เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 393 : กองทัพสวรรค์

บทที่ 393 : กองทัพสวรรค์

บทที่ 393 : กองทัพสวรรค์


บทที่ 393 : กองทัพสวรรค์

มีดบินเล่มนั้นมีขนาดเพียงฝ่ามือ ความหนาบางเฉียบราวกับปีกของจักจั่น คมมีดส่องประกายเย็นเยียบเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

เพียงแค่จ้องมองก็สามารถสัมผัสได้ถึงความคมกริบอันน่าพรั่นพรึง

“นี่คือ ‘มีดเกล็ดทองคำ’ เจ้าค่ะ”

“เป็นศาสตราเวทระดับสองที่ราคาไม่แพงนัก แต่มีข้อเสียคือใช้ได้เพียงครั้งเดียว…หลังโจมตีออกไปแล้วก็จะเสียหายอย่างหนัก”

“แต่ด้วยเหตุนี้เอง...ไม่ว่าจะเป็นอานุภาพหรือความเร็วของมัน จึงถูกดึงขึ้นไปจนถึงขีดสุด”

“ถ้าคุณชายเซียวต้องการ ข้ามีทั้งหมดราวยี่สิบกว่าเล่ม…แลกกับยาทิพย์ของท่านสักหน่อยก็พอ

ไม่ต้องใช้หินวิญญาณหรอกเจ้าค่ะ”

“ตกลง ข้าเอาทั้งหมดเลย”

เฉินซานซือและนางจึงทำการซื้อขายกันตรงนั้นทันที

“ว่าแต่...แม่นางจื่อหนานมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?”

“อ้อ...”

“คุณชายเซียวคงยังไม่ทราบสินะเจ้าคะ…อันที่จริงแล้ว ข้าเช่าสายธารอัคคีของที่นี่มาโดยตลอด”

ถึงอย่างไรเสีย ตระกูลไป๋เป็นตระกูลที่มีจอมยุทธ์ขอบเขตพลังแท้จริงขั้นสมบูรณ์อยู่ด้วย

พวกเขาย่อมต้องมีธุรกิจเป็นของตนเองเป็นธรรมดา…เพียงแต่พื้นที่ในหุบเขาอัสดงไม่ใหญ่นัก จึงไม่สามารถเปิดให้ผู้ฝึกตนอิสระจากภายนอกเข้ามาเช่าอาศัยได้

เมื่อผู้คนไม่พลุกพล่าน ธุรกิจการค้าจึงไม่ค่อยดีนัก

แต่ถึงอย่างนั้น การค้าขายบางอย่างก็มีราคาถูกกว่าที่อื่นบ้าง จึงยังมีผู้ฝึกตนบางส่วนที่เดินทางไกลมาที่นี่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

เมื่อเห็นว่าเส้นทางกลับทางเดียวกัน

เฉินซานซือและจื่อหนานจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังยอดเขาเสี่ยวจู๋ด้วยกัน

ทว่าพอมาถึงตลาดต้าเจ๋อ เขาสังเกตเห็นว่าจำนวนหน่วยลาดตระเวนนั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ความถี่ในการออกตรวจตราก็สูงขึ้นมาก…ส่วนที่บอร์ดประกาศตรงทางเข้าก็มีผู้คนมุงดูกันแน่นขนัด ราวกับกำลังสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมาก

“คุณชายเซียวเพิ่งออกมาจากการเก็บตัวได้ไม่นาน…คงยังไม่ทราบเรื่องสินะเจ้าคะ?”

จื่อหนานเริ่มเล่าให้ฟัง

“ช่วงนี้มีผู้ฝึกตนสายมารลอบเข้ามาในมณฑลวิถีเป่ยหยาง สังหารผู้ฝึกตนอิสระไปแล้วหลายคน…บริเวณใกล้ตลาดต้าเจ๋อเองก็มีคนโดนลูกหลงไปด้วยเหมือนกันเจ้าค่ะ”

“ผู้ฝึกตนสายมารรึ?” เฉินซานซือเอ่ยถาม

“เป็นประตูสังหารเซียนหรือเปล่า?”

