เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 249 : สถานการณ์เลวร้าย!

บทที่ 249 : สถานการณ์เลวร้าย!

บทที่ 249 : สถานการณ์เลวร้าย!


บทที่ 249 : สถานการณ์เลวร้าย!

สถานการณ์ปัจจุบัน

กองกำลังส่วนใหญ่ในเมืองเหลียงโจวล้วนติดอยู่ในค่ายกล

ที่อยู่ด้านนอกนั้นมีเพียงกองทัพสามกองเท่านั้น…และกองทัพทั้งสามกองนี้ ก็เป็นกองกำลังที่ถูกส่งออกไปตามคำยืนกรานอย่างแข็งขันของเฉินซานซือ!

หากเป็นไปตามแผนการเดิมของเฉาฮวนและคนอื่นๆแล้วล่ะก็ ป่านนี้คงไม่มีทหารแม้แต่นายเดียวอยู่ข้างนอก กองทัพนับแสนนายคงจะถูกขังอยู่ภายในกำแพงเมืองจีนจนหมดสิ้น

"ท่านแม่ทัพฟาง!"

"ต้องขอบคุณความแน่วแน่ของพวกท่านจริงๆ มิฉะนั้นแล้ว พวกเราคงมีแต่ต้องนั่งรอความตายสถานเดียว" เฉาฮวนเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ

"ถึงจะเป็นอย่างนั้น สถานการณ์ก็ยังไม่น่าไว้วางใจอยู่ดี" จ้าวอู๋จี๋กล่าวเสริม

ถึงแม้ว่าจะมีกองทัพสามกองอยู่ข้างนอก แต่ก็ต้องหาวิธีติดต่อกับพวกเขาให้ได้เสียก่อน

ในเมื่อทั่วทั้งผืนฟ้าถูกม่านพลังนี้ปกคลุมเอาไว้หมดแล้ว สัตว์อสูรส่งสารอย่างเหยี่ยวไห่ตงชิงก็ไม่สามารถบินผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระอีกต่อไป

"ศิษย์พี่ใหญ่!"

ศิษย์พี่รองเฉิงเว่ยกระโดดเพียงไม่กี่ครั้งก็มาถึงเบื้องหน้ากำแพงหมอก เขาโคจรพลังลมปราณและโลหิตอันแข็งแกร่งแล้วตะโกนออกไปด้านนอกสุดเสียง

"ลู่จี๋! ข้างนอกยังได้ยินเสียงอยู่หรือไม่?!"

ณ ด้านนอกค่ายกลอาคม ลู่จี๋และเนี่ยหยวนเพิ่งจะนำทัพออกจากกำแพงเมืองไปได้ไม่ถึงยี่สิบลี้ ทันใดนั้นเบื้องหลังก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น

พวกเขาเห็นกับตาว่า...ต้นกำเนิดของมันอยู่บนท้องฟ้าเหนือเทือกเขาหลัวเทียน ราวกับว่าท้องฟ้าได้ปริออกเป็นรูโหว่ หมอกโลหิตสีแดงฉานพวยพุ่งออกมาจากช่องนั้น ย้อมท้องฟ้าทั้งผืนให้กลายเป็นสีแดงก่อนจะกลายสภาพเป็นค่ายกลอาคมที่ร่วงหล่นลงมา

เมืองเหลียงโจว...ถูกปิดล้อมแล้ว!

ไม่ว่าคนหรือสัตว์... ก็ไม่มีทางรอดพ้น!

"ศิษย์พี่ใหญ่..."

"นั่น…นั่นมันเรื่องอะไรกัน?" เนี่ยหยวนพึมพำขณะดึงบังเหียนม้าให้หยุดลง

"เทือกเขาหลัวเทียน"

"ถึงว่าทำไมท่านอาจารย์ถึงไม่ยอมเข้าร่วมศึกในครั้งนี้เลย ที่แท้ก็เพราะใจกลางของเทือกเขาเกิดปัญหาขึ้นนี่เอง"

"เกี่ยวข้องกับอสูรพิษหรือ?" เนี่ยหยวนถามต่อ

"แล้วพวกเราจะทำยังไงกันต่อดี?"

