- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 346 : ดวงดาวเคลื่อนคล้อย
บทที่ 346 : ดวงดาวเคลื่อนคล้อย
บทที่ 346 : ดวงดาวเคลื่อนคล้อย
บทที่ 346 : ดวงดาวเคลื่อนคล้อย
กุบ… กุบ… กุบ…
ลาผอมแห้งตัวหนึ่ง กำลังลากรถลาที่ดูเหมือนพร้อมพังทลายได้ทุกเมื่อ ปรากฏขึ้นต่อสายตาทุกคน
ชายผู้ถูกเรียกว่าปรมาจารย์ค่ายกลระดับสองสวมเสื้อผ้าป่านหยาบ ปะชุนเต็มไปหมด
ใบหน้าแก่ชราที่เหลืองซีดเต็มไปด้วยริ้วรอยลึก เขายิ้มอย่างซื่อสัตย์จริงใจเผยให้เห็นฟันแก่ๆ ที่หลอเต็มปาก ไม่มีท่าทีของเซียนผู้ทรงคุณธรรมแม้แต่น้อย ดูคล้ายชาวนาเฒ่าที่ถูกฉุดมาจากทุ่งนากลางแดน
…
ณ ลานฝึกยุทธ์
ผู้ฝึกตนจากสำนักกุ้ยหยวนสิบกว่าคนต่างมองชายชราด้วยสีหน้างุนงง ดูเหมือนไม่รู้จักกัน
และที่สำคัญที่สุด วิชามองพลังของเฉินซานซือไม่สามารถมองทะลุถึงระดับพลังบำเพ็ญของชายผู้นี้ได้
ในสายตาเขา…คนผู้นี้ไม่ต่างจากคนธรรมดา
บางทีปรมาจารย์ค่ายกลผู้นี้อาจมีวิชาพิเศษซ่อนเร้นพลังบำเพ็ญ
หรือเพราะคุ้นชินกับการซ่อนพลังเป็นนิสัย แน่นอนว่าในสถานการณ์พิเศษแบบนี้ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ออกไป
รถลาค่อยๆหยุดลง
ชาวนาเฒ่าปีนลงอย่างเชื่องช้า พลางยิ้มเผยฟันหน้าดำคล้ำ แล้วประสานมือคารวะทุกคนทีละคน
"เฒ่าผู้น้อย หวงเหล่าจิ่ว ขอคารวะสหายเซียนทุกท่าน!"
"หวงเหล่าจิ่ว?"
ผู้ฝึกตนสำนักกุ้ยหยวนสบตากัน พลางซุบซิบ แต่ก็ไม่ได้ข้อสรุป…จนในที่สุดมีคนเอ่ยถามตรงๆ
"ศิษย์พี่ท่านนี้ เป็นศิษย์จากยอดเขาใดของสำนักกุ้ยหยวนรึ?"
"เฒ่าผู้น้อยเป็นชาวนาวิญญาณของยอดเขาปีกทอง ช่วยดูแลสวนสมุนไพรให้แก่ศิษย์พี่ในยอดเขา ไม่ค่อยออกภารกิจข้างนอกมากนัก
ดังนั้นสหายเซียนทุกท่าน อาจไม่รู้จักเฒ่าผู้น้อย" หวงเหล่าจิ่วแนะนำตัว
"ยอดเขาปีกทองรึ?"
สีหน้าผู้ฝึกตนกระจ่างขึ้น ยอดเขาปีกทองไม่อยู่ในเก้ายอดเขาใหญ่ แต่พวกเขาล้วนเป็นผู้อาวุโสของสำนัก
"เฒ่าผู้น้อยไม่สันทัดการต่อสู้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ขอให้สหายเซียนช่วยเหลือเกื้อกูลด้วย" หวงเหล่าจิ่วกล่าวต่อ
"แน่นอนอยู่แล้ว!"