เขาอยู่ที่นี่มานานพอสมควร ก็พอจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับประตูมารมาบ้าง

ว่ากันว่าตอนนี้ ทั่วทั้งทวีปหนานจานปู้โจวล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของสำนักใหญ่ๆของประตูมาร

และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ก็เป็นได้เพียงอาหารโลหิตของพวกมันเท่านั้น

นอกเหนือจากนั้น ก็ยังมีผู้ฝึกตนสายมารบางส่วนที่กระจัดกระจายอยู่ตามทวีปเทียนสุ่ย…ซึ่งหนึ่งในนั้นที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็คือ “ประตูสังหารเซียน” นั่นเอง

“ใครจะไปรู้กันเล่าเจ้าคะ” จื่อหนานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ช่วงนี้คุณชายเซียวเดินทางไปๆมาๆ ก็โปรดระมัดระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ…อย่างไรเสียท่านก็ยังมีพลังบำเพ็ญอยู่เพียงแค่ขั้นหลอมปราณเท่านั้น”

“อืม...ขอบใจที่เตือน”

ระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่ ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงตีนเขาเสี่ยวจู๋พอดี

และได้พบกับผู้ฝึกตนร่างกำยำผู้หนึ่งเดินสวนมา

“สหายเต๋าเซียว สหายเต๋าจื่อหนาน ไม่ได้พบกันเสียนาน สบายดีกันหรือไม่!”

ย่างก้าวของเขานั้น...มีทหารหาญในชุดเกราะสีดำสนิทเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง

ทว่านั่นหาใช่คนเป็นๆไม่…แต่เป็นหุ่นเชิดที่แกะสลักจากไม้ต่างหาก

บุรุษผู้นี้มีฉายาว่า ‘เซียนปานซาน’ มีพลังบำเพ็ญอยู่ในขั้นสร้างรากฐานช่วงต้น…ปกติแล้วดำรงชีพด้วยการล่าอสูรวิญญาณ และมีวิชาหุ่นเชิดระดับสองไว้ป้องกันตัว

แม้แต่ในสำนักใหญ่หรือตระกูลสูงส่ง

ผู้ฝึกตนในขั้นสร้างรากฐานก็ยังนับเป็นหนึ่งในหมื่น….ส่วนความยากลำบากของผู้ฝึกตนอิสระที่จะบรรลุขั้นสร้างรากฐานนั้น ย่อมไม่ต้องพูดถึง

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ฝึกตนอิสระที่สามารถบรรลุขั้นสร้างรากฐานได้สำเร็จ…หากไม่เป็นผู้ที่มีวิชาพิเศษหรือความลับเฉพาะตัว ก็ต้องเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศจริงๆ

บนยอดเขาเสี่ยวจู๋แห่งนี้มีผู้อาศัยอยู่ทั้งหมดห้าคน ได้แก่

เฉินซานซือ

จื่อหนาน

เซียนปานซาน

ชวีหลิงชวน

และเติ้งอู๋ฉาง

….

สองคนหลังนั้น คนหนึ่งทำงานอยู่ในหอผู้คุมกฎ…อีกคนเป็น ‘มือดาบรับจ้าง’ เชี่ยวชาญการต่อสู้เป็นอย่างยิ่ง

หลังจากคบค้าสมาคมกันมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี คนทั้งห้าก็เริ่มสนิทสนมมากขึ้น…หากมีเวลาว่างก็จะนัดรวมตัวกันดื่มสุราสนทนา แลกเปลี่ยนข่าวสาร