"กลับไปดูกันก่อน"

ลู่จี๋สั่งให้กองทัพหยุดเดินทัพชั่วคราว แล้วควบม้าอัคคีเพลิงพุ่งทะยานไปยังขอบค่ายกลอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็แกว่งหอกในมือที่เปี่ยมไปด้วยพลังปราณอันเกรี้ยวกราดฟาดลงบนม่านหมอกโลหิตอย่างรุนแรง…แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นการฟาดที่ว่างเปล่า ราวกับว่าม่านหมอกนี้เป็นเพียงหมอกธรรมดาๆ หอกของเขาจึงฟาดลงบนพื้นดินอย่างจัง แรงกระแทกทำให้คลื่นหมอกม้วนตัวเข้าหาเขา

เมื่อเห็นเช่นนี้ เขาจึงรีบถอยฉากออกไปเพื่อรักษาระยะห่าง

"เป็นค่ายกลที่ประหลาดพิกลนัก!"

พวกเขาเห็นนกกระจอกตัวหนึ่งบินเข้าไปในม่านหมอก แล้วร่างของมันก็สลายกลายเป็นน้ำเลือดในทันที

จากนั้นไม่นาน เสียงของศิษย์พี่รองเฉิงเว่ยก็ดังแว่วออกมาจากข้างใน

"ศิษย์พี่ใหญ่ พวกท่านได้ยินเสียงหรือไม่?"

"ศิษย์น้องรองรึ?"

เนี่ยหยวนรีบตอบกลับไป

"พวกเราได้ยิน!"

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเล็กน้อย

โดยแก่นแท้แล้ว มหาค่ายกลนี้มีไว้เพื่อหลอมโลหิตและเนื้อหนัง จึงยังไม่ถึงขั้นตัดขาดการติดต่อระหว่างภายนอกกับภายในโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าหากแม้แต่การสื่อสารยังทำไม่ได้แล้วล่ะก็ พวกเขาก็คงมีแต่ต้องรอความตายจริงๆ

"ท่านแม่ทัพลู่!" เฉาฮวนตะโกนเสียงดัง

"พวกเราต้องแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด มิเช่นนั้น ทหารและประชาชนหลายล้านคนในเมืองเหลียงโจวจะต้องถูกหลอมสลายไปกับม่านหมอกโลหิตอันน่าพิศวงนี้จนหมดสิ้น!"

"ท่านจงเดินทางไปยังภูเขาเสือ หลังจากไปสมทบกับท่านแม่ทัพเฉินแล้ว ให้รีบไปช่วยเหลือที่เมืองโหยวโจวทันที และเข้าไปทำลายแกนกลางของค่ายกลในเทือกเขาเสีย"

"เมืองโหยวโจว"

"ข้าเข้าใจแล้ว" ลู่จี๋พยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว​

"แล้วหลังจากนั้นล่ะ?"

"พวกเราจะติดต่อสื่อสารกันอย่างทันท่วงทีได้อย่างไร?" จ้าวอู๋จี๋เอ่ยถาม

สถานการณ์ในสนามรบนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แม้ว่าจะมีเหยี่ยวไห่ตงชิงก็อาจไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะได้รับข่าวสารทันทีในครั้งแรก…จะให้มาคอยตะโกนข้ามกำแพงกันตลอดเวลาก็คงจะไร้ประสิทธิภาพเกินไป

ลู่จี๋มองหอกของตนที่ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ หลังจากสัมผัสกับม่านหมอกโลหิต…ในไม่ช้า เขาก็เข้าใจกฎเกณฑ์ของค่ายกลนี้ เขาหยิบธนูเหล็กขึ้นมา ง้างจนสุดสายแล้วยิงลูกธนูทะลุเข้าไปในกำแพงหมอก

"ฟิ้ว—"

ณ ภายในกำแพงหมอก เฉาฮวนและคนอื่นๆ รอจนกระทั่งเห็นลูกธนูดอกนั้นอย่างชัดเจน

"ทำแบบนี้ก็น่าจะได้" ลู่จี๋รีบเสนอวิธีแก้ปัญหา

"ยังคงใช้เหยี่ยวไห่ตงชิงส่งสาส์นเหมือนเดิม เพียงแต่ต้องมีคนคอยรอรับอยู่ทั้งด้านในและด้านนอกของกำแพงหมอก แล้วนำสาส์นไปผูกติดกับลูกธนูเพื่อยิงผ่านม่านหมอกโลหิตไป"

หลังจากที่ตกลงวิธีการสื่อสารที่สะดวกที่สุดได้แล้ว เฉาฮวนก็ตัดสินใจส่งราชสาส์นส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ออกไปนอกม่านหมอกโลหิตทันที

"ฝ่าบาทรึ?"

