เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 520: ท้องพระโรง

บทที่ 520: ท้องพระโรง

บทที่ 520: ท้องพระโรง


บทที่ 520: ท้องพระโรง

มู่ชิงหมิงไม่หลบไม่หลีกแม้แต่น้อย ประกายไฟฟ้าบนแส้สะกดวิญญาณสายฟ้าในมือพลันสว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง ราวกับพญามังกรอสนีบาตที่ถล่มลงมาจากฟากฟ้า พุ่งเข้าปะทะกับคมดาบของอสูรพยัคฆ์จำแลงกาย

"ครืนนน—"

คลื่นพลังปราณที่ถาโถมราวกับสึนามิได้แผ่กระจายออกไปโดยมีคนทั้งสองเป็นศูนย์กลาง

อสนีบาตในมือของมู่ชิงหมิงยิ่งทวีความเกรี้ยวกราดขึ้น แสงสายฟ้าในระหว่างการประลองกำลังยิ่งสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็สามารถกระแทกอสูรพยัคฆ์จำแลงกายจนถอยร่นไปได้

จากนั้นจึงหดแส้กลับแล้วตวัดออกไปด้านข้าง สกัดกั้นอสูรจิ้งจอกเก้าหางที่คิดจะลอบโจมตีจากปีกด้านข้างจนกระเด็นถอยไป

"สมแล้วที่เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์!"

ณ มุมหนึ่ง เสียงของผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรระดับวิญญาณแรกเริ่มที่แต่งกายเหมือนจอมยุทธ์ก็ดังขึ้น

"ให้ข้าได้ประลองฝีมือด้วยคนเถิด อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนที่จะบรรลุเป็นเซียนได้โดยไร้ซึ่งอุปสรรคคอขวดนั้น จะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์สักเพียงใดกันเชียว"

เขาสะบัดมือประสานอิน ทันใดนั้นหมวกสานที่สวมอยู่บนศีรษะก็ส่องประกายสีม่วงออกมา

อักขระที่สลักอยู่บนพื้นผิวสว่างวาบขึ้นทีละชั้น ก่อนที่บริเวณปีกหมวกจะปรากฏคมดาบขึ้นมาพร้อมกับเสียง "เคร้ง" จากนั้นจึงลอยคว้างขึ้นกลางอากาศแล้วกลายเป็นลำแสงคมกริบ พุ่งตัดตรงไปข้างหน้า ณ ที่ใดที่มันพาดผ่าน มิติก็แทบจะถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ

สมบัติวิญญาณ...ดาบบินสะบั้นวิญญาณ!

มู่ชิงหมิงสะบัดแส้สะกดวิญญาณสายฟ้า เปลี่ยนจากแส้ให้กลายเป็นกระบองทองแดง แล้วฟาดเปรี้ยงลงบนดาบบินสะบั้นวิญญาณอย่างรุนแรง

ดาบบินและกระบองทองแดงเสียดสีกันจนเกิดเสียงแหลมเสียดแก้วหู ประกายไฟที่สาดกระเซ็นนั้นรวมตัวกันกลางอากาศจนกลายเป็นทะเลเพลิง!

อินจิ่วจู๋ ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรสายมาร ใช้มือข้างหนึ่งควบคุมดาบบิน ในขณะที่อีกข้างหนึ่งก็กระตุกชายเสื้อคลุมด้านหลัง ทันใดนั้นร่างของเขาก็หายวับไปจากที่เดิมอย่างไร้ร่องรอย

สมบัติวิญญาณ...ผ้าคลุมไร้ลักษณ์!

สมบัติชิ้นนี้สามารถบดบังรูปลักษณ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายหรือพลังปราณก็สามารถซ่อนเร้นได้ทั้งหมด ทำให้สามารถสังหารคนได้โดยไร้เงา!

เฉินซานซือที่ยืนดูการต่อสู้อยู่ไกลๆแม้จะเปิดใช้วิชาประจักษ์ปราณอย่างเต็มที่ ก็ยังไม่สามารถตามร่องรอยได้แม้แต่น้อย

แต่ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ มู่ชิงหมิงกลับหลับตาลง จากนั้นก็ยกมือซ้ายขึ้นอย่างรวดเร็ว สายฟ้าสายแล้วสายเล่าพุ่งออกมาจากฝ่ามือ รวมตัวกันกลายเป็นอสูรกิเลนยักษ์ ส่งเสียงคำรามก้องแล้วพุ่งทะยานเข้าไปในอากาศธาตุ

ท่ามกลางอสนีบาตที่ถาโถมอย่างบ้าคลั่ง ปรากฏเงาร่างหนึ่งถูกห่อหุ้มอยู่ภายใน ซึ่งก็คืออินจิ่วจู๋นั่นเอง

"เป็นไปได้อย่างไร?!"

