- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 390 : โอสถคงความงาม
บทที่ 390 : โอสถคงความงาม
บทที่ 390 : โอสถคงความงาม
บทที่ 390 : โอสถคงความงาม
ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งสองฝ่ายก็ได้ชำระเงินและลงนามในสัญญาซื้อขายกันเรียบร้อย
เรียกได้ว่าเป็นการซื้อขายที่เสร็จสมบูรณ์ทั้งเงินและของ
“สหายเต๋าเซียว ต่อไปนี้พวกเราก็คงจะได้พบหน้าค่าตากันบ่อยขึ้น ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วย หากมีโอสถทิพย์ดีๆ ก็ช่วยขายให้ข้าในราคาพิเศษหน่อยล่ะ!”
‘เซียวเฟิง’ นั่นคือนามแฝงที่เฉินซานซือใช้ในสถานที่แห่งนี้
หลังจากรับป้ายอาญาสิทธิ์ที่อีกฝ่ายส่งมอบให้
ศิษย์คนหนึ่งของซูโหย่วเลี่ยงก็เข้ามารับหน้าที่
เป็นผู้นำทางเฉพาะสำหรับเขา
ตระกูลหลี่...
นับเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแถบนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ดินแดนภายใต้การควบคุมโดยพฤตินัยของพวกเขากว้างใหญ่ไพศาล เทียบได้กับพื้นที่ห้าเขตปกครองของราชวงศ์ต้าฮั่นเลยทีเดียว
ทว่าพลังวิญญาณส่วนใหญ่กลับรวมตัวกัน อยู่ที่เทือกเขาเฉียนหลิง อันตั้งอยู่ไม่ไกลจากตลาดต้าเจ๋อ
เทือกเขาเฉียนหลิงประกอบด้วยยอดเขาหลักหนึ่งลูก และยอดเขารองอีกหลายลูก
ยอดเขาหลักนั้นเป็นที่ตั้งของเส้นชีพจรวิญญาณ
ชั้นเลิศระดับหนึ่ง สงวนไว้ให้คนตระกูลหลี่และบุคคลสำคัญของพวกเขา ใช้เป็นที่พำนักและฝึกตน
ส่วนยอดเขารองต่างๆ ก็มีความหนาแน่นของพลังวิญญาณแตกต่างกันไป และถูกแบ่งออกเป็นเขตให้เหล่าผู้ฝึกตนอิสระเช่าอาศัย
แน่นอน เขตที่ทรุดโทรมที่สุดก็คือ ‘ย่านชุมชนแออัด’ ซึ่งตั้งอยู่บนเส้นชีพจรวิญญาณชั้นต่ำระดับหนึ่ง
ตรงกันข้าม พื้นที่ที่ดีที่สุดกลับเป็น ‘ยอดเขาเสี่ยวจู๋’ ที่ตั้งเคียงข้างยอดเขาหลัก
แม้ยอดเขานี้จะเตี้ยและมีพื้นที่ไม่กว้างนัก แต่ด้วยความที่อยู่ใกล้ยอดเขาหลัก ทำให้ที่นี่กลายเป็นเส้นชีพจรวิญญาณชั้นสูงระดับหนึ่งเช่นกัน
มันถูกจัดไว้สำหรับผู้อาวุโสรับเชิญ แขกสำคัญ และผู้ดูแลจากภายนอกเช่าอยู่อาศัย
“ท่านผู้อาวุโส”
หานเช่อ ศิษย์ของซูโหย่วเลี่ยงหยุดฝีเท้าลงพลางเอ่ยขึ้น
“ถึงแล้วขอรับ”
เบื้องหน้าพวกเขาคือป่าไผ่ผืนหนึ่ง ถัดลึกเข้าไปด้านหลังคือเรือนพักสองโถงทางเข้า
การเข้าออกสถานที่แห่งนี้ จำเป็นต้องพกป้ายอาญาสิทธิ์ติดตัวไว้เสมอ
