เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 269 : น้อมส่งท่านอาจารย์!

บทที่ 269 : น้อมส่งท่านอาจารย์!

บทที่ 269 : น้อมส่งท่านอาจารย์!


บทที่ 269 : น้อมส่งท่านอาจารย์!

เมืองเหลียงโจว

ณ จวนอู่ยี่โป๋

วันนี้เป็นวันหยุดพัก เฉิน​ซาน​ซือไม่จำเป็นต้องตื่นตั้งแต่ยามเหม่า (05:00-06:59 น.) เพื่อไปจัดการเรื่องการทหารที่ค่ายทัพ

อีกทั้งเมื่อคืนก็ออกแรงกันไปค่อนข้างนาน...คนฝึกยุทธ์นี่มันช่างแตกต่างจากคนทั่วไปเสียจริง

"ศิษย์น้อง"

เสียงสัมผัสอันนุ่มนวลและอ่อนโยนดังขึ้นข้างใบหู

"ศิษย์พี่ เหตุใดท่านถึงตื่นเช้านักเล่า?"

"ก็เมื่อคืน เจ้าเอาแต่เรียกข้าว่าศิษย์พี่มิใช่หรือ?"

"ก็เหมือนกันนั่นแหละน่า"

เฉินซานซือรวบร่างหยกอันอบอุ่นเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน หวังจะดื่มด่ำกับความหวานชื่นอีกสักครา

"เดี๋ยวก่อน~"

ซุนหลีซึ่งใบหน้าแดงระเรื่อใช้นิ้วชี้จรดที่ริมฝีปากของเขาเพื่อห้ามไว้ แล้วกระซิบเบาๆว่า

"อีกสักครู่เรายังต้องไปคารวะน้ำชาให้ท่านพ่อนะ เจ้าลืมแล้วหรือ?"

"ไม่เสียเวลาหรอกน่า"

"ไว้กลับมาค่อยต่อไม่ได้หรือไร? เรายังมีเวลาอีกถมเถไป"

"ก็ได้"

"ซือฉิน! โม่ฮวา!"

สิ้นเสียงเรียก ไม่นานนักสาวใช้สองคนก็ยกอ่างน้ำร้อนเข้ามา

เฉินซานซือและซุนหลีจึงล้างหน้าล้างตาแต่งตัวกันอย่างรวดเร็ว

"เอ่อ จริงสิเจ้าคะ ท่านผู้บัญชาการ"

"เมื่อวานนี้นกชิงเหนี่ยวได้นำจดหมายกลับมาฉบับหนึ่งเจ้าค่ะ"

"อืม"

เฉินซานซือรีบเปิดจดหมายที่มาจากแคว้นตงชิ่งอย่างรวดเร็ว ข้างในมีเพียงข้อความสั้นๆสี่ตัวอักษร

"สบายดี, มิต้องห่วง"

ลายมือเป็นของกู้ซินหลัน แต่ทว่าเขามองปราดเดียวก็รู้ว่านี่ไม่ใช่จดหมายที่นางเขียนเอง

กุ้ยอีผู้นั้นแปดเก้าส่วนคงไม่ได้ให้กู้ซินหลันดูจดหมายเลยด้วยซ้ำ

ดูท่าทางแล้ว...นางคงคิดจะยึดทั้งภรรยาและลูกของเขาไปเป็นของตัวเอง ไม่คิดจะคืนให้แล้วสินะ

"ซือฉิน ฝนหมึก!"

เฉินซานซือจรดพู่กันลงบนกระดาษ

เนื้อหาในจดหมายโดยสรุปก็คือ ให้รีบส่งภรรยาและลูกของเขากลับมาโดยเร็ว ยินดีต้อนรับให้มาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ…มิฉะนั้นแล้ว ระวังเขาจะนำทัพบุกไปถึงแคว้นตงชิ่ง

แน่นอนว่าประโยคหลังเป็นเพียงคำพูดล้อเล่น แต่ประโยคข้างหน้านั้นเขาจริงจัง

หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว…เฉินซานซือและซุนหลีจึงได้นั่งรถม้าเดินทางไปยังจวนผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วยกัน

"ท่านอาจารย์ข้าล่ะ?"

เมื่อพวกเขามาถึงห้องโถง กลับไม่พบผู้ใดอยู่เลย…จึงได้ถามสาวใช้คนหนึ่งที่เดินผ่านมา

"ไม่ทราบเลยเจ้าค่ะ ช่วงนี้ท่านผู้บัญชาการเหมือนจะกำลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บอยู่ เลยสั่งไม่ให้พวกเราเข้าไปรบกวนเจ้าค่ะ"

"ปู้ฉี!"

