- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 534 : วันเวลาดุจศร
บทที่ 534 : วันเวลาดุจศร
บทที่ 534 : วันเวลาดุจศร
บทที่ 534 : วันเวลาดุจศร
“มีคนเห็นกับตาว่าเป็นสหายนักพรตเฉินซานซือที่พานางไป”
“หนีไปแล้ว” เฉินซานซือตอบอย่างเรียบเฉย
อันที่จริงแล้ว หลังจากที่เขาจัดการกับเฉาเซี่ยเสร็จสิ้น ก็ได้ส่งคนแอบพาศิษย์พี่กลับไปยังทวีปตงเซิ่งเสินโจวแล้ว
“หนีไปแล้วรึ?” เสิ่นจวินจั๋วขมวดคิ้ว “สหายนักพรตกำลังล้อเล่นอยู่หรือ?”
“เดิมที ข้าก็ตั้งใจจะควบคุมนางไว้ ค่อยๆศึกษาดาบมารในร่างนางดู ว่าจะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หรือไม่” เฉินซานซือกล่าวต่อ “แต่ทว่าสิ่งที่อยู่ในร่างนางนั้นแข็งแกร่งเกินไป ข้าเองก็กดข่มไว้ไม่อยู่ ดังนั้นจึงทำได้เพียงยอมแพ้ เเล้วปล่อยให้นางจากไป”
“เหอะๆ” หวังโส่วจั๋วแค่นยิ้ม
“เรื่องดาบมาร หากพลาดพลั้งเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้สรรพชีวิตเดือดร้อน ขอสหายนักพรตเฉินซานซือโปรดพิจารณาให้ดีก่อนตอบ”
“คำพูดของข้า พวกท่านไม่เชื่อรึ?”
สายตาของเฉินซานซือตวัดมองไปที่คนทั้งสาม ก่อนจะเอ่ยอย่างสงบ
“ในเมื่อไม่เชื่อ เช่นนั้นพวกท่านก็สามารถตามข้าเข้าไปในทวีปตงเซิ่งเสินโจวได้เลย จะค้นหาอย่างไรก็ตามสบาย ข้าจะไม่ขัดขวางแม้แต่น้อย”
เข้าไปในทวีปตงเซิ่งเสินโจวงั้นรึ?
เหล่ายอดฝีมือต่างมองหน้าเฉินซานซือ แล้วก็เหลือบไปมองศีรษะของเฉาเซี่ย แต่ทว่ากลับไม่มีใครกล้าก้าวไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว
“ในเมื่อพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว พวกเราย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เชื่อสหายนักพรตเฉินซานซือ”
เสิ่นจวินจั๋วเก็บศีรษะทั้งสองของเฉาเซี่ยไป “เรื่องสังหารเฉาเซี่ย ข้าเสิ่น ในนามของสำนักคุนซู ขอขอบคุณสหายนักพรต ณ ที่นี้”
เฉินซานซือพยักหน้าจากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อจากไป หายลับเข้าไปในแสงวิญญาณของค่ายกลเคลื่อนย้ายอีกครั้ง
….
ทุกคนมองดูค่ายกลเคลื่อนย้ายที่เขาจากไป นิ่งเงียบไปเป็นนาน
ในที่สุด ก็เป็นเหลียนฮวาเจินเหรินที่ทำลายความเงียบลง
“เขา...เขาฆ่าเฉาเซี่ยได้จริงๆงั้นรึ?”
ต้องรู้ไว้ว่า แม้แต่พวกเขาที่เป็นมหายอดฝีมือระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายถึงสามคน ก็ยังไม่สามารถรั้งเฉาเซี่ยไว้ได้ แต่ทว่าเฉินซานซือกลับเป็นเพียงระดับเเก่นทองคำขั้นต้นเท่านั้น!
