- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 608 : มหาค่ายกลหมื่นอสูร
บทที่ 608 : มหาค่ายกลหมื่นอสูร
บทที่ 608 : มหาค่ายกลหมื่นอสูร
บทที่ 608 : มหาค่ายกลหมื่นอสูร
เพียงแค่ก้าวเท้าเข้าไปในอาณาเขตนั้น เหล่าอสูรร้ายต่างก็สัมผัสได้ถึงเปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวที่โอบรัดเข้ามาดั่งอสรพิษ มันชอนไชเข้าสู่ร่างกาย กัดกร่อนจุดตันเถียนและเส้นชีพจรอย่างบ้าคลั่ง...
“นี่มันร่างจำแลงบ้าอะไรกัน!”
เกิงจิ่งเฉิงคำรามก้องฟ้า พยายามต้านทานการเผาผลาญของอาณาเขตด้วยเสียงพยัคฆ์คำรนสะเทือนเลื่อนลั่น ก่อนจะพุ่งทะยานเป็นทัพหน้า กรงเล็บพยัคฆ์ตะปบลงบนพื้นดินจนภูเขาถล่มทลายแผ่นดินแตกระแหง!
“ไอ้เดรัจฉาน!”
เฉินซานซือในร่างจำแลงดุจเทพเจ้าเงื้อหอกมังกรประกายเงินขึ้นสูง แล้วฟาดฟันลงมาด้วยพละกำลังดุจผ่าเขาหัวซาน!
ครืนนน—
ร่างมหึมาของเกิงจิ่งเฉิงถูกกดจมลงไปในผืนดินจนแทบจะกลืนหาย เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดดังระงม ทว่าเจ้าพยัคฆ์ร้ายก็ไม่ยอมจำนน มันอ้าปากกว้างขบกัดคมหอกไว้แน่น ยอมให้เปลวเพลิงแผดเผาภายในช่องปากแลกกับการตรึงการเคลื่อนไหวของศัตรู
สบโอกาสนั้น เหวินเล่อจึงนำร่างเงาสะท้อนอีกสามร่าง บุกโจมตีเข้ามาจากทิศทางที่แตกต่างกัน
“ไอ้สัตว์เดรัจฉาน ดูซิว่าปากแกจะแข็งสักแค่ไหน!”
เฉินซานซือหมุนควงหอกยาวในทันที คมหอกที่หมุนวนเชือดเฉือนเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มภายในปากพยัคฆ์จนแหลกละเอียด บดขยี้ฟันแข็งแรงจนแตกกระจัดกระจาย!
“โฮก—!”
เกิงจิ่งเฉิงร้องโหยหวนด้วยความทรมาน เลือดสดๆ ทะลักออกมาดั่งน้ำตก รดรินลงสู่พื้นดินก่อนจะถูกเปลวเพลิงระเหยกลายเป็นไอจนหมดสิ้น
ในที่สุด มันก็ไม่อาจทนทานไหวจำต้องคลายปากออก
เมื่อเห็นดังนั้น นักพรตหญิงผู้ใช้ศาสตร์มืดจึงสำแดงอิทธิฤทธิ์ นางล้วงเอาดวงวิญญาณอาฆาตนับพันนับหมื่นออกจากตะกร้าดอกไม้ข้างกาย
เหล่าภูตผีพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องนภาถักทอกันกลายเป็นงูยักษ์สีดำทมิฬหลายตัว ก่อนจะพุ่งดิ่งลงมาพันธนาการสามเศียรหกกรของร่างจำแลงเฉินซานซือไว้อย่างแน่นหนาจนขยับเขยื้อนไม่ได้
ผู้บำเพ็ญวิถีผีเชิดร่างเงาทั้งสามเข้าประชิดตัว ศาสตราวุธวิเศษของพวกเขาฟาดฟันลงบนร่างเฉินซานซืออย่างพร้อมเพรียงกัน
ตูมมม!
เมื่อศาสตราวุธปะทะเข้ากับเป้าหมาย พลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออก บิดเบือนห้วงอากาศจนบ้าคลั่ง แรงระเบิดกวาดล้างขุนเขาโดยรอบรัศมีหลายร้อยลี้จนราบเป็นหน้ากลอง
หากนับรวมร่างเงาด้วยแล้ว นี่คือการโจมตีประสานของยอดฝีมือระดับระดับสี่ถึงหกคน!
