- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 613: แผนการแห่งคุนซู
บทที่ 613: แผนการแห่งคุนซู
บทที่ 613: แผนการแห่งคุนซู
บทที่ 613: แผนการแห่งคุนซู
ฮี้!!!
ม้าขาวส่งเสียงร้องยาวเหยียดเสียดแทงก้อนหิน โดยไม่มีทีท่าว่าจะถอยหนีแม้แต่น้อย
สี่เท้าของมันย่ำเมฆ แผงคอปลิวไสว พลังอสูรอันมหาศาลควบแน่นกลายเป็นโล่แสงสีเงินขนาดยักษ์ที่มีอักขระโบราณไหลเวียน พุ่งเข้าปะทะกับสายฟ้าสีม่วงที่หมายทำลายล้างโลก
ตูม!
โล่แสงปะทะกับสายฟ้าสีม่วงอย่างจัง!
แสงสว่างจ้าบาดตาพุ่งออกมา กลืนกินยอดเขาไปในพริบตา
เสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทตามมาด้วยคลื่นกระแทกอันบ้าคลั่งที่กระจายออกไปรอบทิศ หินผาที่แข็งแกร่งถูกไถเปิดออกราวกับเต้าหู้
เศษหินปลิวว่อน ฝุ่นควันตลบอบอวล!
สี่เท้าของม้าขาวจมลึกลงไปในพื้นหิน รับการโจมตีครั้งแรกไว้ได้อย่างมั่นคง
บนฟากฟ้า...
เมื่อการโจมตีครั้งแรกไม่สัมฤทธิ์ผล ทัณฑ์สวรรค์ราวกับถูกยั่วยุ จึงทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ไม่ใช่แค่ลำแสงเดียวอีกต่อไป แต่เป็นหอกสายฟ้าสีม่วงทองนับร้อยเล่มที่โปรยปรายลงมาราวกับพายุฝน!
เชียนสวินกลายเป็นลำแสงสีเงิน พุ่งฉวัดเฉวียนหลบหลีกไปตามช่องว่างของหอกสายฟ้าอย่างน่าหวาดเสียว พร้อมกับดูดซับกฎเกณฑ์ฟ้าดินที่แฝงอยู่ภายในเพื่อขัดเกลาร่างกาย
ทัณฑ์สวรรค์ระลอกแล้วระลอกเล่า แต่ละระลอกรุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้า
ในช่วงแรก...นางยังพอรับมือไหว แต่ยิ่งนานเข้า ก็ยิ่งตึงมือ
หลังจากผ่านไปสี่สิบสายฟ้า เมฆทัณฑ์สวรรค์บนชั้นฟ้าก็ยุบตัวลงอย่างฉับพลัน ก่อตัวเป็นวังวนขนาดมหึมา สายฟ้าภายในเกี่ยวพันกันจนกลายเป็นพายุหมุนสายฟ้า
เบื้องหน้าของเชียนสวิน ค่ายกลปรากฏขึ้น แสงสีทองหมุนวนกลายเป็นระฆังทองแดงครอบร่างของนางเอาไว้
นี่คือค่ายกลรับทัณฑ์สวรรค์ที่เฉินซานซือเตรียมไว้ให้ ‘ค่ายกลระฆังทองไท่อี่’
หลังจากค่ายกลระฆังทองต้านทานสายฟ้าไปได้แปดสาย ในที่สุดก็ทนไม่ไหว แตกสลายกลายเป็นเสี่ยงๆ
หลังจากนั้น สายฟ้าสายที่สี่สิบเก้า ซึ่งเป็นสายฟ้าสุดท้ายของทัณฑ์สวรรค์ ก็ได้สะสมพลังจนถึงขีดสุด และฟาดผ่าลงมายังโลกมนุษย์
แสงสายฟ้าสีม่วงดำควบแน่นเป็นมังกรสายฟ้าที่ดุร้ายคำรามก้อง เสมือนจริงทุกประการ เกล็ดและกรงเล็บแหลมคม พุ่งดิ่งลงมาด้วยเจตจำนงที่จะทำลายทุกสิ่ง!
