- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 564 : แผนการลับ
บทที่ 564 : แผนการลับ
บทที่ 564 : แผนการลับ
บทที่ 564 : แผนการลับ
“ท่านอาจารย์”
ทันทีที่เฉินซานซือย่างเท้าเข้ามาภายในถ้ำที่พัก เขาก็ประสานหมัดคารวะเป็นอันดับแรก
มู่ชูไท่ซึ่งกำลังหลับใหลอย่างมึนงงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น ก่อนจะปรายตามองอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“อ้อ…เจ้าหนูนี่เองรึ มีธุระอันใด”
“ศิษย์นำสุราที่ท่านอาจารย์โปรดปรานคราวก่อนมาฝากขอรับ”
เฉินซานซือเอ่ยพลางวางไหสุราใบหนึ่งลงบนโต๊ะ บนไหมีกระดาษสีแดงแปะอยู่ พร้อมด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ที่เขียนว่า ‘สุราหมื่นอสูรน้อมคารวะ’
“หืม?”
คราวนี้ไท่ซานจวินถึงกับยอมลุกขึ้นจากเตียงนอน เขาเปิดฝาไหแล้วยกขึ้นมาสูดดมกลิ่นใกล้ๆจมูกอย่างเต็มปอด
“สุราก็เป็นสุราชั้นเลิศอยู่หรอก…แต่ว่านะ…เจ้าหนูอย่างเจ้าเคยเอาของแบบนี้มาให้ข้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน!”
เขาซดสุราเข้าไปอึกใหญ่อย่างแรง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขรึมๆ
“ว่ามาเถอะน่า สรุปแล้วเจ้าหนูอย่างเจ้ามีเรื่องอันใดจะให้ข้าช่วย”
“ตอนนี้ศิษย์บรรลุขั้นปลายของระดับกายาทองคำแล้วขอรับ และกำลังเตรียมตัวที่จะมุ่งหน้าสู่ขอบเขตต่อไป”
เฉินซานซือตอบกลับไปตามตรง
“ด้วยเหตุนี้ ศิษย์จึงได้มาที่นี่…เพื่อจะมาขอเคล็ดวิชาจากท่านอาจารย์โดยเฉพาะเลยขอรับ”
“เคล็ดวิชางั้นรึ”
มู่ชูไท่แค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา
“เคล็ดวิชาที่ว่านั่นน่ะ…นับเป็นเคล็ดวิชายุทธ์ชั้นยอดอันดับต้นๆทั้งบนสวรรค์และโลกมนุษย์เชียวนะ”
“แล้วเจ้าคิดจะเอาแค่สุราไหเดียวมาแลกอย่างนั้นรึ ต่อให้เราจะเป็นศิษย์อาจารย์กันก็เถอะ…แต่เป็นศิษย์ก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนมิใช่รึไง”
สำหรับท่าทีและนิสัยเช่นนี้ของอาจารย์ เฉินซานซือคุ้นชินกับมันมานานแล้ว เขาจึงเพียงแค่เอ่ยถามกลับไปอย่างนอบน้อม
“แล้วมีสิ่งใดที่ศิษย์พอจะรับใช้ท่านอาจารย์ได้บ้างขอรับ”
ไท่ซานจวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“พอดีว่า…อาจารย์หญิงจิ้งซูของเจ้าเพิ่งจะรับศิษย์ใหม่เข้ามากลุ่มหนึ่ง เลยต้องการสมุนไพรจำนวนหนึ่งน่ะ”
พูดจบ เขาก็ล้วงหยิบเอารายการสมุนไพรที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมาจากอกเสื้อ
“ไม่ต้องส่งมาที่ข้านะ ส่งไปที่สำนักเซียวเซียงก็พอ”
ไท่ซานจวินกำชับเป็นพิเศษ
