขาอาจจะแค่เข้าไปดูเฉยๆ ก็ได้
เพราะมีแค่ตัวเองกับจางจื่อซาน จางโหย่วเลยผัดกับข้าวสองอย่าง แล้วก็ทำซุปมะเขือเทศไข่อีกหนึ่งอย่าง พอทำเสร็จ พ่อลูกก็นั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกัน
"พ่อ หนูไม่ให้พ่อขโมยกีตาร์แม่ พ่อไม่โกรธจนตีหนูจริงๆ เหรอ"
เด็กหญิงถามพลางกินข้าวไปพลาง
"ก่อนอื่นเลยนะ"
จางโหย่วคีบเนื้อวัวชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามของเสี่ยวจื่อซาน "พ่อไม่ได้ขโมยเครื่องดนตรีแม่ไปขาย พ่อแค่ตั้งใจจะไปเขียนทำนองเพลง"
"เขียนทำนองเพลง พ่อรู้จักดนตรีด้วยเหรอ ทำไมหนูไม่รู้เลย"
เสี่ยวจื่อซานถามอย่างสงสัย
"ลูกยังเด็กอยู่เลย จะไปรู้อะไร พ่อของลูกไม่เพียงแต่เขียนเพลงเป็น แต่ยังเรียบเรียงเพลงเป็นด้วย แม้แต่บทภาพยนตร์พ่อก็เขียนเป็น ยิ่งไปกว่านั้นฝีมือการแสดงของพ่อน่ะดีมาก ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อไม่อยากทำงานนะ ป่านนี้... พ่อหาป้าคนอื่นๆ มาเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกได้อีกหลายคนเลย"
จางโหย่วพูดยิ้มๆ
"หน้าไม่อาย"
เด็กหญิงเบ้ปาก "ก็มีแต่แม่หนูนั่นแหละที่ยอมแต่งงานกับพ่อ ถ้าเป็นคนอย่างป้าจางอี้ หนูได้ยินป้าเขาพูดกับแม่ครั้งที่แล้ว ป้าจางอี้บอกว่า ถ้าพ่อเป็นสามีป้านะ พ่อชอบดื่มเหล้าใช่ไหม ป้าเขาก็จะผสมยาเม็ดนอนหลับลงไปในเหล้า ไม่ต้องเยอะหรอก แค่ไม่กี่ครั้งก็ส่งพ่อไปสบายได้โดยที่พ่อไม่รู้ตัวเลย"
"..."
มุมปากของจางโหย่วกระตุกสองสามที
นี่มันแค้นลึกกันขนาดไหนเนี่ย แต่ถ้าทำอย่างที่จางอี้พูดจริงๆ เจ้าของร่างเดิมก็อาจจะโดนส่งไปสบายได้จริงๆ นั่นแหละ แล้วก็ไปอ้างกับคนอื่นว่าเขาดื่มเหล้าจนตาย ในฐานะภรรยา ตราบใดที่เธอไม่แจ้งตำรวจ ในสถานการณ์ปกติ ก็คงไม่มีใครสงสัย แล้วก็คงไม่ถึงขั้นต้องชันสูตรศพ
"ยังบอกอีกว่า..."
"ไม่ต้องพูดแล้ว รีบกินข้าว พ่อของลูกตอนนี้ใจเสาะ ฟังเรื่องโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรมแบบนี้ไม่ได้"
จางโหย่วห้ามไม่ให้จางจื่อซานพูดต่อ "กินข้าวเสร็จก็ไปนอน บ่ายโมงครึ่งพ่อจะปลุกเอง ถ้ายังนอนไม่หลับจริงๆ ก็ไปนั่งทำการบ้านที่ห้องนั่งเล่น ลูกหาว่าพ่อจะขโมยเครื่องดนตรีแม่ไปขาย พ่อไม่ตีลูก แต่ถ้าไม่ยอมนอนแล้วยังไม่ยอมทำการบ้านอีก คราวนี้พ่อมีเหตุผลที่จะตีลูกแล้วนะ พ่อเชื่อว่าต่อให้แม่ลูกกลับมา ก็คงไม่ว่าอะไร"
"แล้วพ่อล่ะ"
จางจื่อซานถาม
"พ่อนอน"
จางโหย่วตอบ
"พ่อนอนตลอดเวลาเลย พ่อหาอย่างอื่นทำบ้างไม่ได้เหรอ พ่อซื้อจักรยานไฟฟ้ามาแล้วนี่ พอตอนบ่ายไปส่งหนูที่เสินปี่เสร็จ พ่อก็ไปขี่รถส่งอาหารสักชั่วโมงครึ่งสิ ขนาดแม่ยังต้องหาเงินเลย พ่อจะไม่หาเงินบ้างเหรอ ป้าจางอี้บอกว่า ผู้ชายต้องหาเงิน"
เสี่ยวจื่อซานพูด
"เราจะหยุดพูดมากสักพักได้ไหม พ่อยังชอบลูกตอนก่อนที่พ่อจะไปรับเมื่อคืนมากกว่าอีก"
จางโหย่วพูดอย่างจนปัญญา
"ทำเป็นพูดดีไป ไม่หาเงินแล้วยังไม่ให้พูดอีก"
เด็กหญิงพูดอย่างหัวเสีย
(Salt : น้องน่ารักมาก แก่นแก้วสุดๆ แปลไปยิ้มไป :D )
(จบแล้ว)