ลู่จี๋มองราชสาส์นในมือ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็ยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้น

"นี่ฝ่าบาทก็ประทับอยู่ในเมืองเหลียงโจวด้วยอย่างนั้นรึ?”

ในใจของเขารู้ดีว่ายิ่งไม่สามารถชักช้าได้อีกต่อไป เขาจึงนำทัพใหญ่มุ่งหน้าสู่ภูเขาเสือในทันที

...

ณ ภูเขาหลางจูซู

"มหาค่ายกลสำเร็จแล้ว!"

บนแท่นบูชา มหาสังฆราชแห่งลัทธิเทพวิญญาณเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

"เพียงแค่รอเวลาให้ผ่านไปอีกสักหน่อย เมืองเหลียงโจวก็จะไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆหลงเหลืออยู่ และเมื่อเส้นชีพจรปีศาจ​ฟื้นคืนกลับมาแล้ว เหล่าปรมาจารย์ปีศาจโบราณก็จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่เมืองเหลียงโจวหรือแคว้นต้าเซิ่งเลย ต่อให้เป็นทั่วทั้งใต้หล้า หรือทั่วทั้งทวีปตงเซิ่งเสินโจว ก็จะต้องตกเป็นของเรา!"

ณ ตอนนี้

พวกเขาต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลเพื่อส่งปรมาจารย์มาได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

แต่ถ้าหากพลังชั่วร้ายฟื้นคืนได้สำเร็จ ผนึกแห่งสวรรค์เเละโลกก็จะคลายออกเองโดยอัตโนมัติ และเมื่อถึงเวลานั้น ที่แห่งนี้ก็จะกลายเป็นดินแดนของเผ่าปีศาจโบราณโดยสมบูรณ์

ส่วนพวกมนุษย์…

พวกมนุษย์​จะหาญสู้กับทวยเทพและปีศาจ​ได้อย่างไรกัน?!

"ดีล่ะ"

"พวกท่านทั้งหลาย ตอนนี้พวกเรามาเริ่มหารือเรื่องการแบ่งสรรดินแดนในภายภาคหน้ากันได้แล้วกระมัง?" หยูเหวินต้าฮั่นหันไปกล่าวกับคนอีกสามคนที่เหลือ

"ดีเลย" ทั่วป๋าต้าฮั่นหยิบแผนที่ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา

สำหรับศึกครั้งนี้ เรียกได้ว่าพวกเขาต่อสู้ได้อย่างสบายๆเลยทีเดียว

แค่เพียงต้องคอยป้องกันแกนกลางของค่ายกลเอาไว้ ส่วนที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าปรมาจารย์จากเผ่าปีศาจโบราณจัดการทั้งหมด

และในภายภาคหน้า พวกเขาไม่เพียงแต่จะได้ครอบครองใต้หล้าเท่านั้น แต่ยังสามารถฝึกฝนวิชา​ปีศาจ​ และเดินบนเส้นทางแห่งเซียนเพื่อแสวงหาชีวิตอมตะได้อีกด้วย

...

ณ ริมแม่น้ำหม่าเหน่า

หยูเหวินจิ่งเวินยืนอยู่บนเนินสูงเพื่อเฝ้ามองไปยังทิศใต้ตั้งแต่เช้าตรู่ จนกระทั่งปรากฏการณ์ประหลาดที่คาดการณ์ไว้ได้เกิดขึ้น เขาก็แสยะยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

"มันเริ่มขึ้นแล้ว!”

“หลานรัก เจ้าเห็นหรือไม่? ผู้คนนับล้านในเมืองเหลียงโจวรวมถึงปศุสัตว์อีกนับไม่ถ้วน ตอนนี้ได้กลายเป็นวัตถุดิบในเตาหลอมไปหมดแล้ว”

"ท่านอาสี่ พูดแบบนั้นก็ไม่ถูกเสียทีเดียว"

"ท่านลืมไปแล้วหรือว่ายังมีกองทหารม้าเร็วแปดร้อยนายของเฉินซานซืออยู่อีก หลังจากที่พวกเขายึดภูเขาเสือได้แล้ว ก็จะต้องส่งคนเข้าไปประจำการที่นั่นอีกอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจจะมีกองทัพถึงสองกองเลยก็ได้"

"อืม เจ้ามีความก้าวหน้าขึ้นนะ" หยูเหวินจิ่งเวินตบไหล่หลานชายเบาๆ

"เรื่องนั้น ข้าส่งคนไปสืบข่าวแล้วล่ะ"

"รายงาน—"

ท่ามกลางพายุหิมะ ทหารม้าคนหนึ่งรีบควบม้ามาอย่างรวดเร็ว

"พูดถึงเรื่องข่าว ข่าวก็มาพอดี!"

