- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 413 : ราชวงศ์ต้าฮั่นปรากฏในเทียนสุ่ย
บทที่ 413 : ราชวงศ์ต้าฮั่นปรากฏในเทียนสุ่ย
บทที่ 413 : ราชวงศ์ต้าฮั่นปรากฏในเทียนสุ่ย
บทที่ 413 : ราชวงศ์ต้าฮั่นปรากฏในเทียนสุ่ย
ณ หอชิงเฟิง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับสถานที่จัดงานประมูลนั่นเอง
หลังจากงานประมูลสิ้นสุดลง โดยพื้นฐานแล้วเซียนเกือบทั้งหมดในหมู่บ้านต่างก็ทยอยกันเดินทางไปยังหอชิงเฟิง เห็นได้ชัดว่าทุกคนล้วนเข้าร่วมการประมูลและได้ของติดไม้ติดมือกลับไป
เซียนหญิงหลายคนยืนอยู่ในห้องโถง เชิญให้เซียนแต่ละคนทยอยนั่งลง จากนั้นจึงอธิบายกฎเกณฑ์ให้ฟัง
พวกเขาแต่ละคนจะมีหมายเลขสุ่มอยู่ในมือ ผู้ที่ถูกขานหมายเลขก็จะขึ้นไปบนชั้นบนสุดของหอคอยเพื่อชำระหินวิญญาณและรับสินค้าที่ตนเองซื้อไป จากนั้นก็จะสามารถเหาะเหินจากไปได้ทันที
ตลอดทั้งกระบวนการ จะไม่มีคนนอกล่วงรู้เลยว่าของที่ท่านซื้อไปคืออะไร
“ห้า”
เฉินซานซือมองดูป้ายไม้ในมือ ตัวเลขไม่นับว่าอยู่ท้ายๆจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรนัก
การทำธุรกรรมดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ชั่วเวลาสองเค่อ หมายเลขของเขาก็ถูกขานขึ้น
“ขอเชิญผู้อาวุโสหมายเลขห้า ขึ้นไปทำธุรกรรมบนหอคอย”
เฉินซานซือพาตงฟางจิ่งสิงเดินตามกันขึ้นไป มาตรการรักษาความลับนี้มีไว้สำหรับเซียนเป็นหลัก
หากพวกเขาเต็มใจที่จะเชื่อใจอีกฝ่าย ก็ย่อมสามารถพาผู้ติดตามไปด้วยได้
เซียนหญิงสองคนที่นำทางหยุดฝีเท้าลง แล้วค่อยๆผลักประตูห้องเปิดออก
ภายในห้องส่วนตัว
นายน้อยเจ้าเมืองเจียงหลีนั่งอยู่บนเก้าอี้เขากวางอย่างสง่างาม ข้างกายมีจ่างซุนเหมี่ยวในชุดคลุมสีม่วงยืนอยู่ ถัดไปเป็นแถวขององครักษ์จากจวนเจ้าเมือง
เขาสังเกตเห็นว่าคนทั้งสองที่เข้ามานั้นดูหน้าตาไม่คุ้นเคย จึงส่งกระแสจิตไปถามอย่างเงียบๆ
“จางหู่ คนผู้นี้ไม่ใช่คนของเขตเป่ยหยางรึ?”
