- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 605: ฝันตื่นหนึ่ง
บทที่ 605: ฝันตื่นหนึ่ง
บทที่ 605: ฝันตื่นหนึ่ง
บทที่ 605: ฝันตื่นหนึ่ง
เฉินซานซือเปิดกล่องไม้ ภายในมีหยกพกขนาดเท่าหัวแม่มือวางอยู่
“ตำหนักเทียนไขย้อนกาลผ่านการชะล้างของธารแห่งกาลเวลาจนเกิดรอยรั่วเล็กน้อย ผู้ที่จะเข้าไปฝึกฝนจึงสามารถนำของติดกายเข้าไปได้หนึ่งชิ้น” กู้ชิงหยาอธิบาย
“ในยามคับขัน ของสิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลุกความทรงจำและดึงเจ้าออกจากแดนลึกลับ
“ดังนั้น การเลือกของที่จะนำเข้าไปจึงสำคัญยิ่ง เจ้าต้องคิดให้ดี”
“เข้าใจแล้วขอรับ” เฉินซานซือพยักหน้า
หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน เขาก็หยิบเสื้อคลุมยาวสีขาวตัวหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ
กู้ชิงหยาทักท้วง “นี่ไม่ใช่ชุดคลุมวิเศษ ไม่มีอักขระอาคมใดๆ เจ้าจะเอาไปทำไม? จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผู้ที่รอดกลับมาได้ล้วนแต่นำอาวุธคู่กายเข้าไปทั้งสิ้น
“อาวุธคู่กายที่อยู่ร่วมกับเจ้าของมาทั้งวันทั้งคืน ย่อมกระตุ้นความทรงจำได้ดีที่สุด…ข้าแนะนำให้เจ้าทำเช่นนั้น”
“เสื้อคลุมตัวนี้ มีความหมายต่อข้าต่างออกไปขอรับ”
เฉินซานซือกล่าวพลางเก็บเสื้อคลุมเข้าไปในหยกพก
“ตามใจเจ้า” กู้ชิงหยาไม่คัดค้านต่อ
เฉินซานซือมอบสมบัติวิญญาณและข้าวของอื่นๆ ทั้งหมดฝากไว้กับเจียงซีเยว่
“ข้าพร้อมแล้ว”
กู้ชิงหยาประสานมือร่ายเวท ส่งพลังปราณสายหนึ่งเข้าสู่แท่นบูชา แล้วหมุนจานค่ายกลตามทิศทางต่างๆ
ตำหนักเทียนไขย้อนกาลเริ่มทำงาน
ต่างจากค่ายกลอื่นที่มักก่อเกิดปรากฏการณ์สั่นสะเทือนฟ้าดิน
ค่ายกลระดับบรรพกาลชุดนี้ เมื่อเริ่มทำงานกลับเงียบสงบราวกับค่ายกลระดับพื้นฐาน มีเพียงความเรียบง่ายที่แฝงไว้ด้วยความลึกล้ำ
ผ่านไปราวครึ่งจิบชา เหนือแท่นหินก็ปรากฏประตูมิติที่ระยิบระยับราวกับกลุ่มดาว
“ก้าวผ่านประตูนี้ไป เจ้าจะเข้าสู่วัฏจักรที่ไร้สิ้นสุด”
กู้ชิงหยากล่าว
“หากไม่อาจตื่นรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง เจ้าจะเวียนว่ายตายเกิดชั่วนิรันดร์ ไม่อาจกลับสู่เทียนสุ่ยได้อีก…นี่คือโอกาสสุดท้ายที่เจ้าจะเปลี่ยนใจ”
“ข้าจะรีบกลับมา”
เฉินซานซือกำหยกพกแน่น กางแขนออก แล้วทิ้งตัวลงสู่ประตูมิติที่ลึกล้ำไร้ก้นบึ้ง ราวกับกระโดดลงสู่หุบเหวแห่งความตาย
“พี่เฉินช่างกล้าบ้าบิ่นนัก”
หวังจวินถอนหายใจ
“ท่านอาวุโสถานไถเคยกล่าวไว้ ด้วยพรสวรรค์ของเขา หากละทิ้งพันธนาการทั้งปวง อนาคตที่จะก้าวไปถึงนั้นมิอาจจินตนาการได้...”