เสิ่นจวินจั๋วหรี่ตาลง “ไม่ว่าจะเป็นของที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา หรือไม่ก็ในทวีปตงเซิ่งเสินโจวยังมีความลับที่พวกเราไม่รู้อยู่”
“คนผู้นี้จะปล่อยไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว” หวังโส่วจั๋วเอ่ยเสียงเคร่งขรึม “เขามีพรสวรรค์เป็นเลิศ ทั้งยังมีวาสนาติดตัว หากยืดเวลาออกไปอีกเพียงวันเดียว ในอนาคตการจัดการก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก”
“ตอนนี้ยังไม่ได้” เสิ่นจวินจั๋วปฏิเสธ “กองทัพของโลกอสูรและโลกมารกำลังประชิดชายแดน พวกเรายังต้องการลูกแก้วอธิษฐานฟ้ามาเพื่อต้านทาน อีกอย่างคำพูดของท่านอาจารย์ข้า ก็ย่อมไม่มีวันคืนคำแน่นอน”
“ก็ได้” หวังโส่วจั๋วที่มีสีหน้าเคร่งขรึมพลันเปลี่ยนเรื่อง
“ถึงแม้ว่าจะยังจัดการคนผู้นี้ไม่ได้ในตอนนี้ ก็ต้องตรวจสอบเรื่องของเจียงซีเยว่ให้กระจ่างเสียก่อน ถ้าหากนางไม่ได้ถูกดาบมารเข้าสิง ความหมายของมันคืออะไร พวกท่านทั้งสองคงจะเข้าใจดี”
“เรื่องนี้จัดการได้ไม่ยาก” เสิ่นจวินจั๋วกล่าว “ตรวจสอบทวีปตงเซิ่งเสินโจวไม่ได้ หรือว่าจะตรวจสอบสำนักชิงซูไม่ได้กัน? เดี๋ยวข้าจะไปถามจางชิ่งอวิ๋นด้วยตนเอง
“และขอท่านเจ้าสำนักหวังอย่าลืมเรื่องการจับกุมหรงโหรวจวินด้วย”
“ไม่มีปัญหา” หวังโส่วจั๋วรับปากทันที “เพียงแค่มีข่าว ข้าจะแจ้งให้สหายนักพรตเสิ่นทราบทันที”
“ถ้าเช่นนั้นข้า...” เหลียนฮวาเจินเหรินกล่าว “ข้าจะชวนเฉินซานซือ นำคนไปกำจัดเชื้อสายของตระกูลเฉาเสียหน่อย”
หลังจากปรึกษาหารือกันเสร็จสิ้น พวกเขาก็แยกย้ายกันไป
เพียงพริบตาเดียว ที่นั่นก็เหลือเพียงหวังโส่วจั๋วคนเดียว
นักพรตเฒ่ามองดูรอยเลือดที่ศีรษะของเฉาเซี่ยทิ้งไว้บนพื้น ก่อนจะหลับตาลงแล้วถอนหายใจ
“ออกมาเถอะ”
ในป่าที่ไม่ไกลนัก ร่างอรชรสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน เมื่อเพ่งมองดู ก็คือผู้อาวุโสหญิงเพียงคนเดียวของสำนักดาบสวรรค์
หรงโหรวจวินเดินโซซัดโซเซเข้ามา สีหน้าของนางเย็นชา ดวงตาว่างเปล่า
นางราวกับสูญสิ้นวิญญาณ กลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณที่เดินได้
“ทำใจเสียเถอะ” น้ำเสียงแหบพร่าของหวังโส่วจั๋วแฝงไปด้วยความเศร้าโศก “ข้าเองก็ไม่คิดว่า ศิษย์น้องจะพ่ายแพ้ให้แก่เฉินซานซือ”
ตามแผนเดิม สำนักดาบสวรรค์ของพวกเขาทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งกับเรื่องของเฉาเซี่ยโดยสิ้นเชิง
หากเฉาเซี่ยสามารถทำเรื่องใหญ่ได้สำเร็จจริงๆ ในอนาคตก็คงจะเห็นแก่หน้าสำนักดาบสวรรค์บ้าง สำหรับสำนักแล้วมีแต่ประโยชน์ไม่มีโทษ
หวังโส่วจั๋วเองก็ด้วยใจที่เป็นส่วนตัว ยิ่งอยากจะช่วยศิษย์น้องสักหน่อย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงใช้ร่างแยกของตน ล่อเฉินซานซือไปยังค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ซ่อนอยู่อีกแห่งหนึ่ง
แต่ผลลัพธ์กลับ...
