เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 244 : แปดร้อย ทะลวง สองหมื่น

บทที่ 244 : แปดร้อย ทะลวง สองหมื่น

บทที่ 244 : แปดร้อย ทะลวง สองหมื่น


บทที่ 244 : แปดร้อย ทะลวง สองหมื่น

ณ เรือนใบไม้ร่วง

ภายในห้องนอนผู้บัญชาการซุนตบโต๊ะอย่างหัวเสีย

“เจ้าเด็กสารเลวนั่น!”

“เรื่องดีๆทุกอย่าง มันกวาดเรียบไปคนเดียวหมดเลย!”

"เหอะๆ จะว่าไปแล้ว คนหนุ่มที่มีความสามารถเช่นนี้ หลานสาวของข้าก็ถือว่าไม่เสียเปรียบ​หรอก”

ผู้บัญชาการซุนเหลือบมองผู้พูดแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"เจ้ามาที่นี่อีก มีธุระอะไร?"

"หลังจากที่กลับมาจากสุดขาบฟ้า ข้าเห็นว่าเจ้าบาดเจ็บเลยตั้งใจไปหายาเซียนมาช่วยเจ้าโดยเฉพาะ"

ฮ่องเต้​หลงชิ่งตรัสพลางสะบัดแขนเสื้อ บนโต๊ะก็ปรากฏขวดิและกระปุกยามากมายขึ้นมาทันที

"เฉาไคหนอ…เฉาไคเอ๋ย" ผู้บัญชาการซุนแค่นหัวเราะ

"เจ้าคงจะนั่งบนบัลลังก์มังกรมานานเกินไปแล้วสินะ ถึงได้ต้องคอยเสแสร้งวางท่าอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปที่ไหน หรือทำอะไรก็ตาม"

"เลิกแสร้งทำมีเมตตาที่นี่ได้แล้ว! ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เจ้าไปตามหาข้าที่สุดขอบฟ้า…หรือตอนที่ไปหายาแก้บาดเจ็บพวกนี้มาให้ ท้ายที่สุดแล้ว ก็เป็นเพราะเจ้ากลัวว่าถ้าข้าตายไป จะไม่มีใครมาจัดการเรื่องในเทือกเขาหลัวเทียนให้ใช่หรือไม่"

"เฉาไค...เจ้าช่างหลักแหลมเสียจริง!"

"หลักแหลมเสียจนแม้แต่ข้าผู้นี้ยังรู้สึกกลัวเจ้าจากใจจริง!"

"สองปีก่อน..."

"หลังจากเกิดเหตุการณ์ 'สิบวันบูชายัญแห่งหยุนโจว' ขึ้น"

"ข้าเฒ่าเคยครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง...ว่าการที่เจ้าร่วมมือกับลัทธิเทพวิญญาณและพวกคนเถื่อน เจ้าไม่กลัวบ้างเลยหรือว่าถ้าหากวันหนึ่งพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นมาแล้วจะหันกลับมาแว้งกัดราชบัลลังก์ของตระกูลเฉาของเจ้า?"

"แต่แล้วในตอนหลัง...ข้าก็พลันเข้าใจขึ้นมาทันที"

"ข้าเข้าใจแล้ว...ว่าเจ้าไม่กลัว!"

"ก็เพราะว่า..."

เมื่อพูดถึงตรงนี้ผู้บัญชาการซุนก็หยุดไปครู่หนึ่ง

"ก็เพราะว่า ที่เมืองเหลียงโจวแห่งนี้ ยังมีข้า...คนแก่ใกล้ตายคนนี้อยู่อย่างไรเล่า!"

"เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าไม่ว่าเรื่องราวมันจะบานปลายไปแค่ไหน"

"สุดท้ายแล้วก็ยังมีข้าผู้นี้กับทหารนับแสนนายแห่งเมืองเหลียงโจวคอยตามเช็ดตามล้างให้เจ้าอยู่ดี!"

