- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 356 : ล่อเสือออกจากถ้ำ
บทที่ 356 : ล่อเสือออกจากถ้ำ
บทที่ 356 : ล่อเสือออกจากถ้ำ
บทที่ 356 : ล่อเสือออกจากถ้ำ
นอกเมืองคุนหยาง
ณ สมรภูมิที่กองทัพนับล้านของราชสำนักตั้งทัพอยู่
ใจกลางกองทัพหลัก
“ท่านเซียน!”
“พวกมันตกหลุมพรางซ้อนกลของท่านจริงๆครับ
ตอนนี้ขวัญกำลังใจของกองทัพพวกมันพังทลายลงแล้ว…แถมยังเกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน จนถึงขั้นเริ่มถอนทัพกันเป็นวงกว้างแล้วขอรับ!”
“ดีมาก เช่นนั้นก็ช่วยเร่งความเร็วให้พวกมันอีกหน่อยก็แล้วกัน” ตานเหลียงเฉิงออกคำสั่งอย่างใจเย็น
“ส่งคำสั่งของข้าออกไป”
“ให้คงช่องว่างที่ประตูเมืองทิศเหนือเอาไว้
แล้วสั่งให้ทัพหน้าส่งทหารห้าหมื่นนายบุกเข้าตีเมือง!”
….
อีกด้าน
เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แค่หนึ่งชั่วยาม จักรพรรดิเจิ้งถ่งและเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งหมด
ก็ได้ถอนตัวออกไปเรียบร้อยแล้ว
ส่วนทหารรักษาการณ์ภายในเมืองคุนหยาง
ก็หนีไปแล้วสองหมื่นนาย และจำนวนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง
ทางด้านชุยจื่อเฉินแห่งหอค้นหาเซียน
ได้เหินดาบมายังบนกำแพงเมือง แล้วกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม
“ผู้อาวุโสหวง ท่านคิดว่าเราควรถอนกำลังผู้ฝึกตนออกไปเท่าไหร่ดีขอรับ?”
“แล้วค่ายกลนี่ต้องรื้อถอนไปด้วยหรือไม่?”
“สหายชุย...” หวงเหล่าจิ่วยิ้มจนเห็นฟันหน้าที่หลอไป
“เรื่องการรบทัพจับศึกน่ะ ตาเฒ่าอย่างข้าไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยสักนิด…เเล้วจะกล้าพูดจาเหลวไหลได้อย่างไรกัน?”
“เช่นนั้นหรือขอรับ” ชุยจื่อเฉินพยักหน้าเล็กน้อย
“ถ้าอย่างนั้นผู้อาวุโสจะไปพร้อมกันเลยไหมขอรับ?”
“จะให้หนีไปเลยรึ?”
หวงเหล่าจิ่วสูดลมหายใจเข้าลึก พลางทอดสายตามองไปยังที่ห่างไกล
“ไม่ต้องรอสหายเฉินก่อนหรือ?”
“ผู้อาวุโส”
“ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทุกคนต่างสงสัยว่า
เฉินซานซืออาจสมคบคิดกับ ‘วังเมฆา’
พวกเราจึงตัดสินใจถอนทัพกันน่ะขอรับ” ชุยจื่อเฉินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ตึง! ตึง! ตึง! ตึง!”
ขณะที่ทั้งสองสนทนากัน เสียงกลองศึกอันเร่งเร้าก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อกองทัพศัตรูเปิดฉากบุกโจมตีระลอกใหม่
“มาอีกแล้วๆ”
หวงเหล่าจิ่วรีบลุกขึ้นอย่างร้อนรน สองมือรีบประสานอินเพื่อควบคุมแผ่นค่ายกล
“สหายเต๋าชุยไปก่อนเลย ตาเฒ่าอย่างข้าจะช่วยต้านไว้ให้อีกสักพัก แล้วจะรีบตามไปสมทบ”
“เช่นนั้นก็ต้องรบกวนผู้อาวุโสแล้ว” ชุยจื่อเฉินประสานหมัดคารวะแล้วจากไป
การที่ศัตรูกลับมาบุกเมืองอีกครั้งอย่างกะทันหันเช่นนี้ จำเป็นต้องมีคนอยู่รั้งท้ายไว้
มิฉะนั้นหากราชสำนักสามารถยึดเมืองคุนหยางได้เร็วเกินไป เกรงว่ากองทัพใหญ่ของพวกเขาอาจยังข้ามแม่น้ำเฝยสุ่ยไม่ทัน
….
