เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 325 : มุ่งหน้าช่วยพี่น้องที่เมืองเฉียนถัง

บทที่ 325 : มุ่งหน้าช่วยพี่น้องที่เมืองเฉียนถัง

บทที่ 325 : มุ่งหน้าช่วยพี่น้องที่เมืองเฉียนถัง


บทที่ 325 : มุ่งหน้าช่วยพี่น้องที่เมืองเฉียนถัง

“สังหารศัตรู!”

“แล้วกินเนื้อของพวกมัน!!!”

พูดจบ...เฉินซานซือก็โยนซากศพไหม้เกรียมของม้าศึกและแม่ทัพใหญ่ระดับแก่นแท้สวรรค์ลงสู่พื้น

เหล่าทหารกองกำลังหงเจ๋อที่อดอยากมาเนิ่นนาน…ก็พากันกรูกันเข้าไป แย่งแบ่งซากม้าศึกมากินอย่างจริงจัง

ภาพนี้ทำให้ทหารจงหยวนทุกคนที่เห็นถึงกับหน้าซีดเผือด

“กินคนแล้ว!”

“กองทัพเป่ยเหลียง...กินคนแล้ว!”

ในความเป็นจริง ยังมีม้าศึกให้กินอยู่…จึงไม่มีใครกินเนื้อคนจริงๆ

แต่ชั่วขณะนั้น...ในสายตาของทหารจงหยวนที่อดอยากมานาน มันแทบไม่มีความแตกต่าง

แค่ลำดับก่อนหลังเท่านั้น

ถ้าม้าศึกหมดเมื่อไหร่...พวกเขาก็จะเริ่มกินคนอย่างแน่นอน

เเละเพราะพวกเขาชาวจงหยวนก็เคยทำแบบนั้นมาก่อน!

กองทัพถึงสองแสนนาย แต่ในวินาทีนี้…ไม่มีใครอยากตายก่อนทั้งนั้น!

พวกเขามีเหตุผลอะไรที่จะต้องยอมตายเพื่อตั้งค่ายกล?!

อดอยากมาหลายเดือน…ส่วนพวกระดับนายพันขึ้นไป ล้วนแต่ได้รับยาเม็ดอดอาหาร​

เวลาจะกินข้าว...ไม่ใช่พวกเขา

แต่เวลาจะต้องสละชีวิต...กลับเป็นพวกเขาที่ต้องออกไปสู้

ในวินาทีนั้นเอง…ความไม่พอใจและไม่สบายใจที่สะสมมาหลายเดือน

บวกกับการกระทำของเฉินซานซือ ที่กินเนื้อสัตว์ต่อหน้า

แล้วยังมองพวกเขาเป็นเพียงเสบียง

ทุกอย่างปะปนกันกลายเป็นกระแสยิ่งใหญ่

กระแสแห่งความพ่ายแพ้!

แนวรบด้านนอกสุดของกองทัพเกิดความวุ่นวาย

ค่ายกลแปดประตูโซ่ทองสะกดเซียนที่ตั้งไว้พังทลายลงมุมหนึ่งจนอานุภาพสลายไป

จากนั้น ความวุ่นวายก็ลุกลามรวดเร็วดุจโรคระบาด

“พวกเจ้าทำอะไรกัน?!”

บนเรือเหาะ...เซียนเสวียนที่กำลังจะปล่อยธงค่ายกลตวาดเสียงดังลั่น

“ตั้งค่ายกล! ข้าสั่งให้ตั้งค่ายกลไงเล่า!”

แต่คำพูดของเขา เหมือนก้อนดินจมหายในทะเล

มันไม่มีผลใดๆเลย

“ใครถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว...ฆ่าไม่ละเว้น!”

เฉาหรงร่อนลงจากฟ้า ฟันดาบครั้งเดียวสังหารทหารไปสิบกว่าคน

แต่พอฆ่า...มันก็วุ่นวายยิ่งกว่าเดิม!

เหล่าทหารไม่เพียงหวาดกลัวกองกำลังหงเจ๋อที่ตามหลังมา​ราวปีศาจกินคน

นอกจากนี้ ยังต้องหลบผู้บังคับบัญชาตัวเอง

เพื่อไม่ให้ถูกหน่วยตรวจการณ์สังหาร

…เหล่าทหารจึงวิ่งชนกันวุ่นวายเหมือนมดบนกระทะร้อน เหยียบกันตายไม่ถ้วน

ทั้งหุบเขา...วุ่นวายจนน่าหวาดหวั่น!