"อีกอย่าง ศิษย์พี่หวงเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับสอง พวกเราต่างหากที่ควรพึ่งพาท่าน"
ในเมื่อเป็นผู้ฝึกตนก็ไม่มีใครกล้าดูแคลน แม้ส่วนใหญ่จะสิ้นหวังทะลวงขอบเขตแล้ว แต่พลังและสถานะยังคงสูงมาก
ยิ่งกว่านั้น เขายังเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับสอง
"ผู้อาวุโสหวง มีเพียงท่านคนเดียวหรือ?" ประมุขหอค้นหาเซียน-ชุยจื่อเฉินอดถามไม่ได้
"ใช่… มีแค่ข้าคนเดียว"
แม้คนอื่นงุนงง แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ
…
"ท่านเซียนหวง"
"ท่านนี้คือจอมทัพสูงสุดแห่งราชวงศ์ต้าเซิ่ง และยอดฝีมือเพียงคนเดียวที่อยู่เหนือระดับเทพยุทธบนทวีปตงเซิ่งเสินโจว!" จักรพรรดิเฉาฮวนเอ่ยแนะนำ
"เคยได้ยินมาเเล้ว"
หวงเหล่าจิ่วประสานมือคารวะแม่ทัพชุดคลุมขาว
"เฒ่าผู้น้อยนับถือท่านเฉินอย่างสูง"
"อย่าถ่อมตัวให้ข้าลำบากใจเลย" เฉินซานซือกล่าวเยือกเย็น
"ผู้อาวุโสเดินทางมาลำบาก ควรไปพักก่อนหรือไม่?"
"อย่าเรียกผู้อาวุโส ข้าเป็นเพียงคนแก่ไร้ประโยชน์ เรียก 'เฒ่าหวง' ก็พอแล้ว"
หวงเหล่าจิ่วดึงบังเหียนลา ร่างค่อมเล็กน้อย
"เฒ่าผู้น้อยไม่ขอพัก ข้าจะมาทำให้เรื่องสำคัญทางการทหารล่าช้าไม่ได้ หากฝ่าบาทหรือท่านเฉินมีเรื่องใดให้ตัดสิน เชิญดำเนินต่อได้เลย"
"พอดีเลย" จักรพรรดิเจิ้งถ่งตรัส
"ในราชสำนักมีความเห็นต่างกันเรื่องยกทัพ ลองฟังความเห็นของท่านเซียนหวงก่อน"
….
ภายในตำหนัก
มีกระบะทรายเจ็ดแปดอัน และแผนที่น้อยใหญ่รวมสิบผืน
จักรพรรดิให้สรุปสถานการณ์รบตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนตรัสว่า
"เฉินซานซือ"
"เรามีท่านเซียนหวงและเจ้าแล้ว
ต่อไปสำนักใหญ่กุ้ยหยวนก็จะส่งเซียนมาอีก
ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเหมือนก่อน"
"เราสามารถสะสมกำลังพลและเสบียงอาหารอย่างรอบคอบ
ต่อให้อดีตจักรพรรดิออกจากด่านมา
เราก็ใช่ว่าจะต้านไว้ไม่ได้"
ช่างมั่นพระทัยเหลือเกินว่าจะรับมือกับเฉาไคถือดาบหลงหยวนเพียงเพราะปรมาจารย์ค่ายกลระดับสองคนเดียว….เกรงว่าจะไม่พอ
ฝ่ายตรงข้ามก็มีปรมาจารย์ค่ายกลระดับสองเช่นกัน
ประกอบกับบรรพชนของตระกูลหลิงยังไม่ปรากฏกาย
อาศัยสิ่งใดถึงมั่นใจถึงเพียงนี้กัน?
เว้นเสียแต่ว่า…พลังฝีมือของหวงเหล่าจิ่วเพียงพอที่จะทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือนได้!
นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมวิชามองพลังของเฉินซานซือจึงมองทะลุถึงขอบเขตของเขาไม่ได้
ความแตกต่างของพลังบำเพ็ญนั้นสูงเกินไป สถานการณ์คล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นกับท่านอาจารย์เหมยมาก่อน
แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง…แล้วผนึกสวรรค์และปฐพีหมายความว่าอย่างไรกัน?
และหากพลังของเขาเพียงพอแล้วจริง เหตุใดหวงเหล่าจิ่วจึงไม่บุกเข้าตีเมืองหลวงโดยตรง ยังต้องมาถ่วงเวลาอยู่ที่นี่?
เรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน
เฉินซานซือยังคลี่คลายปริศนาไม่ได้ แต่ยืนยันได้เพียงอย่างเดียว
การยืดเยื้อต่อไปเป็นผลดีต่อจักรพรรดิองค์ปัจจุบันและเฉาฮวน
แต่จะไม่เป็นผลดีต่อเขาและเป่ยเหลียงเลยแม้แต่น้อย
"ฝ่าบาท"
"กระหม่อมยังคิดว่า ไม่อาจยืดเยื้อต่อไปได้พ่ะย่ะค่ะ" ซูเหวินไฉยืนกราน
จักรพรรดิเฉาฮวนไม่ได้ทรงใส่พระทัย แต่ทอดพระเนตรไปยังหวงเหล่าจิ่ว พลางตรัสอย่างนอบน้อม
"ท่านเซียนหวง สู้ลองบอกความคิดของท่านมาดูจะดีกว่าหรือไม่?"