“ใช่ขอรับ” เซียนแซ่จางช่วยอธิบาย
งานประมูลในครั้งนี้ ก็มีเซียนอิสระจากนอกเขตเป่ยหยางเข้าร่วมด้วยเช่นกัน แต่มีจำนวนไม่มากนัก ประมาณห้าหกคนได้
“นายน้อยเจ้าเมืองโปรดวางใจ คนผู้นี้ไม่เพียงแต่จะซื้ออุปกรณ์วิเศษฝ่ายมารไปเป็นจำนวนมาก แต่ยังซื้อเตาหลอมมนุษย์ไปอีกมากมาย ยอดเงินที่ใช้จ่ายในงานประมูลครั้งนี้ นับว่าอยู่ในอันดับต้นๆเลยทีเดียว”
เจียงหลีไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่ลุกขึ้นยืนพลางกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
“สหายหลินฝาน พบกันครั้งแรก ยินดีที่ได้รู้จัก”
“นายน้อยเจ้าเมืองเกรงใจเกินไปแล้ว”
“ของที่ข้าน้อยประมูลได้ก่อนหน้านี้ ไม่ทราบว่าพอจะขอดูของก่อนได้หรือไม่?” เฉินซานซือกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
“ย่อมได้ ย่อมได้”
เจียงหลียิ้มอย่างเป็นมิตร เขาหยิบถุงเก็บของออกมาหลายใบจากแขนเสื้อ แล้วจึงหยิบสินค้าที่อีกฝ่ายประมูลได้ออกมาตามหมายเลข
มีทั้งของฝ่ายมารและฝ่ายธรรมะ ถูกจัดเรียงลอยอยู่กลางอากาศ มีจำนวนมากมายมหาศาล รวมราคากันแล้วก็นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ถือเป็นการค้าครั้งใหญ่
“สหายหลินฝานโปรดวางใจ ถึงแม้ว่างานประมูลนี้จะจัดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ตระกูลเจียงของข้าก็เป็นถึงเจ้าของเมืองหรงหัว ในฐานะเจ้าเมือง ย่อมมีความน่าเชื่อถือในการทำการค้าอยู่แล้ว”
“ข้าได้ยินมาว่าสหายเป็นเซียนอิสระจากเขตชางไห่ ไม่ทราบว่ามีความสนใจที่จะมาเป็นที่ปรึกษาอยู่ที่เมืองหรงหัวของพวกเราหรือไม่?”
“เรื่องอื่นไม่ขอพูดถึง แต่เรื่องเตาหลอมมนุษย์นั้นรับรองว่าจะไม่ขาดตกบกพร่องสำหรับท่านอย่างแน่นอน ด้วยพรสวรรค์ของสหาย อีกไม่นานก็ย่อมสามารถกลายเป็นยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานขั้นปลายได้อย่างแน่นอน”
ระดับสร้างรากฐานขั้นปลายในเขตเป่ยหยางนั้น นับได้ว่าเป็นเจ้าแห่งดินแดนฝ่ายหนึ่งแล้ว
เฉินซานซือไม่ได้สนใจครึ่งหลังของประโยค เพียงแค่ตรวจสอบสินค้าคร่าวๆ
“ขอบคุณสำหรับความเมตตาของคุณชายเจียง เพียงแต่ว่าข้าน้อยเดินทางผ่านมาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยียนคนรุ่นหลังเท่านั้น ต่อไปก็ยังต้องเดินทางไปยังที่อื่นอีก เกรงว่าจะไม่สามารถอยู่ได้นาน”
“เช่นนั้นรึ...”
เจียงหลีรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาโบกพัดจีบเก็บของทั้งหมดกลับเข้าไปในถุงเก็บของ
“ของที่สหายประมูลได้ รวมทั้งหมดแปดหมื่นสองพันสามร้อยยี่สิบก้อนหินวิญญาณชั้นเลว ข้าคิดแค่แปดหมื่นถ้วนๆก็พอ ถือว่าผูกมิตรกัน”
“แปดหมื่น... ไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลยนะ”
เฉินซานซือในกระเป๋าแห้งเหือด ในมือมีหินวิญญาณอยู่แค่ไม่กี่ร้อยก้อนเท่านั้น
เขาไม่ได้คิดเกรงใจอะไร ทรุดกายนั่งลงบนที่นั่งประธาน แล้วใช้วิชา ‘มองยารู้สูตร’ ตรวจสอบดูว่าในน้ำชาไม่มีพิษ จากนั้นก็สั่งให้เจ้าไม้ไผ่เล็กมารินชาให้ตนเอง
เจียงหลี, จ่างซุน รวมถึงเหล่าองครักษ์ในห้อง ต่างก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายสักเท่าไหร่
“แปดหมื่นก้อนหินวิญญาณ นับว่าเป็นจำนวนที่สูงมากจริงๆ”
หินวิญญาณจำนวนมหาศาลขนาดนี้ โดยพื้นฐานแล้วต้องเป็นพวกที่มีขุมกำลังหนุนหลัง หรือไม่ก็เป็นพวกโจรที่ปล้นสะดมมานานหลายปี จึงจะสามารถนำออกมาได้
และก็ด้วยเหตุนี้เอง เจียงหลีจึงได้พยายามที่จะดึงตัวอีกฝ่ายมาเป็นพวก เขาจึงนั่งลงฝั่งตรงข้าม
“แต่ของเหล่านี้หากวางขายอยู่ข้างนอก ย่อมไม่ใช่ราคานี้แน่นอน”
“และขออนุญาตเตือนไว้อย่างหนึ่ง กฎของงานประมูลคือเมื่อค้อนเคาะลงแล้วถือเป็นที่สิ้นสุด ต่อให้สหายจะเปลี่ยนใจ ก็ไม่สามารถกลับคำได้ มิฉะนั้นแล้วก็จะถือว่าเป็นการทำลายกฎ”
เฉินซานซือวางถ้วยชาลง “มาทำข้อตกลงกันหน่อยเป็นอย่างไร?”