"เหอะๆ~"

"ใช้คนให้เหมาะสมกับความสามารถ ใช้ของให้เกิดประโยชน์สูงสุด"

"เฉาไคเอ๋ย...เจ้าช่างเป็นฮ่องเต้​ที่เพียบพร้อมเสียจริง"

"ในสายตาของเจ้า ทุกคนก็เป็นแค่เบี้ยบนกระดานสินะ"

"..."

เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ สีพระพักตร์ของฮ่องเต้​หลงชิ่งพลันมืดครึ้มลง

พระองค์ตรัสขึ้นช้าๆว่า

"ข้า...สุดท้ายแล้วก็ยังคงเห็นเจ้าเป็นพี่น้องอยู่"

"พี่น้อง?" ผู้บัญชาการซุนเอ่ยอย่างดูแคลน

"เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าศิษย์น้องสี่ตายอย่างไรในตอนนั้น?...เจ้าส่งเขาไปคุ้มกันองค์รัชทายาทกลับเมืองหลวง แต่ผลสุดท้ายทั้งสองคนกลับต้องมาตายอย่างปริศนา"

"เป็นเจ้า!"

"ที่สั่งให้หวังหย่งกุ้ยไปบอกศิษย์น้องสี่ ให้เขาสังหารองค์รัชทายาท!"

"และจากนั้น เพื่อที่จะล้างมลทินของตัวเอง เจ้าก็บีบให้ศิษย์น้องสี่ต้องฆ่าตัวตาย!"

"พี่น้องในสายตาของเจ้าน่ะ มันก็แค่ผายลมเท่านั้นแหละ!"

"วันนี้ที่เจ้ามาหาข้าถึงที่บ้าน"

"ภายนอกทำเป็นห่วงใย…แต่แท้จริงแล้ว ก็แค่ต้องการจะมาเตือนข้า ว่าลมหายใจเฮือกสุดท้ายของข้าผู้นี้ จะต้องเอาไปใช้ช่วยเจ้าจัดการเรื่องในเทือกเขาหลัวเทียนให้สิ้นซาก มิเช่นนั้นแล้ว ตระกูลซุนของข้าก็ต้องถูกล้างบาง...ข้าพูดถูกหรือไม่?!"

เฉาไคนิ่งเงียบไป

หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ดวงตาของพระองค์ก็แปรเปลี่ยนเป็นทรงอำนาจและเย็นชา

"ผู้บัญชาการซุน นี่คือความรับผิดชอบที่เจ้าในฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งจวนแม่ทัพเป่ยเหลียงพึงกระทำ และก็เป็นสิ่งที่เจ้าในฐานะข้ารับใช้ควรจะทำ"

"ไม่ต้องให้เจ้ามาบอกหรอก! เพื่อเห็นแก่ราษฎรแห่งเมืองเหลียงโจว ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยเอง" ผู้บัญชาการซุนกล่าวอย่างเย็นชา

"พรุ่งนี้เมื่อฟ้าสาง เจ้ากับข้าจะเข้าไปในภูเขาด้วยกัน ข้างในนั้นยังมีความผิดปกติบางอย่างที่ยังไม่กระจ่างแจ้ง อย่างน้อยเจ้าก็ควรจะออกแรงช่วยบ้าง"

"ข้าย่อมต้องไปอยู่แล้ว" ฮ่องเต้​หลงชิ่งทรงรับปาก

ผู้บัญชาการซุนขี้เกียจที่จะอยู่ร่วมห้องกับเขาอีกต่อไป จึงประสานมือไว้ด้านหลังแล้วผลักประตูเดินจากไป

"บางครั้งข้าก็คิดนะ ว่าบนบัลลังก์มังกรนั่น มันมีวิญญาณร้ายสิงสู่อยู่หรืออย่างไรกัน…คนที่นั่งลงไปถึงได้ถูกยึดร่าง แล้วกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักอีกเลย"

"ต่อไปนี้ ไม่จำเป็นต้องมาเสแสร้งเรียกข้าว่าพี่น้องอีก"

"เพราะเฉาไคที่เป็นพี่น้องของข้าน่ะ...ตายไปนานแล้ว"

….