แววตาของเชียนสวินฉายแววเด็ดเดี่ยว
นางไม่หลบหนี แต่กลับพุ่งสวนขึ้นไปหามังกรสายฟ้า ปะทะกันอย่างจัง จนร่างจมหายไปในแสงสายฟ้า
เเก่นทองคำภายในร่างม้าขาวระเบิดแสงสว่างเจิดจ้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ร่างกายทั้งร่างราวกับกำลังลุกไหม้ พลังอสูร เลือดบริสุทธิ์ และพลังวิญญาณทั้งหมดถูกอัดฉีดเข้าไปในเเก่นทองคำอย่างบ้าคลั่ง
นางส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด แสงสายฟ้าระเบิดออก ครอบคลุมทั่วท้องฟ้า ย้อมรัศมีหลายพันลี้ให้กลายเป็นสีม่วงแห่งสายฟ้า
เมื่อเห็นภาพนี้ รูม่านตาของเฉินซานซือไหววูบเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาสงบนิ่ง
เมื่อแสงสายฟ้าจางหายไป สิ่งที่ปรากฏคือม้าขาวตัวหนึ่ง ยืนหยัดอยู่เหนือเมฆหมอกนับหมื่นวา อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน!
ขนที่ปกคลุมทั่วร่าง ไม่ใช่สีขาวหิมะธรรมดาอีกต่อไป หลังจากดูดซับพลังกฎเกณฑ์ มันเปล่งประกายสีเงินนวลตาที่ดูลึกลับ ราวกับแก่นแท้ของดวงจันทร์ ขยับไหวไปตามจังหวะการหายใจ แผ่รัศมีแสงอ่อนโยนออกมาเป็นระลอก แผงคอและหางที่เคยปลิวไสว บัดนี้กลายเป็นน้ำตกแสงสีเงินที่ไหลริน
ณ กลางหน้าผาก ตราประทับสีทองส่องประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม แผ่กลิ่นอายที่เก่าแก่และน่าเกรงขาม
รับทัณฑ์สวรรค์…สำเร็จ!
ทันใดนั้น...แสงวิญญาณดั่งดวงดารานับล้านดวงก็ห่อหุ้มร่างม้าขาวไว้ ร่างของนางเริ่มเลือนรางและบิดเบี้ยว ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างมนุษย์
เมื่อเพ่งมองให้ชัด ปรากฏเป็นสตรีชุดขาวนางหนึ่ง
สตรีนางนี้…มีเรือนผมสีเงินยวดยิ่งดั่งหิมะทับถม ผิวพรรณขาวผ่องดุจดวงจันทร์ เส้นผมแต่ละเส้นมิใช่สีดำขลับดั่งคนทั่วไป แต่กลับขาวโพลนดั่งเกล็ดน้ำแข็งแรกแย้ม หรือดั่งน้ำตกหิมะบนยอดเขา แยกเส้นชัดเจน แวววาวดั่งเงินบริสุทธิ์
ดวงตางามคู่นั้นใสกระจ่างดั่งสระน้ำเย็นในฤดูใบไม้ร่วง และลึกล้ำดั่งสะท้อนแม่น้ำแห่งดวงดาวบนฟากฟ้า เยือกเย็นและน่าค้นหา
นางยืนสง่างามดั่งต้นสน กิริยาท่าทางเย็นชาดั่งน้ำค้างแข็ง สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะ พลิ้วไหวราวกับเทพธิดา แถบคาดเอวหยกขับเน้นเอวบางร่างน้อยให้ดูเพรียวระหงยิ่งขึ้น
การแปลงกายสำเร็จ!
หญิงสาวก้าวเดินอย่างแผ่วเบา ราวกับจะเสกไอเย็นให้เกิดขึ้นทุกย่างก้าว นางลอยละลิ่วลงมาหยุดยืนที่เชิงเขา ก่อนจะย่อกายลงคารวะอย่างนอบน้อม น้ำเสียงของนางใสกระจ่างแต่เย็นเยียบดุจน้ำพุในฤดูหนาว
“เชียนสวิน…คารวะเจ้านายเจ้าค่ะ”
“ดี…ดีมาก”
เฉินซานซือมองดูนางด้วยความปลื้มปิติ “หลังจากแปลงกายแล้ว เจ้ามีอิทธิฤทธิ์อันใดบ้าง?”
เชียนสวินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้าน้อยเข้าใจในวิถีแห่งความว่างเปล่า เชี่ยวชาญการหลบหนีออกจากพันธนาการ หรือไม่ก็การไล่ล่าศัตรูเจ้าค่ะ”
เฉินซานซือจดจำไว้ในใจ ก่อนจะกล่าวต่อ “เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยถ่ายทอดเคล็ดลับให้พวกชิงเหนียวหน่อยเถิด”
มิต้องรอให้เขาเอ่ยปากซ้ำ ชิงเหนียวและไป๋หยูก็ขยับเข้ามาใกล้ด้วยความกระตือรือร้นอยู่แล้ว
เชียนสวินจึงเริ่มถ่ายทอดประสบการณ์ของตนด้วยท่าทีไม่ยินดียินร้าย
ชิงเหนียวทั้งสองต่างตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
“เจ้าเชียนสวินนี่...”
เฉินซานซือลอบมองหญิงสาวชุดขาว พลางคิดในใจว่านึกไม่ถึงเลยว่าเมื่อแปลงร่างเป็นมนุษย์แล้ว นางจะมีนิสัยเย็นชาไร้อารมณ์เช่นนี้ ช่างต่างจากภาพลักษณ์ที่เขาเคยรู้จักเสียจริง!
หลังจากเตรียมการทุกอย่างจนพร้อมสรรพ ชิงเหนียว ไป๋หยู และเหล่าหนอนกู่ ก็เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการเก็บตัวบำเพ็ญเพียร
ในขณะเดียวกัน...สถานการณ์สู้รบที่ชายแดนก็ค่อยๆ สงบลง
กองทัพต้าฮั่นเริ่มทยอยถอนกำลังกลับ
คนของสำนักสังหารเซียนเองก็ถอนตัวออกจากชายแดนเป็นจำนวนมากเช่นกัน
ฝ่ายธรรมะแห่งแคว้นเทียนสุ่ยที่ยกย่องตนเองว่าเป็นสำนักมาตรฐาน ย่อมไม่อาจกระทำการ ‘เสร็จนาฆ่าโคถึก’ ให้เป็นที่ครหาต่อหน้าชาวโลกได้ จึงได้แต่ยืนมองทั้งสองฝ่ายถอนกำลังออกไปตาปริบๆ
เวลาล่วงเลยไปอีกครึ่งปี
ก็ถึงคราวของชิงเหนียวและพรรคพวกที่จะต้องรับทัณฑ์สวรรค์
เคราะห์กรรมสายฟ้าของพวกนางดำเนินไปเช่นเดียวกับเชียนสวิน แม้จะดูน่าหวาดเสียวแต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี สามารถทะลวงด่านได้สำเร็จ
เมื่อแสงสายฟ้าจางหายไป ชิงเหนียวก็เผยร่างมนุษย์ออกมา กลายเป็นดรุณีน้อยในชุดเขียว
หญิงสาวผู้นี้มีเรือนผมดำขลับดุจแพรไหม เส้นผมหนานุ่มราวขนนกกาซ้อนทับกัน พลิ้วไหวไปตามสายลม ที่หน้าผากประดับด้วยขนนกสีทองอันเป็นเอกลักษณ์ ดวงตากลมโตสุกสกาว หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตามีสีสันแปลกประหลาด ราวกับทองคำหลอมเหลวผสมผสานกับอำพันใสกระจ่าง ยามกลอกตาไปมาดูเจิดจรัสและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
นางสวมชุดทะมัดทะแมงสีเขียวถักทอจากไหมเมฆา คาดเอวด้วยเชือกถักสีทอง บนไหล่คลุมด้วยผ้าคลุมไหล่สั้นสีดำขลิบทองยาวเพียงศอก ที่ชายผ้าห้อยกระดิ่งทองคำเล็กจิ๋ว ยามเคลื่อนไหวจะเกิดเสียงกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน ราวกับเสียงลมพัดผ่านระฆัง ทุกท่วงท่ากิริยาล้วนแฝงไว้ด้วยความปราดเปรียวและว่องไว
ดูเหมือนชิงเหนียวจะพึงพอใจในร่างมนุษย์ของตนเป็นอย่างมาก นางหมุนตัวสำรวจตัวเองไปมาหลายรอบ ก่อนจะร่อนลงสู่พื้นด้วยรอยยิ้มร่าเริง แล้วย่อกายคารวะ
“ชิงเหนียว คารวะเจ้านายเจ้าค่ะ!”