มือดาบรับจ้างเติ้งอู๋ฉาง เป็นผู้ฝึกตนอิสระสายยุทธ์ที่หาได้ยากยิ่ง….ความฝันสูงสุดของเขาคือการเดินทางไปทวีปตงเซิ่งเสินโจว แล้วสังหารจักรพรรดิซานซือให้จงได้ (อ้าว -​_-)​

เหตุเพราะบรรดาสำนักต่างๆ ได้เพิ่มรางวัลค่าหัวสูงลิ่ว

สามารถรับประกันให้ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนใดก็ได้สามารถก่อตั้งตระกูลของตนเองขึ้นมา และไม่มีผู้ใดกล้ารุกรานอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมักชักชวนผู้อื่นอยู่เสมอ

แต่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานไม่สามารถเดินทางเข้าไปได้…เขาจึงมักไปหาเฉินซานซือบ่อยๆ พร้อมเสนอจะจัดหายาทิพย์และศาสตราเวทให้

….

“สหายเต๋าเซียว”

เซียนปานซานเป็นคนตรงไปตรงมา

เอ่ยขึ้นอย่างเปิดเผยว่า

“วัตถุดิบทำสายธนูที่ท่านตามหานั้น ข้ายังไม่เจอ อาจต้องรออีกสักหน่อยนะ!”

“มิต้องรีบร้อนหรอก”

เฉินซานซือประสานหมัดคารวะ…ก่อนกล่าวลาคนทั้งสอง แล้วกลับไปยังเคหาสน์เร้นกายของตน

สิ่งแรกที่เขาทำทันทีที่กลับถึงบ้าน คืออาศัยความมืดมิดยามค่ำคืนออกไปหาซื้อวัตถุดิบ แล้วกลับมาหลอมยา

[ทักษะ: การปรุงยา (ระดับสอง)]​

[ความคืบหน้า: 88/1000]​

….

ยาชำระจิต!

ยาชนิดนี้...เพียงแค่ต้นทุนวัตถุดิบก็มีมูลค่ากว่าร้อยหินวิญญาณต่อเม็ด…หากนำออกขายในตลาด อาจขายได้สูงถึงห้าร้อยหินวิญญาณต่อเม็ด

นั่นก็หมายความว่า...ในตอนที่ตระกูลไป๋ให้เขาทดลองหลอมยา ก็ได้สิ้นเปลืองหินวิญญาณไปเป็นจำนวนมหาศาลแล้ว!

ดูภายนอกแล้วตระกูลไป๋อาจเหมือนถูกกีดกันและกดดัน แต่แท้จริงแล้วพวกเขายังคงร่ำรวยและมีอำนาจอยู่ไม่น้อย

เเละด้วยประสบการณ์จากการหลอมยาที่หุบเขาอัสดง…เฉินซานซือสามารถหลอมยาชำระจิตออกมาได้หนึ่งเม็ดโดยไม่มีความผิดพลาด

หลังจากกินมันเข้าไป เขาก็เริ่มต้นการบำเพ็ญเพียรทันที

ขอบเขตพลังแท้จริงนั้น ยิ่งบำเพ็ญเพียรสูงขึ้นเท่าใด ความเร็วในการฝึกก็ยิ่งช้าลงมากเท่านั้น

เพราะทุกครั้งที่ใช้พลังปราณชำระร่างกาย ต้องผ่านทิวทัศน์​เทพทุกองค์ที่เปิดออกไปแล้ว

การจะขัดเกลาแปดทิวทัศน์เทพเบื้องล่างก็ต้องผ่านสิบหกทิวทัศน์เทพช่วงกลางและช่วงเสียก่อน

และสรรพคุณของยาชำระจิต คือการเร่งกระบวนการโคจรของวัฏจักรนี้ให้เร็วขึ้น

หากมียาชนิดนี้อยู่ด้วย ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรจะเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยหนึ่งในสามส่วน

แต่น่าเสียดายที่...