ตามปกติแล้ว แม้จะเป็นผู้ที่มีตบะแก่กล้าในระดับเดียวกัน หากโดนการโจมตีเช่นนี้เข้าไป คงมีจุดจบเพียงอย่างเดียวคือกายดับสลายวิญญาณสูญสิ้น
ทว่าท่ามกลางฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย แสงสีทองกลับส่องสว่างเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาพัดพาเถ้าธุลีจนมลายหายไป
ร่างจำแลงเฉินซานซือที่มีกายา​ทองคำดั่งดวงตะวัน ยังคงยืนตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดินอย่างมั่นคง!
เขารับการโจมตีประสานนั้นไว้ได้โดยไร้รอยขีดข่วน!
ด้วยการเสริมพลังจากกายา​ทองคำ ความแข็งแกร่งของร่างจำแลงเฉินซานซือได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของผู้ฝึกตนทั่วไปไปไกลโขแล้ว!
ปัง!
เขากระทืบเท้าลงอย่างแรงจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น หกแขนระดมโจมตีพร้อมกัน เปลวเพลิงสีชาดลุกโชนผลักดันศัตรูรอบกายให้ถอยร่น จากนั้นจึงใช้อิทธิฤทธิ์ขั้นสูงสุดเริ่มเปิดฉากโต้กลับ!
เหนือทุ่งร้างเวิ้งว้าง พลังเวทปะทะกันระลอกแล้วระลอกเล่า คลื่นกระแทกแผ่ขยายออกไปดั่งสึนามิ ราวกับจะทำลายล้างโลกใบนี้ให้สิ้นซาก
“บ้าเอ๊ย!”
ในระหว่างการต่อสู้ เหวินเล่อรู้สึกว่าร่างวิญญาณของตนมีควันพวยพุ่งออกมา ราวกับจะถูกจุดไฟเผาได้ทุกเมื่อ!
เมื่อตกอยู่ในอาณาเขตของคู่ต่อสู้ ทั้งพลังเวท จิตสัมผัส พลังปราณในกาย หรือแม้แต่ศาสตราวุธในมือ ล้วนถูกเปลวเพลิงกัดกร่อนอยู่ตลอดเวลา!
ผ่านไปเพียงไม่กี่สิบกระบวนท่า ฝ่ายอสูรก็เริ่มตกเป็นรอง
ฉัวะ—
เฉินซานซือสบโอกาส เผาทำลายร่างเงาทั้งสามจนมอดไหม้เป็นจุณ ก่อนจะเพ่งเล็งไปที่พยัคฆ์ร้ายซึ่งบาดเจ็บสาหัสที่สุดแล้วระดมโจมตีอย่างบ้าคลั่ง
แม้ร่างจำแลงจะใหญ่โต แต่มิได้เชื่องช้าเลยแม้แต่น้อย มองจากระยะไกลดูราวกับดาวตกที่โฉบเฉี่ยวไปมาระหว่างฟ้าดิน!
เกิงจิ่งเฉิงไม่อาจต้านทานไหว ร่างกายปรากฏบาดแผลฉกรรจ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนพรุนไปทั่วร่าง พลังอสูรถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น
“ทำไมกัน! ทำไมเจ้าถึงดวงดีขนาดนี้! ทั้งที่ควรจะตายไปแล้ว แต่กลับไปเจอกับตำหนักเทียนไขย้อนกาลในเจดีย์สยบอสูร แล้วยังรอดออกมาได้อีก!!!”
“เก็บคำบ่นพวกนั้นไว้พูดชาติหน้าเถอะ!”
เฉินซานซือตวาดก้องดั่งสายฟ้าฟาด หอกยาวพุ่งทะลวงศีรษะพยัคฆ์ ตรึงร่างมันไว้กับพื้นดิน จากนั้นดาบหลงหยวนที่เตรียมไว้ก็กวาดผ่าน ตัดขาดวิญญาณพยัคฆ์ที่พยายามจะหนีจนดับสูญไปในดาบเดียว
ขนาดร่วมมือกันสามคนยังไม่ใช่คู่ต่อสู้...
