- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 540 : สงครามใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น
บทที่ 540 : สงครามใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น
บทที่ 540 : สงครามใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น
บทที่ 540 : สงครามใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น
เฉินซานซือโคจรพลังแท้จริง พลันอวัยวะภายในทั้งห้าแห่งแก้วผลึกก็หมุนเวียนลมปราณที่แท้จริง เปลี่ยนร่างเนื้อของตนเองให้กลายเป็นเทวรูปทองคำ
แตกต่างจากเมื่อก่อน บนผิวของกายาทองคำของเขาในตอนนี้ยังปกคลุมไปด้วยรัศมีจางๆราวกับแสงมงคลคุ้มกาย
นี่คือระดับกายาทองคำขั้นกลาง เเละ ฃหากไปถึงระดับสูง บนร่างกายก็จะปรากฏอักขระวิถียุทธ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ในตอนนี้ ทั้งเส้นทางเซียนและวิถียุทธ์ของเขา ก็มาถึงระดับกลางของขั้นที่สามแล้ว หากมองไปไกลๆก็สามารถเริ่มเตรียมการสำหรับขั้นต่อไปได้แล้ว
…..
เฉินซานซือเก็บหอกยาว พลันหยิบวัตถุดิบออกมาจากถุงเก็บของ เริ่มศึกษาเส้นทางแห่งค่ายกล
‘ค่ายกลพิสดารฟ้าดิน’ ที่ทาสเลี้ยงม้าทิ้งไว้ สามารถบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับห้าได้ ซึ่งก็คือเทียบเท่ากับระดับเปลี่ยนแปลงเทวะ
ในนั้นยังบันทึกค่ายกลโบราณหลากหลายชนิดไว้มากมาย รวมถึงค่ายกลที่สวีไท่ซู่มอบให้เขาด้วย
ค่ายกลชุดนี้ มีนามว่า ‘ค่ายกลไท่อี่หุนหยวน’ มีประโยชน์ในการผ่านด่านเคราะห์ และเป็นการผ่าน...มหันตภัยเปลี่ยนแปลงเทวะ!
เมื่อเห็นถึงตรงนี้ ม่านตาของเฉินซานซือก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
สวีไท่ซู่ให้ตนเองช่วยเขาซ่อมแซมผังค่ายกล ก็เพื่อมุ่งหน้าสู่ระดับเปลี่ยนแปลงเทวะ!
แต่เขาเพิ่งจะผ่านด่านเคราะห์เข้าสู่ระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลาง ตามทฤษฎีแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีพรสวรรค์นี้ ก็ต้องใช้เวลาบ่มเพาะหลายร้อยปี
ตอนนี้ก็เตรียมการแล้ว จะไม่เร็วไปหน่อยรึ?
แน่นอนว่าก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่คนอื่นจะเคยชินกับการเตรียมการล่วงหน้า
ด้วยระดับพลังของเฉินซานซือในตอนนี้ ย่อมไม่สามารถซ่อมแซม ‘ค่ายกลไท่อี่หุนหยวน’ ได้ ดังนั้นเขาจึงให้ความสำคัญกับมหาค่ายกลทำลายวิญญาณ
เขาหยิบลูกแก้ววิญญาณ, ธงค่ายกล และพู่กันอักขระออกมา พลันเริ่มวาดอักขระอย่างตั้งใจ
เฉินซานซือราวกับเข้าสู่โลกอีกใบ
โลกใบนี้เป็นความโกลาหล มีเพียงกฎเกณฑ์ที่ยุ่งเหยิงล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่า
เขาถือพู่กันอักขระ ใช้จิตสัมผัสเป็นหมึก วาดอักขระกฎเกณฑ์ที่ยุ่งเหยิง หลอมรวมปราณวิญญาณของฟ้าดิน
ทุกครั้งที่ตวัดพู่กันหนึ่งครั้ง ก็จะใช้พลังงานและจิตใจจำนวนมาก
โดยเฉพาะมหาค่ายกลทำลายวิญญาณ ค่ายกลโบราณที่สามารถทำลายเส้นชีพจรวิญญาณได้ชนิดนี้…ความยากก็ยิ่งไม่ธรรมดา
ทุกครั้งที่ทำไปได้สามส่วน เฉินซานซือก็จะปวดหัวจนแทบแตก จนต้องหยุดวาด…เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายสิบครั้ง
ผ่านไปสองเดือนเต็ม ในที่สุดก็บรรลุถึงเคล็ดลับในนั้น…พลันวาดสำเร็จในคราวเดียว จากนั้นก็หลอมรวมอักขระกฎเกณฑ์เข้าไปในลูกแก้ววิญญาณ
ลูกแก้ววิญญาณสีฟ้าครามราวกับน้ำทะเล บนผิวไหลเวียนไปด้วยอักขระโบราณอันลึกลับ
มหาค่ายกลทำลายวิญญาณ, สร้างสำเร็จ!