หรงโหรวจวินคุกเข่าลงหน้ารอยเลือดที่เหลืออยู่
สิบนิ้วจิกลงไปในโคลนอย่างแรง เส้นผมสีดำสยายออกโดยไม่มีลมพัด ก่อนจะค่อยๆประคองรอยเลือดขึ้นมา น้ำตาสองสายก็ไหลรินลงมา
“ข้าจะต้องล้างแค้นให้ศิษย์น้องให้ได้ในสักวันหนึ่ง”
“ศิษย์น้อง คนตายแล้วก็เหมือนตะเกียงดับ เจ้าก็อย่าได้เศร้าโศกเกินไปเลย” หวังโส่วจั๋วปลอบโยน
“พวกเราผู้บำเพ็ญเพียร ถึงแม้ว่าจะทำใจปล่อยวางไม่ได้ ก็อย่าได้มีความยึดติดในใจเป็นอันขาด ศิษย์น้องเฉาเซี่ย ก็เป็นเพราะเรื่องนี้แหละถึงได้ต้องมาพบจุดจบเช่นนี้”
หรงโหรวจวินทำราวกับไม่ได้ยิน เพียงแต่ประคองดินเปื้อนเลือดไว้ในอ้อมอก สีหน้าของนางเปลี่ยนจากความเศร้าโศกเป็นความแค้นอันสุดขีด
“ศิษย์น้องวางใจ ข้าขอตั้งสัตย์สาบานต่อสวรรค์ ณ ที่นี้…หากไม่สามารถสังหารเฉินซานซือเพื่อล้างแค้นให้ท่านได้ ข้าหรงโหรวจวินยอมตายสลายไป ไม่เข้าสู่วัฏสงสารชั่วนิรันดร์!”
หวังโส่วจั๋วมีสีหน้าจนใจ “เจ้าไปเถอะ นับจากนี้ไปอย่าได้กลับมาที่สำนักดาบสวรรค์อีก หากวันใดวันหนึ่งตกไปอยู่ในมือของสำนักคุนซู เจ้าควรจะรู้ว่าตนเองต้องทำอย่างไร”
“ศิษย์พี่วางใจ” หรงโหรวจวินค่อยๆลุกขึ้นยืน “ข้าจะไปหลบอยู่ที่โลกมารสักพัก จะไม่ทำให้สำนักเดือดร้อนอย่างแน่นอน”
“เจ้าจะไปแคว้นยงที่รกร้างงั้นรึ?”
“เจ้าจะเอาตัวรอดอย่างไรศิษย์พี่ไม่ขอยุ่งเกี่ยว แต่มีคำพูดที่ไม่น่าฟังอยู่คำหนึ่งซึ่งต้องบอกไว้ก่อน”
“ไม่ว่าจะอย่างไร เจ้าก็สืบทอดวิชาของดาบสวรรค์ จะตกสู่ทางมารหรือเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ไม่ได้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นแล้ว ก็อย่าหาว่าศิษย์พี่ผู้นี้ลงมือสะสางสำนักอย่างไม่ปรานี”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
ในที่สุดอารมณ์ของหรงโหรวจวินก็สงบลง นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“นอกเหนือจากนี้แล้ว ศิษย์พี่ต้องการให้ข้าทำอะไรอีกหรือไม่เจ้าคะ? จางหวยชิ่งแห่งสำนักชิงซู ช่วงหลายปีมานี้ดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด สู้ฉวยโอกาสนี้กำจัดเขาทิ้งเสีย เพื่อไม่ให้กลายเป็นภัยในอนาคต”
“เกรงว่าเจ้าคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา” หวังโส่วจั๋วส่ายศีรษะ “คนผู้นี้เกรงว่าจะมีอาวุธซ่อนอยู่เช่นเดียวกับเฉินซานซือ ในอนาคตจะเป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้นสมควรต้องหาทางจัดการเสียหน่อย”
“เจ้าไปเถอะ ในอนาคตหากมีความจำเป็น พี่ชายจะหาทางติดต่อเจ้าเอง”
“เจ้าค่ะ”
พลันร่างของหรงโหรวจวินก็หายวับไปจากตรงนั้น
….