จากนั้น เขาก็ยังเรียกเอาหินวิญญาณและทรัพย์สินอื่นๆอีกจำนวนมาก จนกระทั่งไม่มีอะไรจะเรียกเอาได้อีกแล้วนั่นแหละ เขาจึงค่อยกระแอมในลำคอแล้วเข้าสู่ประเด็นสำคัญ:
“ขอบเขตที่สี่แห่งวิถียุทธ์นี้ มีนามว่า ‘กายาจำแลงฟ้าดิน’ ซึ่งเจ้าก็ได้ประจักษ์แก่สายตาตนเองมาแล้ว”
“ตั้งแต่ขอบเขตพลังแท้จริงไปจนถึงขอบเขตกายาทองคำ ล้วนเป็นการวางรากฐานเพื่อขอบเขตนี้ทั้งสิ้น”
“ขอบเขตกายาทองคำนั้น คือการเปิดด่านทั้งสาม ตันเถียนทั้งสาม และจุดทั้งสาม แม้จะดูครอบคลุมทุกส่วน แต่ความจริงแล้วยังไม่ลึกซึ้งพอ”
“ส่วนขอบเขตกายาจำแลงฟ้าดินนั้น จะต้องมุ่งเน้นไปที่การบำเพ็ญทวารทั้งเจ็ดอย่างละเอียด”
“ทวารทั้งเจ็ดที่ข้าพูดถึงนี้ มิใช่รูหูรูตาหรือปากจมูก แต่เป็นทวารทั้งเจ็ดที่อยู่ในหัวใจ”
“มีเพียงการทะลวงทวารทั้งเจ็ดให้โปร่งใส และผสานเข้ากับจิตวิญญาณแห่งสวรรค์เท่านั้น จึงจะสามารถเข้าถึงกฎเกณฑ์และใช้วิชากายาจำแลงฟ้าดินได้อย่างสมบูรณ์”
“กระบวนการนี้ เปรียบเสมือนการใช้ร่างกายเป็นเตาหลอม เพื่อรองรับพลังอันยิ่งใหญ่ของฟ้าดิน”
“ทวารทั้งเจ็ดนี้ มีนามว่า เจี่ยหลี กวนเวย เหลียนซาน เสวียนเหอ ทงเสวียน หรานซี และกุยฉาง ตามลำดับ”
“ต่อไป ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้แก่เจ้า”
“อัสนีเทียนซูแผดเผากายา...”
มู่ชูไท่เพิ่งจะเอ่ยประโยคแรกจบ ก็พลันหยุดชะงักลงอีกครั้ง สายตาจับจ้องไปที่ชายหนุ่มในชุดขาว
เฉินซานซือเข้าใจในทันที เขาครุ่นคิดอย่างละเอียด ก่อนจะคาดเดาประโยคต่อไป
“เก้ามณีหวนคืนสู่...”
“พอเลย! ไม่มีคำไหนถูกสักคำ!”
ไท่ซานจวินตวาดลั่น
“เหตุใดข้าถึงได้มารับเจ้าคนโง่เง่าเช่นนี้เป็นศิษย์ด้วยนะ! ก่อนหน้านี้ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วว่าอย่าเอาแต่ฝึกฝนวิชา”
“ให้หัดเรียนรู้ที่จะคิดค้นเคล็ดวิชาด้วยตนเองบ้าง เหตุใดเจ้าถึงได้ไม่รู้จักเรียนรู้เสียที!”
“ศิษย์โง่เขลาขอรับ”
เฉินซานซือเอ่ยอย่างจริงใจ
“เส้นลมปราณและจุดต่างๆในร่างกายมนุษย์นั้นซับซ้อนยิ่งนัก วิธีการโคจรพลังก็มีมากกว่าล้านวิธี ยากที่จะสรุปเป็นกฎเกณฑ์ที่ตายตัวได้จริงๆขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะด้วยเถิดขอรับ ว่ามีเคล็ดลับอันใดซ่อนอยู่หรือไม่”
“เคล็ดลับรึ”
ความโกรธของไท่ซานจวินยิ่งทวีคูณขึ้น
“หากเคล็ดลับนี้สามารถเอ่ยออกมาได้ง่ายๆเช่นนั้นแล้ว…มิใช่ว่าทุกคนก็จะสามารถคิดค้นเคล็ดวิชาได้เองหมดแล้วรึ! ไปคิดเองสิ!”
“เดาต่อไป! หากเดาไม่ถูกแม้แต่คำเดียว ก็ไม่ต้องฝึกฝนต่อไปแล้ว! ถึงฝึกไปก็เป็นได้แค่สวะ!”