ทักษะ: ค่ายกล (ระดับสาม)
ความคืบหน้า: 1512/2000
….
เฉินซานซือถอนหายใจยาว พลันกินยาเม็ดหลายเม็ดเพื่อบำรุงพลังงานและจิตใจ
มหาค่ายกลทำลายวิญญาณนี้ยากที่จะวาดจริงๆ
เเต่ไม่ว่าจะอย่างไร ในที่สุดก็จัดการกับมหาค่ายกลทำลายวิญญาณได้
ในอนาคต หากในดินแดนเสินโจวปรากฏร่องรอยของการฟื้นฟูของเส้นชีพจรวิญญาณบรรพชนอีกครั้ง ก็สามารถกำจัดมันได้ตั้งแต่เนิ่นๆ
หลังจากเก็บวัตถุดิบค่ายกล เฉินซานซือก็วางเตาปรุงยาในกระโจมใหญ่อีก
ก่อนหน้านี้ในตำหนักเซียนหลัวเซียว เขายังได้ตำรายาโบราณมาอีกไม่น้อย ในนั้นก็มีตำรายาสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับกลางขั้นที่สามด้วย
นั่นได้แก่ เป่าหยวนอวิ้นเสิน และ หลงหู่เจียวไท่ซ่าน
เมื่อเทียบกับมหาค่ายกลทำลายวิญญาณ การปรุงยาสำหรับเฉินซานซือแล้ว ก็ง่ายกว่ามาก
ด้วยความช่วยเหลือของวิชาควบคุมอัคคีพันสาย เขาเพียงแค่ไม่กี่วัน ก็ปรุงยาเม็ดทั้งสองชนิดออกมาได้
ทักษะ: ปรุงยา (ระดับสาม)
ความคืบหน้า: 1256/2000
…..
การเตรียมการทั้งหมดเสร็จสิ้น
เฉินซานซือเตรียมที่จะทะลวงผ่านทั้งเส้นทางเซียนและยุทธ์สู่ระดับสูงของขั้นที่สามภายในสิบปี
แต่ก่อนที่จะทะลวงผ่านระดับวิญญาณแรกเริ่ม ก็ต้องแก้ไขปัญหาเบื้องหน้าก่อน
สงครามใหญ่ครั้งนี้...ก็ไม่รู้ว่าจะต้องดำเนินไปถึงเมื่อไหร่
ทหารสามล้านนายของต้าฮั่น กินอยู่ทุกวัน ค่าใช้จ่ายนับไม่ถ้วน…โดยเฉพาะเสบียงอาหาร ยังต้องขนส่งมาจากต้าฮั่นที่อยู่ไกลออกไป
สงครามในโลกบำเพ็ญเซียน มักจะนานหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี ถึงแม้ว่ากำลังของต้าฮั่นจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่สามารถนั่งกินนอนกินได้
ดังนั้น ในต้นปีที่ยี่สิบเก้ารัชศก เฉินซานซือก็ออกราชโองการให้กองทัพทำนาในพื้นที่ ตั้งกองรักษาการณ์ เพื่อลดการบริโภค
…..