ยามเหม่า (05:00-07:00 น.)

เฉินซานซือเดินมาที่ห้องนอนใหญ่ หยิบชุดคลุมสีขาวที่กู้ซินหลันเตรียมไว้ให้ล่วงหน้าขึ้นมาสวมใส่อย่างเรียบร้อย ก่อนจะเก็บเครื่องรางคุ้มภัยไว้ในอกเสื้อ จากนั้นก็สะพายคันธนูและลูกธนู คว้าหอกยาวขึ้นมา คาดดาบเจิ้นเยว่ไว้ที่เอว และสุดท้าย เขาก็ตรวจสอบลูกเเก้งปราณในถุงเก็บของอีกครั้ง

หลังจากที่ได้สะสมมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

พลังปราณสีขาวที่อยู่ภายในก็ได้ฟื้นฟูตัวเองกลับมาสู่ระดับเดียวกับตอนอยู่ที่ด่านหู่เหลาโดยอัตโนมัติแล้ว  เผลอๆอาจจะแข็งแกร่งกว่าเดิมเล็กน้อยด้วยซ้ำ

หากถึงช่วงเวลาคับขัน การนำมันออกมาใช้เพื่อจัดขบวนทัพทหารสวรรค์ ก็จะถือเป็นกำลังเสริมที่สำคัญอย่างยิ่ง

เเละก่อนที่เขาจะกลับมา ศิษย์พี่สี่ก็ได้ช่วยฝึกซ้อมค่ายกลต่างๆ ล่วงหน้าไว้ให้อย่างรู้งาน

ช่วงนี้เฉินซานซือเองก็ได้ฝึกฝนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน…ทำให้สามารถใช้งานขบวนทัพสวรรค์ได้ทุกเมื่อ

ภายในนั้นยังมีปราณบริสุทธิ์ที่ท่านอาจารย์เหมยทิ้งไว้ให้ ซึ่งยังคงอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถกระตุ้นใช้งานได้ และในตอนนี้ก็ยังคงไม่รู้วิธีใช้มันอยู่ดี

"ข้าไปแล้วนะ!"

ณ หน้าประตูจวนผู้บัญชาการ

เฉินซานซืออุ้มลูกสาวลงจากหลังม้ามาวางบนพื้น ตบที่ศีรษะของนางเบาๆ จากนั้นก็ควบม้าทะยานจากไป

เมื่อมาถึงค่ายทหาร เหล่าทหารแห่งค่ายหงเจ๋อก็มายืนรอคำสั่งอยู่ที่ลานฝึกยุทธ์กันพร้อมหน้าแล้ว

หลังจากขานชื่อตรวจพลแล้ว เฉินซานซือก็เริ่มคัดเลือกคน

"ฉู่ซื่อสง! เซี่ยฉง! เมิ่งติ่งซิน! พวกเจ้าสามคนไปคัดเลือกทหารม้าเร็วมาแปดร้อยนาย…คืนนี้หลังจากฟ้ามืดแล้ว ให้ตามข้าลอบเข้าสู่ดินแดนทางเหนือ มุ่งหน้าไปยังภูเขาเสือเพื่อหยั่งเชิงกำลังของข้าศึก!"

"ขอรับ!"

ในค่ำคืนนั้น...ทหารม้าเร็วแห่งค่ายหงเจ๋อแปดร้อยนายได้เตรียมพร้อมอยู่ที่ทางออกของกำแพงเมืองแล้ว

องค์ชายหกเฉาฮวน, ขันทีโหวผู้ตรวจการกองทัพ, แม่ทัพใหญ่ลู่จี๋ และศิษย์พี่สี่ฟางชิงหยุน ได้เดินทางมาส่งด้วยตนเอง

"ท่านแม่ทัพเฉิน!"