เมื่อเห็นสหายสิ้นใจ เหวินเล่อและนักพรตหญิงหนี่ถานก็สิ้นกำลังใจจะสู้ต่อ ทั้งสองรีบหันหลังแยกย้ายกันหนีไปคนละทิศละทางทันที
เฉินซานซือไม่ได้รีบร้อนไล่ตาม แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่ สองมือเนรมิตคันธนูยักษ์ขึ้นมา เล็งไปที่แผ่นหลังของนักพรตหญิง แล้วค่อยๆ ง้างสายธนู
โกลาหลเมื่อสายธนูถูกดึงจนตึง เพลิงเเห่งความโกลาหลภายในอาณาเขตหลักก็หลั่งไหลเข้ามารวมตัวกันที่ลูกธนู จนก่อตัวเป็นรูปร่างของนกสามขาเพลิงกัลป์ที่แผ่ปกคลุมท้องฟ้า
สายธนูดีดผึง นกเพลิงพุ่งทะยาน
นักพรตหญิงหนี่ถานสัมผัสได้ถึงความร้อนระอุจากด้านหลัง นางรีบร่ายคาถาใช้วิชาเคลื่อนย้ายพริบตาเพื่อหนีลูกธนูมรณะ
ทว่าไม่นานนางก็ต้องตื่นตระหนก เมื่อพบว่าไม่ว่าจะใช้วิชาหนีไปไกลแค่ไหน ก็ไม่อาจสลัดนกเพลิงตัวนี้ให้หลุดได้ ทำได้เพียงมองดูศรเพลิงพุ่งเข้ามาปะทะหน้า!
ในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ นางถูกเผาผลาญพลังไปมากจนร่างกายอ่อนแอ ย่อมไม่อาจต้านทานลูกธนูนี้ได้
เกราะป้องกันชั้นแล้วชั้นเล่าแตกกระจาย ร่างเนื้อถูกเพลิงเเห่งความโกลาหลเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน แสงสีม่วงสายหนึ่งพยายามหนีออกมาจากกองเพลิง นั่นคือศาลเทพเจ้าประจำตัวของนาง
แต่ยังไม่ทันได้หนีพ้น ลูกธนูดอกที่สองก็ตามมาติดๆ
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังเสียดแทงแก้วหู วิญญาณของนักพรตหญิงแตกสลายไปตลอดกาล
ในระดับพลังเดียวกัน เฉินซานซือสามารถรับมือหนึ่งต่อสาม และเอาชนะได้อย่างราบคาบดั่งการบดขยี้!
หวังจวินมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึงจนตาค้าง
ต้องไม่ลืมว่าคู่ต่อสู้ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสี่ขั้นปลาย! ผู้ฝึกตนระดับเดียวกันทำไมถึงมีช่องว่างของพลังห่างชั้นกันได้ขนาดนี้!
“เยี่ยมมาก!” กู้ชิงหยาเอ่ยชมเชย “น้องชายท่านนี้ ช่างมีพรสวรรค์ล้ำเลิศจริงๆ!”
เฉินซานซือยังไม่หยุดมือ เขาหันกลับมาและยิงลูกธนูดอกที่สามออกไปทันที เป้าหมายคือเหวินเล่อที่เหลือรอดเพียงคนเดียว
นกเพลิงพุ่งแหวกอากาศ ไล่ตามผู้บำเพ็ญวิถีผีที่อยู่ห่างออกไปร้อยลี้ได้ในชั่วพริบตา
แต่ในวินาทีนั้นเอง...
ไออสูรอันรุนแรงสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้า ขวางหน้าเหวินเล่อไว้และรับลูกธนูนั้นแทน
เมื่อเพ่งมองดู ก็พบว่าเป็นผู้อาวุโสสูงสุดเผ่าวิหคเพลิงสัจธรรม... 'หวงจิ่วเย่า'
“เกิงจิ่งเฉิง!”
โหย่วซูซุนมองดูซากศพพยัคฆ์บนพื้น แล้วเงยหน้ามองร่างจำแลงเฉินซานซือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “จะ...เจ้า... ทะลวงระดับสู่ระดับสี่แล้วรึ!”
“หึหึ” เจ๋ออินหัวเราะเยาะ “เผ่าพยัคฆ์สวรรค์เดิมทีก็มีคนน้อยอยู่แล้ว คราวนี้โดนเจ้าฆ่าไปทีเดียวสามศพ พวกตาแก่ในเผ่าถ้ารู้เข้า คงกระอักเลือดตายแน่ๆ”
“จุ๊ๆ” อสูรเฒ่าชิงมู่เสริม “คราวนี้เจ้าหนูนี่คงได้เป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเผ่าพยัคฆ์สวรรค์แบบตายกันไปข้างจริงๆ แล้วล่ะ”
“สหายเฉินซานซือ!”