เฉินซานซือไปเจอซุนปู้ฉีที่กำลังยิงนกเล่นอยู่

"พ่อเจ้าอยู่ไหน?"

"พ่อข้าหรือ?"

ซุนปู้ฉีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

"น่าจะพักผ่อนอยู่ในห้องนอนกระมัง ท่านให้สาวใช้พาไปก็ได้"

ภายในเรือนตังกุย เฉินซานซือเคาะประตูเบาๆ

"ท่านอาจารย์…ท่านกำลังเก็บตัวรักษาอาการบาดเจ็บอยู่หรือขอรับ? ข้ากับศิษย์พี่มาคารวะน้ำชาให้ท่าน"

ไม่มีเสียงตอบรับ

"ท่านอาจารย์"

ยังคงเงียบสนิท

แย่แล้ว...

เฉินซานซือใช้ [วิชามองพลัง] แต่กลับไม่พบไอพลังใดๆ ในห้องเลย

เป็นไปได้ว่าไม่อยู่...

หรือมิเช่นนั้นก็...

เขาจึงผลักประตูเข้าไปอย่างแรง

"ท่านอาจารย์?"

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตา...คือการตกแต่งที่เรียบง่ายอย่างยิ่ง

บนชั้นหนังสือเก่าคร่ำคร่า วางเรียงรายไปด้วยหนังสือเก่า มีทั้งตำราวิทยายุทธ์ ตำราปรัชญาขงจื๊อ แต่ที่มีมากที่สุดคือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับราชการน้อยใหญ่ของเมืองเหลียงโจว

บนโต๊ะหนังสือที่มีรอยแตก มีแผนการจัดสรรเสบียงกรังสำหรับภาวะข้าวยากหมากแพงในเมืองเฟิ่งหยางซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของเหลียงโจวฉบับหนึ่งที่เพิ่งเขียนเสร็จวางอยู่

เเละผู้บัญชาการซุนนอนหลับอย่างสงบบนเตียงนอนที่สีเคลือบหลุดลอก

"ท่านพ่อ?"

ซุนหลีเดินเข้าไปข้างหน้าด้วยความเป็นห่วง

เฉินซานซือไม่ได้ส่งเสียงใดๆ เพียงแค่เดินไปอยู่ข้างกายชายชราแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆว่า

"ท่านอาจารย์ ท่านทำงานหนักมาทั้งชีวิตแล้ว พักผ่อนได้แล้วขอรับ เรื่องราวหลังจากนี้ ศิษย์จะจัดการให้เอง"

และก็เป็นเพราะได้ยินประโยคนี้เอง

ซุนหลีซึ่งไม่รู้สึกถึงลมหายใจบริเวณปลายจมูกของผู้บัญชาการซุนมาครู่หนึ่งแล้ว จึงเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า

"ท่านพ่อ!"

ซุนปู้ฉีซึ่งเดิมทีตั้งใจจะมาดูเรื่องสนุก เมื่อเห็นภาพนี้ก็ทรุดกายคุกเข่ากับพื้น

"ท่านพ่อ! เมื่อคืนท่านยังสบายดีอยู่เลยนี่…ท่านยังตีข้าไปหนึ่งทีอยู่เลยไม่ใช่หรือ!"

ไม่นานหลังจากนั้น เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆก็รีบมาถึง เเละทั้งหมดต่างคุกเข่าลงในห้อง

"ท่านอาจารย์ เดินทางโดยสวัสดิภาพเถิดขอรับ"

….

พิธีศพเริ่มต้นขึ้นภายใต้บรรยากาศที่หนักอึ้ง

ทั้งที่เมื่อวานยังเป็นวันมงคลสมรสอันน่ายินดี โคมแดงถูกแขวนไว้สูงตระหง่าน แต่เพียงชั่วข้ามคืนกลับกลายเป็นงานศพ ภายในและภายนอกจวนผู้บัญชาการทหารสูงสุดล้วนประดับประดาด้วยผ้าขาวไว้ทุกข์

เหล่าขุนนางที่มาร่วมงานเลี้ยงฉลองสมรสและยังไม่ทันได้เดินทางจากไป ก็จำต้องอยู่ต่อเพื่อร่วมแสดงความอาลัย