พริบตาเดียว ก็ผ่านไปอีกสี่ปี
หลายปีมานี้ ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงรักษาสภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกหลายสิบวัน ก็จะมีการโจมตีเพื่อทดสอบกำลัง
สี่ปีสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ก็คือการปิดด่านไม่กี่ครั้ง แต่สำหรับคนธรรมดาแล้วก็แตกต่างกันมาก
ทหารบางคนมาตอนอายุเพียงสิบหกปี ตอนนี้กลับดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดที่บางคนก็แต่งงานมีลูกแล้ว
และในปีนี้เอง สถานการณ์ที่สงบ ก็ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
“ฝ่าบาท!” เติ้งอู๋ฉางรีบร้อนเข้ามาในกระโจม
“หน่วยสอดแนมแนวหน้าส่งข่าวกลับมาว่า ในยี่สิบวัน จะมีผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มมารอย่างน้อยสามคน และศิษย์สำนักจำนวนมากมาช่วยรบ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเเก่นทองคำหลายคนที่มาช่วยรบในกระโจม ก็ต่างมีสีหน้าตื่นตระหนก
“ฉีเฉิง” เฉินซานซือมองดูแผนที่
“เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“ทูลฝ่าบาท”
“เมื่อครึ่งปีก่อน เผ่ามารโบราณส่งมหายอดฝีมือระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายหลายคน บุกโจมตีแคว้นหยาไป่
“สามสำนักใหญ่แห่งทวีปเทียนสุ่ย ส่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มจำนวนมากไปรับมือ ด้วยเหตุนี้จึงถูกถ่วงเวลาผู้บำเพ็ญเพียรกำลังหลักไว้จำนวนมาก
“ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ยังส่งกำลังมาที่นี่อีก…เห็นได้ชัดว่าเตรียมที่จะใช้แคว้นกว่างเหรินเป็นจุดบุกทะลวง ฉีกกำแพงปราบมารให้เป็นช่องโหว่
“สิ่งที่เร่งด่วนในตอนนี้ กระหม่อมคิดว่าพวกเราควรจะส่งข่าวให้ท่านเจ้าสำนักหวังโส่วจั๋วที่รับผิดชอบดูแลกำแพงปราบมารทันที ให้เขาส่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มมาช่วย”
“ทำตามที่เจ้าว่า” เฉินซานซือรับฟังทันที
…..
ห้าวันต่อมา พวกเขาก็ได้รับคำตอบ
ทางสำนักดาบสวรรค์ตกลงที่จะส่งกำลังเสริม พลันมีคำสั่งให้สำนักชิงซูทั้งหมดมาที่แคว้นกว่างเหริน
อีกทั้ง ยังดึงผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้นสามคนจากสำนักอื่นๆมาช่วยรบ
“สำนักชิงซูรึ?”
หลังจากเฉินซานซือได้รับข่าว ก็ตกอยู่ในความคิด
ครั้งที่เขาปลอมตัวเป็นหลูเซิงจือ และเรื่องของศิษย์พี่ซีเยว่ ย่อมจะทำให้สำนักชิงซูถูกพัวพันไปด้วย
แต่จนถึงบัดนี้ สามสำนักใหญ่กลับไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้
เเละตอนนี้ก็ยังส่งสำนักชิงซูทั้งหมดมา ผูกติดกับต้าฮั่น...
