- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 313 : ศึกตัดสินศิษย์พี่ศิษย์น้อง
บทที่ 313 : ศึกตัดสินศิษย์พี่ศิษย์น้อง
บทที่​ 313 : ศึกตัดสินศิษย์​พี่ศิษย์น้อง
บทที่​ 313 : ศึกตัดสินศิษย์​พี่ศิษย์น้อง
ณ พระที่นั่งจงเจวี๋ย
นับตั้งแต่ฮ่องเต้ทรงเข้าฌานเพื่อรักษาพระอาการบาดเจ็บและบำเพ็ญเพียร องค์ชายสี่-ฉินอ๋อง ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการที่พระองค์ใฝ่ฝันมานานเสียที
พระองค์ประทับบนบัลลังก์ด้วยความรู้สึกซับซ้อน เพราะขณะนี้ยังมีปัญหาอีกมากมายที่ต้องจัดการ
ภายนอกปรากฏศัตรูแข็งแกร่งผุดขึ้นสี่ทิศ…ภายในก็มีกบฏร่วมมือกันระหว่างจิ้นอ๋อง เยี่ยนอ๋อง และบุรุษชุดขาวแห่งเป่ยเหลียง
“เหล่าขุนนางที่รักทั้งหลาย!” ฉินอ๋องตรัสเสียงดัง
“ต่อจากนี้ไป เราควรจะทำอย่างไรดี?”
หมิงชิงเฟิง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ติดตามจิ้นอ๋องเฉาฮวนไปก่อกบฏเสียแล้ว
รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่แท้จริงคือมู่เฟิงชุน ผู้เคยติดตามผู้บัญชาการ​ซุนมาเนิ่นนาน ก่อนลาออกไปดำเนินชีวิตสันโดษ และเพิ่งกลับเข้ารับราชการอีกครั้งไม่นานนี้
“ฝ่าบาท” มู่เฟิงชุนเอ่ยอย่างช้าๆ
“เรื่องเร่งด่วนที่สุดตอนนี้ คือการจัดการกับสถานการณ์ที่เหลียงโจว ไม่ว่าจะเป็นจิ้นอ๋อง เยี่ยนอ๋อง หรือศัตรูจากแดนอื่น สาเหตุสำคัญคือบุรุษชุดขาวที่ก่อความวุ่นวาย”
“ไม่ว่าจะด้วยการสังหารหรือเกลี้ยกล่อม ขอเพียงทำให้เหลียงโจวสงบได้ ใต้หล้าก็จะกลับสู่ความสงบเรียบร้อยตามธรรมชาติ”
“ความเห็นข้าน้อยคือให้แม่ทัพลู่ยังคงตั้งมั่นที่เหลียงโจว รอรับกำลังและเซียนจากราชสำนักที่จะส่งไปยังเมืองชุนชิว ซึ่งเป็นประตูสู่แดนเหนือ เพื่อปราบปรามทัพกบฏ”
“เร็วเข้า!” ฉินอ๋องทรงบัญชา
“จะมัวยืนนิ่งอีกหรือ ยังไม่รีบส่งสาส์นไปถึงแม่ทัพลู่อีกหรือ? ขอเพียงเขารักษาเมืองเหลียงโจวไว้ได้ ข้าจะทูลถวายฎีกาต่อเสด็จพ่อ ขอแต่งตั้งเขาเป็นกั๋วกง!”
...
ณ เมืองเหลียงโจว
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันมากว่าครึ่งเดือน…ลู่จี๋ยังคงตั้งมั่น ไม่ออกรบ ในขณะเดียวกันก็สั่งให้เนี่ยหยวนและคนอื่นๆกระจายข่าวเพื่อสั่นคลอนขวัญกำลังใจฝ่ายกบฏ
“พี่น้องทุกท่าน!” เนี่ยหยวนพยายามเกลี้ยกล่อม
“ข้าได้รับข่าวแล้วว่า ฝ่าบาทจะประหารชีวิตโจรเหยียน เพื่อคืนความยุติธรรมให้ราชสำนัก พี่น้องสามารถกลับบ้านได้เเล้ว…เหตุใดจึงต้องเสี่ยงชีวิตกันต่อไป?”