เฉินซานซือโค้งคำนับก่อนที่ร่างจะถูกบรรจุลงในโลง จากนั้นก็ค่อยๆถอดแหวนเงินที่สลักอักขระยันต์วงนั้นออกจากมือที่เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แห้ง แล้วสวมลงบนนิ้วของตนอย่างช้าๆ

ในตอนนี้ เขาไม่มีอารมณ์จะไปตรวจสอบดูว่าข้างในมีอะไรอยู่ เพียงแค่ร่วมมือกับเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องจัดงานศพอย่างเงียบๆ

"ท่านผู้บัญชาการ เดินทางโดยสวัสดิภาพเถิด~"

โหวขันที ผู้ตรวจการทหารแห่งเมืองเหลียงโจวเดินทางมาเพื่อแสดงความอาลัย

หลังจากเสร็จสิ้นพิธี เขาก็ยังไม่จากไป แต่เดินมายังเบื้องหน้าชายหนุ่มในชุดขาว แล้วกล่าวด้วยความรู้สึกสะเทือนใจว่า

"ตอนที่ข้าน้อยยังเด็ก ก็เคยได้ยินชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านผู้บัญชาการซุนแล้ว ในใจก็ยกให้ท่านเป็นแบบอย่าง ถึงกับเคยมีความคิดอยากจะสมัครเป็นทหารเลยทีเดียว"

"น่าเสียดายที่ตอนนั้น บิดาผู้ให้กำเนิดไม่มีเงินรักษาอาการป่วย จึงขายข้าน้อยเข้าวังไป ตอนแรกเข้าสำนักประจิม ต่อมาจึงได้เข้ากรมพิธีการ...แต่ถึงกระนั้น ความเคารพที่ข้าน้อยมีต่อท่านผู้บัญชาการในใจนั้น มีอยู่เสมอมา"

"ภายหลังทางราชสำนักได้ส่งข้าน้อยจากเมืองหลวงมาเป็นผู้ตรวจการทหารที่เมืองเหลียงโจว ข้าน้อยก็ปฏิบัติต่อท่านผู้บัญชาการซุนเยี่ยงผู้อาวุโสที่ควรค่าแก่การเคารพยกย่องมาโดยตลอด ไม่เคยกล้าล่วงเกินแม้แต่น้อย..."

"โหวขันที"

"มีเรื่องอันใด เชิญท่านขันทีกล่าวมาตรงๆเถิด วันนี้ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องจัดการ ข้าน้อยไม่มีเวลามาสนทนาเรื่อยเปื่อยมากนัก ขอท่านขันทีโปรดอภัย"

เฉินซานซือพูดขัดขึ้น เขาไม่มีความอดทนจะฟังต่อไปอีกแล้ว

"เรียนตามตรง วันนี้ที่ข้าน้อยมา แท้จริงแล้วก็มีเรื่องเล็กน้อยอยู่เรื่องหนึ่ง…ทุกคนต่างก็ทราบดีว่า แม้ท่านจะเพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นาน แต่ก็เป็นศิษย์คนสุดท้ายของท่านผู้บัญชาการซุน และยังเป็นศิษย์คนโปรดที่สุดอีกด้วย”

“เช่นนั้นแล้ว ก่อนที่ท่านผู้บัญชาการจะสิ้นลม คงจะต้องถ่ายทอดมรดกทั้งหมดให้แก่ท่านเเแม่ทั​พเฉินแล้วใช่หรือไม่?”

"ท่านขันที ท่านอาจารย์ไม่เคยลำเอียงต่อศิษย์พี่ศิษย์น้องคนใดเลย…การที่ท่านพูดเช่นนี้ไม่เหมาะสม" เฉินซานซือกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

"ส่วนเรื่องการสืบทอดมรดก หากท่านขันทีหมายถึงหอกมังกรประกายเงิน เช่นนั้นแล้วมันก็อยู่ที่ข้าจริงๆ นี่เป็นสิ่งที่เหล่าทหารนับหมื่นนายได้เห็นกับตาเมื่อไม่นานมานี้"

"ท่านเเแม่ทั​พเฉินเป็นคนฉลาดหลักแหลม ท่านน่าจะเข้าใจว่าข้าน้อยหมายถึงสิ่งใด”

“ถ้าอย่างนั้น ให้ข้าน้อยใบ้ให้สักหน่อยดีหรือไม่? หน้าผาอิ๋นซง, ด่านหู่เหลา, ภูเขาหลางจูซู...อีกทั้งในเมื่อท่านผู้บัญชาการซุนได้มอบอาวุธให้แก่ท่านเเแม่ทั​พเฉินแล้ว ก็ย่อมต้องมีวิชาที่คู่ควรกันด้วยใช่หรือไม่”