….

“ทำไมกัน?!”

เฉาหรงมองความพ่ายแพ้ของตัวเอง…แล้วหันไปมองทหารกองกำลังหงเจ๋อไกลออกไป

ทั้งสองฝ่ายอดอยากเหมือนกันแท้ๆ…ทำไมพลังใจและความแข็งแกร่งถึงต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้?!

“สหายเฉา! ระวัง!”

ในพริบตาที่เขาเผลอ เฉินซานซือที่อยู่หลายร้อยก้าวห่างก็หยิบธนูทองกระสุนเงินขึ้น

ง้างคันธนูเหมือนพระจันทร์เต็มดวง เเล้วปล่อยมือ

จากนั้น สัตว์เทวะทั้งสี่แห่งพลังแท้จริงธาตุไฟ ก็พุ่งทะยาน

ธนูสี่ดอกออกไปพร้อมกัน!

แถวหน้าสุดคือพยัคฆ์ขาวอัคคีแดงฉาน ที่แผ่จิตสังหารอันท่วมท้น

หลิงหยุนสะบัดแขนเสื้อ ปลดปล่อย​วิชาดาบแม่น้ำสวรรค์!

สายน้ำเชี่ยวกรากทะลักออกมา

น้ำที่ดูเหมือนไม่มีพลังทำลาย กลับดับเปลวไฟพยัคฆ์ขาวได้อย่างหมดจด

เเต่จากนั้น หงส์เพลิงก็ตามมาติด ๆ

หลี่เหอเขาช่วยเหลือใช้ “วิลาโลหิต” สังหารหงส์เพลิงในดาบเดียว

ด้าน เซียนเสวียนเองก็ไม่ยอมอยู่เฉย

สองมือของเขาประสานอินสร้างลูกบอลพลังเซียนมหึมา เเล้วปลดปล่อย​พุ่งปะทะเต่าดำที่ตามหลังหงส์เพลิง

จนเกิดคลื่นพลังสะท้อนเป็นระลอก

ตอนนี้...เฉาหรงได้สติกลับคืน

เขายกดาบกว้างไร้คมขึ้น ฟันมังกรไฟตัวสุดท้ายจนขาดสองท่อน

เฉิน​ซาน​ซือ...แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น!

พวกเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า

พลังแท้จริงของเฉินซานซือ ยิ่งใหญ่ไพศาลกว่าที่เคย!

“เกรงว่าเขาคงเปิดทิวทัศน์เทพได้อีกแล้ว!” หลิงหยุนกัดฟันกรอดกล่าวขึ้น

“ไม่เพียงแต่พรสวรรค์ของเขาน่าทึ่งเท่านั้น ยังเกรงว่าในตัวเขาน่าจะมีของวิเศษแห่งพลังแบบเดียวกับที่ฮ่องเต้มีด้วย”

“จะเสี่ยงต่อสู้กับเขาที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด!” หลี่เหอตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

“ถึงอย่างไร ระดับพลังของเราก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก หากต้องสู้ตายจริงๆ ต่างฝ่ายก็คงต้องเปิดไพ่ตายของตัวเองออกมา พลังที่ระเบิดออกมานั้นใช่ว่าจะไม่มีโอกาสสังหารเขา แต่พวกเราสามารถเลือกวิธีที่ปลอดภัยกว่านี้ได้”

“ใช่แล้ว! ถอยกันเถอะ!” เซียนเสวียนกล่าว

“กองทัพที่นี่ใช้การไม่ได้แล้ว พวกเราไปเมืองเฉียนถังกันดีกว่า ทหารที่นั่นไม่ได้อดอยาก รับรองว่าจะสามารถแสดงอานุภาพ ‘ค่ายกลแปดประตูโซ่ทองสะกดเซียน’ ได้อย่างเต็มที่แน่นอน”

“พวกไร้ประโยชน์!”

เจิ้นหนานอ๋องมองกองทัพที่กำลังพ่ายแพ้เป็นครั้งสุดท้าย เขาไม่มีแม้แต่ความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเหินขึ้นบนเรือเหาะทันที

บนเรือเหาะมีค่ายกลคอยเสริมพลัง

เซียนเสวียนและหลี่เหอร่วมถ่ายเทพลังเซียนเข้าไป ทำให้ความเร็วพุ่งทะยานจนแทบกลายเป็นลำแสง…เเค่เสี้ยววินาทีก็หายลับไปสุดขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงกองทัพสองแสนนายที่กำลังร้องโหยหวนอยู่บนพื้น

“ท่านอ๋องไปแล้ว!”