“ท่านแม่ทัพเนี่ย!” ซูเหวินไฉนั่งบนรถสี่ล้อ ถูกศิษย์ฉีเฉิงเข็นไปที่ใต้กำแพงเมือง
“ข่าวที่ข้าได้รับมา แตกต่างจากพวกท่านมาก…กองทัพกบฏของข้า คือการตอบสนองคำเรียกร้องของจิ้นอ๋องและเยี่ยนอ๋อง เป็นการอ้างอาณัติสวรรค์เพื่อปราบเภทภัย สะสางคนชั่วข้างกายฮ่องเต้ เป็นสิ่งถูกต้องตามทำนองคลองธรรม!”
“จิ้นอ๋อง เยี่ยนอ๋อง?” เนี่ยหยวนขมวดคิ้ว
“เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร?”
“ข้ากำลังพูดในสิ่งที่ท่านแม่ทัพเนี่ยจะได้รู้ในไม่ช้า โปรดกลับไปรอฟังข่าวเถอะ!”
ซูเหวินไฉพูดจบ ก็จากไปอย่างไม่รีบร้อน
เนี่ยหยวนลงจากหอคอยกำแพงเมืองด้วยความสงสัย
เมื่อมาถึงกระโจมบัญชาการกลาง เขาก็ได้ยินขันทีอ่านสารลับทันที
“ฮ่องเต้ทรงเข้าฌานไม่ปรากฏพระองค์ จิ้นอ๋องและเยี่ยนอ๋องก่อกบฏ…ฉินอ๋องและฉีอ๋องร่วมกับตระกูลหยียนกุมอำนาจในราชสำนัก ใต้หล้าพิโรธหนักขึ้น...”
“นี่...นี่เป็นไปได้อย่างไร?!” เนี่ยหยวนแย่งสารลับมาอ่านอีกครั้ง
“เป็นน้องสี่แน่ คงเป็นฝีมือของเขา ช่างเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่ยอดเยี่ยม ตอนแรกราชสำนักจับเขาไปเมืองหลวงก็เพื่อใช้เป็นตัวประกัน…แต่ผลกลับกลายเป็นถูกเขากวนน้ำให้ขุ่น ลากทุกคนลงน้ำไปด้วย”
“ถ้าเป็นเช่นนี้จริง…ศิษย์น้องพวกเขาก็จะมีความชอบธรรมในการออกรบแล้ว”
“ศิษย์พี่ใหญ่ พวกเราจะทำอย่างไรดี? เสบียงในเมืองมีไม่มาก พวกเราอาจจะยื้อไม่ไหวจนกว่ากำลังเสริมจะมาถึง”
ลู่จี๋นิ่งเงียบ นั่งจ้องกระดานหมากรุก ครู่ใหญ่
“บอกให้ศิษย์น้องห้าเข้ามาเจรจา ข้าจะพิจารณาเรื่องเปิดเมืองยอมจำนน”
ในคืนนั้น ศิษย์พี่ห้า-เหมิงกว่างซิ่น ไม่สนคำทัดทาน บุกเข้าเมืองอย่างเกรี้ยวกราด แต่กลับถูกจับกุมตัว หายเงียบไปหลายวัน
“ไอ้โล้นนั่นคงตายไปแล้วแปดเก้าส่วน!” หวังจื้อโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
“พี่รอง ทั้งหมดเป็นความผิดท่าน! ท่านมัวแต่พูดว่าให้ลองเจรจา คราวนี้…ไอ้ทาสสามเเซ่คงจับพี่ห้าไปหลอมทิ้งแล้ว!”
“เฮ้อ!” ศิษย์พี่รองเฉิงเว่ยถอนหายใจ
“ข้าก็ไม่มีทางเลือก เสบียงในเมืองเหลียงโจวมีไม่มาก…ถ้าจะบุกจริงก็คงตีแตกไม่ได้ในเร็ววัน เเต่สำคัญคือพี่น้องในเมืองล้วนเป็นคนกันเอง”
“จะต้องฆ่าฟันกันจริงๆหรือ?”
