- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 358 : ดาบหลงหยวน
บทที่ 358 : ดาบหลงหยวน
บทที่ 358 : ดาบหลงหยวน
บทที่ 358 : ดาบหลงหยวน
ลำแสงสีทองสายหนึ่งทะยานขึ้นจากกองทัพนับหมื่นนับแสน พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน
เพื่อสกัดเส้นทางเบื้องหน้าเอาไว้
เมื่อเพ่งมองอย่างละเอียด…ผู้มาเยือนสวมชุดนักพรต เหยียบอยู่บนหลังนกกระเรียน
รูปร่างไม่สูงใหญ่กำยำ แต่ยืนหยัดมั่นคงราวต้นสนหยั่งรากลึก
ชุดนักพรตเรียบง่ายแต่สง่างาม ผ้าสีน้ำเงินเข้มสะท้อนประกายอ่อนโยนใต้แสงจันทร์ ปักลวดลายเมฆพริ้วไหวราวกับหลอมรวมมนุษย์กับสวรรค์
แม้นักพรตเฒ่าจะมีผมเผ้าและหนวดเคราขาวโพลน แต่ใบหน้าไร้ริ้วรอยชราคราบใด
ดวงตาสุกสว่างดั่งดาว แฝงความลึกล้ำและสงบนิ่ง
สายลมค่ำพัดผ่าน หนวดเคราและเส้นผมปลิวไสว ชายเสื้อสะบัดพริ้ว
ท่ามกลางกลิ่นอายเซียนที่แผ่ออกมาแฝงด้วยอำนาจบารมี มองทุกสรรพสิ่งเป็นเพียงธุลีดิน
เขาคือจักรพรรดิแห่งใต้หล้า แห่งทวีปตงเซิ่งเสินโจว
จักรพรรดิหลงชิ่งแห่งราชวงศ์ต้าเซิ่ง
"เป่ยเหลียงอ๋อง..."
น้ำเสียงทุ้มต่ำ ลุ่มลึก และเย้ยหยันของจักรพรรดิหลงชิ่งดังก้อง
ทุกถ้อยคำเสมือนมือที่มองไม่เห็นกำบีบคออย่างแรง
"แม้เจ้าจะหลอกลวงเจิ้นหลายครั้ง”
“แต่จนถึงบัดนี้ เจิ้นยังมองเจ้าด้วยความชื่นชม
และมอบโอกาสให้เจ้าเป็นครั้งสุดท้าย"
"จงหยุดมือเสียแต่บัดนี้
เจิ้นจะรักษาบรรดาศักดิ์ ตำแหน่ง
แม้กระทั่งอำนาจทางการทหารของเจ้าเอาไว้!"
"เรื่องที่เจ้าต้องการจะทำ...จะมีเพียงเจิ้นเท่านั้น ที่สามารถประสบความสำเร็จได้ และมอบทุกสิ่งที่เจ้าต้องการจากนี้ไป"
เฉินซานซือฟังอย่างเงียบสงบ ก่อนถามช้าๆด้วยน้ำเสียงนิ่งเยือก
"เรื่องราวที่ผ่านมาในอดีต...ให้มันแล้วๆกันไปเช่นนั้นรึ?"
"ผู้ที่ทำการใหญ่ย่อมไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย"
"กวีโบราณกล่าวไว้ว่า: ‘แผ่นดินใต้ตกอยู่ในแผนที่สงคราม จะไปถามไถ่ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงคนตัดฟืนได้ที่ใด”
“อย่าได้เอ่ยถึงบรรดาศักดิ์เลย ความสำเร็จของแม่ทัพนายกองหนึ่ง ล้วนสร้างขึ้นจากกองกระดูกนับหมื่น’”
"ใช่แล้ว…เจิ้นรู้ว่าราษฎรทุกข์ยากเพียงใด
แต่หากปราศจาก ‘กองกระดูกนับหมื่น’
จะมี ‘ความสำเร็จของแม่ทัพนายกอง’ ได้อย่างไร?"
"เฉินซานซือ เจ้าเป็นผู้บัญชาการทหาร
หลักการนี้เจ้าเข้าใจดีเกินกว่าเจิ้นเสียอีก"
"เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่าของเจ้า ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากกองกระดูกขาวโพลน?"
"การเดินทัพทำสงครามก็เช่นนี้ การปกครองใต้หล้าก็เช่นกัน เหล่าขุนนางและราษฎรที่ล้มตาย
ล้วนปูทางไปสู่ยุคสมัยสงบสุขและรุ่งเรือง"
"ส่วนเจ้า… เฉินซานซือ”
“การกระทำวันนี้ของเจ้า คิดทำลายทุกสิ่ง
ทำให้เลือดเนื้อราษฎรไหลเปล่าประโยชน์…ฉะนั้นเจิ้นจึงมอบโอกาสให้เจ้าสำนึกอีกครั้ง"
"มันไม่เหมือนกัน..." เฉินซานซือส่ายหน้า
สายตาของเขาเย็นเฉียบ แม้คำพูดของอีกฝ่ายแฝงเล่ห์เหลี่ยม
"เฉาไค คำพูดของเจ้านั้น…ตัวเจ้าเชื่อมันหรือ?"
จักรพรรดิหลงชิ่งหรี่ตามองเล็กน้อย
"เจิ้นอยากฟังเหมือนกันว่าเจ้าจะโต้แย้งอย่างไร"
"ไม่มีอะไรจะโต้แย้ง"
เฉินซานซือเพียงชี้ปลายหอกไปยังหว่างคิ้วอีกฝ่าย
เสียงเยือกเย็นเล็ดลอดออกมาจากใต้หน้ากากอันน่าเกรงขาม
"เจ้าไม่คู่ควรที่จะได้ฟัง"
จักรพรรดิหลงชิ่งไม่ได้แสดงโกรธ เพียงถอนหายใจเบาๆ
"ชื่อเสียงขจรขจายชั่วกาลนาน แต่เบื้องหลังอ้างว้างเดียวดาย”
“งั้น…ก็ให้เจิ้นเป็นผู้ส่งเจ้าไปสู่สุคติเองก็แล้วกัน”
ทันทีที่คำพูดสิ้นสุด เฉาไคก็สะบัดแส้ในมืออย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น ลำแสงห้าสีสาดส่องราวสายธารแห่งแสงจากฟากฟ้าก็พุ่งลงมาราวสายรุ้งย้อนกลับจากสวรรค์
เงาร่างของเขาลอยเด่นอยู่กลางธาราแสง
ดุจนักพรตสูงศักดิ์ท่ามกลางฟากฟ้า
ด้านเฉินซานซือ
เคล็ดวิชาหายใจธาตุอัคคีถูกเปิดใช้ทันที
ประกายเย็นวาบขึ้นมาก่อน ตามมาด้วยหอกมังกรเงิน พุ่งออกไปรวดเร็วดุจมังกรพุ่งทะยาน
เสียงคำรามของหอกปะทะกับสายรุ้งจนแตกกระจาย แต่แรงกระแทกก็ผลักให้เฉินซานซือถอยร่น กว่าจะทรงตัวกลับมายืนมั่นคงอีกครั้ง
เขาต้องกระตุ้น “ยันต์ความเร็ว” และ “ยันต์หลบลม” ทันที
ความเร็วในการเหาะดาบเพิ่มสูง
เขาหมายจะกลับเข้าเมืองคุนหยางอย่างรวดเร็ว
เพราะโอกาสตัดสินแพ้ชนะยังมาไม่ถึง
และพลังบำเพ็ญในปัจจุบันยังไม่พอจะต่อกรกับจักรพรรดิหลงชิ่งโดยตรง
เพียงการปะทะครั้งเดียวก็เห็นชัด
พลังของจักรพรรดิหลงชิ่งเหนือกว่าหลิงขุยหลายระดับ
แม้ผู้ฝึกตนสายเซียนและสายยุทธ์จะแตกต่างกัน
แต่ความแข็งแกร่งนั้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล
ยิ่งไปกว่านั้น เฉินซานซือยังต้องเผชิญหน้าคนสองคนพร้อมกัน
ในจังหวะที่เฉาไคโจมตี
หลิงขุยก็เข้าโจมตีจากด้านข้างทันที
เขาถือหอกด้วยมือขวา จากรอยแยกของเกราะแขนซ้าย…อสรพิษเพลิงปีกหนึ่งเลื้อยออกมา
ปะทะกับสายน้ำแห่งยมโลกที่ไหลเชี่ยว