“พวกเขาไปกันหมดแล้ว!”

กองทัพใหญ่ของจงหยวนราวกับภูเขาถล่ม เเละแตกกระจัดกระจายคนละทิศคนละทาง

ภายในหุบเขา…เฉินซานซือไล่ล่าสังหารเป็นระยะทางสองร้อยลี้

นำทหารกองกำลังหงเจ๋อสังหารศัตรูไปได้ห้าหมื่นกว่านาย จับเชลยอีกห้าหมื่น

ส่วนที่เหลืออีกเกือบเเสนคนแตกกระเจิงไป ไม่รู้ชะตากรรม

เขาพยายามไล่ตามเฉาหรงและคนอื่นๆถึงครึ่งชั่วยาม ก่อนจะยอมแพ้

ศาสตราวิเศษเรือเหาะลำนั้นมีความเร็วสูงมาก

เพียงอาศัยพลังเซียนระดับหลอมปราณขั้นที่ห้าของเขาอย่างเดียว ยังไงก็ไล่ไม่ทันจริงๆ

เเละในสถานการณ์ที่ไม่อาจจับแม่ทัพใหญ่มาคุมกองทัพที่แตกพ่ายจำนวนมากเช่นนี้ได้

พวกเขาเพียงหกพันคน จะให้ควบคุมกองทัพที่แตกกระจัดกระจายได้...มันเป็นเรื่องยากเกินไป

แถมเรื่องเสบียงยังเป็นปัญหาใหญ่

ต้องรู้ไว้ว่ากองทัพแตกพ่ายนั้น…เลวร้ายยิ่งกว่าโจรเสียอีก

ยิ่งเป็นกองทัพแตกพ่ายและอดอยากด้วยแล้ว

เมื่อไม่มีอาหาร พวกเขาทำได้แค่ปล้น

และเมื่อปล้นแล้ว ก็จะกลายเป็นเผา ฆ่า ปล้นสะดมอย่างครบวงจร

สุดท้ายจบด้วยการหนีเข้าไปซ่อนในป่าลึก กลายเป็นโจรป่า

ดังนั้น หากปล่อยให้พวกเขาหลั่งไหลเข้าแคว้นและเมืองใกล้เคียง…ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นอาจรุนแรงกว่าสงครามปกติ

“จ้าวอู๋จี๋!” เฉินซานซือสั่ง

“เจ้าพาพี่น้องสามพันคนไปคุมเชลยห้าหมื่นคนไปยังแคว้นเจียงโจว”

หัวเมืองชายแดนที่นั่นกำลังพลถูกโยกย้ายไปหมดแล้ว…และยังมีเสบียงเหลืออยู่

“ส่วนคนที่เหลือ…ไล่ล่าต่อ!”

หุบเขานกกระจอก…เป็นเส้นทางภูเขาแคบ คนส่วนใหญ่ต้องเดินตามเส้นทางนี้เท่านั้น

เฉินซานซือไม่ยอมให้กองทัพแตกพ่ายนับเเสนคนไปสร้างความเดือดร้อนที่อื่นเด็ดขาด

เขานำทัพเดินหน้าสังหารโหดต่ออีกสองร้อยลี้

สังหารศัตรูห้าหมื่นกว่านาย…จนคนที่เหลือกลัวไม่กล้าฮือขึ้นมาอีก จากนั้นจึงจับเป็นเชลยทั้งหมด และจัดการที่พักพิงให้เรียบร้อย

หลังออกจากหุบเขา เบื้องหน้ามีหัวเมืองและอำเภอหลายแห่ง

ทหารกองกำลังหงเจ๋อที่เหนื่อยล้าก็ได้รับเสบียงเสริม…และรวบรวมม้าศึกได้อีกพันตัวระหว่างทาง

เฉินซานซือทิ้งคนจัดการเชลยไว้… แล้วนำทหารพันนายมุ่งไปเมืองเฉียนถังทันที

….