หวงจิ่วเย่าหรี่ตาลง “สิ่งที่เจ้าทำ มันชักจะเกินไปหน่อยแล้วกระมัง!”
“เกินไปรึ?” เฉินซานซือเน้นเสียงทีละคำ “ไอ้พวกเดรัจฉานนั่นจ้องจะฆ่าข้าหลายต่อหลายครั้ง แบบนั้นไม่เรียกว่าเกินไปบ้างหรือไร?”
“เอาเถอะ...” หวงจิ่วเย่าถอนหายใจ
“สหายเฉินซานซือ ขอเพียงเจ้าส่งป้ายคำสั่งออกมาตอนนี้ เรื่องของเผ่าพยัคฆ์สวรรค์ ทางเผ่าอสูรเราจะไม่เอาความ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินซานซือตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านอยากจะเอาความ ก็ต้องดูด้วยว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน!”
“สามหาว!”
หวงจิ่วเย่าหมดความอดทน ระเบิดพลังอสูรออกมาและคืนร่างเดิมกลายเป็นวิหคเพลิงเจ็ดสีที่มีความยาวเกือบหมื่นจ้วง
โหย่วซูซุนเองก็ใช้วิชาขยายร่างกลายเป็นจิ้งจอกขาวหมื่นจ้วง แม้จะเป็นจิ้งจอกแต่กลับดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าพยัคฆ์ ใบหน้าบิดเบี้ยว เขี้ยวแหลมคมดั่งดาบ หางทั้งเก้าด้านหลังตั้งตระหง่านดั่งเสาค้ำฟ้า ลมหายใจพ่นหมอกขาวปกคลุมไปทั่วพันลี้!
สุดท้าย ถังอิ่งเจวี๋ยก็ผสานร่างเข้ากับป่าเขาและเถาวัลย์จนเต็มแน่นทั่วแดนลี้ลับ!
“เข้ามาเลย!”
เฉินซานซือง้างธนูแล้วยิงออกไปอีกครั้ง
วิหคเพลิงส่งเสียงร้องกังวาน ปีกทั้งสองหุบเข้ามาป้องกันด้านหน้า ขนเจ็ดสีส่องประกายระยิบระยับรับลูกธนูไว้ได้
จังหวะเดียวกันนั้น จิ้งจอกเก้าหางใช้วิชาเคลื่อนย้ายพริบตามาโผล่ข้างกายเฉินซานซือ หางทั้งเก้าฟาดลงมาราวกับฟ้าถล่ม ส่วนเถาวัลย์นับหมื่นของถังอิ่งเจวี๋ยก็รวมตัวกันเป็นดาบไม้ยักษ์ฟาดฟันลงมาจากเบื้องบน!
เฉินซานซือตวัดหอกยาว หมายจะใช้ไฟสัจธรรมเผาทำลายหางจิ้งจอกและดาบไม้ให้สิ้นซาก
แต่ในวินาทีวิกฤต หวงจิ่วเย่าสะบัดขนสามเส้นไปตกที่ร่างของโหย่วซูซุน ถังอิ่งเจวี๋ย และเหวินเล่อ แสงเจ็ดสีสว่างวาบขึ้นช่วยปกป้องพวกเขาจากการถูกไฟเผาผลาญ
การตะลุมบอนเริ่มขึ้น!
เฉินซานซือสัมผัสได้ว่า พลังการต่อสู้ของหวงจิ่วเย่าผู้นี้สูงกว่าอสูรตนอื่นอย่างชัดเจน แถมยังมีของวิเศษติดตัวไม่น้อย
ในขณะที่เขากำลังเตรียมใจสำหรับการต่อสู้ยืดเยื้อ ก็เห็นเงาร่างสี่สายพุ่งเข้ามาทันเวลา
ชงหยวน, เสิ่นจวินจั๋ว, หลี่หลินยวน และไป่หลี่เสวียนเกอ!
เมื่อพวกเขาเห็นว่าระดับพลังของเฉินซานซือเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งต่างก็ประหลาดใจ แต่สถานการณ์คับขันจึงไม่ได้ซักถาม รีบกระโจนเข้าใส่กลุ่มอสูรทันที
“แย่แล้ว” โหย่วซูซุนใจหายวาบ
ลำพังพวกเขาสี่คนรุมเฉินเหล่ยคนเดียวยังเอาไม่ลง ตอนนี้พวกเสิ่นจวินจั๋วตามมาสมทบอีก สถานการณ์พลิกผันจนฝ่ายตนเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด!
