- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 393 : กองทัพสวรรค์
บทที่ 393 : กองทัพสวรรค์
บทที่ 393 : กองทัพสวรรค์
บทที่ 393 : กองทัพสวรรค์
มีดบินเล่มนั้นมีขนาดเพียงฝ่ามือ ความหนาบางเฉียบราวกับปีกของจักจั่น คมมีดส่องประกายเย็นเยียบเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
เพียงแค่จ้องมองก็สามารถสัมผัสได้ถึงความคมกริบอันน่าพรั่นพรึง
“นี่คือ ‘มีดเกล็ดทองคำ’ เจ้าค่ะ”
“เป็นศาสตราเวทระดับสองที่ราคาไม่แพงนัก แต่มีข้อเสียคือใช้ได้เพียงครั้งเดียว…หลังโจมตีออกไปแล้วก็จะเสียหายอย่างหนัก”
“แต่ด้วยเหตุนี้เอง...ไม่ว่าจะเป็นอานุภาพหรือความเร็วของมัน จึงถูกดึงขึ้นไปจนถึงขีดสุด”
“ถ้าคุณชายเซียวต้องการ ข้ามีทั้งหมดราวยี่สิบกว่าเล่ม…แลกกับยาทิพย์ของท่านสักหน่อยก็พอ
ไม่ต้องใช้หินวิญญาณหรอกเจ้าค่ะ”
“ตกลง ข้าเอาทั้งหมดเลย”
เฉินซานซือและนางจึงทำการซื้อขายกันตรงนั้นทันที
“ว่าแต่...แม่นางจื่อหนานมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?”
“อ้อ...”
“คุณชายเซียวคงยังไม่ทราบสินะเจ้าคะ…อันที่จริงแล้ว ข้าเช่าสายธารอัคคีของที่นี่มาโดยตลอด”
ถึงอย่างไรเสีย ตระกูลไป๋เป็นตระกูลที่มีจอมยุทธ์ขอบเขตพลังแท้จริงขั้นสมบูรณ์อยู่ด้วย
พวกเขาย่อมต้องมีธุรกิจเป็นของตนเองเป็นธรรมดา…เพียงแต่พื้นที่ในหุบเขาอัสดงไม่ใหญ่นัก จึงไม่สามารถเปิดให้ผู้ฝึกตนอิสระจากภายนอกเข้ามาเช่าอาศัยได้
เมื่อผู้คนไม่พลุกพล่าน ธุรกิจการค้าจึงไม่ค่อยดีนัก
แต่ถึงอย่างนั้น การค้าขายบางอย่างก็มีราคาถูกกว่าที่อื่นบ้าง จึงยังมีผู้ฝึกตนบางส่วนที่เดินทางไกลมาที่นี่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
เมื่อเห็นว่าเส้นทางกลับทางเดียวกัน
เฉินซานซือและจื่อหนานจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังยอดเขาเสี่ยวจู๋ด้วยกัน
ทว่าพอมาถึงตลาดต้าเจ๋อ เขาสังเกตเห็นว่าจำนวนหน่วยลาดตระเวนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความถี่ในการออกตรวจตราก็สูงขึ้นมาก…ส่วนที่บอร์ดประกาศตรงทางเข้าก็มีผู้คนมุงดูกันแน่นขนัด ราวกับกำลังสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมาก
“คุณชายเซียวเพิ่งออกมาจากการเก็บตัวได้ไม่นาน…คงยังไม่ทราบเรื่องสินะเจ้าคะ?”
จื่อหนานเริ่มเล่าให้ฟัง
“ช่วงนี้มีผู้ฝึกตนสายมารลอบเข้ามาในมณฑลวิถีเป่ยหยาง สังหารผู้ฝึกตนอิสระไปแล้วหลายคน…บริเวณใกล้ตลาดต้าเจ๋อเองก็มีคนโดนลูกหลงไปด้วยเหมือนกันเจ้าค่ะ”
“ผู้ฝึกตนสายมารรึ?” เฉินซานซือเอ่ยถาม
“เป็นประตูสังหารเซียนหรือเปล่า?”