ใช้เวลายี่สิบกว่าวัน

ในขณะที่เมืองเฉียนถังกำลังถูกโจมตีหนักหน่วงทั้งวันทั้งคืน…จิ้นอ๋องเฉาฮวนและคนอื่นๆ ก็ไม่ได้นิ่งเฉย

พวกเขาระดมทัพห้าหมื่นนาย เคลื่อนขึ้นเหนือชายแดนเมืองหยูลู่…รอโอกาสลงมือ

“น้องสิบสอง” เฉาฮวนนำทัพด้วยตัวเอง

“ราชสำนักใช้อุบายสกปรก สร้างศีรษะปลอมเฉินซานซือขึ้นมา…เกรงว่าเมืองเฉียนถังจะต้านทานได้ไม่นาน

เราควรลองส่งทัพไปช่วยดีหรือไม่?”

“แค่คนหยิบมือเดียวไป ส่งไปก็ไม่พอหรอก” เฉาจือปฏิเสธ

“รอดูไปก่อนเถอะ”

“ถ้าคำนวณไม่ผิด เมืองหงตูก็ถูกปิดล้อมขาดแคลนเสบียงครึ่งปี…เดือนที่แล้วขาดการติดต่อกับเราไปแล้ว”

“เจ้าคิดว่าแม่ทัพเฉินจะตายไปเเล้วจริงๆหรือ?”

“ก็ไม่แน่พะย่ะค่ะ”

เฉาจือนอนแผ่บนพื้นหญ้า สองมือหนุนศีรษะ

“เขาดวงแข็ง อาจไม่ตาย…แต่เราทำศึก ก็ควรเตรียมแผนหลายทาง อย่างน้อยรอข่าวจากเมืองหงตูก่อน”

“ถ้าเขาตายจริง เรายังมีกำลังอยู่ ก็ควรถอยทัพก่อน…ยังพอยื้อเวลาได้สักพัก อาจรอผู้มีพลังจากสำนักกุยหยวนมาช่วย”

“แต่ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ เราค่อยยกทัพขึ้นเหนือสมทบ แล้วหาทางเอาชนะศัตรู”

“แค่ยึดเมืองเฉียนถังได้ พี่หกก็ประกาศทั่วหล้าว่าเสด็จพ่อเหินหาวขึ้นแดนเซียนไปแล้วจะไม่ยุ่งเรื่องโลกมนุษย์อีก…จากนั้นใช้ธงสืบทอดราชบัลลังก์ตามลำดับขึ้นครองราชย์”

“ด้วยนาม ‘ฮ่องเต้ผู้สืบทอดโดยชอบธรรมแห่งต้าเซิ่ง’...พวกเราจะควบคุมดินแดนฝั่งตะวันออกและส่วนใหญ่ของจงหยวนได้เร็ว…แล้วค่อยหาโอกาสตัดสินศึกชี้ขาด”

สืบทอดโดยชอบธรรม...จิ้นอ๋องเฉาฮวนฟังแล้วรู้สึกเลื่อนลอยอยู่บ้าง

ตำแหน่งนั้น...จู่ๆก็เข้ามาใกล้เขาขนาดนี้เลยหรือ?!

“น้องสิบสอง หากเรื่องใหญ่ครั้งนี้สำเร็จลุล่วง เจ้าคือผู้มีความชอบอันดับหนึ่งเลยนะ!”

จิ้นอ๋องเฉาฮวนเงยหน้ามองท้องฟ้าไกลโพ้น

“เจ้าพูดถูก...หลายปีมานี้เสด็จพ่อมัวแต่บำเพ็ญเพียรจนราชสำนักสั่นคลอนง่อนแง่นไปหมด เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว!”

“หลังข้าขึ้นครองราชย์ จะตั้งใจปกครองบ้านเมืองอย่างขยันขันแข็ง ฟื้นฟูแผ่นดินให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง!”

“นอกจากนี้...”

“ข้าจะออกราชโองการอีกฉบับ ประกาศให้คนทั้งใต้หล้ารับรู้ว่า หลังข้าจากไปแล้ว!ให้เจ้าน้องสิบสอง...เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อ!”

ตัวอย่างที่น้องชายสืบทอดราชบัลลังก์จากพี่ชายนั้นในราชวงศ์ก่อนๆก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

“ตอนนี้คิดเรื่องนี้ยังเร็วเกินไป” เฉาจือแสดงท่าทีเรียบเฉย

“สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนตอนนี้ คือหาทางแก้ไขปัญหาในเมืองหลวงให้ได้…ถ้าข้าคาดไม่ผิด บาดแผลของเสด็จพ่อน่าจะใกล้หายดีแล้ว และกำลังเตรียมเริ่มสร้างรากฐาน”

“พูดไปพูดมา...เราก็ยังต้องพึ่งพาแม่ทัพเฉินอยู่ดี!