อินจิ่วจู๋ยกแขนขึ้นไขว้กัน พลางร่ายอาคมเรียกโล่ป้องกันออกมาต้านทานสายฟ้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง

"ต่อให้เป็นจิตสัมผัสของผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลาง ก็ไม่มีทางมองทะลุผ้าคลุมไร้ลักษณ์ของข้าได้อย่างง่ายดาย…เจ้าทำได้อย่างไร?!"

"เห็นวัตถุจึงเห็นจิต ไร้วัตถุจิตมิปรากฏ"

มู่ชิงหมิงค่อยๆลืมตาขึ้น

"นี่คือ...เนตรแห่งจิต"

เขาดันฝ่ามือไปข้างหน้า พลังห้าอสนีบาตธรรมะแท้จริงระเบิดออกเป็นครั้งที่สอง ทำลายโล่ป้องกันของผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรจนแตกสลาย แล้วซัดกระแทกร่างของอีกฝ่ายจนกระเด็นลอยไป

ในขณะเดียวกันนั้น ปรมาจารย์วิญญาณแรกเริ่มร่างแคระก็เริ่มโบกสะบัดธงค่ายกลขนาดมหึมาเมื่อเทียบกับตัวของเขาอย่างบ้าคลั่ง

ค่ายกลสีเลือดแดงฉานปรากฏขึ้นครอบคลุมทุกคนเอาไว้ภายใน ดาบบินที่หลอมขึ้นจากกระดูกมนุษย์นับไม่ถ้วนแผ่ขยายไปทั่วฟ้า ราวกับฝูงตั๊กแตนที่กำลังอพยพ

ดาบบินเหล่านี้ นอกจากจะกัดกินพลังปราณภายในค่ายกลอย่างบ้าคลั่งแล้ว ยังปลดปล่อยไอสังหารอันรุนแรงออกมาอีกด้วย

ยิ่งค่ายกลดาบดำรงอยู่ได้นานเท่าใด สภาพแวดล้อมภายในค่ายกลก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้น พลังทำลายล้างของดาบบินเหล่านี้ จึงยังไม่ใช่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับห่าฝนดาบที่โจมตีเข้ามาเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า ประกอบกับการรุมโจมตีของยอดฝีมือระดับวิญญาณแรกเริ่มอีกหลายคน แม้แต่บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งคุนซูก็เริ่มตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

"ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!"

นักพรตต้งเวยและหรงโหรวจวินซึ่งอยู่ด้านนอก ต่างก็ระดมโจมตีใส่ค่ายกลอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่ากลับไม่ส่งผลใดๆเลย

"ศิษย์หลานชิงหมิง เจ้าอย่าดิ้นรนไปเลย ค่ายกลดาบพันอัฐิโลหิตไขกระดูกของข้าผู้เฒ่า ไหนเลยจะให้เจ้าทำลายได้ง่ายๆเช่นนั้น?"

ปรมาจารย์วิญญาณแรกเริ่มร่างแคระเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

"ดูท่าวันนี้เจ้าคงมีแต่ต้องถูกบดขยี้จนตายอยู่ที่นี่เท่านั้น!

"แต่ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าแล้ว ต่อให้ไปอยู่ดินแดนมาร ก็ยังสามารถเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งดินแดนมารได้ หรืออาจจะบรรลุเป็นเซียนได้เร็วกว่าตอนอยู่ใต้สังกัดคุนซูเสียอีก ไฉนจึงต้องมาผูกคอตายอยู่กับต้นไม้ต้นเดียว เปลืองพรสวรรค์ที่มีอยู่ไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วยเล่า!"

"ผู้อาวุโสลี่ ท่านเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าสังหารข้าได้อย่างแน่นอน?!"

มู่ชิงหมิงยังคงรับมือการโจมตีจากทุกทิศทุกทางได้อย่างเป็นระบบ

"คิดว่ามู่ผู้นี้เป็นเด็กสามขวบหรืออย่างไร? กล้ามาที่นี่กับพวกท่าน มีหรือที่ในใจจะไม่มีการป้องกันตัวอยู่บ้าง?!