“อันที่จริง ข้าพอจะเข้าใจความคิดของเขา”
กู้ชิงหยาถอนหายใจ
“ไม่ใช่ทุกคนที่บำเพ็ญเพียรเพื่อความเป็นอมตะเพียงอย่างเดียว เหมือนกับข้า…ที่เริ่มฝึกฝนก็เพื่อปราบอสูรขจัดมาร”
“ผู้น้อยช่างใจแคบนัก” หวังจวินนิ่งเงียบไป
…
“มีคนมา”
กู้ชิงหยาจับสัมผัสได้
“คราวนี้มีคนจากเทียนสุ่ยมากน้อยแค่ไหนที่มุ่งมายังเจดีย์สะกดอสูร?”
หวังจวินสีหน้าเคร่งเครียด เล่าสถานการณ์คร่าวๆ ให้ฟัง
“ฮึ!” กู้ชิงหยาแค่นเสียงเย็น “เจ้าพวกทายาทอสูรพวกนี้ คิดจะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่เลิกรา!”
“พวกเราควรทำอย่างไรต่อดีขอรับ?” หวังจวินถามด้วยความกังวล
“ในเจดีย์สะกดอสูร ยังมี ‘ค่ายกลอัสนีสระลวงจิต’ อีกแห่งหนึ่ง พอจะถ่วงเวลาพวกมันได้สักพัก”
กู้ชิงหยากล่าวเสียงหนัก
“แต่หลังจากนั้น…คงได้แต่ภาวนาให้เจ้าหนุ่มเฉินตื่นจากภวังค์ในตำหนักเทียนไขย้อนกาลได้ทันเวลา”
...
อีก​ด้าน​
“เจดีย์สะกดอสูร!”
เกิงจิงเฉิงแหงนมองเจดีย์ดำทมิฬ ในฐานะเผ่าพยัคฆ์สวรรค์ เขากลับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล!
อีกสองคนที่เหลือก็อาการไม่ต่างกัน
เจดีย์สะกดอสูรแห่งนี้ มีไว้เพื่อสยบมารโดยเฉพาะ ราวกับการกดข่มทางสายเลือด ทำให้พวกมันหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
“มิน่าเล่า เจดีย์นี้ถึงขังบรรพชนไว้ได้ตั้งแสนปี อานุภาพช่างลึกลับยากหยั่งถึง!”
เกิงจิงเฉิงหรี่ตา “น่าเสียดายที่เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ ตอนนี้มันก็เป็นแค่เปลือกกลวงๆ เท่านั้น”
“อามิตตาพุทธ บาปกรรม บาปกรรม!”
หนีถานพนมมือ “บรรพชนแห่งไป๋อวี้จิง กักขังเหล่าสหายผู้บำเพ็ญไว้ในความมืดมิดนับแสนปี ช่างเป็นบาปมหันต์นัก”
“อย่าเสียเวลาเลย”
เหวินเล่อเร่ง
“ไอ้หนุ่มแซ่เฉินน่าจะเข้าไปข้างในแล้ว อย่าให้มันชิงลงมือตัดหน้าไปได้!”
ครืนนนน!!!
ทันใดนั้น เสียงสั่นสะเทือนทุ้มต่ำก็ดังขึ้น ไม่ใช่ที่ข้างหู แต่สั่นสะท้านออกมาจากไขกระดูกและอวัยวะภายในของทุกคน!
พื้นหินสีดำใต้เท้าของเหล่าจอมมารสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับหัวใจของสัตว์ร้ายที่หลับใหลถูกปลุกให้ตื่น!
ฉับพลัน ฝุ่นผง เศษหิน หรือแม้แต่อากาศรอบตัวเจดีย์ยักษ์ ก็เริ่มลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบนอย่างน่าประหลาด!
ราวกับแรงโน้มถ่วงถูกบิดเบือนกลับตาลปัตรในชั่วพริบตา
“แย่แล้ว!”