“โอ้?”
เจียงหลีกางพัดจีบออก พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ลองว่ามาให้ฟังหน่อยสิ?”
“อืม”
เฉินซานซือเงยหน้ามองคานบ้าน พลางร่ายยาวราวกับเป็นของในบ้านตนเอง
“นายน้อยเจ้าเมืองตระกูลเจียง ประมูลศาสตราวุธมาร, ยาเม็ด, เผยแพร่เคล็ดวิชา, ค้าขายเด็กชายหญิงเพื่อใช้เป็นเตาหลอมมนุษย์สำหรับผู้บำเพ็ญเพียร สงสัยว่าสมคบคิดกับฝ่ายมาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่หยิบยกขึ้นมา ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ใต้หล้าไม่อาจยอมรับได้ ใช่หรือไม่?”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ทั่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
ห้องส่วนตัวที่เงียบสงบอยู่แล้ว ยิ่งเงียบลงจนกระทั่งแม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังหายไป
สีหน้าของคนจากเมืองหรงหัวยิ่งเปลี่ยนไปในทันที
“ดีนี่”
ครู่ต่อมา เจียงหลีก็แสยะยิ้มขึ้นมา
“ข้าเข้าใจแล้ว สหายกำลังข่มขู่ข้าอยู่สินะ?”
“น่าสนใจ”
จ่างซุนเหมี่ยวที่เงียบมาโดยตลอดลุกขึ้นยืน พลางกล่าวเย้ยหยัน
“คำพูดเหล่านี้ของสหายมีความหมายอะไรกัน?”
“ง่ายมาก” เฉินซานซือกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ตระกูลเจียงฝ่าฝืนกฎหมาย ถือเป็นโทษประหารอยู่แล้ว แต่ข้าสามารถให้โอกาสพวกเจ้าได้”
“นับจากนี้ไปจงกลับตัวกลับใจ ยอมสวามิภักดิ์ต่อข้า รวมถึงเมืองหรงหัวและทรัพย์สินของตระกูลเจียง ก็ต้องมอบให้โดยสมัครใจด้วย”
“ทำได้เช่นนี้ คนในตระกูลเจียงที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะได้รับการลดหย่อนโทษ”
“กฎหมาย?”
เจียงหลีจ้องมองอีกฝ่ายอย่างพินิจพิเคราะห์ สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากดูแคลนเป็นเคร่งขรึม
เขาลุกขึ้นถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว แล้วเอ่ยถามขึ้น
“กฎหมายของเทียนสุ่ย? พวกเจ้าเป็นคนของ
สำนักชั้นสูงรึ?!”
“ไม่ใช่”
“นี่คือกฎหมายของราชวงศ์ต้าฮั่น กฎแห่งสวรรค์!”
“ราชวงศ์ต้าฮั่น?”