"แค่ค่ายกลดาบโลหิตไขกระดูก ข้าทำลายมันเสียก็สิ้นเรื่อง!"

เขาโบกมือคราหนึ่ง ธงค่ายกลหลายผืนก็พลันปรากฏขึ้น ก่อนจะลอยไปปักยังตำแหน่งที่เฉพาะเจาะจงภายในค่ายกล

"คิดจะใช้ค่ายกลทำลายค่ายกลรึ?"

ลี่อู๋เซ่อแค่นหัวเราะ

"นอกจากเจ้าจะเตรียมการไว้ข้างนอกล่วงหน้าแล้ว มิเช่นนั้นก็ไม่มีประโยชน์..."

ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ก็พบว่าด้านนอกค่ายกลนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มระดับเเก่นทองคำผู้นั้น ก็ได้ปักธงค่ายกลลงไปหลายผืนเช่นกัน

"แย่แล้ว!"

ลี่อู๋เซ่อคิดจะเข้าขัดขวาง แต่น่าเสียดายที่สายเกินไปแล้ว

เฉินซานซือฉวยโอกาสช่วงที่เหล่าปรมาจารย์วิญญาณแรกเริ่มกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทำตามคำสั่งของมู่ชิงหมิง จัดวางธงค่ายกลไว้เรียบร้อยแล้ว และเมื่อได้รับสัญญาณ เขาก็เปิดใช้งานค่ายกลทันที

"ครืนนน!"

ธงค่ายกลทั้งภายในและภายนอกเกิดการตอบสนองซึ่งกันและกัน พลันเกิดการชักนำกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน ก่อเกิดเป็นค่ายกลแห่งใหม่ขึ้นมา

แสงสีเขียวมรกตแผ่พุ่งออกมาจากใต้ดินลึก ก่อนจะรวมตัวกันกลางอากาศกลายเป็นมังกรเขียวไร้หัว

ในวินาทีต่อมา ไผ่จักรพรรดิเขียวท่อนหนึ่งในร่างของเฉินซานซือก็พุ่งทะยานเข้าไปในลำแสงสีเขียวนั้นราวกับดาวตก กลายเป็นส่วนหัวของมังกรเขียวตนนั้น!

"โฮก—"

เสียงคำรามของมังกรดังกึกก้อง จากนั้นมังกรเขียวก็พุ่งเข้าปะทะกับค่ายกลดาบโลหิตไขกระดูกอย่างไม่หวั่นเกรง

แรงปะทะนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา ส่งผลให้ตำหนักโบราณที่ผุพังอยู่แล้วในบริเวณไม่ไกลพังถล่มลงมา และในที่สุดมันก็สามารถฉีกช่องว่างบนพื้นผิวของค่ายกลสีเลือดได้สำเร็จ

มู่ชิงหมิงจึงสามารถหลบหนีออกมาได้อย่างราบรื่น

แต่ทว่าในขณะที่เขาเพิ่งจะออกจากขอบเขตของค่ายกล ก็มีตาข่ายสีทองขนาดใหญ่ครอบลงมา

สมบัติวิญญาณ...เชือกผนึกวิญญาณ!

มู่ชิงหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแนบชิดกันดุจดาบ และในชั่วพริบตาก็เรียกมังกรเขียวมาอยู่เบื้องหน้า แล้วสั่งให้มันพุ่งทะยานฉีกกระชากเชือกผนึกวิญญาณจนขาดสะบั้น จากนั้นก่อนที่เชือกจะฟื้นฟูตัวเองได้ เขาก็กลายเป็นลำแสงสายฟ้าหนีออกไปไกลกว่าร้อยจั้ง

"ต้งเวย!"

เขาหันไปมองนักพรตที่ถือพัดไทเก็ก และกำลังจะเอ่ยปากตำหนิ ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติจากด้านหลัง

มิติปริแตกออก ปรากฏร่างอรชรของสตรีผู้หนึ่งขึ้นมาอย่างเงียบงัน นางชูสมบัติวิญญาณที่รวบรวมพลังแห่งดวงดาวขึ้นสูง ก่อนจะฟาดลงมาที่แผ่นหลังของเขาราวกับดาบ

มู่ชิงหมิงหลบไม่ทัน แต่ในวินาทีสุดท้าย ผิวของเขาก็ถูกปกคลุมไปด้วยเกราะสีทองอร่าม

"ตู้ม—"

บรรทัดเคลื่อนย้ายไท่ซูฟาดลงบนเกราะ เกิดเป็นเสียงดังทึบหนัก บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งคุนซูกระเด็นถอยหลังไปหลายร้อยจั้งกว่าจะตั้งหลักได้ แต่ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่อย่างใด

"เกราะทองเสวียนเหวินรึ?"

หรงโหรวจวินมองด้วยสายตาเย็นชา "ของดีบนตัวสหายเต๋ามู่ เกรงว่าคงจะมากกว่าของพวกเรารวมกันเสียอีก"

เมื่อเผชิญหน้ากับการหักหลังของพวกพ้อง มู่ชิงหมิงกลับไม่ตื่นตระหนก เพียงแต่เอ่ยถามด้วยความสับสน

"ทำไม?"

"สหายเต๋ามู่ ไอ้เด็กแซ่เฉินนั่นวันนี้ต้องตายอยู่ในวังเซียนหลัวเซียวแห่งนี้"

นักพรตต้งเวยลูบเครา "จะโทษ ก็โทษเจ้าที่ดันมายุ่งไม่เข้าเรื่อง!"

"แล้วสหายเต๋าหรงเล่า?"

มู่ชิงหมิงหันไปมองผู้บำเพ็ญเพียรสตรีระดับวิญญาณแรกเริ่ม

"ต้งเวยเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร การกระทำเช่นนี้ข้ายังพอเข้าใจได้ แต่ท่านในฐานะผู้อาวุโสของหนึ่งในสามสำนักสวรรค์ ไม่คิดจะเกรงใจสำนักดาบสวรรค์ที่อยู่เบื้องหลังท่านบ้างเลยหรือ?"

"ย่อมต้องเกรงใจ" หรงโหรวจวินหยุดไปครู่หนึ่ง

"แต่ขอเพียงบุตรศักดิ์สิทธิ์มู่ตายอยู่ที่นี่ ก็จะไม่มี

ใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น"

มู่ชิงหมิงถึงกับหัวเราะออกมาอย่างจนปัญญา

"ผู้คนภายนอกร่ำลือกันว่า เซียนหญิงหรงแห่งสำนักดาบสวรรค์หลงรักสหายเต๋าเฉาเซี่ยอย่างสุดหัวใจ”

“เมื่อมาเห็นกับตาในวันนี้ ดูท่าจะหลงรักจนถึงขั้นที่ว่า...เพื่อเขาแล้วแม้แต่สำนักก็ยังทอดทิ้งได้ ช่างน่าเสียดายที่ผู้อาวุโสของพวกท่านอุตส่าห์ทุ่มเทบ่มเพาะมาเสียจริง!”

"เพื่อท่านอาจารย์แล้ว ข้าน้อยยิ่งต้องสังหารท่านให้สิ้นซาก"

สิ้นเสียง ร่างของหรงโหรวจวินก็หายวับไปอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน จ้าวรุ่ย, อสูรพยัคฆ์ และคนอื่นๆก็กรูกันเข้ามา

เพียงชั่วพริบตาเดียว สถานการณ์ก็แปรเปลี่ยนเป็นยอดฝีมือระดับวิญญาณแรกเริ่มถึงเจ็ดคน รุมล้อมโจมตีบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งคุนซูเพียงคนเดียว!

เฉินซานซือมองเหตุการณ์ที่พลิกผันไปอย่างกะทันหัน พลางคาดเดาในใจว่าคนเหล่านี้คงจะฉวยโอกาสตอนที่มู่ชิงหมิงแยกตัวออกไปส่งข่าวลอบสมคบคิดกัน

คราวนี้...เรื่องยุ่งยากจริงๆเสียแล้ว

"พวกเจ้าจัดการมันไปก่อน" เกิงชานเหมาเปลี่ยนทิศทางทันที "ข้าจะฉวยโอกาสนี้ไปกินไอ้เด็กนั่น แล้วหลอมมันให้เป็นภูตบริวารเพื่อแก้แค้นให้เสี้ยวเยว่!"

เพียงชั่วพริบตาเดียว ลำแสงที่มันแปลงกายก็พุ่งไปถึงเบื้องหน้าบุรุษชุดขาว

ดาบล่าสังหารซึ่งเป็นสมบัติวิญญาณฟาดฟันลงมาในแนวตั้ง หมายจะผ่าร่างของผู้บำเพ็ญเพียรระดับเเก่นทองคำที่ไร้ทางต่อสู้ผู้นี้ออกเป็นสองซีก!