เกิงจิงเฉิงผู้เชี่ยวชาญค่ายกลและยันต์ รู้ตัวเป็นคนแรก แต่มันสายไปเสียแล้ว
วินาทีถัดมา แสงสีม่วงทองเจิดจ้าบาดตาก็ระเบิดออกเต็มฟ้า!
เปรี้ยง!!
ตูม!!!
สายฟ้าสีม่วงทองขนาดมหึมาดุจรากไม้โบราณที่บิดเบี้ยว พุ่งทะลักออกมาจากอักขระบนยอดเจดีย์!
พวกมันพุ่งเข้าสานต่อกันกลางอากาศอย่างบ้าคลั่ง ถักทอกลายเป็นกำแพงสายฟ้าดุจตาข่ายสวรรค์ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดไว้
กำแพงเหล่านี้ไม่ได้อยู่นิ่ง แต่เกิดจากกระแสสายฟ้าที่ไหลเวียน หมุนวน และปะทะกันด้วยความเร็วสูง แผ่แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
สามจอมมารยังไม่ทันหายตกใจ ก็ถูกขังอยู่ในค่ายกลโดยสมบูรณ์
เหวินเล่อหน้าซีดเผือด “นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ฝีมือใคร? หรือไอ้เฉินซานซือมันจะใช้ค่ายกลในเจดีย์ฆ่าพวกเรา!”
หนีถานตั้งรับเต็มพิกัด ระเบิดพลังศรัทธากลายเป็นลำแสงพุ่งขึ้นฟ้าหมายจะหนี
แต่ทันทีที่นางลอยตัวขึ้น สายฟ้าสีม่วงทองดุจมังกรยักษ์ก็พุ่งเข้าใส่
เพล้ง!
โล่ป้องกันของนางแตกกระจายทันทีที่สัมผัสสายฟ้า
ร่างของนางร่วงกระแทกพื้นพร้อมเสียงร้องโหยหวน หัวไหล่ข้างหนึ่งไหม้เกรียมเป็นตอตะโก
“อย่าฝ่าออกไป!”
เกิงจิงเฉิงตะโกนก้อง
“ถ้าข้าเดาไม่ผิด นี่คือค่ายกลโบราณ ‘อัสนีสระลวงจิต’ เป็นค่ายกลระดับเจ็ด!
“แต่โชคดีที่ค่ายกลขาดการดูแลมานาน พลังลดทอนลงไปมาก ตอนนี้เหลืออานุภาพแค่ระดับห้า ไม่อย่างนั้นพวกเราตายกันหมดแล้ว!”
“แล้ว...” เหวินเล่อถามลนลาน “พวกเราจะทำยังไงดี?”
“ค่ายกลนี้ฝ่าด้วยกำลังไม่ได้ ต้องแก้กลไกเท่านั้น!”
เกิงจิงเฉิงถอนหายใจ “ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่มันต้องใช้เวลานานมาก ป่านนั้นไอ้แซ่เฉินคงเอาของหนีไปไกลแล้ว!”
“บัดซบ!” เหวินเล่อสบถอย่างหัวเสีย “เท่ากับว่าเรามาเสียเที่ยวสินะ”
“เสียเที่ยวก็ยังดีกว่าตายอยู่ที่นี่” หนีถานกล่าว “สหายเกิง รีบลงมือเถอะ ข้ากับสหายเหวินจะช่วยท่านเต็มที่!”
“เงียบ!”
เกิงจิงเฉิงหลับตาลง เริ่มสัมผัสหาจุดอ่อนของค่ายกล
ในขณะเดียวกัน
ไป๋หลี่เสวียนเกอและเหล่าจอมยุทธ์คนอื่นๆ ก็ทยอยตามมาถึงหลังจากจบการต่อสู้
พวกเขายังไม่ทันเข้าใกล้ ก็เห็นค่ายกลสายฟ้าปรากฏขึ้นขวางหน้า
“ฮ่าๆ” ชงหยวนหัวเราะร่า “สหายเฉินซานซือทำได้ดีมาก!”
“ไอ้คนทรยศ!” หวงจิ่วเย่าสบถด่า
ทุกคนทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ยืนดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ
...