มันคือดาบอ่อนเทียนเหอ ซึ่งเขาได้ยึดมาจากศึกผาแดง เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาและศาสตราวุธที่เขาชำนาญ
ทันทีที่สัมผัสกัน อสรพิษเพลิงปีกพันรัดดาบกว้าง
ราวโซ่ตรวนหลอมจากเปลวเพลิง
เสียง “ซี่ ซี่ ซี่—” ดังขึ้น
พลังแท้จริงสายอัคคีและพลังแท้จริงแห่งยมโลก
ปะทะจนเกิดควันสีเขียวลอยขึ้นเป็นสาย
เฉินซานซือไม่ได้ตั้งใจต่อกร เขาโยนดาบเทียนเหอและถอยห่างทันที
รีบขจัดพลังอันกัดกินราวหนองในกระดูกในร่างกาย….หลังฟื้นสภาพสู่จุดสูงสุด
จักรพรรดิหลงชิ่งก็ไล่ตามมาจนทัน
นกกระเรียนใต้ร่างส่งเสียงร้องแหลม
ศาสตราวุธในมือเปลี่ยนจากแส้กลายเป็นดาบเจ็ดดาวหลงหยวน ที่เปล่งประกายเย็นเยียบบดบังแสงจันทร์
เพียงชั่วพริบตา รัศมีพันลี้พลันสั่นสะเทือน
หูผู้คนนับล้านได้ยินเสียงคำรามมังกรก้องฟ้าดิน
ราวกับทุ่งรกร้างกลายเป็นหุบเหวลึกหมื่นจั้ง
จิตใจทหารนับล้านสั่นสะท้าน
ทุกคนอยากคุกเข่าหมอบกราบ
มังกรทะยานขึ้นเก้าชั้นฟ้า คำรามก้อง พุ่งเข้าประกายไฟน้อยกลางอากาศ แรงสั่นสะเทือนแผ่ทั่วปฐพี
ความเร็วของประกายดาบเหนือกว่าเฉินซานซือ
เขาจึงต้องเปลี่ยนทิศทางเพื่อรับมือ
เปลวไฟหมุนรอบหอกมังกรเงิน แต่ต่อหน้าพญามังกรกลับอ่อนแอดั่งมังกรน้อยเพิ่งเกิด…ตามมาด้วยดาบพลังวิญญาณสีม่วงอีกห้าสิบกว่าสาย
แต่แล้ว
มังกรเพลิงที่ลุกโชนมอดดับในชั่วพริบตา
เเละวิชาดาบพลังวิญญาณก็แต่ละสายแตกสลายราวแก้วเจียระไน
เคล็ดวิชาผืนปฐพีถูกเปิดใช้
เเต่ก็ทำได้เพียงชั่วครู่ โล่ปฐพีก็พังทลายราวกำแพงดินเก่าๆ ไม่อาจทานรับน้ำหนักได้อีกต่อไป
สุดท้าย
ดาบเจ็ดดาวหลงหยวนพุ่งทะลวงราวไม้ไผ่ผ่าซีก
ตรงเข้าเกราะเหล็กขุนพลยันต์
ปราณดาบกว้างใหญ่ดุจท้องทะเล
พลังเซียนมั่นคงดุจขุนเขา
จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายก่อนคมดาบฟาดถึงกลางศีรษะ
ประกายดาบสว่างวาบปรากฏขึ้นตรงหน้า
ดาบเจิ้นเยว่ถูกชักออกจากฝัก เข้าปัดป้อง ต้านรับอย่างสุดกำลัง
“ตู้มมมมมมมม—”
เสียงปะทะทึบหนักดังก้องหลายร้อยลี้
เปลวไฟบนร่างชายชุดขาวหม่นแสงลงทันที
ทั้งร่างเสียการควบคุม พุ่งร่วงดิ่งลงพื้นเป็นเส้นตรง
เสียงดังสนั่นราวก้อนหินตกจากหมื่นจั้ง
ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนประหนึ่งพญานาคพลิกตัว
ฝุ่นควันตลบอบอวลรอบจุดตก
เกิดหลุมลึกหลายจั้ง พื้นดินแตกแยกไปโดยรอบ
ราวกับประสบภัยแล้งนับปี
“แค่ก...”