“ราชวงศ์ต้าเซิ่งของเรา...ขาดเาไม่ได้จริงๆ!” จิ้นอ๋องเฉาฮวนพึมพำ

“เเต่เราส่งกองทัพใหญ่ไปช่วยเขาไม่ได้” เฉาจือกล่าว

“ผู้ฝึกตนข้างกายเราก็มีไม่มาก อย่างมากก็ส่งได้แค่สองคน…เดี๋ยวลองดูว่าจะบุกเข้าไปบอกพวกเขาว่าศีรษะนั้นเป็นของปลอมได้ไหม เเละถ้าพ่ายแพ้จริง อย่างน้อยก็ยังช่วยคนที่มีประโยชน์กลับมาได้บ้าง”

…….

ณ เมืองเฉียนถัง

การโจมตีเมืองทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ…กองทัพเป่ยเหลียงในเมืองจึงสูญเสียอย่างหนัก

กองทัพหนึ่งแสนห้าหมื่นนายลดจำนวนลงทุกวัน…ตอนนี้เหลือเพียงหนึ่งแสนสองหมื่นคนเท่านั้น

แต่นี่ยังไม่ใช่ปัญหาหนักสุด

ประเด็นสำคัญคือทหารราชสำนักนอกเมือง ที่ป่าวประกาศข่าวลือเรื่องการตายของเฉินซานซือทั้งวันทั้งคืน

หลังผ่านช่วงความโกรธแค้น

ขวัญและกำลังใจทหารในเมืองเริ่มตกต่ำ

หลังรบอย่างดุเดือดทั้งวันสิ้นสุด

ทหารราชสำนักส่งสัญญาณฆ้องถอยทัพ

ทหารต่างไปมาทำหน้าที่ของตน…แบกร่างไร้วิญญาณลงจากกำแพงเมือง

เมืองเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวา ราวกับสูญเสียแกนนำหลัก

ทุกคนสับสน ไม่รู้ว่าควรไปทางไหน…หรือจะสู้ต่อเพื่ออะไร

….

ภายในกระโจมบัญชาการกลาง

ซูเหวินไฉกอดกล่องไม้ใบหนึ่งไว้

เห็นภาพตรงหน้าอดระลึกความหลังจนน้ำตาเริ่มคลอเบ้าไม่ได้

“ท่านกุนซือ”

“นี่ไม่ใช่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เจ้าของร้านตัดจากเมืองไหลโจวส่งมาหรือครับ…ทำไมท่านกุนซือไม่ยอมใส่ แถมใส่กุญแจทองเเล้วเอาไปด้วยตลอดเลย” ฉีเฉิงกล่าว

“ไปๆ เจ้าจะรู้อะไร!”

ซูเหวินไฉถอนหายใจ

“นี่ไม่ใช่ของข้า! เป็นเสื้อผ้าที่เตรียมไว้ให้ท่านแม่ทัพของเราต่างหาก!”

“เป็นเช่นนี้นี่เอง”

ฉีเฉิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด

“มิน่าเล่าท่านกุนซือถึงเศร้าโศกเช่นนี้”

“ห้ามพูดจาเหลวไหลนะ!”

ซูเหวินไฉไม่อนุญาตให้ใครในค่ายพูดว่าเฉิน​ซาน​ซือตายจริงๆ ไม่งั้นแม้ตัวเขาเองก็จะไม่สบายใจ

….

ตุ้ม! ตุ้ม! ตุ้ม—

ขณะที่พูดคุยกัน เสียงกลองศึกก็ดังขึ้น

ในเมือง...เสียงเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนของหวังจวิ้นดังก้อง

“คนในเมืองฟังให้ดี!”

“พวกเจ้ามาถึงทางตันแล้ว!”

“ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าอีกคืนสุดท้าย!”

“หลังฟ้าสาง ถ้ายังไม่เปิดเมืองยอมจำนน…วันที่เมืองแตกพ่าย จะไม่มีใครรอด!”

หลังทิ้งคำพูดนั้น

หวังจวิ้นบินกลับกระโจมบัญชาการกลาง

“เหอะๆ”

รองแม่ทัพกองกำลังสามแสนนาย อู๋จิ่งเซิ่ง หัวเราะเยาะเย็นชา

“ท่านปู่มู่เฟิงชุนช่างมีแผนการที่ดี”

“ตอนนี้คนในเมืองขวัญหนีดีฝ่อหมดแล้ว…คาดว่าจะต้านทานได้ไม่นาน!”