เขาอยู่ที่นี่มานานพอสมควร ก็พอจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับประตูมารมาบ้าง
ว่ากันว่าตอนนี้ ทั่วทั้งทวีปหนานจานปู้โจวล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของสำนักใหญ่ๆของประตูมาร
และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ก็เป็นได้เพียงอาหารโลหิตของพวกมันเท่านั้น
นอกเหนือจากนั้น ก็ยังมีผู้ฝึกตนสายมารบางส่วนที่กระจัดกระจายอยู่ตามทวีปเทียนสุ่ย…ซึ่งหนึ่งในนั้นที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็คือ “ประตูสังหารเซียน” นั่นเอง
“ใครจะไปรู้กันเล่าเจ้าคะ” จื่อหนานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ช่วงนี้คุณชายเซียวเดินทางไปๆมาๆ ก็โปรดระมัดระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ…อย่างไรเสียท่านก็ยังมีพลังบำเพ็ญอยู่เพียงแค่ขั้นหลอมปราณเท่านั้น”
“อืม...ขอบใจที่เตือน”
ระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่ ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงตีนเขาเสี่ยวจู๋พอดี
และได้พบกับผู้ฝึกตนร่างกำยำผู้หนึ่งเดินสวนมา
“สหายเต๋าเซียว สหายเต๋าจื่อหนาน ไม่ได้พบกันเสียนาน สบายดีกันหรือไม่!”
ย่างก้าวของเขานั้น...มีทหารหาญในชุดเกราะสีดำสนิทเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง
ทว่านั่นหาใช่คนเป็นๆไม่…แต่เป็นหุ่นเชิดที่แกะสลักจากไม้ต่างหาก
บุรุษผู้นี้มีฉายาว่า ‘เซียนปานซาน’ มีพลังบำเพ็ญอยู่ในขั้นสร้างรากฐานช่วงต้น…ปกติแล้วดำรงชีพด้วยการล่าอสูรวิญญาณ และมีวิชาหุ่นเชิดระดับสองไว้ป้องกันตัว
แม้แต่ในสำนักใหญ่หรือตระกูลสูงส่ง
ผู้ฝึกตนในขั้นสร้างรากฐานก็ยังนับเป็นหนึ่งในหมื่น….ส่วนความยากลำบากของผู้ฝึกตนอิสระที่จะบรรลุขั้นสร้างรากฐานนั้น ย่อมไม่ต้องพูดถึง
ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ฝึกตนอิสระที่สามารถบรรลุขั้นสร้างรากฐานได้สำเร็จ…หากไม่เป็นผู้ที่มีวิชาพิเศษหรือความลับเฉพาะตัว ก็ต้องเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศจริงๆ
บนยอดเขาเสี่ยวจู๋แห่งนี้มีผู้อาศัยอยู่ทั้งหมดห้าคน ได้แก่
เฉินซานซือ
จื่อหนาน
เซียนปานซาน
ชวีหลิงชวน
และเติ้งอู๋ฉาง
….
สองคนหลังนั้น คนหนึ่งทำงานอยู่ในหอผู้คุมกฎ…อีกคนเป็น ‘มือดาบรับจ้าง’ เชี่ยวชาญการต่อสู้เป็นอย่างยิ่ง
หลังจากคบค้าสมาคมกันมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี คนทั้งห้าก็เริ่มสนิทสนมมากขึ้น…หากมีเวลาว่างก็จะนัดรวมตัวกันดื่มสุราสนทนา แลกเปลี่ยนข่าวสาร
มือดาบรับจ้างเติ้งอู๋ฉาง เป็นผู้ฝึกตนอิสระสายยุทธ์ที่หาได้ยากยิ่ง….ความฝันสูงสุดของเขาคือการเดินทางไปทวีปตงเซิ่งเสินโจว แล้วสังหารจักรพรรดิซานซือให้จงได้ (อ้าว -​_-)​
เหตุเพราะบรรดาสำนักต่างๆ ได้เพิ่มรางวัลค่าหัวสูงลิ่ว
สามารถรับประกันให้ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนใดก็ได้สามารถก่อตั้งตระกูลของตนเองขึ้นมา และไม่มีผู้ใดกล้ารุกรานอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมักชักชวนผู้อื่นอยู่เสมอ
แต่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้…เขาจึงมักไปหาเฉินซานซือบ่อยๆ พร้อมเสนอจะจัดหายาทิพย์และศาสตราเวทให้
….
“สหายเต๋าเซียว”
เซียนปานซานเป็นคนตรงไปตรงมา
เอ่ยขึ้นอย่างเปิดเผยว่า
“วัตถุดิบทำสายธนูที่ท่านตามหานั้น ข้ายังไม่เจอ อาจต้องรออีกสักหน่อยนะ!”
“มิต้องรีบร้อนหรอก”
เฉินซานซือประสานหมัดคารวะ…ก่อนกล่าวลาคนทั้งสอง แล้วกลับไปยังเคหาสน์เร้นกายของตน
สิ่งแรกที่เขาทำทันทีที่กลับถึงบ้าน คืออาศัยความมืดมิดยามค่ำคืนออกไปหาซื้อวัตถุดิบ แล้วกลับมาหลอมยา
[ทักษะ: การปรุงยา (ระดับสอง)]​
[ความคืบหน้า: 88/1000]​
….