ทันใดนั้น เสียงอันทรงพลังของตานเหลียงเฉิง
ที่กำลังร่ายมนตร์กระตุ้นค่ายกลขนาดใหญ่
ก็ดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน
“อาณัติที่ห้า ตุ้ยเจ๋อ วีรชนหาญกล้า ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ปราบปรามไอพิฆาต ไม่ให้หลงเหลือ!”
“อาณัติที่หก ซวิ่นเฟิง พัดถล่มภูผา เม็ดทรายปลิวกระจาย หินผาเคลื่อนคล้อย ไล่ล่าไพรี!”
สิ้นเสียงร่ายอาคม ธงค่ายกลโบกสะบัดอย่างรุนแรง
ประตูสวรรค์ที่ก่อตัวขึ้นจากเสาหินเบื้องหน้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
จากประตูสวรรค์หลายบาน
มีกระแสน้ำเชี่ยวกรากราวกับแม่น้ำสายใหญ่
ไหลทะลักออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ทหารเกราะดำจำนวนนับไม่ถ้วน
กลับสามารถเหยียบย่ำบนผืนน้ำได้อย่างน่าอัศจรรย์ พวกเขาอาศัยกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก
พุ่งเข้ากำแพงเมืองอย่างบ้าคลั่ง
ขณะเดียวกัน ประตูสวรรค์อีกหลายบานปลดปล่อยลมพายุอันเกรี้ยวกราด
เหล่าทหารหาญชุดเกราะหนักที่วิ่งโหมบุกอยู่
จู่ๆ ร่างของพวกเขาก็ลอยขึ้นกลางอากาศ ราวกับมีปีกงอกออกมาจากแผ่นหลัง
ทะยานฝ่าม่านพายุทรายที่บ้าคลั่งสู่กำแพงเมือง
ทางด้านเว่ยซวน ซ่งกุ้ยจือ และคนอื่นๆ
ต่างรอคอยอยู่บนกำแพงเมืองนานแล้ว
พวกเขานำเหล่าทหารหาญแห่งเป่ยเหลียง
เข้าเปิดศึกนองเลือดอีกครั้ง
แต่ทว่า ทหารภายใต้สังกัดของจักรพรรดิเจิ้งถ่ง
กลับไม่มีใจที่จะต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขารู้ว่าพวกพ้องของตนจำนวนมากได้หลบหนีไปแล้ว จิตใจก็ยิ่งสั่นคลอนมากขึ้นไปอีก
บางคนถึงกับทิ้งอาวุธแล้วคิดจะหนีตามไปด้วยซ้ำ
การใช้กลยุทธ์ "ล้อมทัพเปิดทางหนี"
ควบคู่ไปกับ "กลยุทธ์ยุยงให้แตกแยก"
เมื่อนำมาใช้ร่วมกัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ
….
“ครืน—”
จนกระทั่งบนท้องฟ้ายามราตรี
สัตว์เทวะหงส์เพลิงตนหนึ่ง ที่ร่างลุกโชนไปด้วยเปลวอัคคีเผาผลาญสวรรค์
ได้ดิ่งลงมาจากฟากฟ้า
หงส์สวรรค์สาดเปลวเพลิงแผ่คลุมไปทั่วทั้งแม่น้ำที่เชี่ยวกราก ก่อให้เกิดเป็นทะเลเพลิงอันร้อนระอุขึ้นทันที
ภายใต้อุณหภูมิที่ร้อนจัด
ทหารของราชสำนักนับไม่ถ้วน
ต่างมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านในทันที
ทันใดนั้น เฉินซานซือในชุดเกราะสีดำสนิท
ก็ถือหอกอัคคีร่อนลงมาจากท้องฟ้า
เเล้วพุ่งตรงเข้าไปยังใจกลางกองทัพหน้าของข้าศึก
เขามุ่งเป้าไปยังจูหมิง เสนาบดีกรมกลาโหมโดยตรง
“หือออ?!”