หากมีผู้พยายามทำลายค่ายกลคุ้มกันด้วยกำลังเมื่อใด ย่อมมีผู้คุมกฎจากตลาดเข้ามาตรวจสอบทันที
“ท่านผู้อาวุโสเซียว โปรดวางใจได้เถิดขอรับ
ตลาดต้าเจ๋อแห่งนี้อาจไม่มีสิ่งใดโดดเด่นนัก
แต่เรื่องการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกตน…รับรองได้ว่ามีอย่างแน่นอน”
“ผู้น้อยขอไม่รบกวนท่านอีก หากมีสิ่งใดให้ช่วยเหลือ ก็สามารถไปหาพวกเราที่หอผู้ดูแลได้ทุกเมื่อ”
“อืม...ดีมาก ขอบใจที่นำทาง”
เฉินซานซือมองส่งอีกฝ่ายจนลับสายตา ก่อนหยิบป้ายอาญาสิทธิ์ขึ้นมา แล้วก้าวเข้าสู่เคหาสน์เร้นกายของตน
เขาเดินสำรวจไปทั่ว จนมั่นใจว่าไม่มีสิ่งผิดปกติใดซุกซ่อนอยู่
และที่สำคัญ...สถานที่แห่งนี้สามารถใช้สร้างค่ายกลมหัศจรรย์ระดับสองแบบชั่วคราวได้จริง
ช่วงเวลาต่อจากนี้ เขาคงต้องเดินทางไปมาระหว่างตลาดต้าเจ๋อกับทวีปตงเซิ่งเสินโจวอยู่เสมอ
โดยอาศัยเส้นชีพจรวิญญาณที่นี่เร่งบำเพ็ญตน
แล้วค่อยหาลู่ทางร่วมมือกับตระกูลไป๋ เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรสำหรับวิถียุทธ์
เป้าหมายคือ ยกระดับวิถียุทธ์ เพื่อวางรากฐานบนเส้นทางเซียน
เฉินซานซือตอกย้ำจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้อีกครั้ง ก่อนใช้หินวิญญาณเปิดค่ายกลรวบรวมปราณในเคหาสน์
เพียงพริบตาเดียวมคุณภาพพลังวิญญาณรอบกายก็ถูกยกระดับขึ้นสู่ระดับสอง เขาไม่รอช้า เริ่มต้นบำเพ็ญเพียรในทันที
…..
เวลาผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว...เจ็ดวันเต็มล่วงเลยไป
แม้เส้นชีพจรวิญญาณเทียมระดับสองจะใช้การได้ชั่วคราว แต่ค่ายกลรวบรวมปราณกลับสิ้นเปลืองหินวิญญาณมหาศาล วันหนึ่งต้องใช้มากกว่าสิบก้อนทีเดียว
โชคยังดีที่เขามีทุนทรัพย์เพียงพอจะรองรับค่าใช้จ่ายไปได้อีกระยะ
หลังจากฝึกยุทธ์จนเหนื่อยล้า เขาตั้งใจจะนั่งบำเพ็ญ “เคล็ดกลืนอัคคี” เพื่อฟื้นฟูจิตวิญญาณ
แต่ทันใดนั้น...กระดิ่งทองแดงเหนือศีรษะกลับดังขึ้นมา
สัญญาณชัดเจน…เขามีแขกมาเยือน
เฉินซานซือลุกขึ้น เดินไปยังประตูเพื่อตรวจสอบ
และพบเซียนหญิงผู้หนึ่ง ผู้มีรูปโฉมงดงามสะดุดตาระดับพลังประมาณขั้นสร้างรากฐานช่วงต้น
“คารวะสหายเต๋าเซียว ข้าน้อยจื่อหนาน เป็นผู้ฝึกตนอิสระบนยอดเขาเสี่ยวจู๋…และยังเป็นนักหลอมศาสตราระดับสองด้วยเจ้าค่ะ” นางยิ้มพลางเอ่ยทักอย่างเป็นกันเอง
“ได้ยินมาว่ามีผู้ปรุงยาย้ายเข้ามาใหม่ ข้าน้อยจึงตั้งใจมาเยี่ยมคารวะเป็นพิเศษ”
“ยินดีที่ได้รู้จัก สหายเต๋า”