นี่หมายความว่า คนของสามสำนักใหญ่เกรงว่าจะยืนยันได้แล้วว่าตนเองกับสำนักชิงซูมีความเกี่ยวข้องกัน เพียงแต่ว่าเนื่องจากสงครามธรรมะอธรรมยังต้องใช้ต้าฮั่นอยู่ ไม่สามารถแตกหักได้โดยตรง
การจัดแจงเช่นนี้ ก็ถือเป็นการเตือนเขาอย่างหนึ่ง
ถึงแม้ว่าสำนักชิงซูจะยกทัพมาช่วยรบ แต่จางหวายชิ่ง, สวีไท่ซู่ทั้งสองคน จะต้องถูกแยกออกไป
เหตุผลที่ให้มา ก็คือผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มที่มารส่งมาที่แคว้นกว่างเหริน ก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นต้นเท่านั้น
หากบังคับดึงจางหวายชิ่งและคนอื่นๆมาจากสนามรบแนวหน้า ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูง เป็นการฆ่าไก่ด้วยมีดฆ่าวัว
ดังนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มสามคนที่มาช่วยรบก็เป็นระดับต้นทั้งหมด ได้แก่ผู้อาวุโสของสามสำนักคือสำนักว่านเซี่ยง, เขาชิงเสวียน, หอห้วนไห่
และในขณะที่รอกำลังเสริมมาถึง ทางมารก็มีความเคลื่อนไหวใหม่แล้ว
……
เมื่อยืนอยู่บนกำแพงเมือง ใครๆก็สามารถมองเห็นทิศทางที่กองทัพมารประจำการอยู่
เเถมเป็นครั้งคราวก็จะเห็นปราณสังหารสายหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
“พวกเขากำลังวางค่ายกล”
เฉินซานซือมองดูขุนนางเซียนหนุ่มที่อยู่ข้างๆ
“ส่วนใหญ่น่าจะเป็นการมุ่งเป้าไปที่กำแพงปราบมาร”
เนื่องจากการมีอยู่ของข้อห้ามของกำแพงเมือง กองทัพผู้บำเพ็ญเพียรมารไม่สามารถอ้อมไปได้ จำเป็นต้องเข้าปะทะกับค่ายกลพิทักษ์เมืองโดยตรง ย่อมเป็นทางเลือกที่โง่เขลา
และหากต้องการจะตีแตกกำแพงเมือง วิธีที่ดีที่สุดก็คือการใช้ค่ายกลเพื่อทำลายข้อห้ามของกำแพงปราบมาร
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ฉีเฉิงครุ่นคิด
“เจ้าหนุ่ม เจ้านอกจากการบำเพ็ญเพียรแล้ว ก็ศึกษาค่ายกลให้มากขึ้นด้วยเถอะ” เฉินซานซือพูด พลางมอบสำเนา ‘ค่ายกลพิสดารฟ้าดิน’ ที่คัดลอกไว้ให้อีกฝ่าย
“ตำราสืบทอดระดับห้า....”
ฉีเฉิงเข้าใจถึงความล้ำค่าของมัน พลันรีบประสานมือคารวะอย่างหนักแน่น
“ข้าน้อยขอขอบพระคุณฝ่าบาท!”
“เคยได้ยินชื่อหานซิ่นหรือไม่?” เฉินซานซือกล่าวอย่างกะทันหัน
“หานซิ่น?”
“ข้าน้อยมีความรู้น้อยนัก ไม่เคยได้ยินชื่อบุคคลผู้นี้”
“ในโลกพันใบ เคยมีต้าฉินอยู่แห่งหนึ่ง เเละหานซิ่นเป็นจอมยุทธ์...”
เฉินซานซือเล่าเรื่องราวของเทพสงครามผู้นี้อย่างง่ายๆ
หลังจากฟังจบ ฉีเฉิงไหนเลยจะไม่เข้าใจความหมายของฝ่าบาท
นี่คือการเปรียบเทียบเขาเป็นหานซิ่นแห่งเซียนฮั่น...
“ฝ่าบาทวางพระทัย ฉีเฉิงจะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน!”