“หลังจากแปลงกายแล้ว ข้าน้อยเชี่ยวชาญการโจมตีทางจิตสัมผัสเจ้าค่ะ”
ลำดับถัดมา คือ ‘งูหยกขาว’ หรือ ไป๋หยูหลิงเสอ ซึ่งแปลงกายเป็นหญิงสาวในชุดผ้าโปร่ง
นางมีเรือนผมดำสลวยยาวสยาย ใบหน้างดงามหมดจดราวหยกเนื้อดี ดวงตาใสกระจ่างดุจน้ำพุ ริมฝีปากแดงระเรื่อดั่งผลเชอร์รี่ นัยน์ตาสีแก้วผลึกใสแจ๋ว ราวกับสระน้ำมรกตกลางป่าลึกที่สะท้อนภาพท้องฟ้า ปราศจากกลิ่นอายความชั่วร้ายของอสูร ขนตายาวงอนกะพริบถี่ๆ เหมือนปีกผีเสื้อ ยามมองไปรอบกาย แววตายังคงแฝงความไร้เดียงสาและงุนงงเหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก
นางมีรูปร่างอ้อนแอ้นอรชร ท่วงท่าอ่อนช้อย สวมใส่ชุดผ้าโปร่งแสงสีขาวบริสุทธิ์ทอจากใยไหมเงือก เนื้อผ้าบางเบาพลิ้วไหว ยามเดินเหินราวกับล่องลอยอยู่ในสายหมอก สวมรองเท้าผ้าปักลายใบบัวสีเขียวอ่อนเดินดิ้นเงิน ปลายรองเท้าประดับลูกเเก้วกลมเกลี้ยง ฝีเท้าเบาหวิวจนแทบไร้เสียง
ไป๋หลิงเอียงคอ มองสำรวจ ‘เฉินซานซือ’ อย่างตั้งใจ ก่อนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องทำความเคารพ นางจึงรีบย่อกายลงอย่างเก้ๆ กังๆ
“ไป๋หลิง คารวะเจ้านายเจ้าค่ะ!”
“ข้าน้อยเชี่ยวชาญ…เอ้อ เชี่ยวชาญ...”
นางขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่นาน ดูเหมือนจะนึกไม่ออกจริงๆ ว่าตนเองเก่งกาจด้านใด สุดท้ายจึงตอบออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักว่า
“เชี่ยวชาญเรื่องกินเจ้าค่ะ?”
เฉินซานซือมุมปากกระตุกเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยตอบคำใด
และสุดท้าย คือ ‘จั๊กจั่นกลืนปราณ’
หลังจากทะลวงด่านสำเร็จ มันได้วิวัฒนาการเป็น ‘จั๊กจั่นแยกฟ้า’ โดยราชาและราชินีหนอนได้แปลงกายเป็นคู่สามีภรรยาวัยกลางคน
ฝ่ายชายไว้หนวดเครา หน้าตาดูเจ้าเล่ห์คล้ายลิงแกมหนู
ส่วนฝ่ายหญิงดูภูมิฐานเรียบร้อยกว่าเล็กน้อย
ทั้งสองคุกเข่าลงพร้อมกัน “ข้าน้อย คารวะองค์จักรพรรดิเฉินซานซือ คารวะเจ้านาย ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!”
“ฝ่าบาท!”
“ข้าน้อยสองผัวเมีย สามารถควบคุมแมลงได้นับหมื่นชนิด ยินดีบุกน้ำลุยไฟเพื่อฝ่าบาท แม้ตายก็ไม่เสียดายชีวิตพะยะค่ะ!”
“ดี” เฉินซานซือเอ่ยเสียงขรึม “พวกเจ้าสองคนดูเหมือนจะยังไม่มีชื่อแซ่สินะ”
“ในเมื่อพวกเจ้าบำเพ็ญเพียรมาจากจั๊กจั่นจนกลายเป็นมนุษย์ เช่นนั้นก็ตัดคำว่า ‘หนอน’ออก ใช้แซ่ ‘ซาน’ ก็แล้วกัน ราชาหนอนให้ชื่อว่า ‘ซานทุ่ยเฉิน’ ส่วนราชินีหนอนให้ชื่อว่า ‘ซานชีอู๋’ เป็นอย่างไร?”
สองสามีภรรยาสบตากัน ก่อนจะโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างซาบซึ้ง
“ขอบพระทัยฝ่าบาทในพระมหากรุณาธิคุณ!”