อีก​ด้าน​
ในมหาจักรวาลอันกว้างใหญ่ มีราชวงศ์หนึ่งนามว่า ‘ต้าเฉียน’
ต้าเฉียนมีอ๋องต่างแซ่ผู้เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู๊ นามว่า ‘เฉินจือ’
ท่านอ๋องผู้นี้เป็นผู้พิชิตห้าในเจ็ดรัฐ ช่วยให้ต้าเฉียนผงาดขึ้นเป็นเจ้าแห่งภาคกลาง
เเต่ท่านอ๋องผู้เกรียงไกรกลับไร้ทายาทสืบสกุล
จนกระทั่งรัชศกไท่คังปีที่ยี่สิบหก
ท่านอ๋องในวัยใกล้ฝั่ง ในที่สุดก็ได้บุตรชายคนแรก จวนอ๋องเหยียนจึงมีท่านซื่อจื่อ
เด็กคนนี้เกิดมาพร้อมกับหยกพกในปาก จึงได้ชื่อว่า ‘เฉินเซียนอวี้’
เฉินเซียนอวี้เติบโตมาบนกองเงินกองทอง เป็นคุณชายเจ้าสำราญที่แท้จริง นิสัยดื้อรั้นเอาแต่ใจ
แต่กระนั้น​กลับสนใจในวิชาธนู และมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์อย่างน่าทึ่ง
ในโลกนี้ วรยุทธ์แบ่งจากต่ำไปสูงคือระดับเก้าถึงระดับหนึ่ง เหนือระดับหนึ่งขึ้นไปคือ ‘มหาปรมาจารย์’
เฉินเซียนอวี้อายุเพียงสิบแปดปี ก็บรรลุระดับสาม เพลงธนูของเขาสามารถสังหารยอดฝีมือระดับสองได้ จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วหล้า
ฮ่องเต้ไท่คังโปรดปรานเขามาก ส่งเขาไปประจำการที่ชายแดนทางเหนือเพื่อต้านทานเผ่าคนเถื่อน
ในสนามรบ...
เฉินเซียนอวี้เผชิญกับความเป็นความตายหลายครั้ง แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง และยังแสดงพรสวรรค์ด้านการทหารที่น่าทึ่ง
ไม่นานหลังจากนั้น อ๋องเหยียนเฉินจือก็ถูกลอบสังหารเสียชีวิตขณะตามเสด็จฮ่องเต้ไปล่าสัตว์
ฮ่องเต้ทรงกรรแสงต่อหน้าขุนนาง ประกาศว่าการตายของอ๋องเหยียนคือความสูญเสียของแผ่นดิน และทรงแต่งตั้งให้เฉินเซียนอวี้สืบทอดตำแหน่งอ๋องเหยียนต่อทันทีโดยไม่ฟังเสียงคัดค้าน
เฉินเซียนอวี้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ แต่ในขณะเดียวกันก็แอบสืบหาความจริงเรื่องการตายของบิดา
ในที่สุดเขาก็พบว่า...ผู้บงการฆ่าพ่อ คืออัครมหาเสนาบดีคนปัจจุบัน!
และหลังจากอ๋องเหยียนตาย เสนาบดีผู้นี้ยังพยายามบ่อนทำลายกองทัพตระกูลเฉิน ทำให้เฉินเซียนอวี้กลายเป็นอ๋องที่ไร้อำนาจทหาร
เสนาบดี ‘เจี่ยอวี้’ คือเพื่อนรักร่วมเป็นร่วมตายของบิดา เขาเรียกขานว่า ‘ลุงเจี่ย’ มาตั้งแต่เด็ก ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนผู้นี้ถึงทำเช่นนี้
เฉินเซียนอวี้ไม่มีหลักฐาน ได้แต่รอวันที่จะใช้วิธีพิเศษล้มล้างคนผู้นี้
แต่เจี่ยอวี้มีอำนาจล้นฟ้าและเป็นที่ไว้วางพระทัยของฮ่องเต้ การจะล้มเขาไม่ใช่เรื่องง่าย
เฉินเซียนอวี้จึงทุ่มเทฝึกยุทธ์ สร้างผลงาน จนกลายเป็นขุนพลหนุ่มคนโปรดของฮ่องเต้ และในที่สุดก็ได้หลักฐานการฉ้อราษฎร์บังหลวงของเสนาบดีมาครอง
วันหนึ่ง...