เจียงหลีค้นหาคำนี้ในสมองของตน แต่ยังไม่ทันที่จะค้นพบความทรงจำที่ตรงกัน ก็เห็นสายธารสายหนึ่งปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า
กระแสน้ำสีครามไหลเชี่ยวกราก ในชั่วพริบตาก็บดบังทัศนวิสัยไปจนหมดสิ้น
ไม่ทันที่เขาจะได้ทันตั้งตัว ก็สัมผัสได้ว่าศีรษะของตนเองหลุดออกจากร่างกาย กลิ้งไปด้านหลังเรื่อยๆจนกระทั่งจมดิ่งสู่ความมืดมิดในที่สุด
เฉินซานซือดีดนิ้วอีกครั้ง ก็มีลูกไฟลูกหนึ่งพุ่งออกไป ราวกับลูกบอลหิมะที่ยิ่งกลิ้งยิ่งใหญ่ พุ่งเข้าครอบคลุมเซียนแซ่จางผู้นั้น
จางหู่ร่ายอาคมสร้างเกราะป้องกันธาตุน้ำขึ้นมาเบื้องหน้า แต่ระดับพลังของอีกฝ่ายนั้นเหนือกว่าอย่างสิ้นเชิง ประกอบกับในลูกไฟนั้นดูเหมือนจะมีอสูรร้ายนับพันนับหมื่นกำลังวิ่งพล่านอยู่
เกราะป้องกันของเขาไม่สามารถต้านทานได้แม้แต่ชั่วพริบตาเดียวก็หลอมละลายไปจนหมดสิ้น ทั้งร่างของเขาก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที
เฉินซานซือยื่นมือออกไปคว้า ก็ได้ถุงเก็บของทั้งหมดบนตัวของนายน้อยเจ้าเมืองมาอยู่ในมือ ซึ่งแทบจะบรรจุของจากงานประมูลทั้งหมดไว้
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว
“นายน้อยเจ้าเมือง!”
“เจ้า...พวกเจ้าจะปล้นกันซึ่งๆหน้าเลยรึ?!”
เริ่มมีคนตั้งสติได้เเล้ว
“ปล้นซึ่งๆหน้า? นี่คือการตรวจค้นและยึดทรัพย์!”
เสียงของตงฟางจิ่งสิงดังกังวาน
“พวกเจ้าเหล่าคนชั่วเผยแพร่วิชามาร ใช้ชีวิตของผู้คนเป็นเตาหลอมและฟืนไฟ โทษสมควรตายหมื่นครั้ง สมควรถูกประหารทั้งตระกูล!”
“เซียวเฟิง?!”
จ่างซุนเหมี่ยวที่อยู่ข้างๆเมื่อเห็นพลังแท้จริงธาตุน้ำตรงหน้า ก็พลันนึกถึงเหตุการณ์ที่ยอดเขาไผ่น้อยเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาได้ทันที
ใบหน้าของเขาก็พลันบิดเบี้ยวไปด้วยความเกรี้ยวกราด
ในขณะเดียวกัน ด้านนอกหอชิงเฟิงก็เกิดความโกลาหลขึ้น
“ไม่ดีแล้ว!”
“มีคนชั่วฆ่าคน!”
ทั่วทั้งหอชิงเฟิงตกอยู่ในความโกลาหล
“ดีนี่เจ้าเซียวเฟิง ที่แท้ก็มีความเกี่ยวข้องกับราชสำนักปีศาจแห่งทวีปตงเซิ่งเสินโจวด้วย ข้าตามหาเจ้ามานาน ไม่คิดว่าเจ้าจะกล้ากลับมาส่งตายด้วยตัวเอง!”
จ่างซุนเหมี่ยวคำรามลั่น กระทืบเท้าหนึ่งครั้ง สองมือประสานอินด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นภาพติดตา เรียกเสาหินต้นหนึ่งออกมา พุ่งเข้าถล่มอีกฝ่าย
วิชาผืนปฐพี!
“ครืนนนนน!”