เฉินซานซือสูดหายใจเข้าลึกๆหลับตาลง แล้วเริ่มทบทวนประโยคแรกของเคล็ดวิชาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยอาศัยคำชี้นำก่อนหน้านี้เพื่อคาดเดาวิธีการโคจรพลังในประโยคที่สอง
ภายในสองชั่วยาม เขาได้ลองวิธีการโคจรพลังไปกว่าร้อยวิธี แต่ก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด จนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งวันนั่นแหละ เขาจึงค่อยเกิดความเข้าใจขึ้นมา
“สามเพลิงหลอมกำเนิดมังกรแท้จริง”
“โอ้?”
ไท่ซานจวินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ไม่เลวนี่ พูดถูกรวดเดียวถึงสี่คำเลยรึ!”
พอพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป เขากระชากแส้หนามเหล็กเส้นหนึ่งออกมา แล้วฟาดลงบนแผ่นหลังของเฉินซานซืออย่างแรง!
เมื่อต้องเผชิญกับการลงโทษ เฉินซานซือมิกล้าขัดขืน เขาจงใจกดพลังฝึกปรือของตนเองลง ปล่อยให้แส้หนามเหล็กฉีกกระชากเนื้อหนังจนเกิดเป็นรอยแผลฉกรรจ์ที่บิดเบี้ยว
“แต่เจ้ารู้หรือไม่ ว่าสามคำที่เจ้าพูดผิดไปเมื่อครู่นี้…มันสามารถคร่าชีวิตเจ้าได้เลยนะ!”
มู่ชูไท่ตวาดลั่น
“การคิดค้นเคล็ดวิชานั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ…ยอมไม่ทำเสียยังดีกว่าทำผิด! หากธาตุไฟเข้าแทรกขึ้นมาเมื่อใด โทษสถานเบาก็คือพลังฝึกปรือถดถอย โทษสถานหนักก็คือถึงแก่ความตาย!”
“ถ้าเช่นนั้น...”
เฉินซานซือสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่นหลัง พลันพบว่ามีไอพลังจางๆสายหนึ่งกำลังไหลเวียนอยู่ภายในบาดแผล เขาจึงเข้าใจในทันที
“น่าจะเป็น ‘สามเพลิงหลอมกำเนิดแท่นหยก’”
“ต่อไป!”
ไท่ซานจวินเอ่ยเสียงกร้าว
“ประโยคต่อไป! หากพูดผิดแม้แต่คำเดียว ก็โดนหนึ่งแส้! หากทนไม่ไหวก็ไสหัวไปซะ! ข้ารับศิษย์มาแต่ไหนแต่ไรก็เข้มงวดเช่นนี้แหละ!”
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองคน อยู่ด้วยกันในถ้ำแห่งนั้น…เป็นเวลาถึงสามวันสามคืน!
…..
เมื่อเฉินซานซือได้เคล็ดวิชาขอบเขตที่สี่ประโยคสุดท้ายมา เขาก็รู้สึกว่าแม้จะยังไม่ได้เริ่มฝึกฝน แต่ก็กลับจดจำได้อย่างขึ้นใจแล้ว
เคล็ดลับต่างๆที่ซ่อนอยู่ก็สามารถเข้าใจได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ใดชี้แนะ!
เขาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ไม่ว่าอุปนิสัยของไท่ซานจวินจะเป็นเช่นไร แต่เขาก็เป็นอัจฉริยะด้านการฝึกปรืออย่างแท้จริง
แต่…อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ จะยอมใช้ชีวิตอย่างไร้ค่ารอวันตายไปวันๆเช่นนี้จริงๆหรือ?
…
[เคล็ดวิชา: คัมภีร์มังกร (ขอบเขตกายาทองคำขั้นปลาย)]
[ความคืบหน้า: 0/300]
...
แผงสถานะความชำนาญปรากฏขึ้น
ต่อไป เพียงแค่เฉินซานซือทะลวงทวารทั้งสามแห่งวังใจ ‘เจี่ยหลี กวนเวย และเหลียนซาน’ ได้สำเร็จ และผ่านพ้นมหันตภัยแห่งวิถียุทธ์ เขาก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตกายาจำแลงฟ้าดินได้อย่างเป็นทางการ
ทวารสามจุดแรกนั้น เนื่องจากเป็นด่านเริ่มต้น จึงเป็นสามทวารที่สามารถฝึกฝนได้เร็วที่สุดในบรรดาทวารทั้งเจ็ดแห่งวังใจ
แต่ถึงกระนั้น หากไม่มีเวลาสักสี่ห้าปี ก็คงยากที่จะไปถึงเกณฑ์การทะลวงระดับได้
เมื่อเทียบกันแล้ว เคล็ดวิชากลืนอัคคีน่าจะไปถึงก่อนเล็กน้อย
…..