“ยิ่งไปกว่านั้น…ถ้าบีบจนถึงที่สุด ชาวบ้านจะทำอย่างไร?”
“ถ้าจะให้ข้าพูด ทั้งหมดเป็นความผิดน้องห้า….ปกติก็มีแต่เขาที่ด่าศิษย์พี่ใหญ่เเบบเจ็บแสบ ถ้าเป็นข้าเจรจา รับรองไม่ถูกจับแน่!”
“ดี งั้นท่านไปสิ!”
“ข้าไม่ไป!”
“...”
“ศิษย์พี่ทั้งหลาย พอได้แล้ว” เฉินซานซือขัดจังหวะ
“ถ้าไม่เปิดเมือง ก็คงต้องลงมือเอง จงสั่งกองทัพกระชับวงล้อม…อีกสิบวัน ข้าจะเป็นทัพหน้า เริ่มบุกตีเมือง”
เมื่อคำสั่งประกาศ
ในเดือนสิบ ณ เป่ยเหลียง ฝนตกหนัก
เมฆดำทะมึนลอยต่ำลง ราวจะบดขยี้เมืองให้แหลกสลาย
บนฟ้าไม่เห็นแสงสว่าง เสียงลมผสมเสียงฟ้าร้องก้องกังวาน…ฝนตกหนักเหมือนห่าธนูสาดกระหน่ำพื้นดิน
และหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวสิ้นสุดลง...กองทหารรักษาการณ์ในเมืองเหลียงโจวพลาดช่วงเวลาสำคัญที่จะได้รับเสบียงจากเมืองต่างๆ
เสบียงในเมืองจึงหมดเกลี้ยง หากยังยืนหยัดต่อไป ก็มีแต่ต้องกินคน หรือไม่ก็ต้องปล้นยุ้งฉางของชาวบ้านและสำนักต่างๆ
เเต่ถึงแม้จะทำเช่นนั้น ก็ยื้อเวลาได้อีกไม่กี่วันเท่านั้น
ในเวลาเดียวกัน กองทัพกบฏเป่ยเหลียงซึ่งมีทหารหกหมื่นนาย ถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นยักษ์ ล้อมเมืองเหลียงโจวอย่างแน่นหนา
บุรุษชุดขาวขี่ม้าขาว มาถึงใต้กำแพงเมืองเพียงลำพัง เขาไม่ตะโกนเสียงดัง แต่เสียงของเขาดังก้องกังวานไปทั่วทุกมุมเมืองเหลียงโจว
“พี่น้องในเมือง ฟังทางนี้!”
“ฝ่าบาทไม่ทรงสนพระทัยในราชการ ทำให้ขุนนางชั่วครองอำนาจ ปล่อยให้ฉินอ๋องร่วมกับตระกูลเหยียนสร้างความวุ่นวายใต้หล้า!”
“กองทัพคุณธรรมเป่ยเหลียงของข้า สนองตอบต่อการเรียกร้องของจิ้นอ๋อง ทำตามอาณัติสวรรค์เพื่อปราบปรามเภทภัย สะสางคนชั่วข้างกายฮ่องเต้ ถือเป็นกองทัพแห่งความชอบธรรม”
“แต่พวกเจ้าปล่อยปละละเลยความชั่ว ถือเป็นกองทัพแห่งความเขลา!”
“บัดนี้ เสบียงในเมืองหมดสิ้นแล้ว ให้เวลาพวกเจ้าอีกครึ่งวันสุดท้าย หากยังไม่เปิดเมืองยอมจำนน ก็จงเตรียมรับทหารม้าเหล็กเเสนนายที่จะแผดเผาเมืองให้ราบเป็นหน้ากลอง!”
คำขาดถูกยื่นออกไป
จากนั้น ซูเหวินไฉและคนอื่น ๆ ผลัดกันเกลี้ยกล่อม โดยพูดถึง “ความเป็นพี่น้องร่วมรบ” และถามว่า “เหตุใดต้องเร่งร้อนฆ่าฟันกันเอง”
….