"การออกนอกเมืองในครั้งนี้ จุดประสงค์หลักก็ยังคงเป็นการสืบข่าวเพื่อหยั่งเชิงศัตรูให้ได้ความแน่ชัดก่อน จะได้รู้ถึงการวางกำลังพลของฝ่ายตรงข้าม พวกเราจะได้วางแผนกลยุทธ์ในขั้นต่อไปได้อย่างถูกต้อง…จำเอาไว้ให้ดีว่าจุดประสงค์หลักคือการลาดตระเวน หากเจอสถานการณ์อะไรเข้าก็อย่าได้คิดสู้ยืดเยื้อเด็ดขาด ท่านถือเป็นหนึ่งในยอดขุนพลอันดับต้นๆของราชวงศ์ต้าเซิ่งของเรา หากเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้นมา มันจะเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพเป่ยเหลียง" เฉาฮวนกำชับแล้วกำชับอีก

"ส่วนเหยี่ยวไห่ตงตัวนี้ พวกเราเพิ่งจะฝึกมันเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ นับจากนี้ไป ก็ขอมอบให้เป็นของท่านแม่ทัพเฉินแล้วกัน"

พระองค์ตรัสพลางยื่นแขนส่งเหยี่ยวไห่ตงที่เพิ่งจะโตเต็มวัยให้

ขนทั่วทั้งตัวของเหยี่ยวไห่ตงตัวนี้เป็นสีเขียวอมฟ้าดุจขุนเขางดงาม ส่วนดวงตานั้นเป็นสีฟ้าคราม สวยงามอย่างยิ่ง

ในที่สุด เฉินซานซือก็มี "อุปกรณ์สื่อสาร" เป็นของตัวเองเสียที ไม่ต้องคอยไปหยิบยืมของคนอื่นอีกต่อไป

เขาใช้ปลายหอกกรีดนิ้วของตัวเอง…เหยี่ยวไห่ตงอ้าปากรับหยดเลือดที่ไหลรินลงมาทันที

นี่คือพิธี หยดเลือดเพื่อยอมรับนาย

การฝึกฝนนั้นได้ทำเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ก่อนที่มันจะโตเต็มวัยแล้ว…และเมื่อโตเต็มวัย เหยี่ยวไห่ตงก็จะทำพิธีหยดเลือดยอมรับนาย

หากผู้เป็นนายเสียชีวิต มันจะรีบนำข่าวร้ายและข้อมูลต่างๆกลับไปส่งให้แก่แม่ทัพอีกคนที่อยู่ใกล้ที่สุดในทันที และหลังจากที่ทำภารกิจสุดท้ายสำเร็จ มันก็จะอดอาหารจนตายตามไป

"ต่อไปนี้ ข้าจะเรียกเจ้าว่า 'วิหคคราม’ ก็แล้วกัน"

เฉินซานซือตั้งชื่อให้มันอย่างลวกๆ

เหยี่ยวไห่ตงเอียงคอมองเขา ราวกับกำลังพยายามจดจำใบหน้าและกลิ่นอายของผู้เป็นนายให้ขึ้นใจ จากนั้นมันก็ขยับปีกเบาๆ เป็นการแสดงว่าพิธียอมรับนายได้เสร็จสิ้นลงแล้ว

"ออกเดินทาง!"

"ย่าห์!"

"..."

ทหารม้าเร็วทั้งแปดร้อยนายอาศัยความมืดค่อยๆทยอยกันออกจากประตูเมือง จากนั้นก็หายลับเข้าไปในทุ่งหญ้าและทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล

พวกเขาทำการลาดตระเวนติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน

จนในที่สุด ก็พอจะเข้าใจการวางกำลังพลของศัตรูได้คร่าวๆ

การเปิดศึกเต็มรูปแบบ...มันไม่ได้หมายถึงแค่เมืองเหลียงโจวเพียงแห่งเดียว หากแต่หมายถึง สามเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือ บวกกับอีกสองเมืองทางตอนเหนือ รวมกันเป็นพื้นที่ถึงห้าเมืองที่เปิดศึกพร้อมกัน ซึ่งในนั้นก็รวมถึงเมืองหยุนโจวด้วย

กองกำลังทั้งสิบสี่ค่าย จะถูกจัดสรรตามการวางกำลังพลของฝ่ายศัตรู…ด้วยเหตุนี้ ไม่เพียงแต่เฉินซานซือที่นำทหารออกมาลาดตระเวนสืบข่าวศัตรูเท่านั้น เมืองอื่นๆก็กำลังทำเช่นเดียวกัน