“เรื่องการเผชิญมหันตภัย เจ้าเตรียมการพร้อมแล้วหรือยัง”
ไท่ซานจวินเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ยังคงอยู่ในระหว่างการเตรียมการขอรับ”
เฉินซานซือตอบตามความจริง
“อาจารย์มีสหายเก่าอยู่สองสามคนที่อาณาจักรหมื่นอสูร”
มู่ชูไท่เอ่ยขึ้น
“ที่นั่นมีสถานที่ดีๆแห่งหนึ่ง ที่สามารถให้เจ้าปิดด่านฝึกฝนได้เป็นเวลานาน และของที่ใช้ในการทะลวงสู่ขอบเขตต่อไป ก็มีโอกาสปรากฏในอาณาจักรหมื่นอสูรมากกว่าด้วย”
“เจ้าสนใจจะไปตอนนี้เลยหรือไม่ เเล้วก็สามารถพาแม่หนูเจียงไปด้วยได้นะ”
ศิษย์พี่หญิง...
เฉินซานซือนึกขึ้นได้
หลังจากที่ถูกเมล็ดพันธุ์มารเข้าสิงครั้งล่าสุด พลังฝึกปรือของเจียงซีเยว่ก็เพิ่มสูงขึ้นเองอีกครั้ง บัดนี้ระดับพลังของนางเกรงว่าจะไม่ด้อยไปกว่าตนเองแล้ว
การทะลวงสู่ระดับวิญญาณแรกเริ่มก็คงจะเป็นเรื่องในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้
และจากสถานการณ์ก่อนหน้านี้แล้ว การทะลวงระดับของนางก็ไม่สามารถกดไว้ได้
ทวีปตงเซิ่งเสินโจว สามารถให้ความคุ้มครองได้ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะรองรับมหันตภัยวิญญาณแรกเริ่มได้
นั่นก็หมายความว่า…ศิษย์พี่หญิงไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเสี่ยงอันตรายกลับมาอยู่ดี
ความหมายของไท่ซานจวินก็คือ ต้องการให้เขาพาศิษย์พี่หญิงออกจากดินแดนแห่งความขัดแย้งนี้ ไปหาสถานที่ที่ปลอดภัย
“เกรงว่าช่วงนี้คงจะยังไม่ได้ขอรับ”
เฉินซานซือเอ่ยขึ้น
“ตอนนี้ฝ่ายมารเป็นเพียงการถอยทัพชั่วคราวเท่านั้น สามารถกลับมาโจมตีได้ทุกเมื่อ หากจะไปจริงๆก็ควรจะรอให้ผู้ฝึกตนระดับสูงกว่าจากสำนักคุนซูมาประจำการเสียก่อน”
“โง่เง่า!”
มู่ชูไท่เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ความเป็นความตายของคนพวกนี้มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย! รีบไสหัวไปซะ! อย่ามาเกะกะขวางหูขวางตาข้าอยู่ที่นี่!”
เฉินซานซือมิได้โต้เถียง เขาประสานมือคารวะแล้วจากไป
ระหว่างทางกลับ เขาเห็นเหล่าศิษย์ของสำนักชิงซูต่างก็ร่าเริงยินดี
เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักชิงซู จางหวายชิ่ง ได้ทะลวงระดับอีกครั้ง บรรลุถึงระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายแล้ว
เมื่อได้ทราบข่าวนี้ แม้แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
นับจากที่อีกฝ่ายก้าวเข้าสู่ระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลางได้เพียงครั้งเดียว ก็ผ่านมาเพียงแค่สิบปีเท่านั้น
ในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนี้ บุคคลผู้นี้กลับสามารถทะลวงสู่ระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายได้อีกครั้ง กลายเป็นยอดฝีมือที่นับนิ้วได้ในใต้หล้า
ความเร็วระดับนี้ มิอาจใช้คำว่าอัจฉริยะมาอธิบายได้อีกต่อไปแล้ว!