ถึงแม้ว่าเฉินซานซือจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการบำเพ็ญเพียร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้สถานการณ์ในราชสำนักเลย
ฉีเฉิงมีพรสวรรค์ไม่พอ พอขึ้นมาก็เป็นผู้นำแห่งเมืองเทียนยง ย่อมมีคนไม่น้อยที่ไม่พอใจ
โดยเฉพาะจ้ายหลิงชวนที่เป็นที่หนึ่งในตอนนี้ และคนสนิทของเขาอีกหลายคนที่คอยยุยงอยู่เบื้องหลัง
แต่ทว่า นี่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีในการขัดเกลาจิตใจ หากฉีเฉิงสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ ก็จะได้รับความเชื่อถืออย่างมาก
“เอาล่ะ” เฉินซานซือตบไหล่ของอีกฝ่าย “เจ้าคอยดูอยู่ที่นี่ หากมีสถานการณ์ใดๆให้รีบรายงาน ข้าจะไปรับคน”
…..
ครึ่งชั่วยามต่อมา ลำแสงสายแล้วสายเล่ามาจากไกลๆตกลงในค่ายทหารของต้าฮั่น
ผู้ที่มาก็คือชายสองหญิงหนึ่ง ผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มสามคน
เขาชิงเสวียน, เซียวป๋อซวี่
หอห้วนไห่, ซ่างกวนอวิ๋นจื้อ
สำนักว่านเซี่ยง, เฟิงชิงเยี่ยน
“ได้ยินชื่อเสียงสหายนักพรตเฉินซานซือมานาน ยินดีที่ได้พบ ยินดีที่ได้พบ!”
เฟิงชิงเยี่ยนแห่งสำนักว่านเซี่ยง เป็นชายชราหน้าตาซูบผอม พลันยิ้มแย้มเข้ามาทักทาย
ซ่างกวนอวิ๋นจื้อแห่งหอห้วนไห่ มีท่าทีราวกับนางเซียนผู้เลอโฉม พลันยิ้มเล็กน้อย ถือเป็นการทักทาย
ส่วนเซียวป๋อซวี่แห่งเขาชิงเสวียน มีใบหน้าที่ดูเคร่งขรึม ทุกการกระทำก็ไม่มียิ้มแย้ม
สุดท้ายเขาเดินเข้ามา พลันเอ่ยเสียงเคร่งขรึม
“ครั้งนี้พวกเราได้รับคำสั่งจากสำนักศักดิ์สิทธิ์ มาเพื่อต่อต้านทางมาร หวังว่าสหายนักพรตเฉินซานซือจะไม่ถือสาเรื่องในอดีต ร่วมมือกันต่อต้านศัตรู!”
ว่าไปแล้ว เขาชิงเสวียนกับเฉินซานซือก็มีความแค้นกันจริง
ถ้าจะให้พูดให้ถูก คือมีความแค้นกับอาจารย์ของเขา
เมื่อก่อนที่เมืองหลิงหนาน ตอนที่ซุนเซี่ยงจงซ่อมแซมผนึก…บรรพบุรุษแห่งเขาชิงเสวียนต้องการจะขัดขวางแต่ไม่สำเร็จ ด้วยเหตุนี้จึงสูญเสียร่างแยกที่ล้ำค่าอย่างยิ่งไปหนึ่งร่าง
คนในโลกบำเพ็ญเซียนมักจะให้ความสำคัญกับเหตุและผล…ในเมื่อเฉินซานซือสืบทอดมรดกของซุนเซี่ยงจง ก็ย่อมต้องรับเหตุและผลนี้ไปด้วย
“นั่นเป็นเรื่องแน่นอน ทุกอย่างต้องเห็นแก่ส่วนรวม”
ขณะที่หลายคนกำลังสนทนากัน พลันบนท้องฟ้าปรากฏเรือบินที่หนาแน่นขึ้นมา