ยาชำระจิต!
ยาชนิดนี้...เพียงแค่ต้นทุนวัตถุดิบก็มีมูลค่ากว่าร้อยหินวิญญาณต่อเม็ด…หากนำออกขายในตลาด อาจขายได้สูงถึงห้าร้อยหินวิญญาณต่อเม็ด
นั่นก็หมายความว่า...ในตอนที่ตระกูลไป๋ให้เขาทดลองหลอมยา ก็ได้สิ้นเปลืองหินวิญญาณไปเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว!
ดูภายนอกแล้วตระกูลไป๋อาจเหมือนถูกกีดกันและกดดัน แต่แท้จริงแล้วพวกเขายังคงร่ำรวยและมีอำนาจอยู่ไม่น้อย
เเละด้วยประสบการณ์จากการหลอมยาที่หุบเขาอัสดง…เฉินซานซือสามารถหลอมยาชำระจิตออกมาได้หนึ่งเม็ดโดยไม่มีความผิดพลาด
หลังจากกินมันเข้าไป เขาก็เริ่มต้นการบำเพ็ญเพียรทันที
ขอบเขตพลังแท้จริงนั้น ยิ่งบำเพ็ญเพียรสูงขึ้นเท่าใด ความเร็วในการฝึกก็ยิ่งช้าลงมากเท่านั้น
เพราะทุกครั้งที่ใช้พลังปราณชำระร่างกาย ต้องผ่านทิวทัศน์​เทพทุกองค์ที่เปิดออกไปแล้ว
การจะขัดเกลาแปดทิวทัศน์เทพเบื้องล่างก็ต้องผ่านสิบหกทิวทัศน์เทพช่วงกลางและช่วงเสียก่อน
และสรรพคุณของยาชำระจิต คือการเร่งกระบวนการโคจรของวัฏจักรนี้ให้เร็วขึ้น
หากมียาชนิดนี้อยู่ด้วย ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรจะเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยหนึ่งในสามส่วน
แต่น่าเสียดายที่...
หลังจากเก็บตัวฝึกวิชาเพียงครึ่งเดือน
เฉินซานซือก็จำต้องออกมาเดินทางกลับดินแดนต้าฮั่น
ในฐานะโอรสสวรรค์ผู้ปกครองแคว้น
เขาไม่สามารถเว้นว่างราชการได้ตลอดไป
ราชกิจสะสมหลายเดือน หากมีซูเหวินไฉคอยช่วยก็พอจะจัดการได้…แต่หากปล่อยไว้นานเกินไป คงไม่สมควรอย่างยิ่ง
นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เขาเคยลังเลใจในการขึ้นเป็นจักรพรรดิในตอนแรก
ราชกิจ…มันช่างกินเวลาเสียเหลือเกิน
บางครั้งเมื่อเกิดปัญหาที่ใด เฉินซานซือก็จะเหินร่างไปตรวจสอบด้วยตนเอง
และด้วยความกว้างใหญ่ของทวีปตงเซิ่งเสินโจว การเดินทางไปกลับแต่ละครั้งก็เสียเวลากว่าสิบวันแล้ว
เขาเคยคิดจะซื้อหุ่นเชิดจากเซียนปานซานมาใช้ แต่หุ่นเชิดธรรมดา เมื่ออยู่ห่างจากผู้ควบคุมเป็นระยะทางหนึ่งก็จะขาดการติดต่อไปในที่สุด…สุดท้ายเขาจึงต้องลงมือทำเองอยู่ดี
ก่อนลงจากเขา เฉินซานซือแวะไปยังเทือกเขาใกล้เคียง ซึ่งเป็นแหล่งรวมเคหาสน์เร้นกายชั้นเลิศ
เขาไปหาเซียนเฒ่าโม่จู๋ และมอบยาระดับหนึ่งให้จำนวนหนึ่ง
เซียนเฒ่าผู้นี้ มีพลังบำเพ็ญขั้นหลอมปราณช่วงกลาง…และความสามารถสร้างยันต์อาคมระดับกลาง
หลังหักลบต้นทุน ในแต่ละปีเขาจะสามารถหาหินวิญญาณได้เพียงร้อยกว่าก้อน….แต่ยังยอมทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการเช่าเคหาสน์เร้นกายชั้นเลิศ
เหตุผลก็เพราะโม่จู๋มีหลานชายซึ่งมีรากวิญญาณระดับกลาง…ใฝ่ในวิถีเต๋าอย่างแรงกล้า แต่ขาดแคลนทรัพยากร
“โอ้! ขอบคุณสหายเต๋าเซียวมาก!”