และก็เป็นไปตามคาด เพียงผ่านไปครึ่งก้านธูป ฝ่ายอสูรก็ตกเป็นรอง
“พวกเจ้าเหล่ามารร้าย วันตายมาถึงแล้ว!” หลี่หลินยวนตวาดก้อง แสงดาบปบคลุมทั่วฟ้า
“พี่หวง!” โหย่วซูซุนส่งกระแสจิต “พวกเราควรถอยก่อนไหม ขืนอยู่ต่อมีหวังตายอยู่ที่นี่แน่!”
“ถอย? จะให้ถอยไปไหน!” หวงจิ่วเย่าไม่หวั่นเกรง สายตามุ่งตรงไปยังเจดีย์สยบอสูรด้านหลัง “พวกเจ้าถ่วงเวลาไว้!”
สิ้นเสียง เขาก็กระพือปีกบินตรงดิ่งไปยังเจดีย์ทมิฬทันที
ไป่หลี่เสวียนเกอและคนอื่นๆ ขยับตัวจะเข้าไปขัดขวางตามสัญชาตญาณ
“ข้าทุ่มสุดตัวแล้วนะโว้ย!”
จิ้งจอกเก้าหางพ่นลูกแก้วสีเลือดออกมาจากปาก มันลอยเด่นอยู่กลางเวหาดุจดวงจันทร์โลหิต แผ่หมอกเลือดเข้มข้นปกคลุมทุกคนเอาไว้
เผ่าชิงชิวเชี่ยวชาญวิชามายาที่สุด ลูกแก้วโลหิตนี้กลั่นมาจากเลือดบริสุทธิ์ของเขา มีเพียงเม็ดเดียว มันช่วยเสริมพลังภาพมายาให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล
ภายในหมอกเลือด... ทุกคนรวมถึงเฉินซานซือสูญเสียการมองเห็น แม้แต่จิตสัมผัสก็ไม่อาจตรวจสอบภายนอกได้ ไม่รู้เลยว่าอสูรอยู่ที่ใด
วูบ...
มีความเคลื่อนไหวจากด้านหลัง เฉินซานซือรีบแทงหอกสวนกลับไปท่าม้าดีดกะโหลก พบว่าผู้ลอบโจมตีคือผู้บำเพ็ญวิถีผีเหวินเล่อ
...เดี๋ยวนะ
เฉินซานซือสังเกตเห็นว่าผู้ลอบโจมตีไม่มีไอวิญญาณแบบผี สัญลักษณ์มังกรจู๋หลงที่กลางหน้าผากส่องสว่างขึ้น จึงมองทะลุว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เหวินเล่อ แต่เป็น... ชงหยวนเจินจวิน!
เขาตะโกนลั่น “สหายชงหยวน เหตุใดจึงลงมือทำร้ายข้า!”
“เจ้าอสูร ตายซะ!” ชงหยวนเจินจวินเอาแต่ฟาดดาบใส่ไม่ยั้ง
เฉินซานซือเข้าใจทันที ภาพมายาสีเลือดนี้ทำให้พวกเขาแยกแยะมิตรศัตรูไม่ออก!
แต่เหล่ายอดฝีมือในที่นี้ไม่มีใครกระจอก หลังจากปะทะกันเองช่วงสั้นๆ พวกเขาก็เริ่มตั้งสติได้
“ต้องรีบทำลายภาพมายานี้!” เสิ่นจวินจั๋วตะโกน “เมื่อกี้หวงจิ่วเย่ามุ่งหน้าไปที่เจดีย์สยบอสูร ไม่รู้ว่ามันวางแผนอะไรอยู่!”
“อยากออกไป ก็ต้องผ่านข้าไปให้ได้ก่อน!”
เสียงของโหย่วซูซุนดังขึ้น หางจิ้งจอกมหึมาอัดแน่นด้วยพลังอสูรฟาดลงมาใส่ทุกคนราวกับคลื่นยักษ์
ภายนอกม่านมายา...
“เจ้าอสูร!”
