- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 542 : เทพสงครามแห่งต้าฮั่น!
บทที่ 542 : เทพสงครามแห่งต้าฮั่น!
บทที่ 542 : เทพสงครามแห่งต้าฮั่น!
บทที่ 542 : เทพสงครามแห่งต้าฮั่น!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพอสูรที่ถาโถมเข้ามาด้วยจิตสังหารอันท่วมท้น
ไม่เพียงแต่เหล่าทหารหาญแห่งต้าฮั่นเท่านั้น แม้แต่ศิษย์จากสำนักต่างๆเองก็อดที่จะรู้สึกหวาดหวั่นในใจไม่ได้
เรียกได้ว่าก่อนที่การรบจะเปิดฉากขึ้น ฝ่ายต้าฮั่นก็ตกเป็นรองในด้านขวัญกำลังใจไปแล้วหนึ่งส่วน
“ช่างพูดจาไร้สาระเสียจริง!”
ในตอนนั้นเอง เซียวป๋อซวี่แห่งสำนักชิงเสวียนก็ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมตวาดก้อง
“หากพวกเจ้ามีปัญญาถึงเพียงนั้นจริง ไหนเลยจะต้องเสียเวลามาเกลี้ยกล่อมให้พวกข้ายอมจำนนอยู่ตรงนี้!”
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสแห่งเผ่าอสูรบรรพกาลนามว่าซุ่ยหลีเยี่ยนก็ก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว ลมหายใจที่พวยพุ่งออกมาจากจมูกของเขาร้อนระอุราวกับเปลวเพลิง
“ตาเฒ่าเซียว”
“ครั้งก่อนที่ภูผาหลูกู นับว่าพวกเจ้าหนีได้เร็วนัก แต่ครานี้แหละ ข้าผู้นี้จะขอถลกกระดูกของเจ้าออกมาหลอมเป็นศาสตราวุธให้จงได้!”
“อย่ามัวแต่ปากดีอยู่ตรงนี้เลยไอ้เฒ่าสารเลว! คิดว่าแค่หนังเหนียวเนื้อหนาแล้วพวกข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้หรืออย่างไร!”
เซียวป๋อซวี่ประสานอินด้วยสองมือ พลันดึงดาบเล่มหนึ่งออกมาจากความว่างเปล่า
ตัวดาบเล่มนี้หลอมขึ้นจากแก่นหยกเสวียนกวงพันปี ทั่วทั้งเล่มไหลเวียนด้วยประกายแสงสีทองเหลว ใบดาบกว้างสามนิ้ว โปร่งแสงราวกับเนื้อแก้วหลิวหลี อักขระอักษรสีทองพวยพุ่งออกมาจากสันดาบ ดุจดั่งดวงดาราที่พร่างพราย
ศาสตราวิเศษ, ดาบประกายทองเสวียนกวง
ในพริบตา ร่างของเขาก็กลายสภาพเป็นลำแสง พุ่งทะยานเข้าใส่ค่ายกลของศัตรูโดยตรง
“ดีล่ะ”
ซุ่ยหลีเยี่ยนกระทืบเท้าหนึ่งครั้ง ร่างของเขาทะยานขึ้นสู่ฟ้าราวกับภูเขาทั้งลูก
รอยแยกบนผิวของเขาเปล่งประกายร้อนแรงดั่งลาวาหลอมเหลว แขนที่กำยำนั้นพันธนาการด้วยโซ่เหล็กทมิฬซึ่งปลายโซ่เชื่อมต่อกับขวานขนาดมหึมา
ศาสตราวิเศษ, ขวานมังกรพันธนาการสะบั้นวิญญาณ!
มันเหวี่ยงโซ่เหล็กในมือ ทำให้ขวานสะบั้นวิญญาณหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อเกิดเป็นวังวนขนาดใหญ่ที่ปั่นป่วนทะเลเมฆจนพลิกคว่ำ จากนั้นจึงรวมตัวกันเป็นพายุหมุนสีเลือด แล้วฟาดกระหน่ำลงไปเบื้องหน้าอย่างหนักหน่วง!
ประกายดาบและขวานยักษ์ปะทะกันอย่างจัง! ก่อให้เกิดคลื่นพลังสะท้อนกลับรุนแรงดุจสึนามิ จนเรือรบขนาดเล็กหลายลำที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้งแทบทนรับไม่ไหว เกือบจะพลิกคว่ำลงไป!