เฉินเซียนอวี้เข้าเฝ้าฮ่องเต้เป็นการส่วนตัว เพื่อถวายฎีกาเอาผิดเสนาบดี
ฮ่องเต้ฟังจบก็ทรงกันแสง ก่นด่าเสนาบดีเจี่ยอวี้ และรับปากว่าจะตรวจสอบด้วยพระองค์เอง เพื่อคืนความเป็นธรรมให้
จากนั้น ฮ่องเต้ก็ตรัสถามว่า ก่อนตายอ๋องเหยียนผู้เฒ่าได้ทิ้งอะไรไว้ให้หรือไม่ เฉินเซียนอวี้ตอบตามความจริง
บิดาเคยสั่งเสียว่า...เมื่อใดที่เขาบรรลุถึงขั้นมหาปรมาจารย์ ให้ไปหาเจี่ยอวี้ ท่านลุงผู้นี้จะชี้ทางให้
ฟังจบ ฮ่องเต้ก็ซ่อนแววตาลิงโลดไว้ แล้วสั่งให้เฉินเซียนอวี้กลับไปก่อน พระองค์จะจัดการเสนาบดีทันที
สามวันต่อมา เสนาบดีถูกตัดสินประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตร
แต่ในวันที่บุกค้นบ้าน เจี่ยอวี้กลับหนีรอดไปได้ด้วยการคุ้มกันขององครักษ์
คืนนั้นเอง เขามาปรากฏตัวที่บ้านของเฉินเซียนอวี้
“เซียนอวี้! ฮ่องเต้หลอกเจ้า!”
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเฉินเซียนอวี้ อดีตเสนาบดีผมขาวโพลนได้เปิดเผยความจริงอันน่าตกใจ
ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของฮ่องเต้!
จุดประสงค์คือหนึ่ง เพื่อรวบอำนาจ ยึดคืนกองทัพอ๋องเหยียน และสอง เพื่อหาวิชาเซียนที่อ๋องเหยียนซ่อนไว้
ที่แท้เหนือกว่ามหาปรมาจารย์ ยังมีวิชาเซียน!
นานมาแล้ว...อ๋องเหยียนได้พบคัมภีร์เซียนโดยบังเอิญ แต่ไม่ยอมถวายให้ฮ่องเต้ เมล็ดพันธุ์แห่งความระแวงจึงเริ่มงอกงาม
ต่อมา อ๋องเหยียนสร้างผลงานจนบารมีสูงกว่าเจ้าเหนือหัว ฮ่องเต้ยิ่งอยากกำจัด แต่ก็ยังต้องพึ่งพาเขาในการรักษาความสงบ จึงจำต้องเลี้ยงไว้
จนกระทั่ง...เฉินเซียนอวี้ถือกำเนิด!
อ๋องเหยียนมีทายาท กองทัพม้าเหล็กสองแสนนายมีผู้สืบทอด!
ถ้าเฉินเซียนอวี้เป็นคนไม่ได้เรื่องก็แล้วไป แต่เขากลับมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ
ราชสำนักส่งเขาไปตายที่ชายแดน แต่เขากลับรอดมาได้ทุกครั้ง
ฮ่องเต้ทนไม่ไหว จึงลงมือสังหารอ๋องเหยียนผู้เฒ่าก่อน
ส่วนเจี่ยอวี้ เพื่อรักษาชีวิตเฉินเซียนอวี้ จึงต้องแสร้งทำเป็นศัตรู เพื่อซื้อเวลาให้เขาเติบโต
แต่ใครจะคิดว่า ฮ่องเต้ดูออกตั้งแต่ต้น บทสนทนาในวันนั้นเป็นเพียงการยืนยันข้อสันนิษฐาน
เมื่อมั่นใจ ฮ่องเต้ก็ลงมือทันที
….