“สกัดมันไว้! เร็วเข้า สกัดมันไว้!” จูหมิงตกใจจนหน้าถอดสี
“สหายจู ถอยไปก่อน!”
ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์คนหนึ่งยกมือขึ้นพลางโบกสะบัด แล้วปลดปล่อยศาสตราวุธประจำกายออกมา ซึ่งก็คือกลองศึกขนาดมหึมาใบหนึ่ง
ทุกครั้งที่ตีลงไป บนหน้ากลองปรากฏไอแห่งยมโลกแผ่ซ่านออกมา
จากนั้นมันก็ก่อตัวเป็นเหล่าภูตผีทหารยมโลก
ถือดาบ ถือทวน เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนเต็มฟ้าดิน
ทว่า...ไม่ว่าเหล่าวิญญาณแค้นและภูตผีร้ายจะมากเพียงใด
พวกมันก็ล้วนถูกมังกรเพลิงสีชาดกลืนกินหมดสิ้น
แม้แต่ “กลองศึกเสวียนหมิง” เองก็ลุกไหม้เป็นจุณ ราวกับทำมาจากกระดาษ
ผู้ฝึกตนที่หลบอยู่ด้านหลัง
ยังไม่ทันได้ใช้วิชาเคลื่อนย้ายเพื่อหลบหนี
ก็รู้สึกถึงความร้อนระอุที่แผ่ซ่านจากหน้าอก
มันไม่มีความเจ็บปวดใดๆ มีเพียงความรู้สึกราวกับบางสิ่งทะลวงผ่านร่าง แล้วทุกอย่างเบื้องหน้าก็มืดดับลง
เฉินซานซือใช้มือข้างเดียว
คว้ากะโหลกศีรษะของผู้ฝึกตนคนนั้น
แล้วกระชากออกมาต่อหน้าต่อตาผู้คนนับหมื่น
แต่ยังไม่ทันให้เลือดพุ่ง
ศีรษะทั้งลูกก็ถูกเปลวเพลิงโหมเข้าใส่ เนื้อและเลือดถูกแผดเผาจนหมด เหลือเพียงกะโหลกศีรษะที่ลุกเป็นไฟ…ซึ่งถูกเขาขว้างออกไป
พุ่งเข้ากระแทกกลางหลังของขุนนางชุดสีแดงเข้ม
ที่กำลังควบม้าหนีอย่างแม่นยำ
จูหมิงร้องโหยหวนออกมาพร้อมกระอักเลือด
หัวใจถูกความร้อนเผาจนสุก ร่างปลิวไปข้างหน้าหลายจั้ง…ก่อนร่วงลงสู่พื้นแรงและแน่นิ่งไปในที่สุด
การบุกฝ่ากองทัพนับหมื่นเพื่อเด็ดหัวแม่ทัพข้าศึก
สำหรับเฉินซานซือแล้ว เป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่ง
เหล่าทหารราชสำนักเมื่อเห็นภาพนี้
ต่างตกตะลึงจนหน้าซีดเผือดไปตามๆกัน
ชั่วขณะหนึ่ง ไม่มีใครกล้าบุกไปข้างหน้าอีก
ด้วยเหตุนี้เอง
กองทัพหน้าที่กำลังบุกตีเมือง
จึงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน
โดยมีเฉินซานซือเป็นเส้นแบ่ง
คนเพียงผู้เดียว กลับสามารถตัดขบวนทัพศัตรูให้ขาดสะบั้นลงได้!
….
ณ บนกำแพงเมืองคุนหยาง
เมื่อทหารเป่ยเหลียงที่ต่อสู้อย่างนองเลือด
เห็นภาพนี้ ขวัญและกำลังใจก็พลุ่งพล่านขึ้นทันที
“แม่ทัพหวัง แม่ทัพเย่ แม่ทัพหรง
พวกท่านสามคนจงนำทหารฝีมือดีสองหมื่นนาย
ออกจากเมืองไปตีข้าศึก!” ซูเหวินไฉโบกพัดขนนกในมือพลางสั่งการ
“รับบัญชา!”