"ว่ามา ตอนนี้มีคนหนีออกมาจากเมืองเหลียงโจวได้กี่คน?"

"ที่ภูเขาเสือ มีกองทัพหงเจ๋อแห่งเป่ยเหลียงจำนวนหนึ่งหมื่นห้าพันนายพ่ะย่ะค่ะ"

"บริเวณขอบค่ายกลที่กำแพงเมือง จากการประเมินด้วยสายตาคาดว่ามีกำลังทหารราวสองถึงสามหมื่นนาย ผู้นำทัพคือลู่จี๋ คาดว่ากำลังนำทัพสองกองมุ่งหน้าไปยังภูเขาเสือเพื่อสมทบกับกองทัพหงเจ๋อพ่ะย่ะค่ะ"

"นั่นก็หมายความว่า ตอนนี้ในทะเลทรายต้าโม่ มีกองทัพอยู่สามกองสินะ?" หยูเหวินจิ่งเวินครุ่นคิด

"ในสถานการณ์ที่พายุหิมะตกหนักขนาดนี้ พวกเขายังกล้าส่งทหารออกมาอีก แถมยังไม่สนใจเรื่องเสบียงเลยด้วยซ้ำ นี่ต้องเป็นเฉินซานซืออย่างแน่นอน"

"กองทัพสามกอง ตามโครงสร้างของพวกเขาแล้วก็น่าจะมีกำลังพลประมาณสี่หมื่นห้าพันคน ซึ่งนี่ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยนะขอรับ ท่านอาสี่ ถ้าหากพวกเขาไปที่เมืองโหยวโจว จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่ขอรับ?"

"ปัญหาไม่ใหญ่นักหรอก"

หยูเหวินจิ่งเวินอธิบายสถานการณ์ให้หลานชายฟังอย่างใจเย็น

"ที่มุมหนึ่งของเมืองโหยวโจว มีความเป็นไปได้สูงว่าจะถูกเจาะช่องโหว่และยึดด่านจูถัวเอาไว้ได้อย่างมั่นคงแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เผ่าสวรรค์ทั้งสี่ของเราไม่เพียงแต่มีกำลังทหารหนึ่งแสนห้าหมื่นนายและจอมยุทธระดับเทพยุทธเท่านั้น แต่ยังมีเหล่าปรมาจารย์เซียนคอยช่วยเหลืออีกด้วย ดังนั้นต่อให้กองทัพทั้งสามกองของพวกเขามาถึง ก็มีจอมยุทธระดับเทพยุทธแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย"

"และจุดที่สำคัญที่สุด หลานรัก เจ้าอย่าได้ลืมเป็นอันขาด"

"พวกเราไม่จำเป็นต้องเอาชนะศึกครั้งนี้เลย แค่เพียงต้องปกป้องแกนกลางของค่ายกลเอาไว้ และถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมหาค่ายกลสังเวยโลหิตหลอมเสร็จสมบูรณ์ และเมื่อเส้นชีพจรปีศาจฟื้นคืนกลับมาแล้ว ที่เหลือทั้งหมดเหล่าปรมาจารย์จากเผ่าปีศาจโบราณก็จะจัดการให้เอง"

"ถ้าอย่างนั้นความหมายของท่านอาสี่ก็คือ..." องค์ชายเก้าหยูเหวินซิ่นทำท่าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ

"ปล่อยพวกเขาไปอย่างนั้นหรือขอรับ?"

"ปล่อยพวกเขาไปเถอะ" หยูเหวินจิ่งเวินกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

"ต่อให้กองทัพทั้งสามกองนั่นไปถึงเมืองโหยวโจวจริงๆ ก็เป็นได้แค่เพียงน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟเท่านั้น"

...

ณ ภูเขาเสือ

ค่ายทหารกองทัพหงเจ๋อ

"ท่านแม่ทัพ!"

"ท่านรีบดูทางฝั่งเมืองเหลียงโจวเร็วเข้า!"

"..."

"ค่ายกล?"

เฉินซานซือขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์ และได้เห็นกระบวนการทั้งหมดที่ม่านหมอกโลหิตสีแดงฉานเข้าปกคลุมเมืองเหลียงโจวด้วยตาของตนเอง

เรื่องราวตอนนี้มัน...ยิ่งมายิ่งยุ่งยากซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

ดูเหมือนว่าเรื่องราวในเทือกเขาหลัวเทียนจะยังคงเป็นปัญหาที่จัดการได้ยากที่สุด

เหล่าทหารของกองทัพหงเจ๋อต่างพากันมองไปยังทิศนั้นด้วยความกังวล เพราะภรรยาและลูกๆ รวมถึงพ่อแม่ผู้เฒ่าของพวกเขายังคงอยู่ในเมือง แล้วจะไม่ให้จิตใจสับสนวุ่นวายได้อย่างไร

"พี่ใหญ่!"

"นี่เราจะทำอย่างไรกันดี?"

เฉาจือปีนขึ้นมาบนหอสังเกตการณ์และมายืนอยู่ข้างๆ

เฉินซานซือไม่ได้ตอบคำถาม เพราะเขากำลังรออยู่เช่นกัน

และในที่สุด ท่ามกลางพายุหิมะ ข่าวสารที่นำมาโดยวิหคสีครามก็มาถึง

เมื่อพิจารณาจากลายมือแล้ว เป็นศิษย์พี่สี่ฟางชิงหยุนที่เขียนด้วยตนเอง

ในจดหมายนั้น หลังจากที่ฟางชิงหยุนได้ติดต่อกับท่านอาจารย์แล้ว เขาก็ได้บรรยายสถานการณ์โดยละเอียดภายในเทือกเขาหลัวเทียนเอาไว้

"พี่หกของข้าอยู่ในเมือง เสด็จพ่อก็อยู่ในเมืองด้วย!"

"ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า หลังจากที่มหาค่ายกลสังเวยโลหิตสิ้นสุดลง พวกเขาก็จะต้องจากข้าไปอย่างนั้นรึ?"

เฉาจือเองก็เห็นข้อความนั้นอย่างชัดเจน น้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย

"องค์ชาย ท่านต้องอ่านให้จบก่อน" เฉินซานซือเตือนสติเขา

"หลังจากที่เส้นชีพจรปีศาจฟื้นคืนกลับมาแล้ว เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจากเผ่าปีศาจโบราณในโลกของผู้ฝึกตนก็จะสามารถท่องไปทั่วหล้าได้อย่างอิสระ ถึงตอนนั้นมันจะไม่ใช่แค่เรื่องการล่มสลายของเมืองเหลียงโจวที่เรียบง่ายแบบนี้อีกต่อไปแล้ว"

"ใช่ ใช่ ข้ารู้"

ภายในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงสองลมหายใจ

สีหน้าของเฉาจือก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากความประหลาดใจ ไปสู่ความตื่นเต้น ดีใจ ผิดหวัง และสุดท้ายก็กลายเป็นความเคร่งขรึม

"พี่ใหญ่ ต่อจากนี้พวกเราควรจะทำอย่างไรกันดี? ใช่…ข้ามีแผนที่อยู่"

เขากางแผนที่ออกด้วยตนเอง

"หลังจากไปรวมกับท่านแม่ทัพลู่แล้ว ให้รีบไปที่เมืองโหยวโจวเลยหรือ?"

"เกรงว่าจะไม่ทันการณ์แล้ว"

"ไม่ทันการณ์?"

"ถ้าอย่างนั้น พี่ใหญ่มีวิธีที่ดีกว่านี้หรือไม่?"

"รอก่อนเถอะ รอให้ท่านแม่ทัพลู่มาถึงแล้วค่อยว่ากันอีกที"

เฉินซานซือคาดคะเนว่าอย่างมากที่สุดก็อีกแค่ครึ่งวัน กองทัพเต่าดำและกองทัพพยัคฆ์ขาวก็น่าจะมาถึงแล้ว

เขาจึงให้เฉาจือไปช่วยจัดระเบียบกองทัพก่อน ส่วนตัวเองก็หาที่สงบแห่งหนึ่ง แล้วยกหอกยาวขึ้นมาเพื่อเริ่มฝึกฝน

สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้นทุกขณะ ดังนั้นเขาจำเป็นต้องทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเทพยุทธให้ได้ก่อนการตัดสินชี้ขาดครั้งสุดท้าย เพื่อที่จะได้มีโอกาสชนะเพิ่มขึ้นอีกสักนิดก็ยังดี

เพราะศึกครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเซียนโดยตรง

สำหรับขอบเขตเทพยุทธนั้น...คือการเปลี่ยนพลังลมปราณป้องกันให้กลายเป็นพลังปราณแท้จริง ซึ่งจะถือว่าบรรลุถึงจุดสูงสุดของขอบเขตแรก และขั้นต่อไปก็คือขอบเขตที่อยู่เหนือกว่าเทพยุทธ

แต่ทว่าการจะก้าวข้ามขั้นนี้ไปได้ มันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ?

ถึงแม้ว่าพรสวรรค์ของเฉินซานซือจะสูงส่งถึงขีดสุด และยังมีหลิงเหอคอยช่วยเหลือ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทะลวงผ่านได้สำเร็จในชั่วข้ามคืน

ตามสถานการณ์ปกติแล้ว อย่างน้อยก็ยังต้องใช้เวลาอีกกว่าครึ่งปี…ซึ่งนั่นก็จะครบสามปีพอดีหลังจากที่เขามาถึงเมืองเหลียงโจว

เป็นระยะเวลาที่ท่านอาจารย์ได้กำหนดไว้ในตอนนั้น

[วิชา: หอกมังกรปกปักษ์ - เทพยุทธ]

[ความคืบหน้า: 20/100]

….

ถึงแม้ว่าในช่วงที่เดินทัพ...เขาจะเจียดเวลาส่วนหนึ่งมาฝึกฝนทุกวัน และในการต่อสู้จริงก็ช่วยให้เพลงหอกของเขาพัฒนาขึ้นได้ แต่ถึงกระนั้น ความคืบหน้าก็ยังคงอยู่ที่เพียงหนึ่งในห้าเท่านั้น

ยาเม็ดเจิ้นหวู่!

ดูท่าแล้ว หากต้องการจะเร่งความเร็วให้มากกว่านี้ก็มีเพียงแต่ต้องหลอมยาเม็ดเจิ้นหวู่ออกมาให้ได้เท่านั้น

เตาหลอมและวัตถุดิบเขามีพร้อมหมดแล้ว แต่ปัญหาคือตอนนี้ไม่มีเวลาเลย

ดังนั้นก็คงทำได้เพียงรอดูสถานการณ์และปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมเท่านั้น

นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้ว...ก็ยังมีวิชาเซียนต่างๆอีก

หลังจากที่เขารู้ว่าท่านอาจารย์ได้มอบเส้นชีพจรวิญญาณให้แก่ตนเอง เขาก็เร่งรีบพัฒนาวิชาอาคมอย่างไม่หยุดหย่อน

ซึ่งการพัฒนาวิชาอาคมนั้น รวดเร็วกว่าการฝึกฝน "เคล็ดวิชาห้าธาตุ" อยู่มาก

[วิชาเซียน: เคล็ดวิชาผืนปฐพี (ขั้นเริ่มต้น)]

[ความคืบหน้า: 200/500]

...

[วิชาเซียน: หมื่นดาบจากสวรรค์ - ขั้นที่ 1]

[ความคืบหน้า: 258/1000]

….

หลังจากที่วิชาดาบพลังวิญญาณได้ทะลวงขีดจำกัดไปในตอนนั้น ก็ได้กลายมาเป็นวิชาหมื่นดาบจากสวรรค์

และไม่ใช่เพียงแค่วิชาเซียนเท่านั้น ในมือของเฉินซานซือยังมีของที่ริบมาได้จากสุดขอบฟ้าอีกด้วย นั่นก็คือมีดบินแสงทองเล่มหนึ่ง แต่ทว่ามันเป็นเพียงศาสตราระดับต่ำขั้นที่ 1 เท่านั้น สุดท้ายบวกกับลูกธนูชีพจรอีกสองร้อยดอก ก็ถือว่าเป็นสมบัติทั้งหมดที่เขามีแล้ว

วิชาเซียนและศาสตรา...