บนเรือธงหลัก หญิงชราฉวี่ซานย่วนมิได้มัวแต่ยืนชมดูนางคร้านิ่ง….ในชั่วพริบตา ร่างของนางก็หายวับไปจากจุดเดิมอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า จะเห็นเพียงเมฆดำม้วนตัวอย่างน่าพิศวง โดยไม่มีระลอกพลังปราณใดๆปรากฏออกมา แต่มันกลับเคลื่อนตัวเข้าใกล้แผ่นหลังของเซียวป๋อซวี่อย่างรวดเร็ว
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงพิณอันไพเราะพลันดังขึ้น!
เมื่อมองตามทิศทางของเสียงไป ก็พบว่าเบื้องหน้าของซ่างกวนอวิ๋นจื้อแห่งหอสมุทรมายา ปรากฏพิณโบราณขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็มิอาจทราบได้
ตัวพิณยาวเก้าจั้ง แกะสลักขึ้นจากน้ำแข็งนรกานต์หมื่นปี ทั่วทั้งตัวพิณไหลเวียนด้วยแสงสีเงินอมฟ้าดุจดั่งเม็ดทรายดารา
สายพิณทั้งเจ็ดสายถักทอขึ้นจากแสงออโรร่า ใต้สายพิณแต่ละเส้นมีอักขระผลึกน้ำแข็งที่สอดคล้องกับหมู่ดาวจระเข้ลอยเด่นอยู่!
ยามที่มือนวลเรียวยาวของนางดีดลงบนสายพิณ แสงสะท้อนก็แตกกระจายเป็นประกายรุ้งหลากสีราวกับปริซึม ในบัดดล ทั่วทั้งมิติก็ปรากฏรอยร้าวผลึกน้ำแข็งคล้ายใยแมงมุม ปกคลุมเมฆดำบนท้องฟ้าเอาไว้จนแน่นหนา!
ศาสตราวิเศษ, พิณน้ำแข็งแก่นวิญญาณ!
“ผู้อาวุโสฉวี่” ซ่างกวนอวิ๋นจื้อเอ่ยด้วยใบหน้าเย็นชา “นี่ท่านคิดจะไปที่ใดกันรึ?”
“เหอะๆ!”
ฉวี่ซานย่วนปรากฏร่างออกมาจากกลุ่มเมฆดำ ดวงตาของนางมองมาอย่างเย็นเยียบ
“แม่นางซ่างกวน ผิวพรรณของเจ้านี่ช่างนุ่มนวลอ่อนเยาว์ราวกับเด็กทารก เห็นทีว่าข้าคงต้องขอยืมมาสวมใส่สักสองสามวัน จะว่ากระไรหรือไม่?”
“หากท่านมีปัญญา ก็มาเอาไปเองเถิด” ซ่างกวนอวิ๋นจื้อแค่นเสียงเย็นชา
สิ้นเสียง นางก็ดีดสายพิณฉับพลัน! คลื่นเสียงสำแดงเดชแผ่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ ราวกับคลื่นดาบอันคมกริบที่ถาโถมเข้าใส่!
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ฮ่องเต้เทียนสี่แห่งต้าซ่งได้ผนึกร่างเนื้อของตน แล้วผสานดวงวิญญาณเข้ากับหุ่นเชิดวิญญาณแรกเริ่ม กลายร่างเป็นมังกรยักษ์ หมายจะเข้าช่วยเหลือยอดฝีมือระดับวิญญาณแรกเริ่มของฝ่ายอสูรทั้งสอง
แต่ทว่า ทันทีที่ร่างของเขาทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ เบื้องหน้าก็ปรากฏรอยแยกสีดำทมิฬขึ้นมาเสียก่อน
รอยแยกนั้นดูราวกับมีใครบางคนตวัดพู่กันสาดน้ำหมึก ทิ้งร่องรอยประทับไว้บนความว่างเปล่า
ปราณดาบวารีหมึกสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากรอยแยกนั้น! ร่างมังกรจำต้องถอยหลบไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว และในวินาทีต่อมา ก็เห็นชายชราในอาภรณ์เรียบง่ายผู้หนึ่งก้าวออกมาจากรอยแยกนั้น
ในมือของเขาถือพู่กันด้ามหนึ่งยาวเท่าแขน
พู่กันด้ามนี้ ใช้ “ไม้บำรุงวิญญาณเก้าภัยพิบัติ” อายุสี่พันปีเป็นแกนหลัก ระหว่างลายไม้ไหลเวียนด้วยลายสายฟ้าสีทองเข้มที่ผ่านการหลอมจากอัสนีสวรรค์ ด้ามพู่กันประดับด้วยแก่นหยกขนาดเท่าเม็ดทราย
ส่วนปลายพู่กันนั้น ใช้ขนวิเศษจากหน้าผากของสัตว์วิญญาณระดับสูงแห่งทะเลเหนือเป็นวัสดุหลัก ยามที่ตวัด จะปรากฏเงามายาดอกบัวหมึกซ้อนทับกันเป็นชั้นๆราวกับกำลังวาดภาพลงบนความว่างเปล่า
ศาสตราวิเศษ, พู่กันวารีหมึกห้วงสวรรค์!