"เหอะๆ" หวงเหล่าจิ่วหัวเราะซื่อๆ
"เฒ่าผู้น้อยเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรในป่าเขา จะเข้าใจเรื่องราวใหญ่โตของบ้านเมืองได้อย่างไรกัน?"
เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยคำพูดที่ทุกคนคาดไม่ถึง
"ในเมื่อท่านเฉินผู้นี้บอกว่าควรฉวยโอกาสไล่ตามโจมตี เเค่ทำตามเขาก็สิ้นเรื่องมิใช่รึ?"
"นี่…" จักรพรรดิเจิ้งถ่งทรงชะงัก
"ความหมายของท่านเซียนหวงคือ…เห็นด้วยกับการยกทัพรึ?"
พระองค์ทอดพระเนตรไปยังเยียนอ๋องและคนอื่นๆ
"ก็ได้" เยี่ยนอ๋อง เฉาจือรับช่วงต่อ
"ในเมื่อผู้อาวุโสหวงเห็นด้วย ก็ไม่มีอะไรต้องหารืออีก
ขอให้พวกท่านชาวเป่ยเหลียงเป็นผู้ตัดสินใจเอง ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป"
….
"ซูเหวินไฉ" เฉินซานซือเอ่ยเรียก
ซูเหวินไฉก้าวออกตามเสียงเรียก ใช้พัดขนนกชี้ไปยังกระบะทราย
"ทุกท่านโปรดดู"
"ราชสำนักเจิ้งถ่งดูเผินๆ เหมือนครอบครองดินแดนกว้างใหญ่ แต่หากต้องยกทัพลงใต้เข้าตีเมืองหลวง เส้นทางใกล้ที่สุดมีสองสาย"
"หนึ่งคือ ข้ามแม่น้ำเฝยสุ่ยจากเมืองคุนหยาง"
"สองคือ หุบเขาจื่ออู่"
"แต่เส้นทางจื่ออู่แคบและขนส่งลำบากมาก แค่ให้ทหารม้าห้าพันนายผ่านได้…ดังนั้นจริงๆ มีเพียงข้ามแม่น้ำเฝยสุ่ยเท่านั้นที่เป็นไปได้"
"และตามข่าวกรอง ฉางอันได้เคลื่อนทัพนับล้านมุ่งคุนหยางแล้ว
คุนหยางแห่งแม่น้ำเฝยสุ่ย…คือสถานที่ที่จะรบตัดสินชี้ชะตา"
"กระหม่อมคิดว่า ควรเคลื่อนกำลังทั้งหมดไปคุนหยางทันที เตรียมพร้อมตัดสินศึกในครั้งเดียว"
"เคลื่อนทัพโดยตรงเลยรึ?"
จักรพรรดิเจิ้งถ่งตรัสครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย
"ซูเหวินไฉ เจ้าจะไม่พูดถึงกลยุทธ์ทหารเลยรึ?"
"ฝ่าบาท ตอนนี้ไม่มีกลยุทธ์พ่ะย่ะค่ะ" ซูเหวินไฉส่ายหน้า
"กลยุทธ์เดียวที่มีก็คือ… สู้ตาย"
สู้ตาย!
"ครั้งสุดท้าย ยังมีใครคัดค้านอีกหรือไม่?" จักรพรรดิเจิ้งถ่งกวาดสายพระเนตร
เมื่อไม่มีใครเอ่ยปาก พระองค์จึงตัดสินใจ
"ร่างราชโองการเคลื่อนกำลังพลสองแสนนาย รวมกองทัพเป่ยเหลียง
โดยเป่ยเหลียงอ๋อง เฉินซานซือ เป็นผู้บัญชาการสูงสุด
เยียนอ๋องเป็นผู้ตรวจการทัพ
เตรียมเคลื่อนทัพไปแม่น้ำเฝยสุ่ย….เพื่อรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว!"
ทั้งภายในและภายนอก
ราวกลไกซับซ้อน เริ่มเคลื่อนไหวเป็นระเบียบ
ในไม่ช้า ภายในตำหนักก็ว่างเปล่า
เหลือเพียงหวงเหล่าจิ่ว เยี่ยนอ๋อง ชุยจื่อเฉิน และจักรพรรดิ
….
"ผู้อาวุโสหวง!"
"เดิมทีสำนักใหญ่ไม่ได้บอกว่าเตรียมเชิญผู้อาวุโสเติ้งมา ไฉนกลายเป็นผู้อาวุโสหวงไปได้?" ชุยจื่อเฉินก้มศีรษะนอบน้อม
เติ้งเซียงคือประมุขหอค้นหาเซียนรุ่นที่สิบแปด
สี่ร้อยปีก่อนเข้าสู่ทวีปเทียนสุ่ยโดยบังเอิญ…เเละบัดนี้ถึงระดับแก่นทองคำแล้ว!
การเปลี่ยนตัวโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ทำให้ชุยจื่อเฉินงุนงง
"เหอะๆ"
หวงเหล่าจิ่วใช้มือซ้ายคว้าน้ำเต้าสุราเก่าคร่ำคร่า
มือขวาชี้ไปยังท้องฟ้าเบื้องนอก
"ความหมายของผู้อาวุโสหวงคือ
เพราะมีผนึกอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องเชิญผู้อาวุโสเติ้งหรือ?" เยี่ยนอ๋องกล่าว
"แต่ว่า…"
ชุยจื่อเฉินยังลังเล แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็ถูกขัดจังหวะ
"สหายเซียนชุย โปรดวางใจ"
หวงเหล่าจิ่วเปิดน้ำเต้าสุรา สูดกลิ่นหอมของสุราแล้วเผยรอยยิ้มเปี่ยมสุข พลางกล่าวโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา
"แม้เฒ่าผู้น้อยจะไม่สันทัดการต่อสู้ แต่พลังบำเพ็ญเพียงเท่านี้ก็ยังพอใช้งานได้อยู่ พอใช้ได้"
"ผู้อาวุโสหวงเข้าใจผิดแล้วครับ ข้าไม่ได้ดูหมิ่นผู้อาวุโสแม้แต่น้อย"
ชุยจื่อเฉินอธิบายอย่างร้อนรน ก่อนจะกล่าวต่อ
"เพียงแต่ว่า… ในเมื่อผู้อาวุโสมาถึงแล้ว จะไม่รออีกหน่อยจริงๆหรือ จะเปิดศึกตัดสินตอนนี้เลยหรือ?"
"เรื่องการรบราฆ่าฟัน เฒ่าผู้น้อยไม่เข้าใจจริงๆ"
หวงเหล่าจิ่วเทสุราเข้าปากอย่างสบายๆ
"ในเมื่อศิษย์ของท่านผู้บัญชาการอยากสู้ ก็ปล่อยให้สู้ไป หากสู้ไม่ได้จริงๆก็แค่หนีเอาตัวรอดก็สิ้นเรื่อง"
…..
ก่อนการรบตัดสิน ทุกฝ่ายเตรียมการขั้นสุดท้าย
เสบียงอาหารถูกขนส่งมาจากทุกทิศ เตรียมลำเลียงไปตามแม่น้ำหลัวเซียวสู่ลุ่มแม่น้ำเฝยสุ่ย
กำลังพลเคลื่อนย้ายอีกครั้ง
กองทัพเป่ยเหลียงมีหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย แต่ต้องเก็บกำลังพลฝีมือดีไว้รักษาดินแดน…สุดท้ายจึงมีเพียงห้ากองพล ออกรบประมาณเจ็ดหมื่นห้าพันคน
ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งแสนสองหมื่นนาย จัดสรรจากราชสำนัก
ในระหว่างการเตรียมการ เฉินซานซือจัดการขั้นสุดท้ายที่แนวหน้า
ส่วนจักรพรรดิเฉาฮวน ทรงประทับบนเรือเหินหาว เสด็จตรวจราชการทั่วทุกแห่ง แสดงบทบาทมังกรท่องหล้า
กล่าวกันว่าทรงสังหารขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงและเผาข้าวทิพย์ไปนับไม่ถ้วน
"ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!" หวังจื๋อสบถ
"พวกเราสู้ตายอยู่แนวหน้า แต่ตระกูลเฉากลับมาซื้อใจคนที่แนวหลัง! ตอนนี้ไม่ว่าเป่ยเหลียงทำอะไร คนข้างนอกคิดว่าเป็นคำสั่งตระกูลเฉา ยกย่องว่าเขาเปี่ยมเมตตา!"