เมืองเหลียงโจวต้องรับมือกับเผ่าหยูเหวิน กำลังพลที่วางไว้รอบนอกมีจำนวนรวมกันประมาณสี่หมื่นนาย ซึ่งถือว่าไม่มากนัก และยังอยู่ในระหว่างการตั้งค่าย ไม่มีทีท่าว่าจะรีบร้อนบุกโจมตีแต่อย่างใด

"ทำไมถึงได้สุขุมรอบคอบ ไม่รีบร้อนแบบนี้นะ?"

ณ ด้านหลังเนินเขาแห่งหนึ่ง…เฉินซานซือนั่งอยู่บนพื้น โดยมีแผนที่กางอยู่เบื้องหน้า

จากการสังเกตการณ์ของพวกเขา พบว่ากำลังพลของเผ่าคนเถื่อนที่อยู่นอกเมืองเหลียงโจวนั้นมีจำนวนไม่มากนัก

ต้องเข้าใจก่อนว่า ความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์ต้าเซิ่งกับเผ่าคนเถื่อนแห่งทะเลทรายนั้น เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และปัจจัยอื่นๆ ทำให้สนามรบหลักมักจะอยู่ที่เมืองเหลียงโจวเสมอมา ส่วนเมืองอื่นๆส่วนใหญ่จะเป็นเพียงกำลังเสริมเท่านั้น

ณ ตอนนี้ ภายในเมืองเหลียงโจวมีกองกำลังอยู่ถึงห้าค่าย บวกกับกำลังพลจากกองรักษาการณ์ รวมๆแล้วก็มีมากกว่าแสนนาย…ที่สำคัญ ในนั้นยังมีลู่จี๋ผู้เป็นเทพยุทธ และเผยเทียนหนานที่รอดชีวิตมาได้อย่างปลอดภัยจากเหตุการณ์กบฏองค์รัชทายาคราวก่อน แถมยังมีท่านอาจารย์ของเขาอยู่อีกคน

จริงอยู่ที่ท่านอาจารย์แก่แล้ว และอายุขัยก็เหลืออีกไม่มาก

แต่ท่านก็ยังไม่ตายนี่!

แค่ดูจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่สุดขอบฟ้า...

เฉินซานซือก็เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า...ตราบใดที่ท่านอาจารย์ยังไม่หลับตาลง ก็ไม่มีมนุษย์ธรรมดาหน้าไหนจะทำอันตรายท่านได้

ดังนั้นแล้ว...เทือกเขาหลัวเทียน!

เฉินซานซือพลันตระหนักขึ้นมาได้ในทันที

ที่ท่านอาจารย์ไม่ได้มาบัญชาการรบอยู่ที่แนวหน้า ก็เกรงว่าจะเป็นเพราะท่านต้องการจะอยู่ที่แนวหลัง เพื่อแก้ไขปัญหาของเทือกเขาหลัวเทียนนั่นเอง

แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ตาม...กำลังพลของพวกคนเถื่อนที่อยู่นอกเมืองเหลียงโจวมีเพียงแค่สี่หมื่นนายเท่านั้น ซึ่งจำนวนมันก็น้อยเกินไปจริงๆ

และจากที่พวกเขาสังเกตการณ์มา พวกโจรคนเถื่อนนอกเมืองกลับให้ความรู้สึกที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและมั่นใจในชัยชนะอย่างเต็มเปี่ยม ราวกับว่าไม่ได้มาเพื่อทำสงคราม แต่มาเพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างไรอย่างนั้น

แค่คนสี่หมื่น... อาศัยอะไรถึงได้มั่นใจขนาดนั้น?