จากการสนทนา เฉินซานซือจึงทราบว่า บนยอดเขาเสี่ยวจู๋แห่งนี้ยังมีผู้ฝึกตนอาศัยอยู่อีกสี่คน
ซึ่งล้วนอยู่ในขอบเขตสร้างรากฐานช่วงต้นทั้งสิ้น
ในฐานะผู้มาใหม่ ย่อมสมควรทักทายทำความรู้จักไว้ เพื่อสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนทรัพยากรในอนาคต
จื่อหนานหัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยตรงไปตรงมา
“สหายเต๋าเซียว...ท่านยังมิทันสร้างรากฐาน แต่กลับเป็นนักปรุงโอสถระดับสองได้แล้ว พรสวรรค์ด้านโอสถของท่านคงไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”
“ไม่ทราบว่าท่านเชี่ยวชาญการหลอมโอสถระดับสองชนิดใดเป็นพิเศษหรือ…พอจะรับสั่งทำให้ข้าน้อยสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
โดยทั่วไป การซื้อขายระหว่างผู้ฝึกตนอิสระ มักถูกกว่าการไปซื้อจากร้านค้าอย่างเป็นทางการอยู่พอสมควร
และเมื่อเฉินซานซือบอกว่าสามารถหลอม “โอสถจิ่วหลี” ได้
อีกฝ่ายก็รีบแสดงความประสงค์จะสั่งทำทันทีพร้อมวางเงินมัดจำล่วงหน้า หากโอสถไร้ปัญหาแล้วจึงจ่ายส่วนที่เหลือ
แม้ว่าเขายังมีหินวิญญาณติดตัวไม่น้อย แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองได้ทอีกทั้งยังต้องรักษาภาพลักษณ์นักปรุงโอสถไว้ด้วย…เฉินซานซือจึงตอบตกลง
เขาฉวยโอกาสถามกลับไปว่า
“เมื่อครู่สหายเต๋าจื่อหนานบอกว่าตนเป็นนักหลอมศาสตราระดับสอง เช่นนั้น...พอจะช่วยข้าสร้างศาสตราเวทสักสองชิ้นได้หรือไม่?”
“สหายเต๋าลองว่าความต้องการมาได้เลยเจ้าค่ะ”
“ข้าต้องการคันธนูระดับสองหนึ่งคัน ส่วนค่าตอบแทน...จะใช้โอสถทิพย์แลกเปลี่ยน
หรือจ่ายเป็นหินวิญญาณก็ได้ทั้งสิ้น”
เหตุเพราะคันธนูทองคำของเขา เสียหายไปตั้งแต่ที่ลำน้ำเหมี่ยวสุ่ย จึงจำเป็นต้องหาคันธนูที่คู่ควรกับพลังปัจจุบัน
แม้คันธนูจะไม่เป็นที่นิยมมากนักในหมู่ผู้ฝึกตน…แต่ก็ใช่ว่าจะไร้ผู้ใช้ ดังนั้น เขาไม่กังวลว่าตัวตนจะถูกเปิดเผย
จื่อหนานพยักหน้าแล้วกล่าว
“อันที่จริง บนยอดเขาเสี่ยวจู๋ของเราก็มีสหายเต๋าผู้หนึ่งประกอบอาชีพนักล่าอสูรวิญญาณ…คันธนูของเขาก็สั่งทำจากข้านี่แหละเจ้าค่ะ”
“วัสดุทำโครงคันธนูที่นี่มีครบถ้วน แต่ส่วนของสายธนูจำเป็นต้องใช้เส้นเอ็นอสูร…ซึ่งหายากนัก”
“ด้วยเหตุนี้...ข้าจึงทำได้เพียงส่วนอื่น ๆ เท่านั้น
ส่วนสายธนูนั้น สหายเต๋าอาจต้องไปหาด้วยตนเองที่ภูเขาชื่อหลิ่ง หรือไม่ก็ลองเสาะหาซื้อตามที่อื่น…ท่านคิดเห็นอย่างไรเจ้าคะ?”
“ตกลงตามนั้น” เฉินซานซือพยักหน้ารับคำ
จากนั้นจื่อหนานก็กล่าวเสริมขึ้นมาอีกว่า
“ในทุกช่วงเวลา พวกเราเหล่าสหายเต๋าที่อาศัยบนยอดเขาเสี่ยวจู๋มักจะนัดมาดื่มสุรา สนทนากันที่ศาลาริมผา”
“หากถึงเวลานั้น สหายเต๋าเซียวก็สามารถมาร่วมวงได้เช่นกัน บางทีอาจจะได้แลกเปลี่ยนทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ต่อกัน….เหล่าผู้ฝึกตนอิสระก็ควรช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นนี้แหละ”
เมื่อธุระสำคัญเสร็จสิ้น ทั้งสองจึงสนทนาเรื่องสัพเพเหระอีกเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอำลาและแยกย้ายกันไป
…..
ตลอดสองเดือนต่อมา เฉินซานซือใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบำเพ็ญเพียรอย่างสงบบนยอดเขาเสี่ยวจู๋แห่งนี้
[วิชาบำเพ็ญ: เคล็ดกลืนอัคคี – หลอมปราณขั้นที่เจ็ด]
[ความคืบหน้า: 751/1200]
….
วิถียุทธ์นั้นชะลอตัวลงเพราะขาดโอสถทิพย์ช่วยเสริม
ทว่าความก้าวหน้าของเคล็ดกลืนอัคคีกลับรวดเร็วผิดปกติ อีกไม่นานก็คงจะสามารถเริ่มต้นการสร้างรากฐานได้แล้ว
นอกเหนือจากการบำเพ็ญเพียร พลังงานส่วนใหญ่ของเขายังทุ่มเทให้กับการหลอมโอสถ
โอสถระดับสองอย่าง “โอสถจิ่วหลี” เต็มไปด้วยความซับซ้อนของการเปลี่ยนแปลงแห่งมหามรรคถึงห้าร้อยรูปแบบ แตกต่างจากโอสถระดับหนึ่งโดยสิ้นเชิง
แม้แต่เฉินซานซือผู้มากความสามารถ ยังต้องสิ้นเปลืองวัตถุดิบไปเจ็ดแปดส่วนกว่าจะหลอมสำเร็จเป็นครั้งแรก
แต่เมื่อทำได้แล้ว อัตราความสำเร็จก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
โอสถที่หลอมออกมาทุกเม็ดล้วนเป็นชั้นเลิศปราศจากของชั้นรองแม้แต่เม็ดเดียว
โอสถจิ่วหลีเหมาะสำหรับผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน ตัวเขาเองจึงไม่อาจใช้ได้
โอสถหลักที่เขากินยังคงเป็น “โอสถปี้โป” ระดับหนึ่ง
ส่วนโอสถจิ่วหลีนั้น เขาได้เเต่นำออกไปขายเท่านั้น
ต้นทุนแต่ละเม็ดราวหกสิบหินวิญญาณ…แต่สามารถขายได้ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบหินวิญญาณ
กำไรทบเท่าพอดี
นอกจากนี้ เฉินซานซือยังได้หลอม “โอสถคงความงาม” ขึ้นมา
เพียงต้นทุนวัตถุดิบต่อเม็ดก็สูงถึงห้าร้อยหินวิญญาณ และเมื่อนำออกขาย ราคายิ่งพุ่งไปถึงหนึ่งพันสองร้อยหินวิญญาณ
สำหรับผู้ฝึกตนอิสระทั่วไป ราคานี้สูงเกินเอื้อม
ใครเล่าจะยอมทุ่มทรัพยากรล้ำค่าเพียงเพื่อคงความงามภายนอก
ยิ่งไปกว่านั้นคุณภาพของโอสถคงความงามส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ และยากที่จะตัดสินได้ด้วยตาเปล่า…เเถมผู้คนสามารถกินมันได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต
หากเป็นโอสถคงความงามเกรดธรรมดาจะคงความเยาว์วัยได้เพียงชั่วคราว
มีเพียงโอสถคงความงามชั้นยอดเท่านั้น...ที่จะคงความงามอ่อนเยาว์ได้ชั่วนิรันดร์
ด้วยเหตุนี้ แม้แต่ในสำนักใหญ่ๆ ก็ยังเห็นผู้ฝึกตนที่ใบหน้าเหี่ยวย่นอยู่ไม่น้อย
แต่เฉินซานซือ…เขามีพรสวรรค์ “ยาที่สร้างล้วนเป็นชั้นยอด” จึงไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย
โอสถคงความงามสองเม็ดที่หลอมสำเร็จ เขาตั้งใจมอบให้ ฮองเฮาและหวงกุ้ยเฟย
เพราะทั้งสองไม่อาจฝึกบำเพ็ญได้ สิ่งเดียวที่เขามอบให้พวกนางได้...คือความเยาว์วัยอันเป็นนิรันดร์
….
ณ เวลานี้...เห็นทีคงถึงเวลาต้องกลับไปแล้ว
การเดินทางออกจากวังครั้งนี้ นับเวลาก็เกือบสามเดือนเต็ม
เขาเองยังดำรงตำแหน่งประมุขแห่งแคว้น ราชกิจมากมายรอการตัดสินใจอยู่เบื้องหลัง จะทอดทิ้งนานกว่านี้มิได้ มิเช่นนั้นคงรู้สึกผิดมหันต์
นี่คือปัญหาสำคัญ ที่เขาจำต้องหาทางแก้ไขในอนาคต
เฉินซานซือสะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้ง แขวนป้าย “เก็บตัวฝึกวิชา” ไว้หน้าประตูเคหาสน์ เพื่อปฏิเสธแขกเหรื่อทั้งหลาย
จากนั้นจึงอาศัยความมืดมิดยามราตรี ลอบออกจากเคหาสน์ มุ่งหน้าสู่ชายแดนทวีปเทียนสุ่ย
เขาหยิบแผ่นหยกขึ้นมา อัญเชิญค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ซ่อนอยู่ และก้าวออกจากโลกแห่งนี้…กลับคืนสู่ราชวงศ์ต้าฮั่นทางทิศเหนือในที่สุด
—
ณ ตำหนักชิ่งหัว
ราชวงศ์ต้าฮั่นมีพระราชวังอยู่สามแห่งด้วยกัน ได้แก่
ตำหนักต้าหมิง ใช้สำหรับว่าราชการ
ตำหนักเทียนยง เปรียบเสมือนสถานฝึกบำเพ็ญเพียร ซึ่งกำลังปรับปรุงให้คล้ายสำนัก
และสุดท้ายคือ ตำหนักชิ่งหัว วังหลังแห่งเมืองหลวง ที่เป็นที่ประทับของโอรสสวรรค์
ในวังหลังแห่งนี้ เฉินซานซือมิได้เพิ่มจำนวนขันทีอีกต่อไป เขาเลือกคัดเด็กหนุ่มที่ยังเยาว์วัย และยังไม่เคยถวายงานให้ราชวงศ์มาก่อนมาฝึกฝนใหม่
ที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่านั้น คือการเพิ่มจำนวนนางข้าหลวงเข้ามาช่วยบริหารจัดการวังหลัง
สตรีเหล่านี้สามารถฝึกยุทธ์และบำเพ็ญเพียรได้เช่นกัน จึงมิใช่เรื่องที่ต้องกังวลด้านความปลอดภัยเลย
แม้ใต้หล้าจะสงบสุขแล้วก็ตามที แต่เฉินซานซือกลับยังคงยุ่งวุ่นวายยิ่ง…โดยพื้นฐานแล้ว เขาแทบไม่มีเวลาให้กับครอบครัวเลย
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาจัดการราชกิจติดกันถึงสามวันเต็ม กว่าจะได้มีโอกาสกลับมายังวังหลัง
เเละจนถึงวันที่สี่ จึงสามารถเรียกครอบครัวมาร่วมโต๊ะเสวยได้สักมื้อหนึ่ง
….