ถ้าหากไม่ถึงตาจนจริงๆ...เขาก็จะไม่นำมันออกมาใช้เป็นอันขาด

แต่ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้ก็ได้มาถึงจุดที่ใกล้จะจนตรอกเต็มทีแล้ว

เขาคำนวณเวลาดูแล้วว่าน่าจะใกล้ได้ที่ จึงกลับเข้าไปในค่ายทหาร และไม่ถึงชั่วเวลาจิบชา ทหารใต้บังคับบัญชาก็เข้ามารายงานสถานการณ์ว่า กองทัพเต่าดำและกองทัพพยัคฆ์ขาวมาถึงแล้ว

ณ มนฑลโหยวโจว

เมืองหลี่เฉิง

ที่แห่งนี้...คือประตูสู่โหยวโจว หลังจากที่มหาสงครามได้อุบัติขึ้นอย่างกะทันหัน ซูเหวินไฉก็รีบรุดมาประจำการที่นี่ในทันที

ส่วนที่ด้านนอกนั้น...คือกองทัพใหญ่ของชนเผ่าป่าเถื่อนหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย พร้อมด้วยจอมยุทธระดับเทพยุทธถึงสี่คน

ส่วนในมือของพวกเขา มีกำลังพลเพียงสองกองทัพ หรือก็คือสามหมื่นกว่าคนเท่านั้น…โชคยังดีที่มีเทพยุทธที่ถูกส่งมาเสริมกำลังอย่างเร่งด่วนสองคน

คนหนึ่งชื่อ ฟ่านไห่หลิง…เขาคือคู่หูเก่าของซูเหวินไฉสมัยที่บุกโจมตีแคว้นเว่ย

ส่วนอีกคนคือ เผยเทียนหนาน ซึ่งเคยเป็นผู้ตรวจการเมืองเหลียงโจวมาก่อน ก็ถือว่าเป็นคนคุ้นเคยกันดี

เทพยุทธสองคน กับกำลังพลสามหมื่นกว่านาย

กำลังรบนั้นแตกต่างกันอย่างมหาศาล

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพายุหิมะครั้งใหญ่ที่ผิดปกติเข้ามาซ้ำเติมอีก

ในช่วงแรก อาศัยความแข็งแกร่งของกำแพงเมืองหลี่เฉิง ก็ยังพอจะต้านทานเอาไว้ได้อย่างยากลำบาก

จนกระทั่งวันหนึ่ง...ท่ามกลางความโกลาหลของศึกตีเมือง

ณ สุดขอบฟ้า ปรากฏบุรุษผู้หนึ่งขี่ดาบเหินมากลางอากาศ

ศึกครั้งนี้... สู้ต่อไปไม่ได้แล้ว!

ต่อให้ซูเหวินไฉจะสติปัญญาเลิศล้ำเพียงใด แต่สุดท้ายเขาก็เป็นเพียงบัณฑิตขงจื๊อธรรมดาคนหนึ่ง เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงแล้ว จะมีวิธีการใดรับมือได้กัน?!

แต่โชคดีที่...เขาพบว่าจอมยุทธระดับเทพยุทธเมื่ออยู่ต่อหน้า "เซียน" ก็ใช่ว่าจะไม่มีพลังพอจะตอบโต้ได้เลย ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงยังคงอยู่ในสภาพที่ต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างสุดกำลัง ยังไม่ถึงขั้นต้องพบกับจุดจบที่เมืองแตกและผู้คนล้มตายในทันที

….

"ท่านซู พวกเราควรจะทำอย่างไรดี?!"

บนใบหน้าของเผยเทียนหนาน ไม่หลงเหลือรอยยิ้มอีกต่อไปแล้ว

"ข้าว่าพวกมันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!" ฟ่านไห่หลิงทุบโต๊ะอย่างแรง

"พวกมัน บุกมาตีเมืองโหยวโจวเพื่ออะไรกัน?!"

"นั่นสิ" เผยเทียนหนานกล่าวเสริม

"อีกอย่าง ดูจากความเคลื่อนไหวของพวกมันแล้ว ต่อให้ยึดเมืองหลี่เฉิงได้ พวกเราก็ยังมีเมืองลู่หูและเมืองจี๋อานอยู่ทางทิศตะวันออก ดังนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะยึดครองทั่วทั้งเมืองโหยวโจวได้ในระยะเวลาสั้นๆ…แบบนี้สู้พวกเราถอยก่อนดีหรือไม่?"