ณ ทวีปเทียนสุ่ย, แคว้นฉงเต๋อ, เขาเซียงเฟิง
ตระกูลเซี่ยคือตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เป็นที่นับหน้าถือตาของตระกูลโดยรอบและแม้กระทั่งสำนักเล็กๆมาโดยตลอด
แต่ทว่าในวันนี้ พวกเขากลับถูกเหล่าเซียนดาบนับไม่ถ้วนเข้าล้อมเอาไว้
เมื่อไม่นานมานี้ เฉาเซี่ยได้ย้ายทายาททั้งหมดของเขาออกจากเมืองหลวง มาซ่อนตัวอยู่ในเขตแดนของตระกูลเซี่ย
แต่เพียงแค่ครึ่งเดือนให้หลัง ก็ยังถูกตำหนักจื่อหยางและราชสำนักต้าฮั่นตามเจอจนได้ และในวันนี้เองที่พวกเขาได้ยกทัพมาเพื่อกวาดล้าง
“เซี่ยอวิ๋น!”
เหลียนฮวาเจินเหรินมองลงไปยังผู้บำเพ็ญเพียรระดับเเก่นทองคำบนพื้นดิน
“ปิดค่ายกลพิทักษ์ภูเขา แล้วส่งตัวเศษซากของตระกูลเฉาออกมา ข้าผู้นี้ยังพอจะพิจารณาเพียงแค่ทำลายรากฐานตระกูลเซี่ยของเจ้า แล้วไว้ชีวิตคนในตระกูลให้ มิเช่นนั้นแล้ว ในวันที่ค่ายกลแตกพ่าย จะไม่เหลือใครไว้แม้แต่คนเดียว!”
“กล้าถามท่านผู้อาวุโสเหลียนฮวา!” เซี่ยอวิ๋นจ้องมองอย่างโกรธเกรี้ยว “ผู้อาวุโสเฉาทำความผิดร้ายแรงอันใดกัน ถึงขนาดต้องให้ทายาทสายเลือดต้องมารับเคราะห์ไปด้วย!”
“เฉาเซี่ยตกสู่ทางมาร หมายจะสร้างราชวงศ์มารขึ้นมา” เหลียนฮวาเจินเหรินหรี่ตาลง “เท่านี้ ยังไม่เพียงพออีกรึ?”
“พูดจาเหลวไหล!” เซี่ยอวิ๋นโต้กลับ “ท่านผู้อาวุโสเฉาตลอดชีวิตสังหารอสูรปราบมารมานับไม่ถ้วน เขาจะตกสู่ประตูมารได้อย่างไร? พวกท่านก็แค่กลัวว่าท่านผู้อาวุโสเฉาจะมาแทนที่สามสำนักใหญ่ เลยกุเรื่องขึ้นมาส่งเดชเท่านั้น!
“หากไม่มีท่านผู้อาวุโสเฉา ก็ไม่มีตระกูลเซี่ยแห่งเขาเซียงเฟิงในวันนี้! ข้าเซี่ยอวิ๋น ถึงแม้จะต้องตาย ก็จะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว!”