นี่มันเกินกว่าความเข้าใจของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรไปโดยสิ้นเชิง จะว่าพันปี หรือแม้แต่หมื่นปี ก็ไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมาก่อน
หากจำเป็นต้องอธิบายจริงๆเช่นนั้นแล้วก็คงจะมีเพียงความเป็นไปได้เดียว…เซียนกลับชาติมาเกิด!
มิเช่นนั้นแล้ว การฝึกฝนตามปกติ แม้จะมีพรสวรรค์สูงส่งเพียงใด ก็ย่อมไม่มีทางไปถึงความเร็วที่ท้าทายสวรรค์เช่นนี้ได้อย่างแน่นอน!
สำหรับเฉินซานซือแล้ว นี่นับเป็นข่าวดี
เพราะนั่นหมายความว่าความแข็งแกร่งของสำนักชิงซูได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
ด้วยความสัมพันธ์ของอาจารย์หญิง บางทีเรื่องของเจียงซีเยว่อาจจะมีความหวังขึ้นมาในอนาคตก็ได้
ถ้าเช่นนั้นแล้ว…แผ่นค่ายกลที่สวี่ไท่ซู่มอบให้ตนเองก่อนหน้านี้ จะเป็นของที่เตรียมไว้ให้จางหวายชิ่งหรือไม่?
หากสำนักชิงซูสามารถมีผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะได้จริงๆก็จะกลายเป็นสำนักสวรรค์ลำดับที่สี่อย่างสมภาคภูมิ!
เฉินซานซือครุ่นคิดไปพลาง ระหว่างทางกลับไปยังกระโจมบัญชาการ ก็ได้รับสาส์นจากสำนักศักดิ์สิทธิ์อีกฉบับหนึ่ง
ทราบว่าอีกไม่เกินสองเดือน จะมีผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลางอย่างน้อยสองคนเดินทางมาสนับสนุน
“มีคำสั่งลงไป ให้เปิดใช้งานค่ายกลป้องกันเมืองตลอดเวลา และภายในก็ต้องคุมเข้ม ห้ามประมาทเลินเล่อแม้แต่น้อย”
เวลาสองเดือน จะว่ายาวก็ไม่ยาว จะว่าสั้นก็ไม่สั้น
หวังเพียงว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี เขาก็จะได้หาโอกาสมุ่งมั่นกับการทะลวงระดับเสียที
…..
นับตั้งแต่ที่ผู้อาวุโสอสูรโบราณสิ้นชีพ ฝ่ายมารก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆอีกเลย
ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่กันอย่างสงบสุข ชายแดนเงียบสงบอย่างยิ่ง
แต่ทว่าในสนามรบหลัก จางหวายชิ่งกลับเพิ่งจะทะลวงสู่ระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายพอดี
และก่อนที่จะเปิดศึก สำนักดาบสวรรค์ก็เคยแสดงท่าทีเป็นศัตรูอย่างชัดเจนมาก่อน
เมื่อนำทั้งสองเรื่องมาเชื่อมโยงกัน ในใจของเฉินซานซือก็พลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา...
...
ณ สันเขากัดกระดูก
เทือกเขาที่เคยทอดยาวต่อเนื่อง บัดนี้ได้พังทลายลงไปกว่าครึ่งแล้ว บนเนินเขาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ก็ไม่มีแหล่งกำเนิดพลังปราณชั่วร้ายอีกต่อไป
จ้าวซ่งและฉวี่ซานย่วน นำทัพฝ่ายมารถอยกลับไปกว่าพันลี้ เพื่อพักฟื้นกำลัง
ภายในตำหนักใหญ่ที่ปรักหักพัง
ต้งเวยและหรงโหรวจวิน ทั้งสองคนนั่งอยู่ตรงข้ามกับฮ่องเต้เทียนสี่ กำลังกระซิบกระซาบพูดคุยเรื่องบางอย่างกันอยู่
“เจ้าว่ากระไรนะ!”