ทหารรักษาการณ์ในเมืองต่างมีสีหน้าเคร่งขรึม
จนกระทั่งถึงยามอู่ (11:00-13:00 น.) เสียงกลองศึกดังขึ้นผสมกับเสียงฟ้าร้อง
เมื่อม่านฟ้าที่มืดครึ้มถูกแสงฟ้าแลบสาดส่องเป็นครั้งคราว ก็เผยให้เห็นกองทัพกบฏจัดขบวนรบอยู่นอกเมือง
ภาพนั้นน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก บรรยากาศเคร่งขรึมและหนักอึ้งขึ้น
บุรุษชุดขาวม้าขาวผู้นั้นนำทหารสองพันนายเป็นกองทัพหน้า หมายจะบุกตีเมืองเป็นคนแรก
ครืนนน!!!
และในขณะนั้น เสียงประตูเมืองเหลียงโจวเปิดก็ดังขึ้นผสมกับเสียงฟ้าร้อง
ลู่จี๋…ผู้รูปร่างสูงใหญ่ สวมเกราะสีแดงชาด ขี่ม้าศึกเพลิงสีแดงฉาน ออกมาจากนอกเมืองอย่างช้าๆเพียงลำพัง
“ไอ้ทาสสามเเซ่?!” หวังจื๋อและคนอื่นๆในขบวนพยายามจะชักดาบออกมา
แต่เฉินซานซือที่อยู่หน้าสุดยกแขนขึ้น เป็นสัญญาณให้ถอยไป
จากนั้นเขาขี่ม้าออกไปเผชิญหน้าเพียงลำพัง
ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายดุจฟ้ารั่ว ใต้เสียงฟ้าร้องและฟ้าแลบ
บุรุษชุดขาวม้าขาว และบุรุษเกราะแดงม้าแดง…ทั้งสองคนอยู่ห่างกันเพียงเจ็ดก้าว ประจันหน้ากันกลางอากาศ
“ศิษย์น้อง…เจ้าจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้หรือ?” ลู่จี๋เอ่ยเสียงดังพอให้ได้ยินแค่สองคน
“จำเป็น” เฉินซานซือกล่าวอย่างเฉยเมย
“พวกเจ้าไม่มีทางชนะ” ลู่จี๋กล่าวเสียงทุ้ม
“เบื้องหลังราชสำนักมีสำนักเซียน ไม่ช้าสำนักเซียนก็จะจ้าง ‘ปรมาจารย์ค่ายกล’ และยอดยุทธ์ขั้นพลังแท้จริงจากตระกูลผู้ฝึกยุทธมา”
“ฝ่าบาทก็ใกล้สร้างรากฐานสำเร็จ เจ้าสู้ไม่ไหวหรอก…ตอนนี้ถอยยังทัน มีข้าอยู่ จะไม่มีใครต้องตาย”
“ข้าเป็นนายพราน” เฉินซานซือตอบอย่างสงบ
“เมื่อน้าวคันธนูแล้ว ไม่มีลูกศรใดหวนกลับ”
“ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เช่นนั้น...ก็ให้ข้าได้เห็นหน่อยเถอะ ว่าเจ้ามีความสามารถแค่ไหน!”
“เฉินซานซือ!”
เสียงลู่จี๋ดังก้องฟ้าดิน สะท้านม่านฝน ทหารนับเเสนต่างได้ยินชัดเจน
“เจ้าพูดถูก!”
“ในเมื่อมาจากเป่ยเหลียงเหมือนกัน ก็ไม่ต้องฆ่าฟันกันเอง!”
“ถ้าเช่นนั้น ระหว่างเจ้าและข้า มาทำสัญญากันเถอะ!”
สัญญา?
“ซานซือ อย่าไปฟังไอ้ทาสสามเเซ่นั่น!” หวังจื๋อและคนอื่นเตือน
“ศิษย์พี่ใหญ่…เชิญพูด” เฉินซานซือสบตาอีกฝ่าย
“เจ้ากับข้าตัดสินแพ้ชนะที่นี่ ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ห้ามบุคคลที่สามยุ่งเกี่ยว”
เสียงตะโกนอันทรงพลังของลู่จี๋ก้องฟ้าดิน
“ถ้าข้าชนะ เจ้าจงยอมสละตำแหน่งยศและอำนาจทหารด้วยตนเอง ส่งภรรยาและบุตรเข้าเมืองหลวง และมอบคัมภีร์มังกรเพื่อระงับความวุ่นวายนี้!”