“สถานการณ์เมืองหงตูเป็นอย่างไร?”

“เฉินซานซือตายหรือยัง?” หวังจวิ้นถามอย่างจริงจัง

“ยังไม่แน่” อู๋จิ่งเซิ่งส่ายหน้า

“ข่าวล่าสุด พวกเราน่าจะเริ่มถอยทัพแล้ว”

“รอกองทัพสองแสนนายมาสมทบกับเรา…คนในเมืองคงหมดสงสัยแน่ และจะเปิดเมืองยอมจำนนภายในสิบวัน!”

“รีบๆ จบเรื่องเสียทีเถอะ”

หวังจวิ้นไม่ได้รู้สึกดีใจ

โควต้ายาเม็ดสร้างรากฐานได้มาแล้ว

ตามหลักควรกลับสำนักรอปรุงยา…แล้วเริ่มปิดด่านสร้างรากฐานทันที

แต่สงครามปะทุขึ้นอีกครั้ง สำนักจึงสั่งให้เขาอยู่ช่วยฮ่องเต้ต้าเซิ่งต่อไป

พูดจริงๆ หวังจวิ้นไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับเฉินซานซือ

เพราะเขากลัวมาก

กลัวจริงๆ

หากครั้งนี้เฉินซานซือรอดชีวิตไปได้ เกรงว่า อีกฝ่ายอาจตามล่าเขาไปถึงโลกของผู้ฝึกตนเลยทีเดียว

หวังจวิ้นไม่ชอบการต่อสู้ สิ่งที่เขาปรารถนามีเพียงชีวิตอันยืนยาว ทว่าเขากลับไร้ที่พึ่ง หากอยากได้ทรัพยากรใดๆ ก็จำต้องขายวิญญาณให้กับสำนักเพียงสถานเดียว

เขายกมือไพล่หลัง แล้วก้าวเข้าไปในกระโจม

ภายในนั้น...แม่ทัพใหญ่ เจียงหยวนโป๋ แห่งกองทัพทั้งสามกำลังถือสาส์นลับฉบับหนึ่ง สีหน้าเคร่งเครียดจนมองออกได้ทันที

"ท่านแม่ทัพ?"

อู๋จิ่งเซิ่งเอ่ยถามเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติ

"เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ?"

"เมืองหงตู..."

เจียงหยวนโป๋ลุกพรวดขึ้น เดินออกจากกระโจมพร้อมกล่าวเสียงหนัก

"พลังของเฉินซานซือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยี่สิบวันก่อน เขาก็สามารถปราบกองทัพปราบกบฏได้อย่างราบคาบ บัดนี้องค์ชายเก้าและพวกเขาได้ทิ้งกองทัพไว้เบื้องหลัง หลบหนีมาทางเราด้วยตนเองแล้ว"

"อะไรนะขอรับ?!"

อู๋จิ่งเซิ่งแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

"ที่เมืองหงตูมีแค่หกพันกว่าคน ซ้ำยังขาดแคลนเสบียงมานาน แค่ไม่อดตายก็บุญแล้ว แล้วอย่างไรถึงเอาชนะกองทัพสองแสนได้?!”

“หรือว่า...ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน แม้องค์ชายเก้าจะร่วมมือกับพวกเขา ก็ยังไม่อาจต้านเฉินซานซือได้อีกแล้ว?!”

สีหน้าหวังจวิ้นพลันเคร่งเครียด เขาเริ่มหาทางอ้างเหตุผลกลับไปที่สำนักให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้ถอนตัวหนีออกจากสถานการณ์นี้

แม้เขาจะไม่เชื่อว่าเฉิน​ซาน​ซือจะชนะได้แน่ๆ แต่ก็ไม่คิดจะเสี่ยง เขาเพียงอยากกลับไปฝึกสร้างรากฐานที่สำนักโดยเร็วที่สุดเท่านั้น

"ก็ไม่ถึงกับขนาดนั้นหรอก"

เจียงหยวนโป๋กล่าวพลางก้าวออกจากกระโจม

ไม่นาน...เรือเหาะลำหนึ่งก็ปรากฏขึ้นกลางม่านราตรี เป็นองค์ชายเก้าเจิ้นหนานอ๋องและคณะเดินทางมาถึง

"คารวะองค์ชายเก้า!"