โม่จู๋ยิ้ม…พลางหยิบยันต์อาคมสองสามแผ่นออกมาแลกเปลี่ยน
ยันต์เคลื่อนย้ายปฐพี​ซึ่งเป็นวิชาประจำตัวของเขานั้น ยังคงมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับเฉินซานซือ
หลังจากกล่าวอำลากันแล้ว เฉินซานซือก็เดินทางตรงกลับไปยังทวีปตงเซิ่งเสินโจ​วทันที
….
ต้าฮั่น, นครเทียนยง
หลังจากผ่านไปหลายปี นครที่สร้างขึ้นเพื่อกองทัพราชสำนักใช้ในการบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
เดิมทีสร้างขึ้นตามแนวเขาอยู่แล้ว ดังนั้นพื้นที่จึงกว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง
ทว่าจนถึงบัดนี้ ยังมีหลายส่วนที่ว่างเปล่าอยู่
เช่น…สถานที่สำหรับเลี้ยงอสูรวิญญาณก็มีเพียงเจ้าขาว, นกชิงเหนี่ยว, อสูรคำรามทองคำ
และสัตว์อสูรธรรมดาจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากใช้ชีวิตในทวีปเทียนสุ่ยมานาน เฉินซานซือเริ่มเข้าใจระดับพลังบำเพ็ญของเหล่าอสูรวิญญาณมากขึ้น
แท้จริงแล้ว…‘ปีศาจ’ และ ‘อสูร’
มีรากเหง้าเดียวกัน
แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ…วิธีบำเพ็ญเพียรของพวกมันจึงแตกต่างกัน
‘อสูรบำเพ็ญ’ ส่วนใหญ่บำเพ็ญเพียรด้วยพลังปราณฟ้าดิน
ส่วน ‘เผ่าปีศาจ’ เกือบทั้งหมดบำเพ็ญเพียรด้วย “เส้นชีพจรวิญญาณ​ปีศาจ”
โดยเปรียบเทียบ ‘ปีศาจบำเพ็ญ’ เชี่ยวชาญการต่อสู้มากกว่า
‘อสูรบำเพ็ญ’...ร่างกายแข็งแกร่งกว่า
และสามารถปลุกสัญชาตญาณสายเลือดของตนได้
สี่ขอบเขตแรกของอสูรบำเพ็ญเเบ่งเป็น:
1. เปิดทวารปราณ
2. กายาเร้นลับ
3. แก่นอสูร
4. เปลี่ยนร่าง
สี่ขอบเขตแรกของเผ่าปีศาจ:
1. ทหารปีศาจ
2. คฤหาสน์ปีศาจ
3. แก่นปีศาจ
4. เปลี่ยน​ร่าง
สิ่งที่เฉินซานซือค่อนข้างประทับใจ
คือเจ้าขาวใช้ข้าวทิพย์ที่ปลูกในนครเทียนยง…จนบรรลุขอบเขตเปิดทวารปราณช่วงปลายได้แล้ว
“ไม่เลวเลยนะ… เพิ่งผ่านไปไม่กี่ปี
ถ้านับเฉพาะเส้นทางเซียน เจ้าก็ไล่ตามเจิ้นทันแล้ว”
เขาลูบแผงคอของมันเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ…เชียนสวินเชิดคอขึ้นแล้วส่งเสียงร้องเบาๆ
เฉินซานซือก้าวขึ้นอานม้า ทันใดนั้นม้าศึกใต้ร่างก็ทะยานไปข้างหน้า กลุ่มก้อนพลังปราณกลายเป็นเมฆหมอก ก่อตัวเป็นปีกคู่หนึ่ง
มันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมเมฆหมอก…ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายไม่ด้อยไปกว่าการเหินดาบของผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณช่วงปลาย
“ดีมาก! ต่อไปเวลาจะออกไปข้างนอก ก็คงพาเจ้าไปด้วยได้แล้วสินะ”
หลังเหินเมฆรอบหนึ่ง เขาก็กลับลงสู่พื้นดิน
นอกจากนี้…นกชิงเหนี่ยวก็เปิดทวารปราณช่วงกลางแล้ว
เมื่อกางปีกออก จะมีความกว้างเท่าผู้ใหญ่…อีกไม่นานก็จะบรรลุช่วงปลาย
ส่วนอสูรเสือคำรามทองคำ บรรลุถึงช่วงปลายแล้ว…ขนาดตัวใหญ่เกือบเท่าเสือ นิสัยดุร้าย เเละมักทะเลาะกับชิงเหนี่ยวเป็นประจำ
ส่วนงูหยกขาวที่เฉินซานซือซื้อมาจากตลาดต้าเจ๋อก็เปิดทวารปราณช่วงกลางแล้ว
มันยาวประมาณแขนข้างหนึ่ง ขณะนี้กำลังเคี้ยวหินวิญญาณก้อนหนึ่งเป็นอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
“ยังเติบโตช้าเกินไป!”