เเละนี่ก็คือศิษย์ของสำนักชิงซูทั้งหมด นำโดยเจ้าสำนักเสวียนเฉิงเจินเหรินมาถึง
“โอ้ สหายนักพรตทั้งหลายมากันแล้วรึ?” เสวียนเฉิงเจินเหรินถือแส้ปัดฝุ่นเดินมา
“สหายนักพรตเซียว ไม่เจอกันนาน สบายดีรึ”
“ครั้งที่แล้วที่เจอเจ้าก็คือเมื่อร้อยปีก่อน ในตอนนั้นเจ้าก็เป็นระดับเเก่นทองคำปลาย ตอนนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิม
“นับวันดูแล้ว เจ้าก็น่าจะใกล้จะลงโลงแล้ว…เตรียมจะฝังร่างไว้ที่ไหนล่ะ?” เซียวป๋อซวี่กล่าวอย่างเย็นชา
แตกต่างจากการปฏิบัติต่อเฉินซานซือ เมื่อเขาเห็นสำนักชิงซู ก็ไม่มีสีหน้าดีๆเลย
“สหายนักพรตเซียวอย่าพูดเลย ข้าผู้นี้คิดไว้แล้วจริงๆนะ!”
เสวียนเฉิงเจินเหรินถูกเยาะเย้ยว่าอายุขัยใกล้จะหมดก็ไม่โกรธ เพียงแต่ลูบหนวดเคราเเล้วกล่าว
“อยากฝังไว้ที่ ‘เขาตานเสีย’ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
เขาตานเสีย, เส้นชีพจรวิญญาณระดับสี่
เเละมันก็เป็นที่มาของความขัดแย้งของสองสำนัก
ในสำนักชิงซู ปรากฏผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มสองคน นับเป็นสำนักระดับวิญญาณแรกเริ่มที่แท้จริง
ตามกฎของทวีปเทียนสุ่ย พวกเขาสามารถเลือกเส้นชีพจรวิญญาณระดับสี่ได้หนึ่งสาย เพื่อใช้เป็นที่ตั้งใหม่ของสำนักของตนเอง
หมื่นปีมานี้ เส้นชีพจรวิญญาณเทียนสุ่ยก็ถูกแบ่งปันกันไปหมดแล้ว ในตอนนี้เส้นชีพจรวิญญาณระดับสี่ที่เหลืออยู่…ก็คือเขาตานเสีย
แต่เขาตานเสียว่ากันว่าเป็นดินแดนที่ไม่มีเจ้าของ แต่จริงๆแล้วก็ถูกสำนักอย่างเขาชิงเสวียนนำไปใช้แล้ว หลายปีที่พัฒนามา ก็ไม่สามารถแยกจากกันได้แล้ว
ตอนนี้ก็ยังต้องให้พวกเขาคายออกมา ยังไงก็ย่อมเกิดความไม่พอใจ
“อยากจะฝังไว้ที่เขาตานเสียรึ?” เซียวป๋อซวี่หัวเราะเยาะ
“ก็ได้อยู่หรอกนะ เเต่ไม่รู้ว่า สหายนักพรตเสวียนเฉิงจะอยู่ถึงตอนนั้นหรือไม่”
“พอแล้วๆ”
“ไม่ใช่เพิ่งจะพูดกันไปรึ ว่าต้องร่วมมือกันต่อต้านทางมาร เหตุใดถึงทะเลาะกันอีกแล้ว?
“และที่สำคัญเรื่องเขาตานเสีย เป็นสหายนักพรตเซียวที่ทำไม่ถูก!” เฟิงชิงเยี่ยนเข้ามาไกล่เกลี่ย
“พวกเราเดิมทีก็ครอบครองที่ดินของคนอื่นอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมคืนล่ะ? สหายนักพรตเสวียนเฉิงวางใจเถอะ”
“สำนักว่านเซี่ยงของเราได้ย้ายออกจากสิบสองยอดเขาที่ครอบครองแล้ว เมื่อสงครามจบลง สำนักของท่านก็จะสามารถเข้าไปอยู่ได้ทันที!”