เจียงหยวนโป๋คารวะก่อนกล่าวขึ้น

"องค์ชายไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไปพ่ะย่ะค่ะ สงครามย่อมมีทั้งแพ้และชนะ สูญเสียกองทัพสองแสนไป...ก็ให้มันเป็นไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

“ตอนนี้เมื่อองค์ชายเสด็จมาถึงแล้ว ก็เท่ากับยืนยันข่าวการตายของเฉินซานซือ ทหารในเมืองเฉียนถังคงยอมจำนนในอีกไม่กี่วันแน่นอน”

"สงครามมีแพ้มีชนะรึ?!"

เจิ้นหนานอ๋องรู้สึกละอายใจยิ่ง หากเป็นศึกที่ตัวเลขใกล้เคียงกันก็พอเข้าใจได้ แต่นี่อีกฝ่ายมีเพียงเจ็ดพันคน!

"เร็วเข้า!" เซียนเสวียนรีบสั่ง

"เตรียมโจมตีเมือง ตั้งค่ายกลให้พร้อม ขอแค่ค่ายกลแปดประตูโซ่ทองสะกดเซียนสำเร็จ ไม่ว่าเฉินซานซือจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ต้องตายสถานเดียว!"

สาเหตุความพ่ายแพ้ก่อนหน้านี้ที่หุบเขานกกระจอก เพราะทหารอดอยากมานาน ขาดใจสู้

แต่ครั้งนี้ ทหารนอกเมืองเฉียนถังไม่ประสบปัญหาเช่นนั้น

"แจ้งทั้งกองทัพ! เตรียมโจมตีเมือง!"

"ครืน—!"

….

กาลเวลาผันผ่าน รุ่งอรุณมาถึง พร้อมเสียงรบที่กึกก้องอีกครั้ง

เครื่องจักรกลหนักพุ่งชนกำแพงเมืองอย่างต่อเนื่อง

เว่ยซวนยังยืนหยัดต้านทัพหมื่นได้ดังเดิม นับแต่เขาค้นพบความหมายแห่งการฝึกฝนอีกครั้ง ปมในใจก็คลายลง ร่างกายชราของเขาราวกับกลับมามีพลังชีวิต

"แม้ข้าจะแก่...แต่ศรของข้ายังแหลมคม!"

ดาบยักษ์ในมือสะบัดดั่งพู่กัน เมื่อกวาดออกไป ศีรษะของศัตรูก็หลุดเป็นแถว เลือดพุ่งราวน้ำพุ ผสมปะปนเป็นภาพวาดแห่งจิตสังหาร

แม้กองทัพราชสำนักจะมากด้วยจำนวน...

แต่การส่งเซียนเข้ามาในตงเซิงเสินโจวนั้นจำกัด มีผู้หลอมปราณขั้นสมบูรณ์เพียงสามคน ถูกสังหารไปแล้วสอง เหลืออีกหนึ่ง…หากจัดการได้ก่อนที่ผู้ฝึกตนชุดใหม่จะมาถึง บางทีอาจมีโอกาสฝ่าวงล้อม

ในขณะเว่ยซวนถือดาบ…จู่ๆ พลังพิฆาตก็ถาโถมลงมาจากเบื้องบน

เขายกดาบขึ้นรับทันที ปะทะเข้ากับดาบกว้างไร้คมของ...เจิ้นหนานอ๋อง เฉาหรง!

"พลังของเจ้านี่...ช่างประหลาดนัก!"

เว่ยซวนกล่าวพลางยันดาบไว้

ขณะเดียวกัน...ชายหนุ่มรูปงามราวเซียนผู้หนึ่งปรากฏตัวกลางอากาศ เพียงยกมือขึ้น พลังมหาศาลก็แปรเปลี่ยนเป็นสายน้ำพุ่งเข้าจู่โจม

ซ่งกุ้ยจือลงมือได้ทัน พลองหยกมรกตในมือนางเปล่งประกายสีเขียว พุ่งผ่าสายน้ำนั้นแยกออกเป็นสองส่วนอย่างรุนแรง

"เฉาหรง?!"

ไม่ไกลนัก หวังจื๋อเพิ่งฟันศัตรูตายก็หันมาเห็นพอดี

"คนพวกนี้...ไม่ได้อยู่ที่เมืองหงตูหรอกหรือ?!"

หรือว่า...

"ยังจะต้องถามอีกหรือ?!"