คันธนูม่วงอัสนีของเขายังขาดสายธนู
หากงูหยกขาวบรรลุระดับสอง ก็สามารถถอดหนังมาใช้ได้โดยตรง
หลังดูแลสัตว์เลี้ยงเสร็จ เฉินซานซือเดินไปยังลานฝึกยุทธ์นครเทียนยง
บนลานหยกขาวกว้างใหญ่ไม่ได้มีเพียงเว่ยซวนและหวังจื๋อเท่านั้น…ยังมีใบหน้าใหม่อีกกว่าร้อยคน
เมื่อเห็นจักรพรรดิซานซือ ทุกคนพร้อมใจกันโค้งคำนับทันที
“ถวายพระพรฝ่าบาท!”
“ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆปี!”
ตามกฎต้าฮั่น หากไม่ใช่พิธีบวงสรวงหรือโอกาสสำคัญและไม่มีคำสั่งพิเศษก็ไม่จำเป็นต้องคุกเข่า
ประชาชนต่อขุนนางก็เช่นเดียวกัน…ความเคารพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคุกเข่า
“ฝ่าบาท” ซูเหวินไฉเข้ามาข้างหน้า
“ช่วงหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา แม่นางหนิงเซียงและแม่นางจ้าวจ้าว คัดเลือกผู้มีรากวิญญาณจำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบคน
เข้าร่วมกองทหารองครักษ์ของราชสำนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“จากกองทหารเดิมของราชสำนัก คัดเลือกผู้มีรากวิญญาณห้าร้อยคน…เข้าร่วมกองทหารองครักษ์ชั่วคราวเช่นกัน”
“ณ ตอนนี้มีทั้งสิ้นหกร้อยยี่สิบคนพ่ะย่ะค่ะ”
“รวมกับทหารชั้นยอดจากเป่ยเหลียง
จะจัดตั้งเป็นกองทหารองครักษ์หนึ่งหมื่นห้าพันนาย ฝึกซ้อมทั้งวันทั้งคืน
รอโอกาสเข้าสงคราม เพื่อพิชิตทวีปเทียนสุ่ยพ่ะย่ะค่ะ”
“พวกเจ้าทำได้ดีมาก”
เฉินซานซือทอดสายตามองไปทั่วลานฝึกยุทธ์
เขาขาดแคลนทรัพยากรอย่างยิ่ง
บำเพ็ญเพียรเองพอไหว…แต่การเลี้ยงกองทัพขนาดใหญ่นั้นแทบเป็นไปไม่ได้
เพียงแค่หกร้อยคนที่มีรากวิญญาณ
ส่วนใหญ่ใช้พลังวิญญาณจากลูกแก้วพลังวิญญาณ…แทบไม่มียาทิพย์หรือสิ่งช่วยเหลืออื่น
นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น การ ‘ระดมพลจัดซื้ออาวุธ’ ย่อมต้องค่อยเป็นค่อยไป
….
“ฝ่าบาท! กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ!”
ซือหม่าเย่าประสานหมัดเดินเข้ามา
“ว่ามา”
“กองทหารทุกกองควรมีชื่อเรียกพ่ะย่ะค่ะ เช่นกองทัพเป่ยเหลียงในอดีต…กองทหารองครักษ์ของเราก็ควรมีชื่อใหม่เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
ทันใดนั้น ซูเหวินไฉก็ถือพัดขนนกขึ้นมา
“ราชสำนักต้าฮั่นของเราแตกต่างจากอดีต…สายตาเราไม่ได้จำกัดในทวีปตงเซิ่งเสินโจวอีกต่อไป”
“ศัตรูไม่ใช่คนธรรมดา…แต่เป็นสำนักบำเพ็ญเซียนในทวีปเทียนสุ่ย”
“ดังนั้น ราชวงศ์ต้าฮั่นของเราควรเรียกว่า ‘ราชวงศ์สวรรค์’”
“ราชสำนักเรียกว่า ‘ราชสำนักสวรรค์’”
“และกองทัพของเราก็สมควรเรียกว่า...กองทัพสวรรค์!”
……………………