“ดี”
“พวกเจ้าทั้งหลายล้วนบำเพ็ญเพียรมาจากสัตว์เดรัจฉานจนกลายร่างเป็นมนุษย์ได้ นับเป็นวิถีที่ยากลำบากที่สุดในบรรดาหนทางแห่งการฝึกตน ข้าหวังว่าจากนี้ไปพวกเจ้าจะรักษาผลสำเร็จนี้ไว้ และหมั่นเพียรฝึกฝนให้ยิ่งๆ ขึ้นไป”
เฉินซานซือหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ
“ในเวลานี้ เมืองเทียนยงยังขาดแคลนกำลังคน ซานทุ่ยเฉิน…เจ้าสองสามีภรรยาจงแบ่งลูกหลานแมลงส่วนหนึ่งไว้ให้ข้า แล้วเดินทางล่วงหน้าไปรับตำแหน่งคุมทหารที่เมืองเทียนยงเถิด”
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ!” ซานทุ่ยเฉินและภรรยาก้มกราบรับคำสั่งอีกครั้ง
ในที่สุดภารกิจสำคัญก็ลุล่วงไปได้ด้วยดี
เฉินซานซือผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เขาเป็นผู้นำทัพใหญ่ที่เหลือเดินทางกลับสู่ทวีปตงเซิ่งด้วยตนเอง
การกลับมาคราวนี้ ราชวงศ์ต้าฮั่นน่าจะได้เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูบ้านเมืองและพักผ่อนหย่อนใจยาวนานนับสิบปี
อาศัยโอกาสนี้ เหล่าผู้ฝึกตนในเมืองเทียนยงจะได้ปิดด่านฝึกฝนจิตใจอย่างสงบ ส่วนเฉินซานซือเองก็จะได้จัดสรรเวลาเพื่อชี้แนะวิชาแก่เหล่าศิษย์และลูกหลาน
บุตรชายคนโต 'เฉินตู้เหอ' บัดนี้มีวิถียุทธ์เครื่องหอมเป็นของตนเอง และมีพลังเทียบเท่าขอบเขตกายาทองคำขั้นกลางแล้ว
ส่วนบุตรสาวอย่าง 'เฉินหยุนซี' และ 'ซูหยุนหวน' ก็ล้วนบรรลุขั้นเเก่นทองคำ ไปนานแล้ว
ด้านศิษย์อย่าง 'ซูซ่าน' และคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับกายาทองคำหรือเเก่นทองคำขั้นกลาง มีเพียงศิษย์ 'อวี๋จี้' ที่พรสวรรค์ด้อยกว่าเพื่อน น่าจะทำได้เพียงสร้างเเก่นทองคำเทียม และคงหมดหวังที่จะก้าวสู่ระดับวิญญาณเเรกเริ่มในชาตินี้
ส่วนคนรุ่นใหม่ในเมืองเทียนยง ผู้ที่มีความก้าวหน้าเร็วที่สุดยังคงเป็นสามสหาย 'ตงฟางจิ่งสิง', 'ฉีเฉิง' และ 'โจวเหวยเจิน' อีกราวๆ ยี่สิบปี พวกเขาก็น่าจะบรรลุขั้นเเก่นทองคำขั้นกลางได้
เมื่อรวมกับเหล่าศิษย์พี่และแม่ทัพนายกองเก่าแก่...
คำนวณดูแล้ว ขุมกำลังของเมืองเทียนยงในยามนี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่าสำนักระดับวิญญาณเเรกเริ่มทั่วไปเสียอีก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขามี 'ลูกเเก้วอธิษฐานปวงประชา' อยู่ในครอบครอง
ตลอดหลายสิบปีแห่งการทำศึก ไม่ว่าทหารต้าฮั่นจะยาตราทัพไปที่ใด สิ่งแรกที่ทำคือการกำจัดต้นข้าววิญญาณ จากนั้นกวาดล้างผู้ฝึกตนระดับต่ำที่กดขี่ข่มเหงชาวบ้าน จนชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วหล้า
ปราณโชคชะตาแห่งชาติในลูกเเก้วอธิษฐาน ไม่เพียงแต่เพิ่มปริมาณมหาศาลดั่งมหาสมุทร แต่คุณภาพยังยกระดับขึ้นอีกขั้น จากสีขาวดุจควันจางๆ กลายเป็นสีเขียวมรกตเข้มข้น
เมื่อนำมาใช้ร่วมกับค่ายกลตำราสวรรค์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
เดิมที ภายใต้การเสริมพลังจากปราณโชคชะตา แม้ทหารทุกคนจะยังคงเปราะบางต่อเวทมนตร์ แต่พลังโจมตีของพวกเขาก็เทียบเท่าผู้ฝึกตนระดับกลั่นลมปราณขั้นหนึ่งถึงสอง
ทว่าหลังจากโชคชะตาแห่งชาติวิวัฒนาการ...พลังโจมตีของทหารเลวทุกคนพุ่งสูงถึงระดับกลั่นลมปราณขั้นสาม!