กำแพงดินที่ส่องประกายสีทองผุดขึ้นมาเบื้องหน้าของเฉินซานซือ เสาหินที่ถล่มลงมากระแทกเข้าใส่มันอย่างจัง พลันแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ในทางกลับกัน พลังที่แฝงอยู่ในนั้นกลับถูกกำแพงดินดูดซับเข้าไป จนทำให้พลังเซียนของมันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับภูผาที่ถล่มลงมาใส่คู่ต่อสู้
จ่างซุนเหมี่ยวตกใจอย่างยิ่ง รีบเหยียบดาบบินถอยหลังหลบอย่างร้อนรน
เมื่อภูผาถล่มลงมา ก็ทิ้งหลุมลึกที่น่าสะพรึงกลัวไว้บนพื้นดิน หอคอยทั้งหลังสั่นสะเทือนไม่หยุด ราวกับจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
จ่างซุนเหมี่ยวเพิ่งจะทรงตัวได้มั่นคง อีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวแล้ว ดาบที่มีพลังแท้จริงแฝงอยู่กลายสภาพเป็นสายธารที่เชี่ยวกรากอีกครั้ง
เขารีบเรียกโล่สีดำสนิทออกมาขวางไว้เบื้องหน้า พร้อมกับส่งพลังเซียนเข้าไปเสริมอย่างต่อเนื่อง
เขาคือเซียนระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง
ในขณะที่เฉินซานซือซึ่งอยู่ตรงข้ามนั้น ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางแห่งเซียนหรือเส้นทางแห่งยุทธ์ ก็มีพลังต่อสู้เทียบเท่าเพียงแค่ระดับสร้างรากฐานขั้นต้นเท่านั้น
หากสู้กันตัวต่อตัวแล้ว ย่อมไม่ด้อยกว่ากันเลย ในที่สุดเขาก็สามารถทรงตัวได้อย่างมั่นคง
จ่างซุนเหมี่ยวคำรามลั่น บนฝ่ามือปรากฏตราหยกสีเขียวมรกตขึ้นมา เขาชี้ดาบออกไป
หัวสัตว์อสูรบนตราหยกก็พ่นเปลวอัคคีสีเขียวทมิฬออกมา ภายในนั้นมีโครงกระดูกและวิญญาณร้ายนับไม่ถ้วน แยกเขี้ยวเล็บพุ่งเข้าจู่โจม
ตราพญายม, อัคคีวิญญาณทมิฬ!
เฉินซานซือใช้วิชา ‘เปลวอัคคีหมื่นอสูร’ ออกมาอีกครั้ง แต่หลังจากที่เปลวไฟทั้งสองปะทะกันได้ไม่นาน เปลวอัคคีหมื่นอสูรก็ถูกอัคคีวิญญาณทมิฬกัดกินไปจนหมดสิ้น
วิชาผืนปฐพีปรากฏขึ้นอีกครั้ง แม้จะอยู่หลังกำแพงดิน เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแสบร้อนจากอัคคีวิญญาณทมิฬได้
แต่เศษเสี้ยวของเปลวไฟที่เหลือก็ถูกวิชาปฐพีหนาดูดซับเข้าไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กลายสภาพเป็นภูผาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวอัคคีสีเขียวทมิฬ พุ่งกลับไปโจมตีผู้ที่ปล่อยมันออกมา
วิชาสะสมพลัง!
“อะไรกัน?!”
จ่างซุนเหมี่ยวรู้ดีถึงอานุภาพของเปลวไฟของตนเองเป็นอย่างดี ที่ไหนจะกล้าไปรับตรงๆ
หลังจากถูกสะท้อนกลับสองครั้งติดต่อกัน เขาก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“วิชาลับที่ไม่ถ่ายทอดของสำนักเคลื่อนภูผา?!”
“ตุ้บ!”
เฉินซานซือกระทืบเท้าหนึ่งครั้ง ดาบเสวียนหยวนในมือราวกับสายธารที่ถูกกุมไว้
ทวารทั้งเจ็ดและแขนขาทั้งสี่ล้วนมีธารสวรรค์ไหลเชี่ยวกราก ราวกับเรือที่ล่องไปตามกระแสน้ำ พุ่งไปข้างหน้า
เบื้องหลังของเขา ยิ่งมีดาบปราณสีครามพุ่งทะลุผิวน้ำออกมาเป็นสายๆจำนวนมากมายมหาศาล ราวกับฝูงตั๊กแตนที่บุกทำลายล้าง
ปราณดาบอันแหลมคมได้พัดพาคานของหอคอยจนพังทลาย ราวกับจะกลืนกินฟ้าดิน พุ่งเข้าโจมตีเซียนในชุดคลุมสีม่วงอย่างบ้าคลั่ง
จ่างซุนยกโล่ขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าปราณดาบที่พุ่งเข้ามากลางอากาศนั้น กลับหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นดาบยักษ์ที่สูงกว่าหนึ่งจั้ง กว้างเท่าหนึ่งอ้อมแขน ถล่มลงมาจากฟากฟ้า
“ครืนนนน!”