"ท่านขันที"

"วันนี้เป็นงานศพของท่านอาจารย์ข้า การมาถกเรื่องเหล่านี้จะไม่เป็นการสมควรไปหน่อยหรือ?" เฉินซานซือกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์

"ท่านเเแม่ทั​พเฉิน"

"เรื่องบางอย่าง ยิ่งเร็วยิ่งดีนะขอรับ"

"ข้าบอกว่า นี่เป็นงานศพของท่านอาจารย์ข้า รอให้เรื่องนี้ผ่านไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน"

เฉินซานซือหยุดไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของขันทีผู้นั้นแล้วกล่าวซ้ำ

"ท่าน...ฟังไม่เข้าใจหรือ?"

"..."

ในชั่วพริบตานั้นเอง โหวขันทีถึงกับรู้สึกขนลุกชัน

มันราวกับว่าตนเองเป็นศัตรูในสนามรบ…เขารีบตั้งสติได้อย่างรวดเร็วแล้วฝืนยิ้มกล่าวว่า

"ท่านเเแม่ทั​พเฉินกล่าวได้มีเหตุผล เป็นข้าน้อยที่เสียมารยาทไปเอง ไว้ข้าน้อยจะมาใหม่ในวันหลัง อย่างไรก็ตาม เรื่องบางอย่าง ท่านเเแม่ทั​พเฉินคงต้องคิดให้ดีๆ นะขอรับ"

กล่าวจบ เขาจึงคำนับโลงศพครั้งหนึ่ง แล้วหมุนตัวจากไป

"ไอ้ขันทีชั่ว!" หวังจื๋อซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้แต่สบถออกมา

"ท่านอาจารย์ผู้เฒ่าของข้าภักดีต่อราชสำนักมาตลอดทั้งชีวิต ทุ่มเทแรงกายแรงใจจนหมดสิ้น ผลสุดท้ายกลับต้องถูกระแวงและจับตาดูอยู่ตลอดชีวิต แม้กระทั่งสิ้นใจไปแล้วก็ยังไม่ปล่อยให้ท่านอยู่อย่างสงบ"

"ซานซือ...ท่านอาจารย์มอบหอกมังกรประกายเงินให้เจ้าต่อหน้าสาธารณชน อีกทั้งเจ้ายังสร้างคุณงามความดีอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ตอนนี้ทั่วทั้งใต้หล้า เกรงว่าจะไม่มีผู้ใดมีบารมีในวิถีแห่งการทหารสูงส่งไปกว่าเจ้าอีกแล้ว….และตามสันดานของราชสำนัก ต่อไปจะต้องมีความระแวงและคอยจับตาดูเจ้าเป็นแน่"

"ข้ารู้"

เฉินซานซือยอมรับ

ตามความเป็นจริงแล้ว ต่อให้ท่านอาจารย์ไม่ได้มอบหอกมังกรประกายเงินให้แก่เขาต่อหน้าผู้คนมากมาย

ราชสำนักก็ยังคงต้องมาหาเขาถึงที่อยู่ดี

เเละมันเป็นเหตุผลง่ายๆ

ในเมื่อคนตายไปแล้ว ของย่อมต้องมีคนสืบทอด

….

"ได้เวลาแล้ว"

ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ ลู่จี๋เป็นผู้ดำเนินพิธีศพ เขาค่อยๆ ยกมือออกจากโลงศพแล้วเอ่ยด้วยเสียงทุ้มลึกว่า

"เริ่มงานได้"

เสียงปี่ซั่วหน้าดังขึ้น

เหล่าศิษย์ช่วยกันยกโลงศพขึ้น

ขบวนแห่ศพนั้นใหญ่โตมโหฬารอย่างยิ่ง…เพียงแค่ชาวบ้านก็มีจำนวนนับหมื่นแล้ว

นับตั้งแต่ผู้บัญชาการซุนมาถึงเมืองเหลียงโจว ก็ไม่มีผู้ใดกล้าทำตัวเป็นอันธพาลกร่างไปทั่วอีก ภาษีที่เก็บก็ลดน้อยลงทุกปี ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องอดตายหรือหนาวตายเมื่อถึงฤดูหนาว

ในวันนี้ ทั้งเมืองสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวไว้ทุกข์…ไม่ว่าจะเป็นสตรี เด็ก หรือคนชรา