เฉินซานซือกระอักเลือดคั่ง
หน้ากากแตกออกเป็นสองส่วน
เกราะเหล็กขุนพลยันต์เต็มรอยแยก
โลหิตอุ่นๆ ไหลทะลักจากใต้เกราะไม่หยุด
แม้แต่ดาบเจิ้นเยว่ซึ่งตกทอดมาจากราชวงศ์เยียนก็เต็มไปด้วยรอยร้าว
จนแตกสลายกลายเป็นเศษเหล็กเกลื่อนพื้น
นี่คือการโจมตีสุดกำลังของผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเพียงคนเดียว
ผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์ระดับสวรรค์ในทวีปตงเซิ่งเสินโจวที่ได้รับการเสริมพลังจากค่ายกลเทพหกติงหกเจี่ย และใช้อาวุธ ดาบเจ็ดดาวหลงหยวน
เฉินซานซือถือลูกเเก้วปราณ พยายามรับรู้พลัง แต่ไม่สามารถจับสัมผัสสายสัมพันธ์กับดาบหลงหยวนได้
คาดว่าพลังนั้นถูกจักรพรรดิหลงชิ่งเก็บซ่อนหรือผนึกไว้
อาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า ในเหตุการณ์บูชายัญเลือดที่เหลียงโจว่า จักรพรรดิเฒ่าเตรียมใช้พลังที่อยู่ในดาบหลงหยวน
เฉินซานซือมั่นใจว่า เขาจะสามารถต่อสู้กับพลังลึกลับแห่งหลงหยวนได้อย่างเต็มที่
แต่ตอนนี้…จักรพรรดิหลงชิ่งยังไม่ได้ใช้พลังลึกลับเลย
เพียงคมกล้าของ ดาบเจ็ดดาวหลงหยวน ก็สร้างอานุภาพน่าสะพรึงแล้วเเล้ว
ครืนนนน!!!
เสียงคำรามมังกรก้องอีกครั้ง
เฉาไคไม่ปล่อยให้หนุ่มรุ่นหลังได้หายใจ
ภายใต้การเสริมพลังค่ายกลใหญ่ ดาบเจ็ดดาวหลงหยวนห่อหุ้มด้วยอสนีบาตเกรี้ยวกราด
ฟาดลงเหมือนสายฟ้าฟาดจากสวรรค์
“เปรี้ยง—”
ท่ามกลางสายฟ้าไขว้กัน ร่างชุดขาวในหลุมยุบแหลกสลายกลายเป็นผุยผง
แต่จักรพรรดิหลงชิ่งไม่ได้ยินดียินร้าย
นัยน์ตาของเขาหดเล็กลง เเล้วเริ่มใช้วิชาตรวจจับรอบตัวอย่างระมัดระวัง
และเป็นไปตามคาด
ร่างที่สังหารไปเมื่อครู่เป็นเพียงร่างแยกเท่านั้น
เฉินซานซือที่บาดเจ็บสาหัสยังอยู่รอด
แต่สภาพก็ยากจะประเมินได้
ด้วยความช่วยเหลือของวิชาซ่อนลมหายใจ เฉินซานซือสามารถหลบหนีไปได้ไกลถึงร้อยจั้ง
เหลือระยะทางเพียงร้อยก้าวเท่านั้นก็จะถึง ค่ายกลป้องกันเมือง
เสียงร้องแหลมของนกกระเรียนดังขึ้น
ความเร็วของจักรพรรดิหลงชิ่งนั้นรวดเร็วจนกลายเป็นลำแสงสีทอง
ความคล่องตัวของผู้ฝึกตนสายเซียนที่ชายชุดขาวมีเหนือหลิงขุย พลันหายวับไปต่อหน้าจักรพรรดิผู้บรรลุขอบเขตสร้างรากฐาน
เพียงสองลมหายใจ เขาก็เข้าใกล้จนอยู่ในระยะโจมตี
ชายชุดนักพรตสะบัดไหว ดาบเจ็ดดาวหลงหยวนถูกใช้ออกอีกครั้ง
มันห่อหุ้มด้วย แสงมงคลเจ็ดสี และ พลังเซียนมหาศาล…พุ่งตรงแทงที่กลางใจชายชุดขาว
เฉินซานซือฝืนทนความเจ็บปวดของเส้นชีพจรที่ถูกใช้งานเกินขีดจำกัด
โคจรพลังแท้จริงสายอัคคีและพลังเซียนจาก เคล็ดกลืนอัคคียกหอกมังกรเงินขึ้นอีกครั้ง
พร้อมกันนั้นก็ใช้ เคล็ดวิชาผืนปฐพี และ เคล็ดวิชาดาบพลังวิญญาณ บวกกับ ยันต์ป้องกันหลากชนิด ที่ยึดมาได้จากผู้ฝึกตนออกมาอย่างต่อเนื่อง
แท้จริงแล้ว…เมื่อมาถึงตำแหน่งนี้ เขาไม่ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตอีกต่อไป
แม้จะต้านดาบนี้ไม่ได้เต็มร้อย ก็ยังสามารถถอยกลับเข้าไปในค่ายกลป้องกันเมืองได้
ค่ายกลใหญ่ระดับสองนั้นสร้างขึ้นเพื่อรับมือผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน
แม้หลงชิ่งจะบรรลุขั้นนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถทำลายค่ายกลในเวลาอันสั้นได้
ในขณะที่เฉินซานซือเตรียมใจรับบาดเจ็บเล็กน้อย รถลาคันหนึ่งก็เหินขึ้นจากพื้น บินมาจากกำแพงเมืองมาขวางทางเขา
“สหายเฉินไปก่อน ตาเฒ่าจะคอยรั้งท้ายให้เอง!”