“ดีละ ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปตายเสียเถอะ”
น้ำเสียงของเหลียนฮวาเจินเหรินเย็นชา เพียงโบกมือเบาๆศิษย์ของตำหนักจื่อหยางที่อยู่ด้านหลังก็เริ่มจัดค่ายกลเข้าโจมตีภูเขาทันที
ค่ายกลพิทักษ์ภูเขาแห่งนี้ แม้ว่าจะเป็นฝีมือของเฉาเซี่ยเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มคอยดูแล จึงไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้
หลังจากต้านทานอยู่ได้ห้าวัน ในที่สุดค่ายกลก็ถูกฉีกเป็นช่องโหว่ เหลียนฮวาเจินเหรินจึงสามารถเข้าไปได้
เพียงนางใช้วิชาอาคมง่ายๆก็สังหารประมุขตระกูลเซี่ยได้ในทันที
จากนั้นไม่นาน ศิษย์ตำหนักจื่อหยางและขุนนางเซียนแห่งเมืองเทียนยงก็กรูกันเข้ามา เปิดฉากการสังหารหมู่อันนองเลือด
คนของตระกูลเซี่ยและทายาทตระกูลเฉาต่างตื่นตระหนกวิ่งหนีเอาชีวิตรอดไปทั่วป่าเขา
…..
เฉาจือควบคุมหุ่นมังกร ฉีกร่างศิษย์ตำหนักจื่อหยางคนหนึ่งออกเป็นสองซีก จากนั้นก็ตั้งใจจะหาทางหนี
แต่ทว่าเขายังไม่ทันได้ก้าวเท้า ก็เห็นร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าอย่างกะทันหัน พลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งใจ
“เจอกันอีกแล้วนะ ท่านอ๋องเยี่ยน”
เฉินซานซือทักทายอย่างเย็นชา พลางค่อยๆเดินเข้าไปใกล้
“พี่ใหญ่” เฉาจือกลืนน้ำลาย “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
“จะลงมือเอง หรือจะให้ข้าช่วย?” เฉินซานซือเอ่ยถาม
“พี่ใหญ่…จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยรึ?” เฉาจือเผยรอยยิ้มขมขื่น
“อย่างไรเสีย เราก็เคยเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันนะ”
“ข้าไม่เคยยอมรับ” เฉินซานซือตอบอย่างเฉยเมย
“พวกเราไม่มีบุญคุณความแค้นต่อกันนะ!” เฉาอี้เอ่ยอย่างร้อนรน “ท่านลืมไปแล้วรึ สมัยราชวงศ์ก่อน ยังเป็นข้าที่คอยพูดแก้ต่างให้ท่านต่อหน้าขุนนางอยู่บ่อยครั้ง!”
“ไม่มีบุญคุณความแค้นรึ? ข้าขอบอกอะไรเจ้าหน่อยเถอะเฉาจือ” เฉินซานซือเอ่ยเสียงเคร่งขรึม
“ที่แคว้นซื่อเสวี่ย เจ้าไล่ล่าข้าหลายครั้ง หรือว่าเจ้าลืมไปหมดแล้ว?”
“นั่นเป็นคำสั่งของบรรพบุรุษ ข้าไม่อาจไม่ฟังได้!”
เฉาจือเอ่ยด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
“พี่ใหญ่ ข้ายอมรับว่าข้าคิดจะใช้ประโยชน์จากท่านมาตลอด แต่ว่า...แต่ข้าก็ชื่นชมท่านจริงๆนะ พวกเราจำเป็นต้องมาถึงจุดนี้จริงๆหรือ?”
“ข้าสาบานได้ว่าจะไม่คิดแค้นท่านพี่ใหญ่อย่างแน่นอน ถึงขนาดจะยอมลงนามพันธสัญญาโลหิต รับใช้ท่านพี่ใหญ่เยี่ยงวัวต่างม้าก็ได้!”
เฉินซานซือไม่เอ่ยอะไร เพียงแค่ชักดาบหลงหยวนออกมา
“ถ้าอย่างนั้น!” เฉาจือพูดอย่างร้อนรน “ข้ายอมทำลายรากฐานตัวเองก็ได้! พอข้ากลายเป็นคนธรรมดา ถึงแม้อยากจะแก้แค้นท่าน ก็เป็นได้แค่ตั๊กแตนคิดจะต้านทานรถม้า ท่านไม่ต้องกังวลเลย!”
“เฉาจือ!” เฉินซานซือตะโกนเสียงดังลั่น
“มันควรจะจบได้แล้ว!