ประตูเมืองทิศใต้ของเมืองคุนหยางเปิดออกเสียงดังสนั่น
ท่ามกลางวงล้อมของกองทัพใหญ่
ทหารเป่ยเหลียงกลับเป็นฝ่ายเปิดฉากบุกโจมตีก่อนอย่างไม่มีใครคาดคิด…เล่นเอาทหารราชสำนักตั้งตัวไม่ทัน
เฉินซานซือเรียกเจ้าขาวออกมา แล้วทะยานฝ่ากองทัพนับหมื่น ราวกับเดินอยู่ในที่ไร้ผู้คน
เมื่อเห็นดังนั้น ตานเหลียงเฉิงจำต้องนำผู้ฝึกตนหลายคนรีบรุดมาจากแนวหลังด้วยตนเอง
เขาโบกสะบัด “ไผ่หยกสุวรรณ” ในมือ
แล้วสั่งปรับเปลี่ยนค่ายกลใหญ่
ด้วยน้ำเสียงอันดังกังวานว่า
“อาณัติที่เจ็ด เกิ้นซาน สำแดงเดชานุภาพ ปิดประตูพสุธา ปิดทางพยัคฆ์ สกัดเส้นทางภูต
ทะลวงใจผี ทำลายท้องมาร จองจำเทพมารปีศาจร้ายไว้ในค่ายกลแปดทิศ!”
ค่ายกลใหญ่เทพหกติงหกเจี่ย สามารถพลิกแพลงได้สารพัด
ตั้งแต่บุกตีเมืองยึดดินแดน ไปจนถึงกักขังเซียนสังหารมาร…เรียกได้ว่าครบทุกอย่าง
แต่…
ไม่ว่าค่ายกลจากตำราสวรรค์จะทรงพลังและแยบยลเพียงใด ก็จำเป็นต้องมีคนสามารถนำมันออกมาใช้ได้เสียก่อน
และจุดนี้เองมก็ไม่ใช่สิ่งที่แม่ทัพทุกคนจะสามารถทำได้
ตานเหลียงเฉิงเคยมีประสบการณ์นำทัพมาก่อน
แต่ทว่า กองทัพนับล้านในขณะนี้
ไม่ใช่กองทัพของเขา
ความไว้วางใจและความเข้าขากันระหว่างพวกเขา ยังห่างไกลกันมากนัก
เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ก่อให้เกิดความโกลาหลอย่างใหญ่หลวงในหมู่กองทัพหน้า
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย
ทหารจำนวนไม่น้อยสมองขาวโพลนไปหมดแล้ว
นายร้อยลืมไปแล้วว่าควรจะสั่งการอย่างไร
นายธงจำไม่ได้ว่าต้องโบกธงอย่างไร
ส่วนพลทหารก็ไม่รู้ควรจะไปทางไหนดี
จะบุกต่อหรือจะถอยกลับ
แต่โชคยังดีที่ตานเหลียงเฉิงมีประสบการณ์โชกโชน เขาสั่งการให้ศิษย์ร่วมสำนักหลายคน
เข้าประจำตำแหน่งในทิศต่างๆ เพื่อค้ำยันแนวรบเอาไว้…แล้วร่วมกันร่ายอาคมโจมตีไปยังชายในชุดขาวบนพื้นดิน จึงสามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ และทำให้ค่ายกลเริ่มทำงานได้อย่างราบรื่น
ในชั่วพริบตาที่ขบวนทัพถูกจัดเรียงขึ้น
มันก็ส่งเสียงสะท้อนก้องกังวานไปยังเสาสวรรค์แต่ละต้น ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนสมรภูมิรกร้าง
“อาณัติที่เจ็ด เกิ้นซาน สำแดงเดชานุภาพ!”
ผืนปฐพีอันหนาทึบเริ่มปริแตกออกอย่างต่อเนื่อง
ก้อนดินที่เปล่งประกายแสงแห่งจิตวิญญาณ
ลอยขึ้นสู่กลางอากาศ แล้วกระหน่ำตกลงมายังพื้นดินราวกับห่าฝน
“ตุ้ม! ตุ้ม! ตุ้ม!”
ด้วยอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวของค่ายกลทหาร
ประกอบกับการร่วมมือกันร่ายอาคมของผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณขั้นสมบูรณ์หลายคน
ในที่สุดก็สามารถสกัดกั้นความเกรี้ยวกราดอันไร้เทียมทานของชายชุดขาวเอาไว้ได้
แต่นี่เป็นเพียงส่วนหลังของกองทัพเท่านั้น!
….
ณ เบื้องหน้าประตูเมือง
ทหารเป่ยเหลียงสามหมื่นนาย
บุกทะลวงออกมาจากในเมืองแล้ว
กระแสปราณสีขาวสายแล้วสายเล่า
ไหลทะลักออกมาจากร่างของเฉินซานซือ
และหลอมรวมเข้ากับกองทัพเป็นหนึ่งเดียว
ขณะเดียวกันนั้น ภายในเมืองก็มีเสียงของค่ายกลใหญ่สะกดวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์และทรงพลังดังกระหึ่มขึ้น
บทเพลงทะลวงค่ายกลของเหลียงอ๋อง!
ในชั่วพริบตานั้น ฟ้าดินพลันเปลี่ยนสี
ทหารเป่ยเหลียงราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพทหารม้าในสมรภูมิโบราณ
เข้าจู่โจมกองทัพหน้าที่ยังคงอยู่ในความสับสนวุ่นวายจนแตกกระจัดกระจาย…แล้วบุกทะลวงต่อไปข้างหน้า
และเบื้องหน้าของพวกเขานั้น…ก็คือกองทัพนับล้าน!
ในสนามรบ
หาใช่ว่ายิ่งมีทหารมากเท่าไหร่
ก็จะยิ่งปลอดภัยไร้กังวลเสมอไป?
ตรงกันข้ามเลยต่างหาก
มนุษย์เราไม่ใช่ชิ้นส่วนเครื่องจักร
แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดเป็นของตัวเอง
ทหารหนึ่งล้านคน
ก็คือคนที่มีความคิดแตกต่างกันหนึ่งล้านแบบ
จริงอยู่ที่ขบวนทัพที่จัดเรียงกันนั้นดูยิ่งใหญ่ตระการตา
แต่หากเกิดความโกลาหลขึ้นมาเมื่อใด
มันก็จะกลายเป็นความโกลาหลครั้งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
คนที่สามารถกล่าวคำว่า "ยิ่งมากยิ่งดี" ได้นั้น
ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญอย่างแน่นอน
และในขณะนี้เอง
เฉินซานซือยืนหยัดอยู่เพียงลำพัง
ณ ใจกลางสมรภูมิ เพื่อแบ่งแยกสนามรบ
ในขณะที่กองทัพเป่ยเหลียงก็ใช้ค่ายกลจากตำราสวรรค์เข้าโจมตี ส่งผลให้ทั้งกองทัพหน้าตกอยู่ในความโกลาหลอลหม่านทันที
ส่วนทางด้านกองทัพเป่ยเหลียงนั้น
กลับมีทีท่าว่าจะไม่มีใครหยุดยั้งได้
พวกเขามีแนวโน้มที่จะบุกทะลวงผ่านกองทัพหน้า
แล้วพุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางกองทัพใหญ่
หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น
และยังไม่สามารถสังหารชายชุดขาวได้ทันท่วงที...
ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะนำไปสู่...ความพ่ายแพ้ย่อยยับครั้งใหญ่!
“ช่างเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำที่ดีเสียจริง!” ตานเหลียงเฉิงแค่นเสียงเย็นชา
เจ้าคนผู้นี้ไม่รู้ไปสืบข่าวมาได้อย่างไรว่าฉินอ๋องและคนอื่นๆรวมตัวกันอยู่ที่อำเภอป้า
แล้วใช้โอกาสนี้ล่อหลิงขุยออกไป
จากนั้นจึงย้อนกลับมาโจมตีอีกครั้ง
เพื่อสร้างโอกาสในการรบ
แต่เขาจะไม่มีวันยอมให้เฉินซานซือ
ทำสำเร็จได้ง่ายดายเช่นนี้เด็ดขาด
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ตานเหลียงเฉิงก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
เขาโบกสะบัดธงค่ายกล “ไผ่หยกสุวรรณ” ในมืออีกครั้ง
“ครืนนน!”
ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน
พลันปรากฏแสงแห่งจิตวิญญาณสว่างวาบขึ้นมา
เสาหินที่อยู่ด้านหน้าสุดทำงานอีกครั้ง
ก่อตัวขึ้นเป็นม่านพลัง เชื่อมระหว่างฟ้ากับดินจนมองไม่เห็นขอบเขต
ม่านพลังปฐพีนี้เป็นม่านป้องกันทิศทางเดียว
หากต้องการจะผ่านเข้าไปจากฝั่งตรงข้าม
มีเพียงผู้ที่ถือธงค่ายกลหลักเท่านั้นที่จะทำได้
ก่อนหน้านี้ พวกเขาใช้ “ม่านพลังปฐพี” เป็นกรงขังเพื่อ “ล้อมทัพเปิดทางหนี” เมืองคุนหยางเอาไว้
และจะปิดมันลงก็ต่อเมื่อเริ่มทำการบุกตีเมืองเท่านั้น
และบัดนี้การที่มันถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้ง...
ก็หมายความว่า เส้นทางถอยของกองทัพหน้าที่กำลังบุกตีเมืองได้ถูกปิดตายลงแล้ว
ท่ามกลางความโกลาหลอลหม่าน
พวกเขาไม่มีที่ให้ไปอีกแล้ว
ทำได้เพียงเหยียบย่ำกันเองจนตาย
และถูกกองทัพเป่ยเหลียงสังหารหมู่จนสิ้น!
แต่ก็ด้วยเหตุนี้เช่นกัน ที่ทำให้กองทัพเป่ยเหลียงถูกขวางกั้นอยู่ภายนอกม่านพลังไม่สามารถบุกทะลวงต่อไปได้อีก
นี่คือการตัดหางเพื่อรักษาชีวิต!
ตานเหลียงเฉิงไม่มีทางเลือกอื่น
นอกจากต้องสละกองทัพหน้าส่วนหนึ่ง
เพื่อรักษาสถานการณ์โดยรวมเอาไว้
เขาโบกสะบัดศาสตราวุธประจำกายอีกครั้ง
ปลดปล่อยลำแสงสีครามสายแล้วสายเล่า
พุ่งเข้าใส่พื้นดินอย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกันนั้นเอง
บนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
ปรากฏเงาดำร่างหนึ่ง ที่กำลังอาศัยปีกแห่งแสงพุ่งตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วสูง
หลิงขุย!
“ผู้อาวุโสหลิงกลับมาแล้ว!” ตานเหลียงเฉิงตะโกนเสียงดัง
“ถ่วงเวลามันไว้ ขอเพียงแค่กักตัวมันไว้ในค่ายกลได้…มันต้องตายอย่างแน่นอน!”
ทว่า...
เพียงลำพังพวกเขา ยังไม่สามารถต้านทานไว้ได้
ทำได้เพียงแค่มองดูเฉินซานซือ ฝ่าออกจากค่ายกลแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าไปได้ในเสี้ยววินาทีก่อนที่หลิงขุยจะมาถึง
การรบเพื่อบุกและป้องกัน จบลงด้วยเสียงสัญญาณให้ถอยทัพอีกครั้ง
แต่ในครั้งนี้…ทหารรักษาการณ์เมืองคุนหยาง
เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะอย่างงดงาม!
ด้วยการเปิดฉากบุกโจมตีอย่างไม่คาดคิด
พวกเขาสังเวยทหารไปไม่ถึงสองพันนาย
แต่กลับสามารถสังหารทหารข้าศึกไปได้ถึงสี่หมื่นกว่านาย!
บนกำแพงเมือง หวงเหล่าจิ่วที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับร้องออกมาด้วยความทึ่ง
เขาเดินเข้าไปหากุนซือหนุ่มผู้ถือพัดขนนก
แล้วสวมผ้าโพกศีรษะมพร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคล้ายคนไม่รู้เรื่องรู้ราวว่า
“ท่านกุนซือ นี่ก็เป็นค่ายกลจากตำราสวรรค์ที่สืบทอดกันมาในทวีปตงเซิ่งเสินโจวด้วยหรือ?”
………………………