“ถวายพระพรเพคะ ฝ่าบาท!”
ฮองเฮาและหวงกุ้ยเฟยยืนอยู่เคียงซ้ายขวา ก่อนจะย่อกายถวายคำนับอย่างนอบน้อม
“ซินหลัน...ศิษย์พี่...จะมากพิธีรีตองไปทำไมกัน?”
“อยู่ภายนอก การรักษาแบบแผนคือการธำรงเกียรติยศของราชสำนัก…แต่เมื่อกลับมาอยู่ที่บ้าน ยังจะทำเช่นนี้อีก ไม่เหนื่อยกันบ้างหรือ?”
“รีบนั่งลงเถิด ข้ามีของจะมอบให้”
ฮองเฮาทั้งสองทอดมองโอสถที่ส่องประกายสีทองในกล่องไม้ด้วยความฉงน
“นี่คือ...โอสถคงความงาม”
เฉินซานซือเอื้อนเอ่ยอธิบายสรรพคุณของมันให้ทั้งสองฟัง
“ซานซือ...ของสิ่งนี้คงจะแพงมากสินะ?”
แววตาของฮองเฮาฉายประกายปลื้มปีติ ก่อนจะกลายเป็นความรู้สึกเสียดาย
“มันจะส่งผลต่อการบำเพ็ญเพียรของเจ้าหรือไม่?”
“นั่นสิ ศิษย์น้อง” ซุนหลีเอ่ยอีกคน
“โอสถนี่เอาไปขายก่อนก็ได้ ทางตำหนักเทียนยงกำลังต้องใช้หินวิญญาณอยู่พอดี”
แม้เฉินซานซือจะยึดหินวิญญาณมาได้จำนวนไม่น้อย แต่เมื่อไร้รายรับเข้ามา…ในอนาคตย่อมมีค่าใช้จ่ายมากมายเพื่อพัฒนาตำหนักเทียนยง
“ฮูหยินทั้งสองของข้าช่างเป็นแม่บ้านแม่เรือนเสียจริง”
“นี่คือราชโองการ พวกท่านจงรับมันไว้เถิด…เมื่อก่อนข้ายังล่าสัตว์หาเงินได้ ตอนนี้ก็มีหนทางหาหินวิญญาณอีกถมเถไป”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฮองเฮาทั้งสองจึงยอมรับของขวัญแต่โดยดี
และในขณะนั้นเอง องค์หญิงสองนางในอาภรณ์ชุดหลิวเซียนก็เสด็จมาถึงห้อง
องค์แรกคือ เฉินหยุนซี อายุได้สิบสามสิบสี่ เข้าสู่วัยปักปิ่นเต็มตัว…มีกิริยามารยาทเรียบร้อยยิ่งนัก
ส่วนอีกนางที่อยู่เคียงข้างคือ ซูหยูหวน ธิดาของซูปินที่บัดนี้อายุได้เก้าขวบแล้ว นางได้รับการอุปการะเป็นธิดาบุญธรรมของเฉินซานซือตั้งแต่สมัยเมืองผอหยาง
และภายหลัง เมื่อราชสำนักมั่นคงแล้ว จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น องค์หญิงอู๋หยวน
………………….