“ฮึๆก็มีแต่สหายนักพรตเฟิงที่รู้เหตุผลนะ!”
“ไม่เหมือนกับบางคน จะว่าบำเพ็ญเพียรจนเป็นวิญญาณแรกเริ่ม สู้บอกว่าบำเพ็ญเพียรจนเป็นเด็กยักษ์ดีกว่า” เสวียนเฉิงเจินเหรินกล่าวอย่างประชดประชัน
คำนี้ทำให้เซียวป๋อซวี่โกรธจัด
เเละเมื่อเห็นว่าทั้งสองคนยังจะทะเลาะกันอีก เฉินซานซือก็เอ่ยขึ้น
“สหายนักพรตทั้งหลายเพิ่งจะมา ก็ไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของแคว้นกว่างเหรินก่อนเถอะ”
“เจ้าไผ่น้อย พาผู้อาวุโสหลายท่านไปแนวหน้า”
หลังจากผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มหลายคนจากไป เสวียนเฉิงเจินเหรินก็เดินเข้ามาใกล้
“ฮึๆ…สหายนักพรตเฉินซานซือ”
“ไม่ทราบว่าศิษย์สำนักข้า เจียงซีเยว่ ตอนนี้อยู่ที่ใด?”
“ดาบมารสิงร่าง ไม่ทราบที่อยู่” เฉินซานซือตอบสั้นๆ
“ก็ได้” เสวียนเฉิงเจินเหรินก็ไม่ซักถามต่อ
“สหายนักพรตเฉินซานซือต่อไปนี้หากมีอะไรต้องการความช่วยเหลือก็บอกมาตรงๆ…ไม่ต้องปลอมตัวเป็นคนอื่นอีก”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าผู้นี้ก็ขอขอบคุณผู้อาวุโสแล้ว” เฉินซานซือก็แสดงความจริงใจเช่นกัน
“สำนักของท่านก็เช่นกัน ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ถือเป็นสำนักของข้า ในอนาคต หากมีอะไรที่ข้าผู้นี้พอจะช่วยได้ ก็จะทำอย่างเต็มที่”
เสวียนเฉิงเจินเหรินพยักหน้า พลางเดินผ่านเขาไป
จิ่วหวนเจินเหรินตามมาติดๆพลางพึมพำ
“ท่านอาจารย์อา! เหตุใดท่านถึงมีท่าทีอ่อนน้อมต่อคนผู้นี้เช่นนี้!
“เขาแฝงตัวอยู่ในสำนักของเรา ทำให้ตอนนี้ทุกคนคิดว่าพวกเรากับราชสำนักฮั่นอยู่บนเรือลำเดียวกันแล้ว เรียกได้ว่าทำให้พวกเราเดือดร้อนอย่างยิ่ง!”
“เจ้าก็รู้ว่าไม่สามารถแยกความสัมพันธ์ได้แล้ว ในเมื่อแยกไม่ได้ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะ”
…..
เมื่อมองส่งเสวียนเฉิงจากไป เฉินซานซือก็ส่งกระแสจิตถึงหยูหลิง
“ท่านอาจารย์อา”
“ศิษย์พี่ซีเยว่ก็มาด้วย ท่านจะไปพบหรือไม่ขอรับ?”
สถานการณ์ของหญิงตาบอดนั้นพิเศษ
ตามความประสงค์ของเขา ควรจะซ่อนตัวอยู่ที่ทวีปตงเซิ่งเสินโจวมาโดยตลอด
แต่เมล็ดพันธุ์มารในร่างของศิษย์พี่ดูเหมือนจะมีความต้องการบางอย่าง พลันสั่งให้นางตามมาเข้าร่วมสงครามใหญ่ครั้งนี้
…………………