มีเพียงกู้ชิงหยาที่เฝ้าอยู่ใกล้เจดีย์สยบอสูรเท่านั้นที่ไม่โดนดึงเข้าไปในภาพมายา เขาลอยตัวขึ้นหมายจะขวางทางอสูรใหญ่ แต่ด้วยสภาพวิญญาณที่อ่อนแอจากการยื้อยุดมานาน ไหนเลยจะเป็นคู่ต่อสู้ เพียงปะทะกันไม่กี่กระบวนท่าก็โดนโจมตีหนักจนโต้ตอบไม่ได้อีก
หวงจิ่วเย่าเข้าประชิดเจดีย์สยบอสูรได้สำเร็จ
เขาล้วงยันต์วิเศษแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ปากท่องคาถาขมุบขมิบ ทันใดนั้นสายฟ้าสีม่วงก็พรั่งพรูออกมาจากยันต์
อานุภาพทำลายล้างโลก แม้แต่ภาพมายาด้านหลังยังได้รับผลกระทบ!
ยันต์วิเศษระดับห้าขั้นสุดยอด! เทียบเท่าพลังระดับฮว่าเสินขั้นสมบูรณ์!
เปรี้ยงงง!
สายฟ้าสีม่วงถักทอเป็นตาข่ายยักษ์ ครอบคลุมลงมาที่เจดีย์สยบอสูรราวกับจะกลืนกินมันเข้าไป!
เมื่อถูกโจมตี ชั้นบนสุดของเจดีย์สยบอสูรเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าออกมาปกป้องตัวเจดีย์ ต้านทานสายฟ้าที่ฟาดลงมา
ทว่าเจดีย์นี้เก่าแก่ผ่านกาลเวลามานับแสนปี ย่อมไม่แข็งแกร่งเหมือนกาลก่อน ภายใต้การทำลายล้างของสายฟ้า มีเพียงชั้นยอดเท่านั้นที่ยังคงทนทาน แต่แปดชั้นล่างเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง
อักขระที่สลักไว้บนตัวเจดีย์เริ่มแตกสลาย แสงทองที่คุ้มกันหม่นแสงลงเรื่อยๆ!
ในระหว่างนั้น เสียงร้องโหยหวนน่าสยดสยองก็ดังออกมาจากภายในเจดีย์
นั่นคือ... เสียงกรีดร้องของอสูรนับหมื่น!
ไออสูรเข้มข้นเริ่มรั่วไหลออกมา ตัวเจดีย์สั่นสะเทือนไม่หยุด อสูรที่ถูกกดทับมานับแสนปี ในที่สุดกำลังจะหลุดพ้นจากพันธนาการ!
เพล้ง!
ดวงจันทร์โลหิตกลางเวหาแตกกระจาย หมอกเลือดจางหายไป
เฉินซานซือและพวกพ้องหลุดพ้นจากภาพมายาได้ในที่สุด
แต่อนิจจา... มันสายไปเสียแล้ว!
“ผนึกแปดชั้นล่างของเจดีย์สยบอสูร... แตกแล้ว!”
หลี่หลินยวนขมวดคิ้วแน่น “อสูรพวกนี้ถูกผนึกมานาน ความแค้นฝังลึก หากพวกมันกรูกันออกมา เราจะรับมืออย่างไรดี?”
“อย่าตื่นตระหนก!”
ชงหยวนเจินจวินกล่าว “ตามบันทึกระบุว่า แปดชั้นล่างผนึกเพียงกองทัพอสูรทั่วไป ไม่มีตัวที่ร้ายกาจมากนัก บวกกับการถูกชำระล้างในเจดีย์มาเนิ่นนาน อย่างมากก็เหลือพลังแค่ระดับระดับสาม ต่อให้มีจำนวนมากแค่ไหน ก็ทำอันตรายพวกเราไม่ได้”
ทว่าสิ้นเสียงของเขา หวงจิ่วเย่าก็นำหยกทรงกลมชิ้นหนึ่งออกมา
หยกนั้นลอยอยู่กลางอากาศ แผ่ขยายลวดลายค่ายกลออกมาเป็นชั้นๆ ก่อนจะก่อตัวเป็นวังวนขนาดใหญ่ เริ่มดูดกลืนอสูรที่หนีออกมาจากเจดีย์เข้าไป!
“มหาค่ายกลหมื่นอสูร...”
กู้ชิงหยาหน้าซีดเผือดด้วยความสิ้นหวัง
….
มหาค่ายกลหมื่นอสูร
มันคือค่ายกลมารบรรพกาลของเผ่าอสูร ที่สามารถกลืนกินดวงวิญญาณอสูรแล้วหลอมรวมเข้ากับตัวเอง เพื่อยกระดับพลังของตนให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้นๆ!
.......