หลังจากที่จ้าวซ่งฟังจบ เขาก็พลันลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง มองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา
“คำพูดเหล่านี้…เป็นท่านผู้อาวุโสฮวางฝู่ให้พวกเจ้ามาบอกข้าจริงๆรึ”
“ถูกต้อง”
หรงโหรวจวินเอ่ยขึ้น
“หากสหายเต๋ามิเชื่อ เช่นนั้นก็รอสักครู่ ของแทนใจของผู้อาวุโส ‘ต้วนหุน’ แห่งฝ่ายมารของท่าน ก็น่าจะมาถึงในไม่ช้านี้แล้ว”
สิ้นเสียงนั้น ก็มีลมเย็นสายหนึ่งพัดเข้ามาในตำหนัก
เมื่อลมเย็นสลายไป ก็ปรากฏร่างของฉวี่ซานย่วนขึ้น
นางเดินเข้ามาอยู่ข้างๆจ้าวซ่งอย่างรวดเร็ว แล้วกระซิบที่ข้างหูสองสามประโยค
จ้าวซ่งหรี่ตาลง
“คาดไม่ถึงเลยจริงๆว่าสำนักดาบสวรรค์จะยอมทำถึงเพียงนี้เพื่อที่จะสังหารจางหวายชิ่ง”
“การต่อสู้แย่งชิงโชคชะตาแห่งสายธารวิถี ย่อมเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
หรงโหรวจวินเอ่ยเสียงเย็นชา
“บัดนี้ สหายเต๋าเทียนสี่คงจะเชื่อคำพูดของข้าแล้วกระมัง”
“หากพวกท่านเตรียมจะลงมือแล้ว ก็อย่าได้ยืดเยื้ออีกต่อไป!”
นักพรตต้งเวยเอ่ยเสียงขรึม
“หากมีคนจากฝ่ายคุนซูเดินทางมาก่อนเวลา แผนการของพวกเราก็อาจจะถูกเปิดโปงได้ทุกเมื่อ!”
จ้าวเหอจ้องมองดวงตาของอีกฝ่ายตรงๆ
“ข้าอยากจะถามสักคำ สำนักดาบสวรรค์ของพวกท่านทำเช่นนี้ มิต้องกังวลว่าข่าวจะรั่วไหลออกไปบ้างรึ”
“หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่เกินร้อยปี จางหวายชิ่งก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับเปลี่ยนแปลงเทวะได้แล้ว ถึงตอนนั้น สำนักดาบสวรรค์ก็มีแต่ตายมิใช่รึ!”
หรงโหรวจวินเอ่ยขึ้น
“แทนที่จะทำอย่างนั้น โจมตีก่อนน่าจะดีกว่า”
“นอกจากนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ และผู้อาวุโสของทั้งสองฝ่ายได้สาบานต่อสวรรค์แล้ว ตราบใดที่ไม่มีใครเหลือรอดชีวิต ใครจะรู้เรื่องนี้?”
“ตกลง” จ้าวซ่งตอบตกลง
“ในเมื่อแม้แต่ปรมาจารย์ต้วนหุนก็เอ่ยปากแล้ว พวกเราย่อมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เมื่อพวกท่านเตรียมการพร้อมแล้ว ก็จงแจ้งให้ข้าทราบก็แล้วกัน”
หลังจากปรึกษาหารือกันเสร็จสิ้น หรงโหรวจวินและอีกคนก็กลายเป็นลำแสงสายหนึ่ง หายวับไปในชั่วพริบตา
…..