หลังจากเก็บตัวฝึกวิชาเพียงครึ่งเดือน

เฉินซานซือก็จำต้องออกมาเดินทางกลับดินแดนต้าฮั่น

ในฐานะโอรสสวรรค์ผู้ปกครองแคว้น

เขาไม่สามารถเว้นว่างราชการได้ตลอดไป

ราชกิจสะสมหลายเดือน หากมีซูเหวินไฉคอยช่วยก็พอจะจัดการได้…แต่หากปล่อยไว้นานเกินไป คงไม่สมควรอย่างยิ่ง

นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้เขาเคยลังเลใจในการขึ้นเป็นจักรพรรดิในตอนแรก

ราชกิจ…มันช่างกินเวลาเสียเหลือเกิน

บางครั้งเมื่อเกิดปัญหาที่ใด เฉินซานซือก็จะเหินร่างไปตรวจสอบด้วยตนเอง

และด้วยความกว้างใหญ่ของทวีปตงเซิ่งเสินโจว การเดินทางไปกลับแต่ละครั้งก็เสียเวลากว่าสิบวันแล้ว

เขาเคยคิดจะซื้อหุ่นเชิดจากเซียนปานซานมาใช้ แต่หุ่นเชิดธรรมดา เมื่ออยู่ห่างจากผู้ควบคุมเป็นระยะทางหนึ่งก็จะขาดการติดต่อไปในที่สุด…สุดท้ายเขาจึงต้องลงมือทำเองอยู่ดี

ก่อนลงจากเขา เฉินซานซือแวะไปยังเทือกเขาใกล้เคียง ซึ่งเป็นแหล่งรวมเคหาสน์เร้นกายชั้นเลิศ

เขาไปหาเซียนเฒ่าโม่จู๋ และมอบยาระดับหนึ่งให้จำนวนหนึ่ง

เซียนเฒ่าผู้นี้ มีพลังบำเพ็ญขั้นหลอมปราณช่วงกลาง…และความสามารถสร้างยันต์อาคมระดับกลาง

หลังหักลบต้นทุน ในแต่ละปีเขาจะสามารถหาหินวิญญาณได้เพียงร้อยกว่าก้อน….แต่ยังยอมทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการเช่าเคหาสน์เร้นกายชั้นเลิศ

เหตุผลก็เพราะโม่จู๋มีหลานชายซึ่งมีรากวิญญาณระดับกลาง…ใฝ่ในวิถีเต๋าอย่างแรงกล้า แต่ขาดแคลนทรัพยากร

“โอ้! ขอบคุณสหายเต๋าเซียวมาก!”

โม่จู๋ยิ้ม…พลางหยิบยันต์อาคมสองสามแผ่นออกมาแลกเปลี่ยน

ยันต์เคลื่อนย้ายปฐพี​ซึ่งเป็นวิชาประจำตัวของเขานั้น ยังคงมีประโยชน์อยู่บ้างสำหรับเฉินซานซือ

หลังจากกล่าวอำลากันแล้ว เฉินซานซือก็เดินทางตรงกลับไปยังทวีปตงเซิ่งเสินโจ​วทันที

….

ต้าฮั่น, นครเทียนยง

หลังจากผ่านไปหลายปี นครที่สร้างขึ้นเพื่อกองทัพราชสำนักใช้ในการบำเพ็ญเพียรแห่งนี้ก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว

เดิมทีสร้างขึ้นตามแนวเขาอยู่แล้ว ดังนั้นพื้นที่จึงกว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง

ทว่าจนถึงบัดนี้ ยังมีหลายส่วนที่ว่างเปล่าอยู่

เช่น…สถานที่สำหรับเลี้ยงอสูรวิญญาณก็มีเพียงเจ้าขาว, นกชิงเหนี่ยว, อสูรคำรามทองคำ

และสัตว์อสูรธรรมดาจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น

หลังจากใช้ชีวิตในทวีปเทียนสุ่ยมานาน เฉินซานซือเริ่มเข้าใจระดับพลังบำเพ็ญของเหล่าอสูรวิญญาณมากขึ้น