เฉินซานซือเปิดใช้งานกายาทองคำอย่างเต็มกำลัง หกแขนเสวียนหลิงกวัดแกว่งศาสตราวุธที่แตกต่างกันออกไป

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ป้องกันตัวเอง บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งคุนซู มู่ชิงหมิง ก็กลับทุ่มสุดกำลังพุ่งเข้ามาขวางไว้เบื้องหน้า รับการโจมตีสุดแรงของอสูรพยัคฆ์แทนเขา

"เจ้าแซ่มู่!"

เกิงชานเหมาคำรามด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว

"เจ้ามันก็แค่พระอิฐพระปูน ยังจะมีปัญญาไปห่วงชีวิตคนอื่นอีกรึ?!"

"ตู้ม—"

เนื่องจากมู่ชิงหมิงฝืนเข้ามาช่วยคนจนเกิดช่องโหว่ ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรสายมารระดับวิญญาณแรกเริ่มจึงฉวยโอกาสนั้น ควบคุมดาบบินสะบั้นวิญญาณฟาดเข้าใส่จุดตายของเขาอย่างจัง

เกราะทองเสวียนเหวินปรากฏขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ร่างของเขาจะโซซัดโซเซกระเด็นถอยหลังไป

ปรมาจารย์วิญญาณแรกเริ่มร่างแคระตามมาติดๆควบคุมดาบกระดูกมนุษย์ระดมฟันลงมาไม่ยั้ง ตามมาด้วยอสูรจิ้งจอกเก้าหางที่เปลี่ยนสองมืองามดุจหยกให้กลายเป็นกรงเล็บอสูร แล้วจิกขยุ้มลงไปยังตำแหน่งหัวใจของบุตรศักดิ์สิทธิ์...

"ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!"

แม้จะมีเกราะทองเสวียนเหวินคอยป้องกัน แต่เมื่อต้องรับการโจมตีหนักหน่วงติดต่อกันถึงเพียงนี้ มู่ชิงหมิงก็ยังได้รับบาดเจ็บอยู่ดี หลังจากร่างกระแทกลงบนบันไดหยกเขียว มุมปากของเขาก็มีโลหิตสายหนึ่งไหลซึมออกมา

เขาประสานอินด้วยมือข้างเดียว พลางร่ายอาคมป้องกันขึ้นเบื้องหน้าเพื่อต้านทานการรุมล้อม จากนั้นจึงส่งกระแสจิตไปว่า

"สหายเต๋าเฉินซานซือ ท่านหนีไปก่อน!"

"สหายเต๋ามู่ ท่านถึงกับ..."

เฉินซานซือทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าที่สำนักศักดิ์สิทธิ์ปกป้องตน ก็เพราะมีพันธสัญญากับสำนักสังหารเซียน หากผิดสัญญาจะต้องชดใช้อย่างแน่นอน

แต่การที่มู่ชิงหมิงทุ่มเทถึงเพียงนี้ ก็ยังทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้าง

เพราะอย่างไรเสีย สำหรับคนผู้หนึ่งที่ถูกกำหนดให้ต้องบรรลุเป็นเซียนทะยานขึ้นสู่ภพเบื้องบน หากต้องมาตายเพื่อปกป้องคนนอก ก็นับว่าไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย

"วาจาต้องมีสัจจะ การกระทำต้องมีผล"

มู่ชิงหมิงตอบกลับ

"ในเมื่อข้ารับปากแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ สหายเต๋าเฉินซานซือไม่ต้องห่วงข้า ไปจากที่นี่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!"

ขณะที่พูด เขาก็ช่วยบุรุษชุดขาวต้านทานการโจมตีไปอีกครั้ง

เฉินซานซือย่อมไม่ลังเล หลังจากใช้วิชาเผาโลหิตสามชั้นแล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังปลายสุดของบันไดสุดฟ้าทันที

"สกัดมู่ชิงหมิงไว้ อย่าให้เฉินซานซือได้ของไปเด็ดขาด!"

จ้าวรุ่ยละจากบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งคุนซู ก่อนจะไล่ตามบุรุษชุดขาวไปทันที

"หยุดนะ!"