“หลายสิบปีที่ผ่านมา บุญคุณความแค้นระหว่างข้ากับตระกูลเฉาของพวกเจ้า ก็ควรจะชำระสะสางให้หมดสิ้นเสียที”
ในที่สุดเฉาจือก็สิ้นหวัง เขาถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะยกมือปิดหน้าแล้วหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่ต่างอะไรกับเฉาเซี่ยก่อนตายแม้แต่น้อย
ในท้ายที่สุด เขาชักดาบกระดูกสันหลังออกมา
“ถ้าเช่นนั้น ก็เข้ามาเลย!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง หุ่นมังกรข้างกายเขาก็ลงมืออย่างดุดัน
ทว่าเวลานี้ไม่เหมือนวันวาน หุ่นมังกรตัวนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฉินซานซืออีกต่อไปแล้ว
เพียงแค่ไม่กี่กระบวนท่าก็ถูกสะกดไว้อย่างสิ้นเชิง
สุดท้ายดาบหลงหยวนตวัดวาบเดียว ก็ตัดศีรษะของเฉาจือลงมา
นับแต่บัดนี้…บนโลกใบนี้ ไม่มีราชวงศ์เฉาอีกต่อไป
….
เฉินซานซือเก็บดาบ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
เขากลับมายังทวีปตงเซิ่งเสินโจว พลันเดินทางไปยังเนินหงส์ร่วง วางศีรษะของหวงเหล่าจิ่วไว้หน้าป้ายหลุมศพของศิษย์พี่ เพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบนสวรรค์
“สามสิบกว่าปีแล้วนะ” เฉินซานซือรินสุราหนึ่งไหลงบนพื้น
“มันนานไปหน่อย ศิษย์พี่อย่าหาว่าข้าไร้ความสามารถเลยนะ
“พริบตาเดียว วันเวลาก็ผ่านไปเร็วจริงๆ
“เออใช่แล้ว ตาเฒ่าซูไปอยู่เป็นเพื่อนท่านแล้วนะ เจ้าบัณฑิตเฒ่านั่นกลับซ่อนวิชาทำนายลิขิตสวรรค์ไว้กับตัวด้วย...”
ตะวันคล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก…เขานั่งพึมพำอยู่หน้าหลุมศพ จนกระทั่งราตรีมาเยือน จึงได้ออกเดินทางกลับเมืองฉางอาน
หลายวันต่อมา เขาก็จัดพระราชพิธีศพให้ซูเหวินไฉด้วยตนเอง
จ้าวคังและเหล่าขุนพลเฒ่าคนอื่นๆก็กลับมาตามราชโองการ เพื่อส่งบัณฑิตเฒ่าเป็นครั้งสุดท้าย
ท่ามกลางฝูงชน เฉินซานซือมองดูผมข้างขมับที่ขาวโพลนของเหล่าพี่น้องแห่งผอหยาง ในชั่วขณะหนึ่งกลับรู้สึกเหม่อลอยไป
เป็นเวลานานกว่าเขาจะดึงสติกลับมาได้ ก่อนจะมีรับสั่งว่า
“ต่อจากนี้ ข้าจะอยู่ที่ราชสำนักเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บสักพัก ส่วนสถานการณ์ของทวีปเทียนสุ่ย ขอให้เหล่าขุนนางที่รักคอยจับตาดูไว้ หากมีความผิดปกติใดๆให้รีบรายงานข้าโดยตรง”
หลังจากสั่งการเสร็จสิ้น เฉินซานซือซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่การต่อสู้ระหว่างธรรมะและอธรรมยังไม่สงบ และมีเรื่องราวมากมายที่ยังไม่คลี่คลาย ก็ได้กลับไปยังวังหลังอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เพื่อใช้เวลากับฮองเฮาและพระสนมเป็นเวลาหลายวัน
“ศิษย์พี่”
ในงานเลี้ยงของครอบครัววันหนึ่ง เฉินซานซือที่เมื่อครู่ยังดูอ่อนโยนอย่างยิ่ง พลันวางจอกสุราลง มองไปยังซุนหลีที่กำลังปรึกษากับธิดาว่าจะทำขนมอะไรในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า
“อย่ามัวแต่ทำเรื่องไร้สาระพวกนี้ทั้งวันเลย กลับไปฝึกฝนต่อเถอะ พยายามทะลวงผ่านเป็นเทพยุทธ์ให้ได้ภายในสองปี”
“หืม?” ซุนหลีถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ
“ข้าบอกว่า หวังว่าเจ้าจะกลับไปฝึกฝนต่อ” เฉินซานซือย้ำด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ศิษย์น้อง”
“พรสวรรค์ของข้ามีจำกัด แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทะลวงผ่านระดับเทพยุทธ์...”