เฟิงชิงแห่งสำนักว่านเซี่ยงยืนขวางทางเอาไว้ พลางแย้มยิ้มให้ฮ่องเต้เทียนสี่
“สหายเต่าน้อย คู่ต่อสู้ของเจ้าคือข้าผู้เฒ่าผู้นี้”
ร่างมังกรของจ้าวเซิ่นจ้องมองชายชราเขม็ง ปากมังกรเอ่ยวาจาภาษามนุษย์
“ได้ยินมานานแล้วว่าวิชาอาคมของผู้อาวุโสเฟิงนั้นล้ำเลิศ วันนี้ข้าจะได้ประจักษ์แก่สายตาเสียที!”
“โฮก...”
มันคำรามก้อง กรงเล็บทั้งเก้ากุมดาบยาวไว้มั่น แล้วพุ่งทะยานเข้าใส่เบื้องหน้า
ณ บัดนี้ ยอดฝีมือระดับวิญญาณแรกเริ่มทั้งหกคน ได้เปิดฉากตะลุมบอนกันอยู่เบื้องหน้ากองทัพทั้งสองฝ่าย!
...
ท่ามกลางกองทัพอสูร บนดาดฟ้าเรือรบมังกรเทียนจิ่วยู นายน้อยซุ่ยหลีได้ส่งกระแสจิตสื่อสารกับยอดฝีมือระดับแก่นทองคำของฝ่ายอสูรคนอื่นๆเพื่อออกคำสั่งลับ
จากนั้น เหล่ายอดฝีมือแก่นทองคำก็พลันสลายตัว แยกย้ายกันไปยังเรือรบแต่ละลำที่อยู่เบื้องหลัง
“วูมมม”
เรือรบแต่ละลำส่งเสียงคำรามก้อง ก่อนจะเริ่มเคลื่อนตัวออกไปทุกทิศทุกทาง เข้าล้อมกรอบสนามรบของเหล่ายอดฝีมือระดับวิญญาณแรกเริ่มเอาไว้
โซ่ตรวนที่อยู่ด้านล่างของเรือเริ่มดูดซับไอพิฆาตจากใต้พิภพอย่างบ้าคลั่ง จากนั้นโซ่แต่ละเส้นก็ส่งพลังประสานถึงกัน เชื่อมต่อกลายเป็นค่ายกลอักขระที่ครอบคลุมทั่วทั้งสมรภูมิ
หมอกทมิฬอันหนาทึบพวยพุ่งออกมาจากธงค่ายกลบนเรือรบ ในเวลาไม่นาน มันก็แผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดิน!
“แย่แล้ว!” นักพรตเสวียนเฉิงขมวดคิ้วมุ่น “หมอกพวกนี้สามารถกัดกร่อนเส้นชีพจรได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสหายเต๋าเฟิงและคนอื่นๆอย่างยิ่ง พวกเราต้องหาทางทำลายค่ายกลให้ได้!”
“ทุกคน! ใช้วิชา!”
เมื่อมีคำสั่ง ศิษย์จากสำนักต่างๆก็เริ่มร่ายเวทมนตร์วิชาระยะไกลหลากหลายรูปแบบ ระดมยิงเข้าใส่เรือรบที่กำลังก่อตัวเป็นค่ายกลเบื้องหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
ทางด้านทหารของต้าฮั่นเองก็ได้รับพลังเสริมจากชะตาแห่งอาณาจักร พวกเขาใช้ค่ายกลตำราสวรรค์ แล้วเริ่มใช้อาวุธขนาดใหญ่อย่างหน้าไม้และเครื่องยิงหินเข้าช่วย เพื่อขัดขวางการทำงานของค่ายกล
……
ณ ใจกลางสมรภูมิ ยอดฝีมือฝ่ายธรรมะและอธรรมทั้งสามกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
“ดาบประกายทองเสวียนกวง” ในมือของเซียวป๋อซวี่ระเบิดประกายแสงสีทองเจิดจ้าที่สามารถทะลวงเมฆดำได้ แสงทองนับหมื่นจั้งจับตัวเป็นรูปธรรม กลายเป็นดาบแสงนับพันนับหมื่นเล่มลอยอยู่เบื้องหลังเขา ก่อนจะกระหน่ำเข้าใส่ผู้อาวุโสซุ่ยหลีเบื้องหน้าราวกับพายุฝนโหมกระหน่ำ
ในขณะที่ผู้อาวุโสซุ่ยหลีก็ตวัดขวานมังกรพันธนาการสะบั้นวิญญาณไม่หยุดหย่อน ดุจดั่งมังกรวารีที่อยู่ในกรงเล็บ ขบกัดทำลายคลื่นดาบระลอกแล้วระลอกเล่า
แต่ทว่า ปราณดาบแสงสีทองของอีกฝ่ายกลับไร้ที่สิ้นสุด แม้จะถูกทำลายไปแล้วก็สามารถก่อตัวขึ้นใหม่ได้ทันที ราวกับไม่มีวันหมดสิ้น
เซียวป๋อซวี่ร่ายอินอีกครั้ง ดาบหมื่นเล่มหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นดาบดาบยักษ์สูงกว่าร้อยจั้งฟาดลงมาจากฟากฟ้า!
ในระหว่างที่ร่วงหล่น มวลเมฆก็ฉีกขาด มิติเกิดการบิดเบี้ยว แสงสีทองสาดส่องไปทั่วผืนฟ้าจนกลายเป็นสีทองอร่ามแสบตา!
“อ๊า!”
ซุ่ยหลีเยี่ยนคำรามลั่น ขวานมังกรพันธนาการสะบั้นวิญญาณก็ขยายใหญ่ขึ้นเช่นกัน กลายเป็นขวานยักษ์เปิดสวรรค์ ทะลวงผ่านม่านแสงสีทองชั้นแล้วชั้นเล่า ก่อนจะเข้าปะทะกับดาบยักษ์
หลังจากเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าถล่ม ยอดฝีมือทั้งสองก็ถอยร่นไปหลายร้อยจั้ง ก่อนจะค่อยๆตั้งหลักได้
เมื่อทะเลเมฆสลายไป ก็เห็นซุ่ยหลีเยี่ยนแสยะยิ้ม: “ตาเฒ่าเซียว เจ้ามีปัญญาแค่นี้เองรึ? ถ้าเช่นนั้น ต่อไปก็ถึงตาข้าบ้างแล้ว!”
สิ้นเสียง นัยน์ตาทั้งสองข้างของเขาก็ลุกโชนด้วยเปลวลาวา อักขระอสูรบนหน้าผากเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต กระดูกสันหลังของเขาส่งเสียงครืนๆดั่งแมกมากำลังปะทุ!
ภายใต้คลื่นพลังอสูรอันมหาศาล มิติโดยรอบบิดเบี้ยวจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!
ร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในมิติที่บิดเบี้ยว ผิวหนังที่ปริแตกก็มีผลึกสีแดงเข้มผุดออกมาตามข้อต่อ ข้อพับต่างๆงอกเงยเป็นใบมีดกระดูกแหลมคมราวกับเหล็กหลอม ในชั่วพริบตา เขาก็กลายร่างเป็นอสูรลาวายักษ์สูงนับพันจั้ง!
รูปปั้นอสูรที่สูงตระหง่านค้ำฟ้าปรากฏขึ้นต่อหน้าสายตาทุกคน
มันก้าวเท้าไปข้างหน้าเพียงหนึ่งก้าว ก็ทำให้เกิดแผ่นดินไหวในรัศมีพันลี้ เหยียบย่ำยอดเขาหลายลูกจนแหลกละเอียด ทิ้งไว้เพียงทะเลสาบลาวา เพียงแค่มันยกมือขึ้นเบาๆลมปราณที่ตามมาก็ฉีกทะเลเมฆออกเป็นวงแหวนสุญญากาศ!
เขตแดนยุทธ์ขั้นที่สี่, กายาจำแลงฟ้าดิน!
เมื่อเห็นภาพนี้ ไม่เพียงแต่ยอดฝีมือเรือนแสนเรือนล้านที่ตกตะลึงจนใจหาย แม้แต่เฉินซานซือเองก็ยังต้องเหลียวมอง
นี่น่ะหรือคือวิชากายาจำแลงฟ้าดิน?
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นยอดฝีมือสายยุทธ์ขั้นที่สี่ ความรู้สึกยิ่งใหญ่เทียมฟ้านี้ เป็นสิ่งที่ตัวอักษรในตำรามิอาจบรรยายได้อย่างชัดเจนจริงๆ
ถึงแม้ร่างกายจะใหญ่โต แต่ท่วงท่ากลับไม่ได้เชื่องช้าลงแม้แต่น้อย
“ตู้ม!”
ทุกคนแทบมองตามร่างของซุ่ยหลีเยี่ยนไม่ทัน ได้ยินเพียงเสียงดังสนั่น พอรู้สึกตัวอีกที ร่างยักษ์ตนนั้นก็ไปปรากฏอยู่ห่างออกไปนับพันจั้งแล้ว!
ขวานมังกรพันธนาการสะบั้นวิญญาณของมันเองก็ขยายใหญ่เทียมเท่าภูเขาไปแล้ว การเคลื่อนไหวของมันก่อให้เกิดพายุขึ้นมาจากความว่างเปล่า!
เมื่อเทียบกันแล้ว เซียวป๋อซวี่กลับดูเล็กจ้อยราวกับมดปลวก
เขาร่ายอินด้วยสองมือ ขยี้ยันต์แผ่นหนึ่ง แสงสีทองนับพันนับหมื่นสายพันเข้าด้วยกัน กลายเป็นพญาอินทรีทองขนาดยักษ์ กางปีกปกป้องเขาไว้เบื้องหลัง
ขวานยักษ์ฟาดลงมาราวกับดาวตกถล่มโลก พญาอินทรีทองแหลกสลายในพริบตา เซียวป๋อซวี่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังก็กระเด็นออกไปทะลวงผ่านภูเขาลูกหนึ่ง
ซุ่ยหลีเยี่ยนไม่แม้แต่จะให้โอกาสเขาได้ตกถึงพื้น ก็ไล่ตามสังหารมาติดๆทุกย่างก้าวที่มันวิ่งราวกับฟ้าดินจะถล่มทลาย
ขวานสะบั้นวิญญาณถูกเหวี่ยงออกไปอย่างรุนแรง ล็อกเป้าหมาย “มดปลวก” เบื้องหน้าอย่างแม่นยำ หมายจะบดขยี้ให้แหลกเป็นผุยผง!
เซียวป๋อซวี่ประสานอินรูปดอกบัว หลอมรวมดาบนับหมื่นเล่มเป็นหนึ่งอีกครั้ง ปากพึมพำวิชา จากนั้นทั้งร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสงสีทอง ผสานเข้ากับดาบบิน….ทำให้มันขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง จากร้อยจั้งกลายเป็นพันจั้ง มีขนาดใหญ่โตทัดเทียมกับอสูรบรรพกาลในสภาพกายาจำแลงฟ้าดิน
วิชาหลอมรวมคนกับดาบ!
ดาบยักษ์ตวัดออกไปด้านข้าง ฟันเข้ากับคมขวานยักษ์ ประกายไฟที่เกิดขึ้นก่อตัวเป็นทะเลเพลิงอันเจิดจ้ากลางอากาศ!
หลังจากการยันกันอยู่ครู่หนึ่ง ดาบยักษ์ประกายทองก็เริ่มสั่นคลอนและถอยร่น แต่ทว่าในสภาพหลอมรวมคนกับดาบนี้ อย่างน้อยก็พอจะต่อกรกับวิชากายาจำแลงฟ้าดินได้บ้าง
อีกด้านหนึ่ง ยอดฝีมือฝ่ายธรรมะระดับวิญญาณแรกเริ่มคนอื่นๆก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก
เฟิงชิงเยี่ยนตวัดพู่กันวาดน้ำหมึกไม่หยุดหย่อน รังสรรค์อักขระยันต์ออกมาทีละแผ่นๆดุจดั่งกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงต่อเนื่องเข้าใส่ร่างมังกรเบื้องหน้า แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถสร้างความเสียหายที่แท้จริงได้เลย
ส่วนซ่างกวนอวิ๋นจื้อ ในตอนแรกนางยังสามารถใช้พิณน้ำแข็งแก่นวิญญาณกดดันฉวี่ซานย่วนได้
จนกระทั่งหญิงชราผู้นั้นได้ใช้วิชาเสียงร่ำไห้ทารกหมื่นตนของนางออกมา…ไอสีดำสายแล้วสายเล่าพวยพุ่งออกมาจากหัวกะโหลกบนยอดคทา กลายเป็นใบหน้าของทารกทีละหน้าๆบิดเบี้ยวและน่าสยดสยอง แผ่กระจายไปทั่วฟ้าดิน
วิญญาณแค้นของทารกที่ผ่านการหลอมเหล่านี้ เข้าล้อมซ่างกวนอวิ๋นจื้อเอาไว้ จากนั้นก็กรีดร้องออกมาพร้อมกัน!
เสียงกรีดร้องนั้นบาดแก้วหู ปั่นป่วนท่วงทำนองของพิณน้ำแข็งแก่นวิญญาณจนสับสน ก่อนจะพุ่งตรงเข้าโจมตีจิตสัมผัสของนาง!
ในสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียด หมอกทมิฬที่บดบังฟ้าดินก็รวมตัวกันเข้ามาอีก ล้อมยอดฝีมือฝ่ายธรรมะระดับวิญญาณแรกเริ่มทั้งสามเอาไว้!
เห็นได้ชัดว่าค่ายกลที่เรือรบอสูรสร้างขึ้นนั้น ไม่สามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไปแล้ว!
หมอกดำนั้นจับตัวกันจนเกือบจะเป็นของแข็ง ราวกับบ่อโคลนที่เหนียวหนืด ภายในนั้นราวกับซ่อนแมลงมีพิษขนาดเล็กนับหมื่นนับแสนตัว ที่พยายามกัดกินร่างของยอดฝีมือทั้งสาม และพยายามจะแทรกซึมเข้าไปในร่างกายผ่านทางรูขุมขน
….
“บัดซบ!”
ซ่างกวนอวิ๋นจื้อจำต้องแบ่งสมาธิมาป้องกันหมอกดำ ซึ่งนั่นก็ทำให้นางยิ่งไม่สามารถต่อกรกับหญิงชราที่อยู่เบื้องหน้าได้ ความเสียเปรียบเริ่มเพิ่มขึ้นทีละน้อย
เซียวป๋อซวี่และเฟิงชิงก็ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกัน
โดยทั่วไปแล้ว ยอดฝีมือในระดับเดียวกัน ฝ่ายอสูรและฝ่ายมารมักจะแข็งแกร่งกว่ายอดฝีมือฝ่ายธรรมะเล็กน้อย
ช่องว่างเพียงเล็กน้อยนี้ เดิมทียังสามารถใช้ศาสตราวิเศษหรือวิชาอาคมมาชดเชยได้…แต่ในยามนี้ เมื่อต้องตกอยู่ในค่ายกลของฝ่ายอสูร ช่องว่างนั้นก็จะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!
ยอดฝีมือระดับวิญญาณแรกเริ่มทั้งสาม ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างสมบูรณ์
….
“ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว” เฉินซานซือมีสีหน้าเคร่งขรึม
ฝ่ายอสูรมากันอย่างดุเดือด ยอดฝีมือฝ่ายธรรมะเองก็เริ่มขวัญเสียอยู่แล้ว หากว่ายอดฝีมือระดับวิญญาณแรกเริ่มต้องบาดเจ็บล้มตายอีก ขวัญกำลังใจก็จะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ถึงตอนนั้นอาจจะเกิดความวุ่นวายภายในครั้งใหญ่ก็เป็นได้
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น: “ต้องหาทางทำลายค่ายกลของพวกมันให้ได้”
ยอดฝีมือระดับแก่นทองคำนามว่าทิงซงเค่อ ซึ่งมีความรู้เรื่องค่ายกลอยู่ไม่น้อย เขาหรี่ตาลงแล้วกล่าวว่า
“ค่ายกลนี้ไม่สามารถทำลายจากภายนอกได้ แต่ถ้าพวกเราส่งคนจำนวนมากเข้าไป ก็มีโอกาสสูงที่จะถูกขังอยู่ข้างในเช่นกัน!”
“เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่?” หลินซวีโจวแห่งพันธมิตรจิ่วยูกล่าวขึ้น “พวกเราตั้งค่ายกลอยู่รอบนอก ดูสิว่าจะสามารถขจัดหมอกดำที่อยู่รอบนอก แล้วช่วยผู้อาวุโสเฟิงและคนอื่นๆกลับมาได้หรือไม่”
“ไม่เหมาะ” ทิงซงเค่อกล่าว “ฝ่ายอสูรมีคนมากกว่าพวกเราอยู่แล้ว หากพวกเราถูกพวกมันรั้งตัวไว้ แล้วพวกมันอีกส่วนหนึ่งบุกเข้าโจมตีเมืองโดยตรง จะทำอย่างไร?”
“เเล้วจะให้พวกเรายืนดูอยู่เฉยๆอย่างนี้รึ? หากผู้อาวุโสทั้งสามเป็นอะไรไป พวกเราก็ต้องตายเหมือนกันไม่ใช่รึ?”
“ไม่ต้องถึงมือพวกเจ้า”
ในขณะที่เหล่ายอดฝีมือระดับแก่นทองคำกำลังอกสั่นขวัญแขวนอยู่นั้นเอง เสียงอันทุ้มลึกทว่าสงบนิ่งเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
พวกเขาหันไปมองตามเสียง ก็เห็นจักรพรรดิเฉินซานซือสวมเกราะเพลิงแปดทิศเรียบร้อยแล้ว สายตาของเขาทอดมองไปยังเบื้องหน้า สู่แนวเรือรบของศัตรูที่เรียงรายกันแน่นขนัดดุจป่าป่าน
“เราจะไปทะลวงค่ายกลเอง สหายเต๋าทั้งหลาย เพียงแค่พวกท่านรักษาที่มั่นเอาไว้ก็พอ”
“ท่านว่ากระไรนะ?” ทิงซงเค่อแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“ท่านจะไปคนเดียวน่ะรึ? ข้างหน้านั่นมีผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำอย่างน้อยสี่สิบคน ในจำนวนนั้นมีทั้งระดับกลางและระดับสูงอยู่ไม่น้อย ไหนจะหมอกปีศาจกับเหล่าทหารอีกมหาศาล…ท่านไปคนเดียว มันจะต่างอะไรกับการส่งเนื้อเข้าปากเสือ!”
“ในสนามรบ ขวัญกำลังใจคือสิ่งสำคัญที่สุด”
เฉินซานซือสัมผัสได้ถึงความหวาดหวั่นของทุกคน
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป พลันใช้เคล็ดวิชาเผาโลหิต ร่างกายกลายเป็นลำแสงเพลิงทะยานขึ้นสู่ฟ้า แล้วพุ่งตรงเข้าใส่ค่ายกลอสูรที่มืดมิดดุจน้ำหมึกเบื้องหน้า
นักพรตเสวียนเฉิงคิดจะห้ามก็ห้ามไว้ไม่ทัน…ยอดฝีมือระดับแก่นทองคำคนอื่นๆต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“เร็วเข้า” นักพรตเสวียนเฉิงเอ่ยขึ้น “คัดยอดฝีมือมาสิบคน ตามอาตมาไปช่วยสหายเต๋าเฉินซานซือ”
ทว่ากลับไม่มีใครตอบรับ…ทิงซงเค่อและคนอื่นๆถึงกับถอยหลังไปอย่างเงียบๆ
ฝ่ายอสูรมีคนมากกว่า ทั้งยังวางค่ายกลเตรียมไว้ล่วงหน้า
พวกเขาไม่ใช่คนโง่ จะเข้าไปสังเวยชีวิตได้อย่างไร?
“ศิษย์พี่ใหญ่ ก็ปล่อยเขาไปเถอะ!” นักพรตจิ่วหวนถลึงตาพูด: “เขาตายไปเสียก็ดี!”