หลิงหยุนตวาดลั่นราวกับอ่านใจได้

"ศีรษะของเฉินซานซือก็อยู่ในมือพวกเจ้าแล้ว ยังจะหลอกตัวเองอีกหรือไง!"

"เหล่าพี่น้อง! แก้แค้นให้แม่ทัพใหญ่!"

หวังจื๋อคำรามก้อง ยกดาบโม่เตาขึ้นสูง เคลื่อนพลังปราณเป็นเต่าดำพุ่งเข้าหาศัตรู

หลี่เหอโผล่ขึ้นเงียบเชียบ ดาบเหินพุ่งทะลวงเข้าใส่ด้านข้าง

หวังจื๋อต้องตวัดดาบกลับรับทันที แรงปะทะทำให้เขากระเด็นราวว่าวขาดป่าน กระแทกเข้ากำแพงจนฝัง แต่ดาบเหินไม่รอช้า มุ่งมาสังหารต่อทันที

แม้ในเมืองเฉียนถังจะไม่มีผู้ฝึกตน...

แต่กลับอัดแน่นด้วยเทพยุทธ

ตลอดครึ่งปีแห่งสงคราม เฉิงเว่ยและผองเพื่อนต่างบรรลุขอบเขตเทพยุทธ ด้วยยาเม็ดเจิ้นหวู่ที่ศิษย์น้องทิ้งไว้ให้ ทำให้พวกเขารบชนะได้ต่อเนื่อง

ตอนนี้ เติ้งเฟิงและคนอื่นๆ รวมเป็นเทพยุทธถึงห้าคน ต่างผนึกกำลังเข้าโจมตีหลี่เหอ และแม้หวังจื๋อจะกลับมาร่วมวงแล้ว รวมเป็นหกคน ก็ยังต้านไม่อยู่

สุดท้าย ซ่งกุ้ยจือจึงต้องใช้เพลงพลองไร้เทียมทาน ตีหลิงหยุนจนถอย และโหมลมปราณเข้าโจมตีหลี่เหอ จึงพอช่วยสถานการณ์ไว้ได้อย่างหวุดหวิด

แต่...ก็เพียงสิบกว่ากระบวนท่าเท่านั้น ก่อนที่นางจะบาดเจ็บสาหัส…

"อ๊ากกก—" เว่ยซวนคำรามกึกก้อง

พลังระเบิดขึ้นถึงขีดสุด ร่างกายที่โรยราไปตามวัยของเขาพลันขยายใหญ่ขึ้นหลายส่วน เส้นผมและหนวดเคราตั้งชันราวกับมีชีวิต ดวงตาทั้งสองแดงฉาน เพลงดาบในมือก็ยิ่งทวีความดุดันและเกรี้ยวกราดขึ้นทุกขณะ

เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะเผาผลาญพลังชีวิตของตน เพื่อแลกกับพลังแท้จริงที่มากขึ้น และในที่สุด...ก็สามารถต่อกรกับเจิ้นหนานอ๋องได้อย่างไม่เป็นรองอีกต่อไป

ธาตุทอง, ไม้, น้ำ, ไฟ, ดิน—ล้วนเป็นรากฐานของเคล็ดวิชาลมปราณทั้งห้า

แต่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงเท่านั้น...

มันยังมีลม, อัสนี, น้ำแข็ง และพลังอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน เช่นเดียวกับผู้ฝึกเซียนที่แม้จะมีรากวิญญาณพื้นฐานห้าธาตุ แต่บางครั้งก็อาจถือกำเนิดมาพร้อมรากพิเศษ…ซึ่งหลักการเดียวกันนี้ก็ใช้กับเคล็ดวิถียุทธเช่นกัน

ในชั่วขณะนั้น เหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายภายในเมืองเฉียนถัง ต่างตกอยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่ต้องแลกด้วยชีวิต

แต่เเล้ว

วี้ดดดด….บึ้ม

ในวินาทีนั้นเอง เสียงคำรามจากท้องฟ้าก็ดังสนั่นขึ้น

นั่นคือเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากทหารด้านเมืองหงตู!

หลี่เหอกับพวกต่างรู้ดีว่าเฉินซานซือยังไม่ตาย พวกเขาจึงไม่มีทางยอมให้อีกฝ่ายมาถึงที่นี่อย่างเด็ดขาด

……………….

จบบทที่ บทที่ 325 : มุ่งหน้าช่วยพี่น้องที่เมืองเฉียนถัง

คัดลอกลิงก์แล้ว