มู่ชิงหมิงยังคิดจะเข้าขวาง แต่ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงยอมรับว่าพลังของตนไม่เพียงพอ ทำได้แค่ยืนมองอีกฝ่ายจากไปอย่างจนใจ

"หนีไม่พ้นเสียแล้ว..."

เฉินซานซือเพิ่งจะเดินขึ้นบันไดสุดฟ้ามาได้เพียงครึ่งทาง ก็สัมผัสได้ถึงไอหยินเย็นเยียบเสียดกระดูกที่แผ่มาจากเบื้องหลัง

เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นมังกรซากศพตนหนึ่งกำลังคำรามก้องเข้ามาขวางทางอยู่เบื้องหน้า

"สหายเต๋าเฉินซานซือ!"

มังกรซากศพสุดขั้วหยินกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ก่อนจะเอ่ยขึ้น

"นี่ท่านเตรียมจะไปไหนรึ? ลืมสิ่งที่เราพูดคุยกันไว้ก่อนหน้านี้แล้วหรือ?"

"ข้าย่อมต้องไปที่ท้องพระโรง ส่วนสหายเต๋าเทียนสี่ เชิญท่านตามสบายเถิด"

พอเฉินซานซือเห็นว่าคนที่ไล่ตามตนมาคือเขา ก็พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกชั่วคราว

เพราะไม่เหมือนกับอสูรพยัคฆ์ที่คิดจะฆ่าเขาให้ได้อย่างไม่ลดละ เป้าหมายสูงสุดของจ้าวรุ่ยคือการได้สมบัติในดินแดนลับแห่งนี้

ตราบใดที่ท้องพระโรงยังไม่เปิด ป้ายผู้พิทักษ์ยังมีประโยชน์ เขาก็จะยังไม่ตาย

"สหายเต๋าเฉินซานซือวางใจได้"

จ้าวรุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ขอเพียงท่านยอมร่วมมือกับข้าในการเอาสมบัติ ข้าก็ยินดีจะให้โอกาสท่านเป็นพันธมิตรอีกครั้ง

"คนที่อยู่ข้างหลังอาจจะตามมาทันได้ทุกเมื่อ ของในดินแดนลับแห่งนี้ ยิ่งมีคนแบ่งน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี พวกเรารีบกันเถอะ!"

พูดจบเขาก็จับแขนของเฉินซานซือ หมายจะพาเหาะทะยานขึ้นไป แต่ผลคือเพิ่งจะเหาะขึ้นไปได้ไม่ไกล ก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันแปลกประหลาด จนจำต้องเปลี่ยนมาเดินเท้าแทน

ไม่เพียงเท่านั้น ทุกย่างก้าวที่เดินไปข้างหน้า พวกเขาก็รู้สึกได้ว่าพลังปราณในร่างกายถูกกดข่มลงไปส่วนหนึ่ง

"อาคมต้องห้าม..."

สีหน้าของจ้าวรุ่ยพลันเคร่งขรึมขึ้น

เฉินซานซือเองก็หนีจากการถูกกดข่มไม่พ้น แต่ทว่าในใจกลับบังเกิดความหวังขึ้นมาสายหนึ่ง

เพราะว่าเขานึกถึง "อาคมหมื่นวิถีต้องห้าม" ที่เคยเจอในแดนต้องห้ามเก้าขุมนรกขึ้นมา!

ในเมื่อต่างก็เป็นอาณาเขตของสำนักหลัวเซียวเหมือนกัน ดังนั้นการที่เหตุการณ์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

หากที่นี่มีกฎแห่ง "อาคมหมื่นวิถีต้องห้าม" อยู่จริง…เช่นนั้นแล้ว เฉินซานซือก็จะกลายเป็นผู้ไร้เทียมทานในหมู่คนเหล่านี้!

อย่าว่าแต่ปรมาจารย์วิญญาณแรกเริ่มแปดคนเลย ต่อให้มีถึงแปดสิบคน ภายใต้หอกมังกรเงินของเขา ทุกชีวิตก็ล้วนเท่าเทียมกัน!

ว่าไปแล้ว...