จิตสังหารแผ่ซ่านไปทั่วฟ้าดิน
เมื่อดาบเดียวฟาดลงมา โล่ที่ลอยอยู่เบื้องหน้าของจ่างซุนถึงกับทานรับไม่ไหว กระแทกเข้าใส่ร่างของเขาอย่างจัง
ทั้งร่างของเขาล้มลงกับพื้นในท่าคุกเข่า ทับโต๊ะเก้าอี้และถ้วยชาจนแหลกละเอียด
“วิชาหมื่นดาบจากสวรรค์ของสำนักดาบสวรรค์?! เจ้าเป็นใครกันแน่?!”
คำถามในใจของเขายังไม่ทันได้เอ่ยออกมา ก็เห็นคลื่นน้ำมหึมาพุ่งมาถึงเบื้องหน้าแล้ว
แสงเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งทะลุออกมาจากกลางคลื่น ทะลวงผ่านหัวใจของเขาโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้นได้อีกต่อไป
จากนั้นคมดาบก็บิดหมุน หัวใจของเขาพลันกลายเป็นเศษเนื้อในพริบตา อวัยวะภายในอื่นๆก็แหลกสลายภายใต้พลังแท้จริงที่บ้าคลั่ง
จ่างซุนเหมี่ยวทำได้เพียงแค่ใช้สองมือจับคมดาบที่ปักคาอกไว้แน่นด้วยสัญชาตญาณ หลังจากลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดสิ้นลง เขาก็ก้มหน้าตายอย่างไม่ยินยอม
เส้นทางแห่งเซียนและเส้นทางแห่งยุทธ์ของเฉินซานซือล้วนด้อยกว่าอีกฝ่าย
แต่เมื่อนำทั้งสองอย่างมาใช้ร่วมกันอย่างคล่องแคล่วแล้ว การจะรับมือเซียนระดับสร้างรากฐานขั้นกลางนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย
…..
ทางด้านหนึ่ง ตงฟางจิ่งสิงผู้มีใบหน้าแฝงไปด้วยความโกรธ เพียงแค่โบกมือเบาๆก็ทำให้เซียนระดับหลอมปราณขั้นต้นหลายคนถึงกับร่างขาดเป็นสี่เสี่ยง
เมื่อมองดูให้ดีจึงจะพบว่า บนนิ้วมือที่ขาวซีดและเรียวยาวของเขานั้น มีเส้นไหมสวรรค์ไร้สีพันอยู่
หลังจากสังหารนายน้อยเจ้าเมืองเจียงหลีและจ่างซุนเหมี่ยวติดต่อกัน ประกอบกับหอคอยที่พังทลายไปกว่าครึ่งจากการต่อสู้ หมู่บ้านเมฆาอัสดงทั้งหลังก็ตกอยู่ในความโกลาหลมานานแล้ว
เซียนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้
เพราะอย่างไรเสียพวกเขาแค่มาประมูลของเท่านั้น จึงรีบหนีเอาตัวรอดไปคนละทิศคนละทาง
แต่ในขณะเดียวกัน ข่าวสารก็ได้แพร่กระจายออกไปผ่านวิธีการส่งกระแสจิตต่างๆเมืองหรงหัวที่อยู่ไม่ไกลนักก็รีบส่งเซียนจำนวนมากออกมาทันที
องครักษ์ปราบมารของหน่วยปราบมารที่ลาดตระเวนอยู่ตามที่ต่างๆก็พากันมารวมตัวกัน
“ที่นี่ไม่ควรอยู่นาน ช่วยคนที่ช่วยได้แล้วรีบออกจากที่นี่”
เฉินซานซือเก็บถุงเก็บของของจ่างซุนไป แล้วก็เหยียบดาบบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ตงฟางจิ่งสิงตามไปติดๆ
ส่วนซ่างกวนซือเหิงและคนอื่นๆได้เตรียมเรือบินไว้ล่วงหน้าแล้ว
หลังจากนำเด็กชายหญิงและผู้หญิงที่มีรากวิญญาณขึ้นเรือแล้ว ก็รีบออกจากหมู่บ้านเมฆาอัสดงไปอย่างรวดเร็ว
“หัวหน้า ไม่ดีแล้ว!”