ส่วนเซวียจิ้งเฟิงที่อยู่ในฝูงชนนั้น ยิ่งแสดงสีหน้าสะใจออกมาอย่างชัดเจน
….
“ซานซือ”
เซียนหยูหลิงที่เฝ้ามองอยู่เงียบๆณ มุมหนึ่งบนกำแพงเมืองตลอดมา
เมื่อเห็นดังนั้นก็ทนอยู่เฉยไม่ไหวอีกต่อไป นางหมายจะไล่ตามไปเพียงลำพัง แต่กลับพบว่าเจียงซีเยว่ที่ปลอมตัวเป็นศิษย์สำนักเทียนยงเฉิงก็กำลังตามมาอยู่ข้างหลังเช่นกัน
“ซีเยว่ เจ้าไปไม่ได้นะ”
“ทั้งสองท่าน” สัตว์เทวะตงฟางจิ่งสิงปรากฏกายขึ้นขวางพวกนางไว้
“ฝ่าบาทมีรับสั่งเมื่อครู่ ว่าพระองค์จะไปทะลวงค่ายกลเพียงลำพัง ดังนั้นพวกท่านทั้งสองจึงไม่ต้องไป”
ผู้คนนับแสน ดวงตานับล้านคู่ ต่างจับจ้องไปยังจักรพรรดิเฉินซานซือที่บุกเดี่ยวเข้าไปเบื้องหน้าค่ายกลศัตรูเพียงลำพัง
และแล้ว เสียงหนึ่งก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน
“ต้าฮั่นเฉินซานซือ!”
“ขอมาทะลวงค่ายกล!”
...
ทางทิศใต้ของกำแพงเมืองใหญ่ ผู้ฝึกตนอิสระระดับสร้างรากฐานคนหนึ่งรู้สึกเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
เขาเผลอคิดจะหันไปพูดกับคนข้างๆเพื่อเหน็บแนมความไม่เจียมตัวของเฉินซานซือ แต่กลับพบว่าท่ามกลางฝูงชนที่กำลังหวาดหวั่น มีกลุ่มนักรบผมขาวกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันอยู่ สีหน้าของพวกเขาเมื่อเทียบกับคนอื่นๆแล้วดูสงบนิ่งเป็นพิเศษ
“พวกท่านเป็นคนของราชวงศ์ฮั่นสินะ?”
“ฮ่องเต้ของพวกท่านบุกเดี่ยวเข้าไปทะลวงค่ายกล พวกท่านไม่เป็นห่วงเลยหรือ?” ผู้ฝึกตนอิสระถามด้วยความสงสัย:
“พวกเจ้าเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรนี่มันขี้ขลาดกันจริงๆ!” จูถงบ้วนหญ้าหางสุนัขในปากทิ้ง พลางพูดอย่างหัวเสีย “แค่ทะลวงค่ายกลเอง มีอะไรน่าตกใจกันนักหนา”
“น่าตกใจรึ?”
“พวกท่านรู้หรือไม่ว่าข้างในนั้นมียอดฝีมือระดับแก่นทองคำอยู่กี่คน!”
“แล้วมันจะทำไมล่ะ?” สงชิวอันรับคำต่อ “ท่านวางใจเถอะ ฝ่าบาททรงมีแผนการอยู่ในใจแล้ว”
“ท่านคงยังไม่รู้จักฝ่าบาทของเราดีสินะ?” หลิวจินขุยตบบ่าของผู้ฝึกตนอิสระเบาๆ “ถ้าท่านได้อยู่กับฝ่าบาทนานกว่านี้สักหน่อยก็จะรู้เอง ว่าเรื่องแค่นี้มันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย”
“ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น?”
ผู้ฝึกตนอิสระนามว่าเฮ่อยวนถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“ท่านบอกข้าว่า การเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่นนับแสนเพียงลำพังมันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น นี่มันอะไรกัน หรือว่าฮ่องเต้ของพวกท่านเคยทำเรื่องแบบนี้เป็นประจำหรืออย่างไร?”
สงชิวอันยกยิ้มเเล้วหยิบน้ำเต้าสุราออกมาขวดหนึ่ง
“เรื่องไร้สาระน่า พวกเราชินกันหมดแล้ว”
…………………..