เจี่ยอวี้มอบแผนที่แผ่นหนึ่งให้เฉินเซียนอวี้
“เมื่อเจ้าฝึกสำเร็จ ให้ใช้แผนที่นี้ไปยังภูเขาหิมะคุนหลุน ที่นั่นมีสมบัติเซียนซ่อนอยู่
“ฆ่าข้าซะ ใช้หัวข้าเป็นใบเบิกทางซื้อใจฮ่องเต้ แล้วหาข้ออ้างกลับไปทางเหนือ ที่นั่นมีกองทหารม้าห้าหมื่นนายที่ข้ากับพ่อเจ้าซ่อนไว้...”
สั่งเสียจบ เขาก็ปลิดชีพตัวเอง
เฉินเซียนอวี้หัวใจสลาย ตัดศีรษะท่านลุงไปถวายฮ่องเต้
ฮ่องเต้ระแวงว่าความลับอาจรั่วไหล แต่ก็ยังต้องการเฉินเซียนอวี้เพื่อหาสมบัติเซียน จึงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เฉินเซียนอวี้อ่านเกมขาด จึงโกหกว่าเห็นแผนที่ลายแทงจากตัวเจี่ยอวี้ แต่แผนที่ถูกเผาทำลายไปก่อนตาย
เขาอ้างว่าจะใช้ความทรงจำไปตามหาแผนที่นั้น เพื่อดูว่าเป็นสมบัติที่พ่อทิ้งไว้หรือไม่
ฮ่องเต้แสร้งตกลง แต่ก็ส่งคนสะกดรอยตาม
เฉินเซียนอวี้ฝ่าฟันอันตรายจนสลัดหลุดจากการติดตาม แล้วกลับไปก่อกบฏที่ชายแดน
จากนั้น แผ่นดินภาคกลางก็ลุกเป็นไฟ
ผ่านสงครามนับร้อยครั้ง ในที่สุดเฉินเซียนอวี้ก็ล้มล้างราชวงศ์ ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้
วรยุทธ์ของเขาก้าวสู่จุดสูงสุดของโลก เมื่อไปตามหาสมบัติของพ่อ ก็ได้พบคัมภีร์เซียนและวิธีเข้าสู่โลกผู้บำเพ็ญเพียร
จากนั้น เส้นทางการเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเร่ร่อนอันยาวนานก็เริ่มขึ้น
กลั่นลมปราณ, สร้างรากฐาน, ก่อเกิดเเก่นทองคำ…จนถึงระดับวิญญาณเเรกเริ่ม!
พริบตาเดียว เวลาผ่านไปกว่าสามร้อยปี
เฉินเซียนอวี้กลายเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าของโลกผู้บำเพ็ญเพียร
แต่เขา...กลับรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ดูแปลกหน้าแต่ก็คุ้นเคยอย่างประหลาด
และโลกผู้บำเพ็ญเพียรแห่งนี้ก็แปลกประหลาด ไม่มีใครฝึกฝนเกินระดับวิญญาณเเรกเริ่มขั้นปลายได้ ใครก็ตามที่พยายามก้าวสู่ระดับเปลี่ยนแปลงเทวะ จะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ทำลายล้าง
เฉินเซียนอวี้รู้ดีว่า ต้องค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง จึงตัดสินใจปิดด่านฝึกตนในถ้ำสวรรค์แห่งหนึ่งอย่างจริงจัง
เมื่อรู้กฎเกณฑ์ประหลาดของโลกนี้ เขาจึงฝึกฝนทั้งวิชาเซียนและวิถียุทธ์ควบคู่กัน เพื่อดูว่าจะทำลายคำสาปห้ามบรรลุเปลี่ยนแปลงเทวะได้หรือไม่
ร้อยกว่าปีผ่านไป...เขาบรรลุระดับวิญญาณเเรกเริ่ม
ทารกวิญญาณที่เคยอยู่ในตันเถียนล่าง เคลื่อนขึ้นสู่ตันเถียนกลาง
อีกสองร้อยปีต่อมา ทารกวิญญาณเคลื่อนสู่ตันเถียนบน บรรลุระดับวิญญาณเเรกเริ่มขั้นปลาย
….…