"ช่วยไม่ได้…ก็รายังคงเป็นขุนนางของตระกูลเฉา"
เฉิงเว่ย ดีดลูกคิด ตรวจสอบบัญชี
"อีกอย่าง เสบียงและกำลังพลครั้งนี้ต้องพึ่งพาพวกเขา จะหักหน้าก็ไม่ได้ ปล่อยไปก่อนเถอะ"
ในกระโจมบัญชาการกลาง
หลังหารือเสร็จ ทุกคนแยกย้ายไปทำธุระ
มีเพียงซูเหวินไฉเงียบสงบ นั่งขัดสมาธิหน้าประตู ข้างกายมีกิ่งไม้จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ
เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน นิ้วมือขยับไปมา คล้ายร่ายผนึกหรือคำนวณดวงชะตา
"เฒ่าซู เจ้ากำลังทำนายดวงชะตาอยู่รึ?" หวังจื๋อนั่งลงข้างๆ เอ่ยถามอย่างไม่ใส่ใจ
"ข้ามิได้ทำนายดวงชะตา"
"แต่กำลังสังเกตปรากฏการณ์ดารา ดูแนวโน้มชะตาบ้านเมือง"
"มันความหมายเดียวกันไม่ใช่รึ?"
"เเล้วครั้งนี้โอกาสชนะมีมากน้อยเพียงใด?"
ซูเหวินไฉถอนหายใจเล็กน้อย
"หมู่ดาวบนท้องฟ้านี้ ใช้ 'สามกำแพงยี่สิบแปดหมู่ดาว' ล่วงรู้ลิขิตฟ้าได้บ้าง
เจ็ดหมู่ดาวมังกรเขียวทิศตะวันออก
เจ็ดหมู่ดาวเต่าดำทิศเหนือ
เจ็ดหมู่ดาวพยัคฆ์ขาวทิศตะวันตก
เจ็ดหมู่ดาวหงส์แดงทิศใต้
สามกำแพง หมายถึง
กำแพงไท่เวย — ที่ประทับโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบัน
กำแพงจื่อเวย — ศูนย์กลางราชวงศ์
กำแพงเทียนซื่อ — อำนาจท้องถิ่น
หมู่ดาวบัลลังก์ห้าจักรพรรดิ — ศูนย์กลางกำแพงไท่เวย
ตรงกลางคือจักรพรรดิเหลือง
หมู่ดาวบัลลังก์ห้าจักรพรรดิจะต้องสว่างไสว โอรสสวรรค์จึงได้รับจิตวิญญาณแห่งฟ้าดิน
"แต่ตอนนี้…หมู่ดาวบัลลังก์ห้าจักรพรรดิอับแสงและสั่นคลอน
และอีกไม่นาน ดาวเป้ยซิง(อุกกาบาตนอกพิภพ)จะพุ่งชนอีกด้วย"
"นี่คือสัญญาณว่าการเปลี่ยนราชวงศ์ใกล้เข้ามา!"
"นี่มัน…ข่าวร้ายชัดๆ!" หวังจื๋อเริ่มสนใจ
"การเปลี่ยนราชวงศ์ครั้งนี้ จะเปลี่ยนเป็นราชวงศ์ใดกัน?"
ซูเหวินไฉไม่ตอบทันที ขมวดคิ้วครุ่นคิด
กำแพงไท่เวยและหมู่ดาวอับแสง เดิมควรจะเป็นลางดี แต่กำแพงจื่อเวยยังสว่างอยู่ หมายความว่า…ดวงชะตาของราชวงศ์ต้าเซิ่งยังไม่สิ้นสุด อาจกลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง
ในขณะที่ซูเหวินไฉครุ่นคิด ชายในชุดคลุมขาวถือหอกยาวได้เดินตรงมายังกระโจมบัญชาการ
เฉินซานซือมองพวกเขา แล้วถามอย่างจริงจัง
"ซูเหวินไฉ… เจ้าพูดว่าเร็วๆ นี้จะมีดาวเป้ยซิง(อุกกาบาตนอกพิภพ)ตกลงมายังทวีปตงเซิ่งเสินโจวรึ?"
…………………………………….