"ถอยทัพ!" ซูเหวินไฉโบกพัดขนนกในมือ พร้อมกับประกาศสั่งถอยทัพ

เขาย่อมเข้าใจหลักการที่ว่า 'เรื่องผิดปกติย่อมมีเบื้องหลังที่ไม่ชอบมาพากล' เป็นอย่างดี และรู้ว่าการจัดทัพที่ผิดปกติของชนเผ่าป่าเถื่อนนั้นจะต้องมีแผนการร้ายซ่อนอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน

แต่ทว่าเขาก็จนปัญญา เพราะหากยังดื้อดึงป้องกันต่อไป ผลลัพธ์ก็มีเพียงอย่างเดียวคือเมืองแตกและกองทัพถูกทำลายล้างจนสิ้นซาก

ณ ตอนนี้ หนทางเดียวที่ทำได้ก็คือการถอยออกจากเมืองหลี่เฉิง ไปตั้งรับอยู่ที่อีกสองเมืองที่เหลือ แล้วรอคอยกำลังเสริม

ดังนั้น พวกเขาจึงทิ้งทหารสองพันนายไว้เพื่อเป็นตัวล่อ...ส่วนที่เหลือก็ล่าถอยไปยังเมืองลู่หูในชั่วข้ามคืน

และในวันเดียวกันนั้นเอง

ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในเทือกเขาหลัวเทียน..ก็ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วดินแดนทางตอนเหนือ

"นี่มันวิชาปีศาจจากที่ใดกัน?"

"มันราวกับสัตว์ร้ายขนาดมหึมา ที่กำลังกลืนกินเมืองเหลียงโจวเข้าไปทั้งเมือง!"

"..."

ข่าวสารแรกสุดที่พวกเขาได้รับ...คือเรื่องที่ว่านี่คือมหาค่ายกลสังเวยโลหิต และในอีกไม่ช้า มันจะสามารถหลอมสิ่งมีชีวิตนับหมื่นนับแสนภายในเมืองเหลียงโจวได้!

และหลังจากที่กองทัพคนเถื่อนบุกเข้าเมืองโหยวโจวแล้ว...พวกเขาก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ คือไม่ได้บุกโจมตีเมืองโหยวโจวต่อ แต่กลับเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังด่านจูถัว เพื่อเข้าป้องกันแกนกลางค่ายกลเสริม ซึ่งนั่นเป็นหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียวของเมืองเหลียงโจว

"พวกคนเถื่อน...ถึงกับร่วมมือกับเซียนได้เลยรึ?!" ฟ่านไห่หลิงกล่าวด้วยลมหายใจที่ไม่คงที่

"นี่...นี่มันหมายความว่าพวกมันคิดจะกลืนกินแคว้นต้าเซิ่งของเราทั้งแคว้นเลยนะ!"

"มิหนำซ้ำ กำลังเสริมของพวกเราก็ไม่มีแล้ว"

"ตอนนี้ มีเพียงกองทัพสามกองที่เหลือรอดอยู่นอกทะเลทรายต้าโม่เท่านั้น" เผยเทียนหนานอ่านข่าวกรองต่อไป

"สามกอง...รวมกันแล้วก็แค่สี่หมื่นห้าพันคน กับเทพยุทธเพียงคนเดียว"

"ในทางกลับกัน ฝ่ายคนเถื่อนนอกจากจะมีเทพยุทธถึงสี่คนแล้ว เเถมยังมีปรมาจารย์เซียนอีกสองคนคอยช่วยเหลือ เรียกได้ว่ากำลังรบยังคงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!" ฟ่านไห่หลิงกล่าวอย่างกลัดกลุ้ม

"รีบว่ามา"

"เป็นกองทัพสามกองไหนบ้าง?" ซูเหวินไฉเร่ง

"กองทัพเต่าดำ และกองทัพพยัคฆ์ขาว"

"และ... กองทัพหงเจ๋อ"

"หงเจ๋อ..."

เมื่อซูเหวินไฉได้ยินเช่นนั้น แม้ใบหน้าจะยังคงเรียบเฉยไม่แสดงอาการใดๆ

แต่ในใจที่เคยหวั่นวิตกนั้น ในที่สุดก็เริ่มมีความหวังรำไรขึ้นมา

"เรารอก่อนเถอะ" เผยเทียนหนานกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

"กำลังทหารจากที่อื่นคงไม่สามารถเคลื่อนทัพมาได้ทันแล้ว ดังนั้นพวกเราก็ทำได้เพียงรอให้ท่านแม่ทัพลู่นำทัพมาช่วยเหลือเท่านั้น"

…………………..

จบบทที่ บทที่ 249 : สถานการณ์เลวร้าย!

คัดลอกลิงก์แล้ว