หวงเหล่าจิ่ว โบกสะบัดแส้ เข้าขวางชายชุดขาวได้ทันเวลา
สองมือประสานอิน ใช้เลือดลมปราณบูชายันต์ระดับสอง…แสงแห่งจิตวิญญาณสาดออกมา
กลายเป็น โล่แสงสีฟ้าคราม
ดาบเจ็ดดาวหลงหยวนฟาดเข้าปะทะโล่จนแตกสลาย แต่โล่ก็สามารถหยุดคมดาบไม่ให้รุกคืบต่อได้สำเร็จ
หวงเหล่าจิ่วและรถม้าถูกแรงกระแทกจนเงยหน้าขึ้นสูง แต่ทรงตัวกลับมาได้อย่างหวุดหวิด
ลาที่ลากรถร้องเสียงดัง ก่อนหันกลับทิศทางและเร่งความเร็ว พุ่งตรงเข้า ค่ายกลป้องกันเมือง
จักรพรรดิหลงชิ่งไม่ลังเล สะบัดดาบอีกครั้ง
แต่ก็ทำได้เพียงสร้างระลอกคลื่นบน ค่ายกลวายุภักษ์เกราะดำ…ไม่สามารถทำลายมันได้
เขาไม่กล้าใช้ พลังเต็มที่กับค่ายกลในช่วงสั้นๆ…เพราะอาจเปิดโอกาสให้ศัตรูฉวยโอกาส
สุดท้าย จึงยอมถอยชั่วคราว
หลังจากหันหลังกลับไป กองทัพราชสำนักก็ส่งสัญญาณถอยทัพ
….
“คือฝ่าบาท!”
ท่ามกลางกองทัพใหญ่ นักพรตเฒ่าที่ปรากฏตัวบนท้องฟ้าคือ องค์จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ต้าเซิ่ง
หลงชิ่งเดินทางมาถึงแนวหน้าเมื่อสองวันก่อน
แต่ที่ไม่ได้ปรากฏตัว เพราะรอให้ชายชุดขาวออกมา หวังสังหารในกระบวนท่าครั้งเดียว
จนถึงบัดนี้ เหล่าทหารหาญจึงรู้ว่าองค์จักรพรรดิออกจากด่านแล้ว
ภาพที่ปรากฏเมื่อครู่ราวกับเซียนจุติลงมา หรือมังกรปรากฏกาย
แม้แต่เฉินซานซือผู้ไม่เคยพ่ายในสงครามก็ถูกฟันครั้งเดียวจนร่วงหล่น ต้องหลบหนีไปอย่างน่าอนาถ
ทุกคนต่างเคารพเทิดทูนราวเทพเจ้า
ในชั่วพริบตา กองทัพนับล้านก็คุกเข่าลงเปล่งเสียงโห่ร้องพร้อมกัน
“จักรพรรดิหมื่นปีแห่งต้าเซิ่ง”
“ฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี!”
เสียงโห่ดังกึกก้องทั่วฟ้าดิน
….
ณ กำแพงเมืองคุนหยาง
“ท่านแม่ทัพ!”
จ้าวคังและคนอื่นวิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
เฉินซานซือผู้มีใบหน้าซีดเผือดยกมือขึ้น เป็นสัญญาณว่าไม่เป็นอะไร
จนเข้าหอสังเกตการณ์และปิดประตู เขาจึงกระอักเลือดออกมาเพียงคำหนึ่ง
การที่แม่ทัพบาดเจ็บ จะส่งผลต่อขวัญกำลังใจของทหาร ดังนั้นแม้บาดเจ็บสาหัส ก็ต้องปกปิดจากลูกน้อง
หลังปรับลมหายใจ ทำแผล และกินยา
เฉินซานซือจึงกลับขึ้นไปบนกำแพงเมืองอีกครั้ง
………………………