“เหอะๆ” ฉวี่ซานย่วนเอ่ยอย่างเย็นชา
“เจ้าฮวางฝู่หานเติงผู้นี้ ช่างเหี้ยมโหดเสียจริง”
“ข้าเคยคิดว่า ครั้งนี้พวกเราคงยากที่จะยึดครองแคว้นกว่างเหรินได้อีกแล้ว คาดไม่ถึงเลยจริงๆว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วย”
ฮ่องเต้เทียนสี่มองแผ่นหลังของทั้งสองคนที่จากไป ในดวงตาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
“สำนักใหญ่ฝ่ายธรรมะอันใดกัน สุดท้ายก็เป็นได้แค่พวกสุนัขรับใช้”
“เพื่อผลประโยชน์ของตนเองแล้ว…สามารถทำได้ทุกอย่าง”
“ใต้หล้านี้ มีเพียงการสร้างระเบียบขึ้นมาเท่านั้น จึงจะสามารถยุติความโกลาหลที่ไม่สิ้นสุดนี้ได้ แล้วคืนความสงบสุขให้แก่ปวงประชา”
“สหายเต๋าเทียนสี่ ช่างมีความทะเยอทะยานยิ่งนัก”
น้ำเสียงของฉวี่ซานย่วนเจือไปด้วยความเย้ยหยัน
“พวกเรามาคุยกันดีกว่า ว่าต่อไปควรจะดำเนินการอย่างไรกันแน่”
“หลังจากที่ถอนทัพครั้งนี้ ข้าได้ทำการศึกษาเป็นการพิเศษ พบว่าสาเหตุที่ซุ่ยหลีเยี่ยนตายด้วยน้ำมือของเฉินเหล่ยนั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือการติดอยู่ในค่ายกลสามมหันตภัยสลายวิญญาณ”
“นั่นก็หมายความว่า…เจ้าเด็กแซ่เฉินผู้นั้นมีความรู้ความสามารถด้านค่ายกลไม่ธรรมดา หากต้องการให้แผนการสำเร็จ ก็ควรจะป้องกันเขาไว้บ้าง”
จ้าวเหอพยักหน้าครุ่นคิด ไม่นานก็เอ่ยเสียงดัง
“มีคำสั่งลงไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้โจมตีกำแพงเมืองอย่างเต็มกำลัง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม! จะต้องดึงความสนใจของพวกมันไว้ที่สนามรบด้านหน้าให้ได้!”
[เคล็ดวิชา: เคล็ดกลืนอัคคี (ระดับเเก่นทองคำขั้นปลาย)]
[ความคืบหน้า: 62/200]
…..
เฉินซานซือยังคงฝึกฝนทั้งวันทั้งคืนเช่นเคย ไม่เคยหยุดพักแม้แต่น้อย
เมื่อรู้สึกเบื่อหน่ายกับการฝึกฝนเคล็ดวิชา เขาก็จะยกเตาหลอมโอสถออกมา หลอมโอสถนานาชนิด ไม่ปล่อยให้เวลาที่จะสามารถพัฒนาตนเองได้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์แม้แต่น้อย
ทักษะการหลอมโอสถของเขาก็ชำนาญถึงขีดสุดแล้ว โอสถระดับสามโดยพื้นฐานแล้วสามารถหลอมได้สำเร็จอย่างง่ายดาย
เพื่อที่จะรองรับการใช้พลังจากการแปรเปลี่ยนพลังเป็นลูกศร เฉินซานซือได้เริ่มหลอมโอสถเสริมพลังวิญญาณระดับสี่แล้ว
เขาใช้จิตวิญญาณควบคุมการเปลี่ยนแปลงอันละเอียดอ่อนของมรรคาวิถีภายในเตาหลอมโอสถ หลังจากล้มเหลวไปหลายครั้ง ก็สามารถเข้าใจเคล็ดลับได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แต่ทว่า…ในขณะที่โอสถกำลังจะสำเร็จนั้นเอง เตาหลอมโอสถกลับปรากฏรอยร้าวขึ้นมาเส้นหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่า…ใช้งานหนักเกินไป จนใกล้จะพังแล้ว!
เฉินซานซือสามารถหยุดได้ อย่างมากก็แค่เสียวัตถุดิบไปหนึ่งเตา
แต่เขากลับพบว่า ระดับของตนเองในปัจจุบันดูเหมือนจะไม่จำเป็นต้องใช้เตาหลอมโอสถช่วยอีกต่อไปแล้ว สามารถอาศัยเพียงแค่วิชาอัคคีในการหลอมโอสถได้โดยตรง
ประกอบกับจิตวิญญาณของเขาที่ใกล้จะถึงระดับวิญญาณแรกเริ่มแล้ว ในท้ายที่สุด เขาก็สามารถใช้เตาหลอมโอสถที่เสียหายนั้น…หลอมโอสถสำเร็จได้ในที่สุด
...
[ทักษะ: การหลอมโอสถ (ระดับสี่)]
[ความคืบหน้า: 0/2000]
[สรรพคุณ: การหลอมโอสถด้วยวิชาอัคคี]
[การหลอมโอสถด้วยวิชาอัคคี: การหลอมโอสถด้วยมือเปล่า ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมืออีกต่อไป]
………