แท้จริงแล้ว…‘ปีศาจ’ และ ‘อสูร’

มีรากเหง้าเดียวกัน

แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ…วิธีบำเพ็ญเพียรของพวกมันจึงแตกต่างกัน

‘อสูรบำเพ็ญ’ ส่วนใหญ่บำเพ็ญเพียรด้วยพลังปราณฟ้าดิน

ส่วน ‘เผ่าปีศาจ’ เกือบทั้งหมดบำเพ็ญเพียรด้วย “เส้นชีพจรวิญญาณ​ปีศาจ”

โดยเปรียบเทียบ ‘ปีศาจบำเพ็ญ’ เชี่ยวชาญการต่อสู้มากกว่า

‘อสูรบำเพ็ญ’...ร่างกายแข็งแกร่งกว่า

และสามารถปลุกสัญชาตญาณสายเลือดของตนได้

สี่ขอบเขตแรกของอสูรบำเพ็ญเเบ่งเป็น:

1. เปิดทวารปราณ

2. กายาเร้นลับ

3. แก่นอสูร

4. เปลี่ยนร่าง

สี่ขอบเขตแรกของเผ่าปีศาจ:

1. ทหารปีศาจ

2. คฤหาสน์ปีศาจ

3. แก่นปีศาจ

4. เปลี่ยน​ร่าง

สิ่งที่เฉินซานซือค่อนข้างประทับใจ

คือเจ้าขาวใช้ข้าวทิพย์ที่ปลูกในนครเทียนยง…จนบรรลุขอบเขตเปิดทวารปราณช่วงปลายได้แล้ว

“ไม่เลวเลยนะ… เพิ่งผ่านไปไม่กี่ปี

ถ้านับเฉพาะเส้นทางเซียน เจ้าก็ไล่ตามเจิ้นทันแล้ว”

เขาลูบแผงคอของมันเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ…เชียนสวินเชิดคอขึ้นแล้วส่งเสียงร้องเบาๆ

เฉินซานซือก้าวขึ้นอานม้า ทันใดนั้นม้าศึกใต้ร่างก็ทะยานไปข้างหน้า กลุ่มก้อนพลังปราณกลายเป็นเมฆหมอก ก่อตัวเป็นปีกคู่หนึ่ง

มันทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพร้อมเมฆหมอก…ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายไม่ด้อยไปกว่าการเหินดาบของผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณช่วงปลาย

“ดีมาก! ต่อไปเวลาจะออกไปข้างนอก ก็คงพาเจ้าไปด้วยได้แล้วสินะ”

หลังเหินเมฆรอบหนึ่ง เขาก็กลับลงสู่พื้นดิน

นอกจากนี้…นกชิงเหนี่ยวก็เปิดทวารปราณช่วงกลางแล้ว

เมื่อกางปีกออก จะมีความกว้างเท่าผู้ใหญ่…อีกไม่นานก็จะบรรลุช่วงปลาย

ส่วนอสูรเสือคำรามทองคำ บรรลุถึงช่วงปลายแล้ว…ขนาดตัวใหญ่เกือบเท่าเสือ นิสัยดุร้าย เเละมักทะเลาะกับชิงเหนี่ยวเป็นประจำ

ส่วนงูหยกขาวที่เฉินซานซือซื้อมาจากตลาดต้าเจ๋อก็เปิดทวารปราณช่วงกลางแล้ว

มันยาวประมาณแขนข้างหนึ่ง ขณะนี้กำลังเคี้ยวหินวิญญาณก้อนหนึ่งเป็นอาหารอย่างเอร็ดอร่อย

“ยังเติบโตช้าเกินไป!”