และในทุกๆ หนึ่งร้อยนาย จะมีนายกองร้อยหนึ่งคนที่มีพลังโจมตีและพลังป้องกันเทียบเท่าระดับกลั่นลมปราณขั้นกลาง!
ด้วยจำนวนทหารต้าฮั่นที่มีอยู่อย่างมหาศาล พวกเขาแทบจะบดขยี้สำนักใดๆ ก็ตามที่ไม่มีผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะ ได้อย่างราบคาบ!
ต้าฮั่นของพวกเขา...มีคุณสมบัติที่จะยืนหยัดเผชิญหน้ากับทวีปเทียนสุ่ยได้อย่างเต็มภาคภูมิแล้วจริงๆ!
หลังจากเฉินซานซือพำนักอยู่ที่ตำหนักไร้พรมแดนได้ครึ่งปี เขาจึงได้ฤกษ์กลับไปยังตำหนักฝ่ายใน
ทว่า…ภายในตำหนักกลับว่างเปล่าเงียบเหงา
เขานั่งเหม่อลอยอยู่บนกำแพงเพียงลำพัง สุดท้ายก็ตัดสินใจย้ายที่ประทับไปยังตำหนักขุนพล และสั่งปิดตายตำหนักฝ่ายในนับแต่นั้น พร้อมทั้งส่งนางกำนัลส่วนใหญ่ไปฝึกตนที่เมืองเทียนยง
ในช่วงเวลาเหล่านี้ มีเพียงยามที่ได้เฝ้ามองการเติบโตของลูกหลานและลูกศิษย์เท่านั้น ที่ทำให้จิตใจของเขาได้รับความปลอบประโลมบ้าง
จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึง…ความชราภาพ
ทั้งที่สำหรับผู้ฝึกตนระดับวิญญาณเเรกเริ่มแล้ว เขายังถือว่าหนุ่มแน่นมากแท้ๆ
“คิดมากไปจะมีประโยชน์อันใด”
เฉินซานซือส่ายหน้า ขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว แล้วเริ่มวางแผนการเดินทางขั้นต่อไป
ในเมื่อกองทัพต้าฮั่นถอนกลับมายังทวีปตงเซิ่งจนหมดสิ้นแล้ว ตัวเขาเองก็ไม่อาจพำนักฝึกตนอยู่ในทวีปเทียนสุ่ยอย่างเปิดเผยได้อีก
แต่ทว่า ปราณวิญญาณระดับสามในเมืองเทียนยงนั้น ก็เบาบางเกินไปสำหรับเขาเสียแล้ว...
จะไปที่ไหนดีล่ะ?
ไปสำนักชิงซูงั้นหรือ?
หลังจากสำนักดาบสวรรค์ถูกกวาดล้าง จางหวายชิ่งก็นำศิษย์ในสำนักกลับไปยังที่ตั้งเดิมของสำนักดาบสวรรค์ ที่นั่นมีปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์ และจางหวายชิ่งก็นับเป็นคนที่ไว้ใจได้
แต่เฉินซานซือได้ข่าวว่า ตั้งแต่กลับไป จางหวายชิ่งก็เริ่มปิดด่านเก็บตัวยาวนาน ดูเหมือนกำลังพยายามหลอมรวมโชคชะตาสำนักที่แย่งชิงคืนมา
อีกทั้งความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างเขากับสำนักชิงซูก็เป็นที่รู้กันไปทั่ว หากเขาไปที่นั่น นอกจากจะปิดบังร่องรอยไม่ได้แล้ว ยังอาจนำความเดือดร้อนที่ไม่จำเป็นมาสู่สำนักชิงซูอีกด้วย
หลังไตร่ตรองดูแล้ว เขาจึงตัดความคิดนี้ทิ้งไป
แล้วจะไปที่ไหนได้อีก?
เฉินซานซือไม่ได้ต้องการแค่ปราณวิญญาณ แต่ยังต้องรวบรวมวัตถุดิบวิเศษสำหรับระดับเปลี่ยนแปลงเทวะและระดับเจตจำนงแห่งเทพ…รวมถึงหากเป็นไปได้ ก็อยากจะหลอมสร้างอาวุธวิญญาณให้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ เขายังขาดเคล็ดวิชาสำหรับขอบเขตที่ห้า
เคล็ดวิชาระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขึ้นไป ส่วนใหญ่มักอยู่ในกำมือของสิบสองสำนักใหญ่เท่านั้น
เรื่องเคล็ดวิชากลืนกินอัคคีนั้นยังพอหาทางออกได้ หากเขาหลอมรวมเคล็ดวิชาอื่นๆ เข้าด้วยกัน ก็พอจะยกระดับมันขึ้นเป็นระดับห้าได้
แต่เคล็ดวิชามังกรบรรพกาลขั้นที่ห้านี่สิ คงต้องไปขอความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์
พอพูดถึงท่านผู้เฒ่า…ก็ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านไปอยู่ที่ไหน
เขาทำได้เพียงเขียนจดหมายฝากส่งไปยังทวีปเทียนสุ่ย
รอจนกระทั่งครึ่งปีให้หลัง จึงได้รับการตอบกลับ
และผู้ที่นำข่าวมาบอกด้วยตนเองคือ ศิษย์พี่ใหญ่ 'เจียงฉยงซู่'
….
เฉินซานซือรีบลุกขึ้นต้อนรับ “รีบจัดที่นั่งให้แม่นางเจียงเร็วเข้า”
ทว่าสีหน้าของเจียงฉยงซู่กลับดูไม่สู้ดีนัก
เฉินซานซือสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาทันที “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านมาครั้งนี้...”
“ข้ามาในนามของสำนักคุนซู เพื่อเชิญเจ้าไปรับตำแหน่งผู้อาวุโสที่ปรึกษา”
เจียงฉยงซู่กล่าวเสียงเครียด
“ทางคุนซูรับปากว่า เพียงแค่เจ้ายอมไป พวกเขาจะมอบถ้ำฝึกตนระดับห้า พร้อมทั้งทรัพยากรทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับการทะลวงสู่ระดับเปลี่ยนแปลงเทวะให้…ท่านอาจารย์หญิง นางรอเจ้าอยู่ที่สำนักคุนซูแล้ว”
ประโยคสำคัญ อยู่ที่วรรคสุดท้าย
เฉินซานซือขมวดคิ้วแน่น
“พวกเขาจับตัวท่านอาจารย์หญิงไปแล้วรึ?”
เจียงฉยงซู่พยักหน้า “ถูกกักบริเวณ”
“แล้วผู้อาวุโสจางหวายชิ่งล่ะ?” เฉินซานซือถามเสียงเข้ม “เขาปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?”
“ผู้อาวุโสจางกำลังหลอมรวมโชคชะตาของสำนักดาบสวรรค์ ติดอยู่ในค่ายกล ไม่สามารถปลีกตัวออกมาได้”
เจียงฉยงซู่อธิบาย “คนของคุนซูอ้างคำสั่งของสำนักศักดิ์สิทธิ์มาเชิญตัว อาจารย์หญิงไม่มีทางปฏิเสธได้เลย...”
เฉินซานซือเงียบกริบ
สำนักคุนซู…
คิดจะใช้อาจารย์หญิงเป็นตัวประกัน เพื่อบีบให้เขาไปหา!
ตำแหน่งผู้อาวุโสที่ปรึกษาอะไรนั่น พูดให้ดูดีไปอย่างนั้นเอง!
การจะไปน่ะง่าย แต่ถ้าคิดจะออกมา เกรงว่าจะยากยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้นสวรรค์
สงครามเพิ่งจะจบลงหมาดๆ
เฉินซานซือหลงคิดว่าสำนักคุนซูจะรักษาหน้าตาตัวเอง รออีกสักหลายปีค่อยลงมือ
แต่ไม่นึกเลยว่า…พวกมันจะร้อนรนถึงเพียงนี้
…………..