ไอปราณบริสุทธิ์สายนั้นที่ท่านเหมยทิ้งไว้ให้แต่เดิม จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สามารถนำออกมาใช้ได้

มิเช่นนั้นแล้ว การเดินทางมายังดินแดนลับในครั้งนี้ ก็คงไม่ต้องลำบากลำบนถึงเพียงนี้

ยิ่งคนทั้งสองเดินไปข้างหน้า การกดข่มระดับพลังก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

หุ่นเชิดซากศพระดับวิญญาณแรกเริ่มของจ้าวรุ่ย ถูกกดลงมาอยู่ที่ระดับเเก่นทองคำขั้นปลายแล้ว

ส่วนระดับพลังของเฉินซานซือก็ถูกกดลงมาอยู่ที่ขั้นสร้างฐานขั้นปลาย

ยังไม่พอใจ….หากเป็นเพียงระดับนี้ เขาก็ยังไม่ใช่อีกฝ่ายอยู่ดี

"ช่างเป็นพลังแห่งกฎเกณฑ์ที่แข็งแกร่งเสียจริง"

จ้าวรุ่ยพยายามใช้วิธีต่างๆเพื่อต้านทานการกดข่ม แต่ท้ายที่สุดก็ล้มเหลวทั้งหมด

ประกอบกับเขาเห็นว่าเฉินซานซือเองก็หนีไม่พ้นเช่นกัน จึงตัดสินใจปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ

เมื่อคนทั้งสองก้าวข้ามบันไดหยกเขียวหมื่นขั้นได้ในที่สุด ประตูหินสูงกว่าสิบจั้งบานหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ขวางทางอยู่เบื้องหน้า บดบังทัศนียภาพทุกสิ่งอย่าง

ณ ตำแหน่งสูงเจ็ดฉื่อบนประตูหิน มีร่องเว้าอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งจากรูปร่างแล้ว น่าจะเป็นที่สำหรับใส่ป้ายอาญาสิทธิ์

"สหายเต๋าเฉินซานซือ ยังจะรออะไรอยู่อีก?" จ้าวรุ่ยทำท่าผายมือ "รีบใช้ป้ายเปิดประตูเถิด"

เฉินซานซือหยิบป้ายอาญาสิทธิ์ออกมา

ในขณะเดียวกันนั้นเอง ณ เบื้องล่างสุดของบันไดสุดฟ้า

มู่ชิงหมิงถือแส้สะกดวิญญาณสายฟ้า จิตสัมผัสควบคุมไผ่จักรพรรดิเขียว อีกทั้งยังมีคทาวชิระปราบมารสี่สิบเก้าด้ามวนเวียนอยู่รอบกาย สู้ศึกหนึ่งต่อหลายคน…แม้จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ในระยะเวลาสั้นๆก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง

เกิงชานเหมาฟาดดาบลงบนเกราะทองเสวียนเหวิน อารมณ์ของมันเริ่มเกรี้ยวกราดขึ้นเรื่อยๆ

"ข้าอยากจะดูนัก ว่าเจ้าจะทนได้อีกนานแค่ไหน!"

"ครืนนน—"

ทันทีที่จิตสังหารของทุกคนกำลังพลุ่งพล่านถึงขีดสุด ซากปรักหักพังของวังเซียนหลัวเซียวทั้งหลังก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

"อยู่ข้างบน"

ปรมาจารย์วิญญาณแรกเริ่มร่างแคระมองไปยังปลายสุดของบันได

"ท้องพระโรงเปิดแล้ว!"

"สหายเต๋าเทียนสี่ผู้นี้ ไหนบอกว่าจะไปไล่ฆ่าเฉินซานซือ ไหงกลับแอบไปเปิดท้องพระโรงเอง คิดจะฮุบสมบัติไว้คนเดียวรึ?" อินจิ่วจู๋เก็บหมวกสานกลับ

อสูรจิ้งจอกเก้าหางส่งกระแสจิตไปหาอสูรพยัคฆ์อย่างลับๆ

หลังจากเกิงชานเหมาได้ฟัง ก็หยุดโจมตีบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งคุนซูทันที ก่อนจะขี่ลมดำสายหนึ่ง พุ่งตรงไปยังบันไดหมื่นขั้น

"อย่าคิดว่าจะหนีข้าพ้น!"

เมื่อเห็นดังนั้น ปรมาจารย์วิญญาณแรกเริ่มร่างแคระก็กลายเป็นลำแสงสีทองมุดดินไล่ตามไป

เพียงชั่วพริบตาเดียว ทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังท้องพระโรง

มู่ชิงหมิงก็เช่นกัน เขาเก็บสมบัติวิญญาณต่างๆแล้วตามไปติดๆ

………………….

จบบทที่ บทที่ 520: ท้องพระโรง

คัดลอกลิงก์แล้ว