“ถ้าข้าแพ้ ข้าจะถอนทัพโดยสมัครใจ มอบเมืองเหลียงโจวให้โดยดี!”
“ข้อเสนอนี้…เป็นอย่างไร?”
“ศิษย์น้อง ไม่ได้นะ!” เฉิงเว่ยและคนอื่นทัดทาน
“ไอ้ทาสสามเเซ่ มันฝึกวิชามาร ไม่รู้ว่ามันขุดหลุมอะไรไว้รอเจ้า!”
“...”
ทว่า ทุกคนกลับได้ยินบุรุษชุดขาวตอบรับเสียงก้องกังวาน
“ดี! ตกลงตามนี้!”
…
ฝนเริ่มตกหนักขึ้น…สายฝนดั่งน้ำตกบดบังทัศนวิสัย
ในม่านน้ำ พวกเขาได้ยินเสียงม้าศึกร้องก้องราวคำรามมังกร และเห็นแสงสีม่วงพุ่งสูงขึ้นกลายเป็นมังกรช้างที่บิดเบี้ยว
จากนั้น…ในม่านน้ำอีกด้านก็ปรากฏมังกรเพลิงตัวหนึ่ง เปลวเพลิงร้อนระอุระเหยน้ำฝนจนเกิดหมอกหนาทึบ พุ่งปะทะกับมังกรช้างควันธูป
ครืนนน!
ท้องฟ้าเมฆดำทะมึน ฟ้าแลบชึ้นอีกครั้ง
หอกมังกรประกายเงินปะทะหอกฟางเทียนฮว่าจี่…เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
เสียงฟ้าร้องและฟ้าผ่าผสมผสาน สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน
ปีหลงชิ่งที่ 76 วันที่ 8 เดือนสิบ
บุรุษชุดขาวเฉินซานซือและบุรุษเกราะแดงลู่จี๋ต่อสู้กันดุเดือดถึง 36 กระบวนท่า
ในกระบวนท่าที่ 37 เฉินซานซือใช้หอกแทงทะลุอกลู่จี๋ ทำให้ลู่จี๋ตกจากหลังม้า และได้รับชัยชนะ
นับจากนี้ บุรุษชุดขาวคือเทพหอกผู้สืบทอดผู้บัญชาการ​ซุนอย่างแท้จริง
วันรุ่งขึ้น…ทั้งสองฝ่ายต่างปฏิบัติตามสัญญา
ค่ายเสวียนอู่, ไป๋หู่ และเทียนซือ ทั้งสามค่ายถอนทัพออกจากเมืองเหลียงโจว ภายใต้การนำของเนี่ยหยวน
และนับตั้งแต่นั้นมา บุรุษชุดขาวก็ได้เข้าประจำการในเมืองเหลียงโจว ยึดครองโหยวโจวและเหลียงโจวอย่างมั่นคง มีกำลังทหารในมือถึงเเสนนาย คอยเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนทัพลงใต้เพื่อสะสางคนชั่วข้างกายฮ่องเต้ตลอดเวลา
...
ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ในที่สุดก็สงบลง
กองกำลังทหารของค่ายเสวียนอู่และอีกสองค่าย กำลังถอนทัพอย่างเป็นระเบียบบนถนนหลวงที่เต็มไปด้วยแอ่งน้ำและโคลนเลน
ศิษย์พี่สาม-เนี่ยหยวน เปิดม่านรถม้าออกถามอย่างห่วงใย “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
ลู่จี๋ ผู้เปลือยท่อนบน นั่งขัดสมาธิอย่างอ่อนแรงอยู่ในรถม้า
ใบหน้าขาวซีด กำลังกัดผ้าพันแผลพันบาดแผลที่อยู่ใต้หน้าอกด้านซ้าย ห่างจากหัวใจเพียงครึ่งชุ่นเท่านั้น
“ถ้าพูดถึงแค่เพลงหอก ศิษย์น้องเล็กเริ่มมีแววเหนือกว่าท่านอาจารย์แล้ว”
“เพียงแต่เขาลงมือโหดเหี้ยมเกินไปหน่อย ศิษย์พี่ใหญ่ไม่เคยคิดจะฆ่าเขาเลย” เนี่ยหยวนถอนใจ
“เจ้าคิดว่าเหตุใดบาดแผลจึงพลาดจุดสำคัญไปเพียงครึ่งชุ่นเท่านั้น?” ลู่จี๋เอ่ยขึ้น
เนี่ยหยวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ศิษย์น้องเล็กนั้นเป็นอัจฉริยะเหนือมนุษย์ พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์นี้ ไม่มีใครเทียบได้ แม้แต่ท่านอาจารย์ในสมัยก่อนก็ยังสู้ไม่ได้ ดังนั้นท่านไม่ต้องท้อใจไป”
“แพ้ก็คือแพ้” ลู่จี๋หัวเราะเยาะอย่างท้อแท้
“ดูท่า ท่านอาจารย์คงเลือกคนไม่ผิดจริงๆ”
ขณะพูดคุยกันนั้น…นัยน์ตาของลู่จี๋ก็พลันส่องประกายสีม่วงวูบหนึ่ง
ในพริบตาเหมือนร่างกายเปลี่ยนเป็นอีกคน ใช้มือข้างหนึ่งกดข่ม่อมไว้ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
“หรือว่าเป็นไอ้สิ่งอัปมงคลนั่นอีกแล้ว?!”
เนี่ยหยวนเห็นเช่นนั้น ก็เริ่มมีสีหน้ากังวล
“ศิษย์พี่ใหญ่ วิถีเทพปีศาจ​ห้ามฝึกต่อไปอีกแล้วนะ! ไอ้สิ่งชั่วร้ายนั่นคอยรบกวนจิตใจท่านทุกวันทุกคืน หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วท่านจะต้องตกเข้าสู่ด้านมืดแน่!”
“สายไปแล้ว”
ลู่จี๋กล่าวอย่างปลงตก หลังผ่านไปชั่วถ้วยน้ำชา อาการก็ค่อยๆทุเลาลง
“นับตั้งแต่วินาทีที่ข้าเริ่มสื่อสารกับมัน ก็สายไปแล้ว วิถีเทพปีศาจไม่เคยมีทางถอย”
“ศิษย์พี่ใหญ่?!” เนี่ยหยวนเบิกตากว้าง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นราวถูกหลอกลวง
“ท่านคิดจะเข้าสู่ด้านมืดจริงๆหรือ?”
“น้องสาม...” ลู่จี๋ไม่ได้ตอบตรง ๆเพียงนั่งมองแสงสุดท้ายของดวงตะวันที่นอกหน้าต่าง
“พูดตรงๆนะ เรื่องราวตอนนั้น ข้าก็ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองผิด”
“ในโลกใบนี้ นอกจากคนในสำนักและญาติพี่น้องแล้ว ความเป็นความตายของคนอื่นๆเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย? ทำไมข้าต้องสนใจ? ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เดิมทีนี่คือสัจธรรมของโลกนี้อยู่แล้ว”
แคร้ง!!!
เนี่ยหยวนชักดาบออกมาอย่างไม่พอใจ
“พี่ใหญ่! หากท่านใช้เหตุผลนี้เข้าสู่ด้านมืด ก็อย่าหาว่าข้าตัดขาดความเป็นพี่น้องกับท่าน!”