ต่างโศกเศร้ากันทั่วทั้งเมือง

ยศศักดิ์ของผู้บัญชาการซุนคือ "กั๋วกง" (เทียบเท่าดยุก) เดิมทีพิธีศพควรจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ แต่ตามความประสงค์ที่ท่านทิ้งไว้ก่อนสิ้นใจ สุดท้ายจึงเลือกจัดอย่างเรียบง่าย นอกจากจำนวนคนที่มาร่วมงานจะเยอะมากเป็นพิเศษแล้ว ก็แทบไม่มีความฟุ่มเฟือยใดๆเลย มีเพียงโลงศพเท่านั้น ที่ศิษย์พี่ใหญ่ยืนกรานที่จะหาโลงไม้ที่ดีที่สุดมาให้

สถานที่ฝังศพ ถูกเลือกให้อยู่บนภูเขาหวงอวิ๋น

ใต้ภูเขาหวงอวิ๋นคือหมู่บ้านหวงอวิ๋น

ที่นั่นคือสถานที่เกิดของผู้บัญชาการซุน

ก็นับว่า...เป็นการคืนสู่เหย้า กลับสู่รากเหง้าของตน

เมื่อโลงศพถูกหย่อนลงในหลุมแล้ว ก็เริ่มทำการกลบดิน

ในตอนนั้นเอง

เฉินซานซือรู้สึกได้ถึงบางสิ่ง จึงได้หยิบหอกมังกรประกายเงินออกมา

พลันปรากฏว่า...มีจิตวิญญาณสีทองสายหนึ่งลอยออกมาจากในหอก

มันลอยวนอยู่เหนือโลงศพสองสามรอบ ก่อนจะสลายไปกับสายลม

จิตวิญญาณหอก...

ท่านอาจารย์เคยบอกว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ แม้แต่อาวุธก็ไม่เว้น…เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะสามารถบ่มเพาะจิตวิญญาณหอกขึ้นมาได้

เห็นได้ชัดว่า หลังจากท่านอาจารย์จากไป…จิตวิญญาณส่วนหนึ่งในหอกมังกรประกายเงิน ก็ได้จากไปพร้อมกับท่านด้วย

ดังนั้น​หอกเล่มนี้…ก็นับว่าได้กลายเป็นของเขาโดยสมบูรณ์แล้ว

[สุสานท่านผู้บัญชาการซุนผู้เป็นที่เคารพรัก]

ข้อความบนป้ายหน้าหลุมศพก็เรียบง่ายเช่นกัน

ข้างๆข้อความแถวนี้ คือรายชื่อของศิษย์อย่างเฉินซานซือและคนอื่นๆ

ส่วนคุณงามความดีในยามที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ได้ถูกสลักไว้บนนั้น

อายุหนึ่งร้อยปี

ถือว่าอายุยืนหรือไม่?

จะว่ายืนก็ยืน จะว่าไม่ยืนก็ไม่เชิง

จนกระทั่งถึงช่วงบ่าย ผู้คนในขบวนแห่ศพก็ทยอยจากไปทีละคนสองคน

บนภูเขา จึงเหลือเพียงบุตรธิดาและเหล่าศิษย์ ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่เนิ่นนานไม่จากไปไหน

มีเพียงซุนปู้ฉีที่เงียบขรึมและเดินลงจากเขาไปเพียงลำพัง

….

"บัดนี้ สงครามสิ้นสุดลงแล้ว"

ในที่สุด หรงเยี่ยนชิวก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น

"ไม่ทราบว่าทุกคนมีแผนจะทำอะไรกันต่อไปบ้าง"

"อมิตาภพุทธ"

ศิษย์พี่ห้า เหมิงกว่างซิ่นกล่าวเป็นคนเเรก

"ท่านอาจารย์ได้จากไปยังดินแดนสุขาวดีแล้ว ข้าน้อยเองก็สมควรกลับไปยังวัดหลิงอิ่นเสียที ไปสวดมนต์ ลั่นระฆังในแต่ละวัน ก็นับว่าสุขสบายใจดี"

"ข้ามีเรื่องบางอย่างที่ต้องทำ"

เย่เฟิ่งซิว มองดาบในมือของตน

"ในเมื่อเป็นเรื่องของยุทธภพ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ในราชสำนักอีกต่อไป เรื่องของยุทธภพก็ต้องสะสางกันในยุทธภพ นี่คือเจตนาเดิมที่ข้าเริ่มเรียนดาบ"

"อย่าเพิ่งสิ"

"นี่พวกท่านคิดจะแยกย้ายกันแล้วรึ?" เมื่อได้ยินดังนั้น หวังจื๋อก็รีบกล่าวขึ้น

"ในใต้หล้าจะมีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรากันเล่า" ศิษย์พี่สอง เฉิงเว่ยกล่าว