คันธนูม่วงอัสนีของเขายังขาดสายธนู

หากงูหยกขาวบรรลุระดับสอง ก็สามารถถอดหนังมาใช้ได้โดยตรง

หลังดูแลสัตว์เลี้ยงเสร็จ เฉินซานซือเดินไปยังลานฝึกยุทธ์นครเทียนยง

บนลานหยกขาวกว้างใหญ่ไม่ได้มีเพียงเว่ยซวนและหวังจื๋อเท่านั้น…ยังมีใบหน้าใหม่อีกกว่าร้อยคน

เมื่อเห็นจักรพรรดิซานซือ ทุกคนพร้อมใจกันโค้งคำนับทันที

“ถวายพระพรฝ่าบาท!”

“ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นๆปี!”

ตามกฎต้าฮั่น หากไม่ใช่พิธีบวงสรวงหรือโอกาสสำคัญและไม่มีคำสั่งพิเศษก็ไม่จำเป็นต้องคุกเข่า

ประชาชนต่อขุนนางก็เช่นเดียวกัน…ความเคารพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคุกเข่า

“ฝ่าบาท” ซูเหวินไฉเข้ามาข้างหน้า

“ช่วงหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา แม่นางหนิงเซียงและแม่นางจ้าวจ้าว คัดเลือกผู้มีรากวิญญาณจำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบคน

เข้าร่วมกองทหารองครักษ์ของราชสำนักแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“จากกองทหารเดิมของราชสำนัก คัดเลือกผู้มีรากวิญญาณห้าร้อยคน…เข้าร่วมกองทหารองครักษ์ชั่วคราวเช่นกัน”

“ณ ตอนนี้มีทั้งสิ้นหกร้อยยี่สิบคนพ่ะย่ะค่ะ”

“รวมกับทหารชั้นยอดจากเป่ยเหลียง

จะจัดตั้งเป็นกองทหารองครักษ์หนึ่งหมื่นห้าพันนาย ฝึกซ้อมทั้งวันทั้งคืน

รอโอกาสเข้าสงคราม เพื่อพิชิตทวีปเทียนสุ่ยพ่ะย่ะค่ะ”

“พวกเจ้าทำได้ดีมาก”

เฉินซานซือทอดสายตามองไปทั่วลานฝึกยุทธ์

เขาขาดแคลนทรัพยากรอย่างยิ่ง

บำเพ็ญเพียรเองพอไหว…แต่การเลี้ยงกองทัพขนาดใหญ่นั้นแทบเป็นไปไม่ได้

เพียงแค่หกร้อยคนที่มีรากวิญญาณ

ส่วนใหญ่ใช้พลังวิญญาณจากลูกแก้วพลังวิญญาณ…แทบไม่มียาทิพย์หรือสิ่งช่วยเหลืออื่น

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น การ ‘ระดมพลจัดซื้ออาวุธ’ ย่อมต้องค่อยเป็นค่อยไป

….

“ฝ่าบาท! กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ!”

ซือหม่าเย่าประสานหมัดเดินเข้ามา

“ว่ามา”

“กองทหารทุกกองควรมีชื่อเรียกพ่ะย่ะค่ะ เช่นกองทัพเป่ยเหลียงในอดีต…กองทหารองครักษ์ของเราก็ควรมีชื่อใหม่เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”

ทันใดนั้น ซูเหวินไฉก็ถือพัดขนนกขึ้นมา

“ราชสำนักต้าฮั่นของเราแตกต่างจากอดีต…สายตาเราไม่ได้จำกัดในทวีปตงเซิ่งเสินโจวอีกต่อไป”

“ศัตรูไม่ใช่คนธรรมดา…แต่เป็นสำนักบำเพ็ญเซียนในทวีปเทียนสุ่ย”

“ดังนั้น ราชวงศ์ต้าฮั่นของเราควรเรียกว่า ‘ราชวงศ์สวรรค์’”

“ราชสำนักเรียกว่า ‘ราชสำนักสวรรค์’”

“และกองทัพของเราก็สมควรเรียกว่า...กองทัพสวรรค์!”

……………………

จบบทที่ บทที่ 393 : กองทัพสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว