- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 348 : ศึกแม่น้ำเฝยสุ่ย
บทที่ 348 : ศึกแม่น้ำเฝยสุ่ย
บทที่ 348 : ศึกแม่น้ำเฝยสุ่ย
บทที่ 348 : ศึกแม่น้ำเฝยสุ่ย
"ขึ้นเรือกันเถอะ"
เฉินซานซือโบกมือเพียงครั้งเดียว พลันปรากฏเรือเหาะลำหนึ่งขึ้นบนพื้นดิน
อันที่จริง เรือพวกนี้เป็นของที่เขาได้มาจากเซียนเสวียน ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ตอนที่อยู่นอกเมืองเฉียนถังนั่นเอง
บนตัวเรือเหาะมีการสลักค่ายกลชั้นเลิศระดับหนึ่ง ทำให้มันมีความเร็วเทียบเท่ากับเซียนระดับสร้างรากฐานที่ไม่ถนัดวิชาเหินหาวเลยทีเดียว
"วูม!"
เฉินซานซือหยิบหินวิญญาณระดับกลางออกมาหนึ่งก้อนแล้วติดตั้งลงบนแผ่นค่ายกล
ทันทีที่พลังวิญญาณอันเข้มข้นถูกอัดฉีดเข้าไป เรือเหาะก็ระเบิดความเร็วอันน่าทึ่งออกมา กลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในพริบตา
….
ในศึกผาแดงครั้งนั้น เรือรบจำนวนนับไม่ถ้วนถูกเผาทำลายไป
หินวิญญาณที่ติดตั้งไว้ในค่ายกลวารีส่วนใหญ่จึงสูญเปล่า มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยึดมาได้
และในตอนนั้นเอง ขณะที่เรือเหาะกำลังลอยขึ้นสู่ความสูงร้อยจั้ง มันก็เกิดความเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงในป่าทึบเบื้องล่าง
จอมยุทธ์พเนจรผู้หนึ่งซึ่งมีหน้าตาราวกับคนวัยสามสิบ เร่งพลังกระตุ้นยันต์เหินหาว ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
จากนั้นโคจรวิชาลมหายใจ ทิวทัศน์เทพทั้งสิบหกองค์ในกายส่วนบนและส่วนกลางส่องประกายเจิดจ้า ปลดปล่อยพลังแท้จริงอันมหาศาลออกมา
ขอบเขตพลังแท้จริงขั้นกลาง!
แน่นอนว่าเฉินซานซือย่อมรู้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร เขาคือบรรพชนแห่งตระกูลหลิงแห่งทวีปเทียนสุ่ย
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ พลังแท้จริงที่หลิงขุยใช้ออกมานั้นแตกต่างจากคนอื่นๆ ในตระกูลหลิงอย่างมาก
แม้จะเป็นปราณสายวารีเหมือนกัน แต่ปราณที่เขาปลดปล่อยกลับไม่ใสรินเชี่ยวกรากดุจสายน้ำเหมือนของหลิงหยุนและคนอื่นๆ…หากแต่เป็นน้ำเน่าเสียสีดำสนิทราวกับหมึก
ดาบกว้างในมือของหลิงขุยถูกของเหลวหนืดสีดำเคลือบไว้ ก่อนจะตวัดออก จากนั้นพลันระเบิดแผ่ขยายออกไปราวกับโคลนตมที่หมักหมมก้นบึงนับปีถูกขุดขึ้นมา
หรืออาจกล่าวได้ว่า มันคล้ายสิ่งมีชีวิตประหลาด "ไท่ซุ่ย" สีดำ แปรสภาพเป็นม่านน้ำตกกว้างแปดจั้ง โถมใส่เรือเหาะที่ล่าถอยอยู่ราวกับบดบังฟ้าดิน
ธาตุอัคคี!
เปลวเพลิงพวยพุ่งออกจากทวารทั้งเจ็ดของเฉินซานซือ ดาบกว้างไร้คมในมือก็ราวกับพยัคฆ์เพลิงสีนิล กระโจนเข้าใส่ธารน้ำตกทมิฬนั้น
แสงเพลิงฉีกกระชากความมืดมิด ทำให้ท้องฟ้าปรากฏให้เห็นอีกครั้ง
เมื่อพลังแท้จริงทั้งสองสายปะทะกัน แรงสะท้อนที่เกิดขึ้นผลักดันเรือเหาะให้พุ่งออกไปไกลขึ้นอีก
ด้วยพลังค่ายกลที่ฝังหินวิญญาณระดับกลางไว้ บวกกับการควบคุมของเฉินซานซือ ทำให้ความเร็วของเรือยังคงทะยานต่อเนื่อง
เมื่อโจมตีครั้งแรกไม่สำเร็จ หลิงขุยคิดจะไล่ตาม แต่ก็ถูกทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ
สุดท้าย ทำได้เพียงยืนมองทุกคนหายลับไปสุดขอบฟ้า
นี่คือข้อด้อยของผู้ฝึกยุทธ์
ผู้ฝึกเซียนยังสามารถใช้โลหิตแก่นแท้กระตุ้นยันต์ระดับสูงเกินขอบเขตตนเองได้
แต่ผู้ฝึกยุทธ์สายพลังแท้จริงทำได้เพียงใช้ยันต์ระดับต่ำในการเหินหาว สุดท้ายจึงกลายเป็นจุดอ่อนที่ยากจะแก้ไข
เฉินซานซือแม้จะฝึกวรยุทธ์ แต่ก็เป็นผู้ฝึกเซียนระดับหลอมปราณขั้นกลางด้วย
หากอยู่ที่ดินแดนตงเซิ่งเสินโจว ต่อให้สู้ตรงๆ ไม่ชนะ…แต่ถ้าคิดจะหนี คงไม่มีใครรั้งเขาได้
ในเวลานี้ ครอบครัวอยู่ข้างกาย เฉินซานซือย่อมไม่มีใจจะสู้
เขาจึงสั่งให้หนิงเซียงและจ้าวจ้าวช่วยกันส่งพลังเซียนเสริมค่ายกลของเรือเหาะ คิดเพียงจะหนีออกไปให้เร็วที่สุดก็พอ
...
ส่วนผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณคนอื่นๆที่คิดจะตามมา ก็ไม่ต่างอะไรกับการมาส่งตัวตาย
ไม่นาน พวกเขาก็เข้าสู่น่านฟ้าที่ปลอดภัยได้สำเร็จ เฉินซานซือถึงได้มีเวลาหันมาพูดคุยปลอบขวัญคนในครอบครัว
เฉินตู้เหอชะโงกศีรษะออกไปนอกเรือเหาะด้วยท่าทีตื่นเต้นดีใจอยู่ไม่น้อย
ขณะที่เฉินหยุนซีก้มหน้าหมอบอยู่ขอบเรือ จับมือจ้าวจ้าวไว้แน่น หลับตาปี๋ไม่กล้ามองลงไปข้างล่าง
"ซินหลัน ศิษย์พี่ คงจะตกใจกันสินะ"
เฉินซานซือหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
"แต่ว่าทุกอย่างใกล้จะจบลงแล้วล่ะ"
คำว่า "ครอบครัว" นั้น
ในยามตระกูลรุ่งเรืองก็ได้อานิสงส์ร่วมด้วย แต่เมื่อภัยพิบัติมาเยือน ก็ย่อมถูกพรากไปเช่นกัน
หากเป็นในสมัยก่อน...
ถ้าพ่ายแพ้สงคราม คนในครอบครัวอาจยังมีทางรอด หากยอมเปลี่ยนชื่อแซ่แล้วหลบซ่อนตัว
แต่ในยุคนี้
หากเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ทั้งครอบครัวก็ต้องตายตกไปตามกัน
"ท่านพ่อ!"
เฉินตู้เหอเงยหน้าขึ้น ใช้นิ้วเล็กๆชี้ไปที่ดาบในมือบิดา พลางพูดด้วยความปรารถนาแรงกล้า
"ข้าอยากเรียนวิชานี้!"
เฉินซานซือทำเป็นไม่ได้ยิน แต่ก้มลงเเล้วถามลูกชายว่า
"บอกพ่อมา เมื่อครู่ทำไมถึงฆ่าคน?"
"มันไม่เคารพข้า!"
เฉินตู้เหอตอบกลับราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา
เมื่อได้ยินคำตอบนี้อีกครั้ง เฉินซานซือก็หลับตาลงอีกครั้ง
อันที่จริง การฆ่าคนผู้นั้นไปก็ไม่ใช่เรื่องผิดนัก
ในอีกมุมหนึ่ง การที่เด็กตัวเท่านี้รู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะอย่างไรเสีย การกระทำเมื่อครู่ก็เพื่อปกป้องมารดาของตนเอง
แต่ปัญหามันอยู่ตรงคำพูดประโยคนั้น
(มันไม่เคารพข้า!)
เพียงเพราะ "ไม่เคารพ" ก็สามารถฆ่าคนได้เลยหรือ?
"เหอเอ๋อร์"
เฉินซานซือลืมตาขึ้น เเล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ทำไมเจ้าถึงคิดว่าทุกคนจะต้องเคารพเจ้าด้วย?"
"แล้วเหตุใดพวกเขาถึงจะไม่เคารพข้าล่ะ?"
เฉินตู้เหอย้อนถามกลับทันที
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นว่ามันเป็นเรื่องที่ควรเป็นอยู่แล้ว
"ลูกไม่ดี เพราะพ่อไม่สั่งสอน..."
เฉินซานซือเป็นคนที่ต่อให้ยืนอยู่กลางสมรภูมิ ก็ยังสามารถรักษาความสงบและสติได้เสมอ
แต่ในวินาทีนี้ เขากลับแทบควบคุมความโกรธไม่อยู่
หากไม่ใช่เพราะตระหนักว่าตนเองก็มีส่วนผิดที่ห่างเหินจากลูกมานาน ป่านนี้คงได้ลงไม้ลงมือไปแล้ว
"เหอเอ๋อร์ อย่าทำให้พ่อเจ้าโกรธสิ"
กู้ซินหลันเห็นว่าสามีอารมณ์ไม่สู้ดี จึงคิดจะเข้าไปสั่งสอนลูก
แต่เฉินซานซือยกมือห้าม ก่อนมองเด็กน้อยแล้วกล่าวอย่างใจเย็น
"เมื่อก่อน พ่อเคยชอบคำพูดประโยคหนึ่งว่า
‘เจ้าชาย โหว แม่ทัพ หรือเสนาบดี ไหนเลยจะถูกกำหนดมาแต่กำเนิด”
“ซึ่งมันหมายความว่า...บนโลกนี้ ไม่มีใครเกิดมาสูงส่งกว่าใคร ทั้งพ่อเอง และเจ้าเองก็เช่นกัน”
“ดังนั้น เจ้าจะไปเรียกร้องให้ทุกคนเคารพเจ้าไม่ได้…และยิ่งไปกว่านั้น เจ้าจะฆ่าคนเพียงเพราะเขาไม่เคารพเจ้าไม่ได้เด็ดขาด!”
"โหวอาจไม่มีเชื้อสาย แต่ข้ามี!" เฉินตู้เหอกำหมัดแน่น พลางกล่าวจริงจัง
"งั้น…ถ้าพ่อไม่เคารพเจ้า เจ้าก็จะฆ่าพ่อด้วยหรือ?!"
"พ่อให้กำเนิด แม่เลี้ยงดู บิดามารดาย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด!"
เฉินตู้เหอตอบกลับโดยไม่ลังเล
"ส่วนคนอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่สหาย…ข้าจะฆ่าไม่ได้เชียวหรือ?!"
"ใครเป็นคนสอนเรื่องพวกนี้ให้เจ้า?"
เฉินซานซือหันไปมองภรรยา
"ซินหลัน...นี่คงไม่ใช่เสิ่นกุยอี้เป็นคนสอนหรอกนะ?"
"ไม่ใช่นะ ไม่ใช่เลย!"
"น้องสาวข้าคนนั้น แม้นางจะเย็นชา แต่ไม่เคยสอนให้เหอเอ๋อร์ฆ่าคนแน่นอน" กู้ซินหลันรีบอธิบาย
"ไม่มีใครสอนข้า!"
"ข้าคิดได้เอง!"
"คิดเองกับผีสิ!" เฉินซานซือบิดหูลูกชาย
"ถ้าเจ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป วันใดก่อเรื่องใหญ่ขึ้นมา นั่นก็เป็นความรับผิดชอบของพ่อ!"
เขาอาศัยจังหวะนี้ตรวจสอบร่างกายลูก เพื่อยืนยันว่าเด็กคนนี้ไม่มีรากวิญญาณ มิเช่นนั้นคงต้องสงสัยว่าเป็นกายพิเศษของจอมมารจุติมาเกิดแน่ๆ
"เจ็บนะ! ท่านพ่อ เจ็บ!"
เฉินตู้เหอทำหน้าเหยเก
"เช่นนั้นท่านก็บอกมา ข้าเชื่อฟังท่านก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ?"
"ดี งั้นเจ้าจงฟังให้ดี" เฉินซานซือกล่าวเน้นย้ำ
"ต่อไปนี้เวลาอยู่ข้างนอก พ่อจะไม่บังคับให้เจ้าต้องทนกล้ำกลืน แต่เจ้าห้ามรังแกผู้อ่อนแอ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอาวุธ”
“หากเขาไม่เคารพเจ้า เจ้าก็แค่ไม่ต้องไปอ่อนน้อมให้เขาก็พอ ห้ามทำร้ายถึงชีวิตเป็นอันขาด”
“แต่หากมีคนคิดจะทำร้ายเจ้า สิ่งที่เจ้าทำวันนี้ก็ถือว่าไม่ผิด”
"ท่านพ่อ ข้าจำได้แล้ว...ปล่อยมือก่อนได้หรือไม่?"
ในที่สุดเฉินตู้เหอก็เป็นอิสระ เขานั่งลงพลางลูบหูตัวเอง ก่อนเอ่ยว่า
"ถ้าเช่นนั้นท่านพ่อ หากข้าเชื่อฟังท่าน ท่านจะสอนวรยุทธ์ให้ข้าได้หรือไม่?"
"หากเจ้าทำตามที่พ่อพูดเมื่อครู่ได้ พ่อย่อมถ่ายทอดทุกสิ่งโดยไม่ปิดบัง"
"แต่ถ้าเจ้ากล้าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ตามอำเภอใจ พ่อจะทำลายรากวรยุทธ์ของเจ้าด้วยมือตนเอง!" เฉินซานซือย้ำหนักแน่น
"ข้าเข้าใจแล้ว...ท่านพ่อ ท่านอย่าหลอกข้านะ!"
แม้เฉินตู้เหอจะยังไม่เข้าใจเหตุผลนัก แต่เพื่อได้ฝึกวรยุทธ์ เขาก็ยอมตกลง
ในเมื่อพ่อของเขาคือจอมหอกอันดับหนึ่งแห่งดินแดนเสินโจว หากจะฝึกยุทธ์ ก็ต้องฝึกวิชาที่แข็งแกร่งที่สุด
เฉินซานซือมองออก ว่าลูกชาไม่เข้าใจความหมายที่เขาต้องการสื่อเลยแม้แต่น้อย
แต่โชคยังดี...อย่างน้อยเขาก็ยอมเชื่อฟัง
ตราบใดที่ยังไม่ทำผิด ย่อมยังมีเวลาให้ค่อยๆ สั่งสอนและปลูกฝังไปพร้อมกับการเติบโต
เรื่องแบบนี้รีบร้อนไม่ได้อยู่แล้ว
บนเรือเหาะ บรรยากาศค่อยๆเงียบสงบลง
หลังจากเดินทางมาเนิ่นนาน กู้ซินหลันกับคนอื่น ๆต่างเริ่มเอนกายพักผ่อน
มีเพียงเฉินตู้เหอเท่านั้นที่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง เขาหยิบหนังสติ๊กขึ้นมายิงใส่นกที่บินผ่านไปมาไม่หยุด
ว่ากันตามจริงแล้ว...เฉินซานซือเพิ่งจะทราบจากจดหมายเมื่อไม่นานมานี้เองว่า เฉินหยุนซี บุตรสาวของเขา มีกายาพิเศษสายอัญเชิญสัตว์
ทั้งยังมีรากวิญญาณคู่ธาตุไม้และน้ำที่เลิศล้ำ นับว่ามีพรสวรรค์มิใช่น้อย
อีกเพียงสองปี เขาก็จะสามารถถ่ายทอดวิชาให้นางได้…แล้วพ่อกับลูกก็จะได้ฝึกฝนไปพร้อมกัน
….
การเดินทางจากเมืองเหลียงโจวมายังจงหยวนนั้น จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ จะว่าไกลก็ไม่ไกล
แม้จะโดยสารเรือเหาะ ก็ยังต้องใช้เวลาราวสิบวันถึงครึ่งเดือน
การเดินทางแบบแวะพักเรื่อยๆ เช่นนี้ จึงกลายเป็นช่วงเวลาที่หายากนัก ที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงเมืองซงโจว
จากที่นั่นไปอีกไม่ไกลก็คือแนวรบแม่น้ำเฝยสุ่ยแล้ว
ตามข้อมูลที่วิหคสีครามส่งกลับมา กองทัพทั้งสองฝ่ายต่างเข้าประจำที่เรียบร้อย
และภายในหนึ่งเดือนข้างหน้านี้...เฉินซานซือได้ปลอมแปลงโฉมหน้าของครอบครัวทั้งหมด
แล้วจัดหาที่ซ่อนอันเปลี่ยวร้าง พร้อมทั้งใช้เครื่องหอมพิเศษกลบกลิ่นอาย
อีกทั้งยังทิ้งยันต์สื่อสารที่ยึดมาจากเซียนสำนักเซิงอวิ๋นไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรับรู้สถานการณ์ได้ทุกเมื่อ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เขาจึงกล่าวอำลาครอบครัว แล้วมุ่งหน้าสู่แนวรบ
ทว่า ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น
หากเขาพ่ายแพ้และสิ้นชีพในสงคราม
ไม่ช้าก็เร็ว ครอบครัวของเขาก็ต้องถูกตามตัวจนพบอยู่ดี
ดังนั้น... เขาจึงต้องชนะเท่านั้น!
….
ณ แม่น้ำเฝยสุ่ย อำเภอป้า
กองทัพนับล้านของราชสำนักเคลื่อนพลอย่างยิ่งใหญ่ เข้าสู่แนวรบพร้อมสรรพ
อำเภอเล็กๆที่ชื่อว่า “ป้า” ซึ่งเคยห่างไกลและสงบเงียบ
เเต่บัดนี้กลับกลายเป็นที่ชุมนุมของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่
ภายใต้คำสั่งเด็ดขาดของฉินอ๋อง ขุนนางขั้นสามขึ้นไปในเมืองหลวง ล้วนถูกเกณฑ์มายังที่นี่ ส่งผลให้ขวัญและกำลังใจของกองทัพพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าทวี
ขณะเดียวกัน ตานเหลียงเฉิง ปรมาจารย์ค่ายกลระดับสอง ก็กำลังเร่งสร้างค่ายกลสำหรับมหาสงครามครั้งนี้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
ด้านหลังของกองทัพ เสาหินมหึมาตั้งตระหง่านขึ้นทีละต้น
ผิวเสาสลักอักขระโบราณแน่นขนัดจนแทบพร่าเลือนตา ดูแล้วน่าเกรงขามและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก
เสาทั้งหมดมีจำนวนเก้าคูณเก้า รวมแปดสิบเอ็ดต้น
ตั้งตระหง่านราวเสาแห่งสวรรค์
นี่คือค่ายกลตำราสวรรค์
หากนำมาผสานกับแกนค่ายกลที่สร้างโดยปรมาจารย์ระดับสอง พลังของมันย่อมเทียบได้กับค่ายกลชั้นเลิศทีเดียว
“ท่านเซียนตาน!”
ฉินอ๋องผู้สำเร็จราชการรีบรุดเข้ามา พลางเอ่ยเเจ้ง
“หน่วยสอดแนมแนวหน้าส่งข่าวมาว่า กองทัพกบฏอาศัยเส้นทางน้ำของแม่น้ำเฝยสุ่ย
ทยอยเคลื่อนสู่เมืองคุนหยางแล้ว พวกเราควรส่งทัพไปโจมตีทันทีหรือไม่?”
”หากลงมือในขณะที่พวกมันกำลังข้ามฟาก อาจทำให้ไม่อาจรวมกำลังได้
และต้องกระจัดกระจายไปตามเมืองเล็กๆ ฝั่งตะวันตก จากนั้นเราค่อยเข้าตีทีละเมือง!”
ตานเหลียงเฉิงส่ายหน้า เอ่ยอย่างใจเย็นว่า
“ข้าเคยบอกแล้ว อย่าแบ่งกำลังพล อย่างมากเพียงป้องกันด่านสำคัญก็พอ”
“รอจนค่ายกลและกองทัพรวมกำลังพร้อมเสียก่อน จากนั้นจึงเข้าตีเมืองคุนหยางซึ่งๆหน้า
อย่าได้ก่อปัญหาโดยไม่จำเป็น”
“อืม ข้าเชื่อการตัดสินใจของท่านเซียนตาน!”
ฉินอ๋องรับคำ แล้วหันกลับไปจัดการราชการต่อ
ด้านหนึ่ง ตานเหลียงเฉิงหันไปถามเซียนสำนักเดียวกัน
“ผู้อาวุโสหลิงที่ไปจัดการครอบครัวของเฉินซานซือ ยังไม่กลับมาหรือ?”
“เมื่อครู่เพิ่งส่งข่าวมาว่ากำลังเดินทางกลับขอรับ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสริม
“ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้ข้อมูลจากเซียนแห่ง ‘วังยอดเมฆา’ ว่ากู้ซินหลัน ภรรยาเอกของเฉินซานซือ แท้จริงมีนามว่า ‘เจิ้นซีจื่อ’”
“เป็นถึงองค์หญิงใหญ่แห่งตงชิ่ง
ส่วนบุตรชายของเขา ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทโดยจักรพรรดินีองค์ก่อน”
“โอ้...”
ตันเหลียงเฉิงเพียงพยักหน้ารับ จดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ
เขาไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ เเล้วเอ่ยว่า
“ใกล้ได้เวลาแล้ว เตรียมตัวให้พร้อมเปิดศึก”
---
ณ เมืองคุนหยาง
เมื่อเฉินซานซือกลับมาถึง กองทัพใหญ่ก็รวมพลพร้อมแล้ว
ภายในเมืองมีกำลังพลถึงสองแสนนาย
เจ็ดหมื่นห้าพันมาจากห้ากองทัพของเป่ยเหลียง ที่เหลือเป็นกองทัพราชสำนัก
จักรพรรดิเฉาฮวนผู้สืบทอดโดยชอบธรรม
ก็มิเพียงแต่นั่งบัญชาการ หากยังทรงกรีธาทัพด้วยพระองค์เอง
เช่นเดียวกับฉินอ๋องที่นำเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊เข้าร่วม
ทั้งสองฝ่าย...ใกล้เปิดฉากสงครามเต็มที!
เฉินซานซือเหินหาวขึ้นด้วยศาสตราวุธของตน
ออกสำรวจภูมิประเทศเป็นครั้งสุดท้าย
จากความสูงหลายร้อยจั้ง เขาสามารถเห็นกองทัพราชสำนักเรียงรายแน่นหนา
จนแทบปกคลุมฝั่งตะวันออกของหยูโจวทั้งหมด
จำนวนทหารมหาศาลจนน่าตกตะลึง
….
จนเมื่อรัตติกาลมาเยือน เขาลอบเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ
ไปตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆวางธงค่ายกลไว้หลายผืน
ก่อนหยิบลูกเเก้วปราณขึ้นมา อัดฉีดพลังปราณสีขาวเข้าไปมหาศาล…ธงค่ายกลเหล่านั้นพลันนำพาพลังมุดดิ่งลงใต้ดิน หายลับไร้ร่องรอย
นับแต่ได้รับชัยในศึกผาแดง
พลังปราณสีขาวก็เพิ่มขึ้นอีกมหาศาล
แต่เขาไม่อาจใช้สิ้นเปลือง เพราะยังมีประโยชน์สำคัญรออยู่เบื้องหน้า
เขาทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด
ธงค่ายกลหนึ่งร้อยแปดสิบสองผืนถูกวางกระจายไปทั่วรัศมีพันลี้
นี่คือแผนสำรองที่เตรียมไว้สำหรับมหาสงครามครั้งนี้
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็อาศัยความมืดกลับเข้าเมืองคุนหยาง
---
เบื้องล่าง แสงไฟจากค่ายทหารศัตรูส่องระยิบระยับ ประหนึ่งแสงจากบ้านเรือนนับหมื่น
ตอนนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมการพร้อมแล้ว
หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด อย่างช้าที่สุด พรุ่งนี้สงครามก็จะปะทุ
กองทัพนับเเสน เมื่อผนวกกับพลังค่ายกลตำราสวรรค์ ย่อมปลดปล่อยแสนยานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวออกมาแน่นอน
แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว…ก็เหลือเพียงเดินหน้าต่อไปเท่านั้น
และเมื่อศึกครั้งนี้สิ้นสุด….ทั่วทั้งดินแดนตงเซิ่งเสินโจว จะไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อกรของเขาได้อีก!
…………………….