“ข้าให้เจ้าฝึก เจ้าก็จงฝึก!” เฉินซานซือพลันขึ้นเสียงสูง
บนโต๊ะอาหาร กู้ซินหลาน, ธิดาหลายพระองค์ และศิษย์อีกหลายคน ต่างก็ตกใจไปตามๆกัน
ทั้งตำหนักพลันตกอยู่ในความเงียบงัน
“ฝ่าบาทเพคะ” กู้ซินหลานรีบลุกขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “น้องหลีไม่ชอบฝึกยุทธ์ พระองค์ก็ทรงทราบดี...”
“นี่คือราชโองการ!” เฉินซานซือเน้นเสียงหนักขึ้น “นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าต้องฝึกให้ครบหกชั่วยามทุกวัน ข้าจะให้คนคอยจับตาดูเจ้า!”
ซุนหลีผู้ซึ่งมักจะมีท่าทีองอาจมาโดยตลอด เมื่อถูกเฉินซานซือตวาดใส่ ขอบตากลับแดงระเรื่อขึ้นมา
“ท่านเคยบอกว่า หลังจากตามท่านแล้ว ข้าไม่ต้องจับดาบอีกต่อไป”
“เจ้า...” เฉินซานซือถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ จากนั้นก็ตวาดกลับไป
“เจ้ายังกล้าเถียงข้างั้นรึ!”
“น้องหญิง”
กู้ซินหลานเห็นสถานการณ์ไม่ดี จึงรีบวิ่งไปข้างกายซุนหลี ดึงให้นางลุกขึ้นทำความเคารพ
“หม่อมฉันรับพระราชโองการเพคะ หม่อมฉันจะช่วยฝ่าบาทจับตาดูน้องหลีเองเพคะ”
“ยังมีเจ้าอีกคน เฉินหยุนชวน!”
เฉินซานซือมองไปยังธิดาองค์เล็ก
“เจ้าอย่าคิดว่าตนเองยังเล็ก แล้วจะเอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆได้ การเตรียมตัวเพื่อบำเพ็ญเพียรล่วงหน้า ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด!”
เฉินหยุนชวนเพิ่งเคยเห็นบิดาโกรธเป็นครั้งแรก ในทันใดนั้นก็ร้องไห้จ้าออกมา
“พวกเจ้าก็เช่นกัน!”
เฉินซานซือหันไปมองอวี๋จี้และอวี๋เลี่ยอีก
“ห้ามเกียจคร้านเป็นอันขาด! หากไม่มีภารกิจสำคัญ ก็ต้องฝึกให้ครบแปดชั่วยามทุกวัน อีกสองปีข้างหน้า ข้าจะทดสอบพวกเจ้า ใครที่ไม่ผ่าน ก็จะถูกขับออกจากสำนัก!”
“ศิษย์รับบัญชา!”
ซูช่านและคนอื่นๆต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่น
หลังจากตักเตือนไปหนึ่งยก เฉินซานซือก็ไม่มีอารมณ์จะร่วมงานเลี้ยงต่อ เขาจึงลุกขึ้นสะบัดแขนเสื้อจากไป ทิ้งให้ทุกคนมองหน้ากันอย่างงุนงง
….
“ท่านอาจารย์เป็นอะไรไป?”
“เมื่อกี้ยังดีๆอยู่เลยแท้ๆทำไมพอพูดถึงเรื่องที่พวกเราเข้าเป็นศิษย์มาสามสิบกว่าปีแล้ว จู่ๆก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาได้?”
…………..