"ในเมื่อศิษย์น้องสองคนจะไป ข้าก็จะไปด้วยเหมือนกัน ทรัพย์สมบัติที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาหลายปี เพียงราชโองการฉบับเดียวก็ตกเป็นของผู้อื่นหมด ใครมันจะมีกะจิตกะใจทำต่อไปกันเล่า…สู้ลงใต้ไปหาเพื่อนเก่าทำมาค้าขายดีกว่า ถึงตอนนั้นก็คงต้องขอให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ยังรับราชการอยู่คอยช่วยเหลือกันบ้าง"

เดิมที เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ของกองทัพพยัคฆ์ขาว แต่ผลจากการขยายกองทัพ เขากลับถูกส่งไปอยู่หน่วยทหารรักษาการณ์เมืองเหลียงโจว แถมยังต้องฟังคำสั่งของจ้าวอู๋จี๋อีก

….ความอัปยศอดสูเช่นนี้ เขาขี้เกียจจะทนต่อไปแล้ว

"เจ้าสองพูดถูก" เหมิงกว่างซิ่นแค่นเสียงเย็นชา

"ท่านอาจารย์บาดเจ็บอย่างมีเงื่อนงำเมื่อครั้งนั้น เเถมตอนร่างยังไม่ทันได้ฝังดิน ไอ้ขันทีนั่นก็มาทวงของจากศิษย์น้องแล้ว ราชสำนักแบบนี้ ใครอยากจะอยู่ก็อยู่ไปเถอะ"

"ท่านอาจารย์...มีอาการบาดเจ็บหรือขอรับ?" เฉินซานซือเพิ่งจะรู้เป็นครั้งแรก

"มีมานานแล้ว" เหมิงกว่างซิ่นกล่าว

"มิเช่นนั้น เจ้าคิดว่าที่ท่านอาจารย์เคยไม่ลงมือสู้กับใครมาหลายปีติดกัน นั่นก็เพราะต้องพักรักษาตัวไม่ใช่หรือ?....หากไม่เป็นเช่นนั้น ท่านคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกหลายปี ส่วนบาดเจ็บมาได้อย่างไร เจ้าก็ลองคิดดูเอาเถิด"

"แล้วก็ยังมีขาของเจ้าสี่อีก"

หรงเยี่ยนชิวรับคำพูดต่อ

"ยังมีศิษย์น้องปู้หุ่ยอีก หลายปีมานี้ ไอ้แซ่เฉานั่นไม่รู้ว่าวางกับดักพวกเราไปกี่ครั้งแล้ว ข้าเองก็ไม่คิดจะยอมเสี่ยงชีวิตให้อีกต่อไปแล้ว"

"ศิษย์น้องเล็ก" เฉิงเว่ยตบลงบนไหล่ของชายหนุ่มในชุดขาว

"ในอนาคตเจ้ามีแนวโน้มสูงที่จะได้อยู่ในตำแหน่งสูงและมีอำนาจมาก เพราะฉะนั้นจะต้องระมัดระวังตัวให้ดีล่ะ"

"ศิษย์​พี่ใหญ่!"

"ท่านอย่าได้ไม่พอใจอีกเลย! ยังไม่พูดถึงเรื่องอื่นนะ แค่พรสวรรค์ด้านวิทยายุทธ์ของศิษย์น้องเล็กก็ดีที่สุดในหมู่พวกเราแล้ว แค่เพียงจุดนี้จุดเดียว การที่ท่านอาจารย์จะมอบมรดกให้เขา ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว…ดังนั้นในภายภาคหน้าเมื่อข้าน้อยกับศิษย์พี่น้องคนอื่นๆ จากไปแล้ว เจ้าซึ่งอยู่ในราชสำนัก จะต้องคอยช่วยเหลือศิษย์น้องด้วย!" เหมิงกว่างซิ่นกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

ลู่จี๋ไม่ได้สนใจฟัง เขาเพียงแค่คุกเข่าเงียบๆอยู่หน้าหลุมศพของอาจารย์ ในหัวของเขามีเสียงหัวเราะประหลาดดังแว่วมา

"ศิษย์น้องเล็ก"

"เช่นนั้น พวกเราก็ขอตัวไปก่อนนะ"

"ในอนาคต พวกเราจะกลับมาเยี่ยมเจ้า"

"..."

"ศิษย์พี่ทุกท่าน ศิษย์พี่หญิง อยากจะทำอะไรก็ไปทำเถิดขอรับ" เฉินซานซือตอบ

"แต่ถ้าไม่ได้รีบร้อนอะไรเป็นพิเศษ คืนนี้ให้ศิษย์น้องเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงส่งให้ทุกคนเอง"

"ได้เลย!"

"นั่นสิ สมควรแล้วที่จะได้กลับมารวมตัวกันอีกสักครั้ง"

"เพราะว่าหลังจากนี้ กว่าจะได้พบกันอีก ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไหร่แล้ว"

"..."

"ถ้าอย่างนั้น พวกเรากลับไปเก็บข้าวของกันก่อน คืนนี้เจอกัน"

"คืนนี้ข้ามีธุระบางอย่าง" ลู่จี๋เอ่ยขึ้น

"คงไม่ได้ไปร่วมด้วยแล้ว"

เขากล่าวพลางตบไหล่ศิษย์น้องเบาๆ จากนั้นก็หายตัวไป

….

"ศิษย์พี่ พวกเรากลับกันเถอะ"

เฉินซานซือประคองซุนหลีให้ลุกขึ้น

"ปล่อยให้ท่านอาจารย์ได้พักผ่อนอย่างสงบเถิด"

"อืม"

ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังจะจากไปนั้น

เฉินซานซือก็เห็นว่า...ที่เบื้องหน้าป้ายหลุมศพ พลันปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน

เขาคือบัณฑิตผู้หนึ่ง สวมชุดยาวสีขาวที่ผ่านการซักจนซีด เท้าสวมรองเท้าผ้า แม้การแต่งกายจะเรียบง่าย แต่กลับดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบอย่างยิ่ง

เขายืนอยู่หน้าป้ายหลุมศพ จ้องมองข้อความบนนั้นอย่างเงียบงัน

"ท่านเหมย?" เฉินซานซือประสานมือคารวะ

"ท่านก็มาด้วยหรือขอรับ"

"เเค่มาดูเสียหน่อย" เหมยเซี่ยวกล่าวอย่างเรียบเฉย

"เซี่ยจง...ก็ถือได้ว่าข้าเป็นคนมองเขาเติบโตมา"

คำพูดนี้...เมื่ออยู่ในหูของเฉินซานซือแล้ว มันช่างฟังดูแปลกๆพิกล

"ศิษย์​น้องกำลังพูดอยู่กับใครหรือ?"

เสียงของซุนหลีดังขึ้น

"ท่านมองไม่เห็นหรือ?"

"เห็นอะไรหรือ?" ซุนหลีจับแขนเขาไว้

"ศิษย์น้อง เจ้าอย่าได้เสียใจเกินไปนักเลย"

"ผู้มีวาสนาเท่านั้นจึงจะมองเห็นข้าได้" เหมยเซี่ยวอธิบาย

"ข้ากับเจ้านับว่ามีวาสนาต่อกัน ดังนั้นในอนาคต เราจะได้พบกันอีก"

เขากล่าวพลางพยักหน้าเล็กน้อย แล้วก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

….

ไม่นานหลังจากนั้น…เหมือนกับครั้งก่อนที่จวนผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ณ สถานที่อีกแห่งหนึ่งในบริเวณใกล้เคียง

ร่างของท่านเหมยก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

ดูเหมือนว่าเขากำลังนำทางใครบางคน ทำเรื่องบางอย่างอยู่ ด้วยท่าทีที่องอาจและเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น

หลังจากนั้น เขาก็หายไปอย่างสิ้นเชิง

"ช่างเป็นเรื่องประหลาดเสียจริง"

เฉินซานซือเลิกคิดถึงเรื่องนั้น แล้วพาซุนหลีกลับบ้าน ให้เธอนอนพักผ่อนอย่างสบายใจ

เนื่องจากงานศพที่ดำเนินติดต่อกันมาหลายวัน พอทุกอย่างกลับสู่ความเงียบสงบในที่สุด เขาจึงได้มายังห้องพักในสวนหลังบ้าน เพื่อตรวจสอบดูว่าในแหวนนั้นมีสิ่งใดอยู่บ้าง

หลังจากถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปสายหนึ่ง

เขาก็สามารถมองเห็นได้ว่า...

ในห้วงมิติอันมืดมิด มีหินวิญญาณเก็บไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้เยอะมากนัก นอกจากนี้ยังมีลูกแก้ววิญญาณอีกหนึ่งลูก เพียงแต่ว่าข้างในนั้นบรรจุไว้ด้วยไอปีศาจ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่หลงเหลือมาจากการผนึกเส้นชีพจรปีศาจ

นอกจากนั้น ยังมีคันธนูที่ไม่มีสายอยู่หนึ่งคันและลูกธนูอีกจำนวนหนึ่ง

อาวุธวิญญาณระดับกลาง!

เฉินซานซือเคยไปเดินเล่นในตลาดต้าเจ๋อฟางมาไม่น้อย ดังนั้นจึงพอจะมองระดับของอาวุธออกอยู่บ้าง

เขาหยิบคันธนูออกมา

หากมองแค่จากภายนอก มันก็คือคันธนูโค้งธรรมดาๆ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีก็จะพบว่า ตัวไม้นั้นเป็นไม้ทิพย์จากโลกของผู้ฝึกตน บนนั้นมีอักขระลึกล้ำสลักอยู่ ไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน

ส่วนลูกธนูพวกนี้ก็ดูเรียบง่ายเช่นกัน ทว่ากลับสามารถรองรับพลังวิญญาณและพลังลมปราณได้

มีเพียงอย่างเดียวที่ขาดไป... ก็คือสายธนู

น่าจะเป็นเพราะท่านอาจารย์ยังเตรียมการไม่เสร็จดีก็จากไปเสียก่อน ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่ได้นำมันออกมา

อาวุธวิญญาณระดับกลางนั้น สอดคล้องกับผู้ฝึกตนขั้นหลอมปราณระดับกลาง ซึ่งก็พอๆกับขอบเขตพลังยุทธ์ของเขาในตอนนี้

ก็นับว่ายังพอใช้งานได้อยู่

เขาสำรวจดูต่อไป...ยังมียันต์วิชาอีกหนึ่งแผ่น

เเละมันคือยันต์ค่ายกลที่ใช้สำหรับบดบังพลังวิญญาณ

ท่านอาจารย์เคยสั่งไว้ว่า ในอนาคตอาจมีผู้ฝึกตนเข้ามายังทวีปตงเซิ่งเสินโจว ดังนั้นเวลาที่จะใช้เส้นชีพจรวิญญาณจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ทางที่ดีที่สุดคือเลือกสถานที่สักแห่งหนึ่งให้เป็นถ้ำพำนักประจำ จากนั้นก็ใช้ยันต์ค่ายกลเพื่อบดบังพลังเอาไว้ และอย่าได้เปลี่ยนตำแหน่งบ่อยๆ

และสุดท้าย...คือแผ่นไม้หนึ่งแผ่นและแผ่นหยกอีกหนึ่งแผ่น

บนแผ่นหยกนั้นมีคำว่า "สำนักชิงซู" เขียนอยู่

ท่านอาจารย์ยังได้ทิ้งข้อความไว้บนนั้นด้วยว่า นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่สำนักในโลกของผู้ฝึกตนที่มีวิชาฝึกกายสืบทอดกันมา หากในอนาคตจนปัญญาจริงๆ ก็สามารถนำแผ่นหยกนี้ไปหาท่านปรมาจารย์หยูหลิงได้ แต่ก็พยายามอย่าไปจะดีที่สุด

ส่วนแผ่นไม้ชิ้นสุดท้ายนั้น...ดูค่อนข้างซูมพิเศษอยู่สักหน่อย

ทั้งที่มองดูเป็นไม้ แต่สัมผัสที่ได้เมื่อถืออยู่ในมือกลับเหมือนกับหยก บนนั้นมีอักษรตัวใหญ่สามตัวสลักไว้ว่า "เจิ้นโส่วสื่อ" (ผู้พิทักษ์)

นี่คงจะเป็น...สิ่งที่ท่านอาจารย์เคยเอ่ยถึงเมื่อครั้งอยู่ที่สุดขอบฟ้า

สัญลักษณ์ยืนยันตัวตนของผู้พิทักษ์แห่งทวีปตงเซิ่งเสินโจว

เพียงแต่ว่า...ท่านอาจารย์ไม่เคยบอกเลยว่า ตัวตนของผู้พิทักษ์นี้มีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วพลังฝีมือที่สืบทอดมาทั้งชีวิตของท่านนั้นได้มาได้อย่างไรกันแน่

บางที...อาจจะเกี่ยวข้องกับดินแดนสุดขั้วทางเหนือที่ศิษย์พี่เคยกล่าวถึงก็เป็นได้

……………

จบบทที่ บทที่ 269 : น้อมส่งท่านอาจารย์!

คัดลอกลิงก์แล้ว