ลู่จี๋ทำเป็นไม่สนใจ เเล้วพูดต่อ
“แต่ข้าก็เคารพท่านอาจารย์”
“ในเมื่อท่านอาจารย์บอกว่าผิด ก็ปล่อยให้เป็นผิดไปเถอะ”
“ข้าลู่จี๋ขอสาบานว่า ชาตินี้จะฆ่าศัตรูเท่านั้น ไม่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ เจ้าสบายใจได้เลย”
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้ เนี่ยหยวนจึงค่อยๆลดดาบลง ก่อนจะเตือนว่า
“แต่ท่านต้องเข้าใจ วิถีเทพปีศาจล่อลวงจิตใจคน ข้าไปค้นตำราเกี่ยวกับวิถีเทพเจ้า​ธูปมา”
“ในนั้นเขียนไว้ชัดเจนว่า เมื่อฝึกวิถีเทพเจ้าธูปถึงระดับหนึ่ง ท่านบูชา ‘เทพ’ องค์ใด ก็ต้องเดินตามเส้นทางของ ‘เทพ’ องค์นั้นไปตลอด รับใช้ ‘เทพ’ นั้นไปตลอดกาล!”
“วิถีเทพปีศาจที่เรียกว่า ‘ปีศาจ’ ก็เพราะ ‘เทพ’ ที่บูชานั้นมักกระหายเลือด ใช้ชีวิตเป็นโลหิต นี่คือสิ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลง!”
“และหลังจากนั้น เทพปีศาจจะควบคุมจิตใจท่านโดยตรง โดยที่ท่านไม่อาจตัดสินใจอะไรเองได้!”
“ศิษย์พี่ใหญ่!”
“ยังทันกลับตัวได้ หาเครื่องศักดิ์สิทธิ์แห่งควันธูปมาชำระจิตวิญญาณของท่าน ทำลายวิถีเทพปีศาจทิ้งเสีย ตอนนี้ยังไม่สาย”
“พอเถอะ” ลู่จี๋ไม่ฟังต่อ
“ข้ามีเส้นทางของข้าที่ต้องเดิน ไม่ต้องพูดอีกแล้ว”
เนี่ยหยวนถอนใจ
เขายอมรับไม่ได้ จึงกระทืบเท้าแล้วเดินจากไป
ในรถม้าเงียบสงัด มีเพียงเสียงกีบม้าและล้อรถบดโคลนเลน
อาการของวิถีเทพปีศาจ​กลับมาอีกครั้ง ร่างลู่จี๋สั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่ส่งเสียงร้อง
เขาหลับตาลง สังเกตการณ์ร่างกายและบนแท่นบูชาจิตวิญญาณ มีศาลเจ้าบิดเบี้ยวเลือนราง ชั่วร้าย และล่อลวงจิตใจ
ครึ่งก้านธูปผ่านไป ทุกอย่างค่อยสงบ
ลู่จี๋ลืมตาขึ้น มองหน้าภาพมายาของเทพเจ้าบิดเบี้ยว มุมปากยิ้มดูแคลนและดุร้าย
...
ณ เมืองหลวง
ณ พระที่นั่งจงเจวี๋ย
ฉินอ๋อง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประทับอยู่บนตำแหน่ง
“ทูลรายงาน—”
ขันทีคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในพระที่นั่งอย่างร้อนรน
“เรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“สิบวันก่อน ท่านแม่ทัพลู่และเฉินซานซือได้ต่อสู้กันนอกเมืองเหลียงโจว และพ่ายแพ้จนบาดเจ็บสาหัส…ด้วยความจนใจ กองกำลังสามค่ายจึงถอนทัพออกจากเหลียงโจว!”
“บัดนี้ ทั้งเหลียงโจวและโหยวโจว ตกอยู่ในมือบุรุษชุดขาวทั้งหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“อะไรนะ!?”
“เจ้าลู่จี๋นั่น ไร้น้ำยาจริงหรือ?!”
ฉินอ๋องทรงพิโรธดั่งสายฟ้าฟาด
“ไม่ใช่ว่ามันฝึกวิชามารหรอกรึ? ฝึกวิชามารแล้วยังสู้คนฝึกวิทยายุทธ์ไม่ได้อีกหรือ!”
“เร็วเข้า!”
“รีบแจ้งข่าวให้ฝ่าบาทที่กำลังเข้าฌานทรงทราบ!”
“มีเพียงฝ่าบาทเท่านั้นที่เชิญท่านเซียนมาได้!”
………………..