ต้วนซือหลู่ที่ออกไปสืบข่าวอยู่ข้างนอกล่วงหน้าเหาะกลับมา แล้วแจ้งข่าว
“ช่วงนี้ขุมกำลังต่างๆได้เสริมกำลังลาดตระเวนในเขตเป่ยหยาง มีกำลังคนจำนวนมากกระจายตัวอยู่โดยรอบ พอได้รับข่าวส่งสารก็รีบมุ่งหน้ามาทางนี้ทันที พวกเรากำลังจะถูกตามทันแล้ว!”
และก็เป็นไปตามคาด
หลังจากผ่านไปร้อยลมหายใจ ก็เห็นเซียนจำนวนมากปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าทั้งด้านหน้า
ด้านหลัง ซ้าย และขวา หนาแน่นจนยากที่จะแยกแยะจำนวนได้ในชั่วขณะ
“ทุกคนอย่าตื่นตระหนก!” ซ่างกวนซือเหิงปลอบโยน
“ทำตามแผนเดิมของสหายเซียว!”
กลุ่มคนจัดรูปขบวนอย่างเป็นระเบียบ มุ่งหน้าฝ่าวงล้อมไปยังช่องเขาใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้
….
ณ เมืองหรงหัว
เจ้าเมืองเจียงซ่าง, อ๋องแปดแห่งต้าซ่ง จ้าวสวินและเซียนฝ่ายมารอีกหลายคนกำลังรวมตัวกันอยู่ เสียงหัวเราะดังขึ้นไม่ขาดสายระหว่างการสนทนา
ทันใดนั้น คนสนิทคนหนึ่งก็บุกเข้ามาในห้องโถง
“ท่านเจ้าเมือง ท่านอ๋องแปด เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
เจ้าเมืองเจียงซ่างที่ถูกขัดจังหวะแสดงสีหน้าไม่พอใจ
“ว่ามา”
“นายน้อย...นายน้อยของท่านเจ้าเมือง เขาตายแล้วขอรับ!”
เซียนผู้นั้นพูดจาติดๆขัดๆเพราะความตื่นเต้น
“วันนี้ที่หมู่บ้านเมฆาอัสดง จู่ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามา อ้างตัวว่าเป็นคนของราชสำนักแห่งทวีปตงเซิ่งเสินโจว”
“พวกมันชิงของทั้งหมดในงานประมูลไป สังหารนายน้อยเจ้าเมืองและผู้อาวุโสจ่างซุนและคนอื่นๆแล้วก็จากไปอย่างลอยนวลขอรับ!”
“เจ้าว่าอะไรนะ?!”
ดวงตาของเจียงซ่างพลันแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา เขากระโจนไปข้างหน้าในชั่วพริบตา คว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายแน่น
“พวกเจ้าทำงานกันยังไง?!”
“ที่นั่นยังมีคนของสำนักสังหารเซียนอยู่ด้วย ลงมือรวดเร็วมาก กระทั่งยังมีเซียนระดับสร้างรากฐานขั้นปลายอยู่ด้วย พวกเราสู้ไม่ได้จริงๆขอรับท่านเจ้าเมือง!”
เซียนผู้นั้นแทบจะร้องไห้ออกมา
“ถ้ารู้แต่แรก ข้าคงจะรอจนงานประมูลจบลงอย่างสมบูรณ์แล้วค่อยจากมา เป็นความผิดของข้าเอง” ชิวเยี่ยนถอนหายใจยาว
“จะว่าไปแล้ว ราชวงศ์แห่งนั้น ก็เงียบหายไปกว่าสิบปีแล้ว ไม่คิดว่าพอปรากฏตัวอีกครั้งจะกล้าบุกมาถึงทวีปเทียนสุ่ยเลย ช่างอวดดีเสียจริง”
“ราชสำนัก?”
อ๋องแปด จ้าวสวินแสยะยิ้ม
“ช่างกล้าหาญเสียจริง! ช่วงนี้คนของสำนักเซิงอวิ๋นกำลังตามหาพวกเขาอยู่พอดี ไม่คิดว่าจะมาส่งถึงที่!”
“ใครอยู่ข้างนอก! ส่งสารไปยังองครักษ์ปราบมารทั้งหมดในรัศมีสองร้อยหลี่รอบหมู่บ้านเมฆาอัสดง ให้ออกปฏิบัติการทันที”
“ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ต้องรั้งพวกมันทั้งหมดไว้ให้ได้!”
………………………