แน่นอนว่า...ก็มีความเป็นไปได้ที่พวกคนเถื่อนอาจจะแค่มาตั้งค่ายล่วงหน้า เพื่อรอทัพใหญ่มาสมทบเท่านั้น

ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรกันแน่ ก็คงต้องมองภาพรวมทั้งหมดก่อน

"คำนวณวันดูแล้ว ข้อมูลจากอีกสี่เมืองที่รวบรวมเสร็จก็น่าจะถูกส่งมาถึงในเร็วๆนี้แล้ว

เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินซานซือก็สั่งให้ทหารใต้บังคับบัญชารออยู่ที่นี่

"หิมะตกแล้ว"

ทหารใต้บังคับบัญชาหลายคนกระซิบกระซาบกัน

ตอนนี้เป็นช่วงกลางเดือนสิบ…สำหรับเมืองเป่ยเหลียงแล้ว การที่หิมะตกจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

เพียงแต่ว่า หิมะในครั้งนี้ดูเหมือนจะตกหนักเป็นพิเศษ

พร้อมกับลมหนาวที่พัดมาอย่างรุนแรง ท้องฟ้าก็ไม่รู้ว่าถูกเมฆดำหนาทึบปกคลุมไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เกล็ดหิมะขนาดใหญ่ราวกับปุยนุ่นค่อยๆโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า เมื่อตกลงบนเกราะของเหล่าทหารก็ไม่ละลายหายไปในทันที ไม่นานทุกคนก็กลายเป็นมนุษย์หิมะไป

โชคยังดีที่ ทุกคนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ และคนที่ถูกคัดเลือกมาก็ล้วนเป็นทหารชั้นยอด จึงไม่ถึงกับทนความหนาวเย็นแค่นี้ไม่ได้

"ทำไมรู้สึกเหมือนอยู่ๆก็เข้าสู่ช่วงที่หนาวที่สุดของปีเลยล่ะ?"

"นั่นสิ"

"แล้วช่วงไม่กี่ปีมานี้ เมืองเหลียงโจวก็ไม่เคยมีหิมะตกหนักขนาดนี้เลยไม่ใช่เหรอ?"

"..."

เฉินซานซือยื่นฝ่ามือออกไปรับเกล็ดหิมะไว้หนึ่งเกล็ด กว่ามันจะค่อยๆละลายกลายเป็นน้ำก็ผ่านไปพักใหญ่

หิมะนี่...มันมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

เขาเผลอมองขึ้นไปยังทิศทางของเทือกเขาหลัวเทียนโดยสัญชาตญาณ

และในจังหวะนั้นพอดีวิหคคราม ก็ได้นำข่าวใหม่กลับมา

เฉินซานซือจึงดึงความคิดกลับมา เขารู้ดีว่าควรจะให้ความสนใจกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้าก่อนเป็นอันดับแรก

บนสาส์นข่าว คือข้อมูลการวางกำลังพลของเผ่าคนเถื่อนในพื้นที่อื่นๆ

หลังจากที่เขาอ่านจบ เขาก็ส่งต่อให้ฉู่ซื่อสงและคนอื่นๆดู

"เป็นไปได้อย่างไร?!" ร่างกำยำของฉู่ซื่อสงสั่นสะท้าน

"เผ่าคนเถื่อนไปวางกำลังพลถึงหนึ่งเเสนห้าหมื่นนายที่เมืองโหยวโจว แถมยังระดมเทพยุทธส่วนใหญ่ไปที่นั่น แล้วก็เริ่มบุกตีเมืองตั้งแต่สิบวันก่อนแล้วอย่างนั้นรึ?!"

เนื่องจาก พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล

การที่ข่าวสารจะล่าช้าไปบ้างจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ

"เป็นไปไม่ได้น่า" เซี่ยฉงกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ

"พวกเขาไม่ตีเมืองเหลียงโจว แต่กลับยกพลไปตีเมืองโหยวโจวเนี่ยนะ?! นี่มันไม่ใช่การรนหาที่ตายหรอกรึ?"

"นั่นสิ" เมิ่งติ่งซินยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่

"ข้างหลังพวกเราที่เมืองเหลียงโจวยังมีกองกำลังอยู่อีกกว่าหนึ่งเเสนนายนะ ขอแค่เคลื่อนทัพไปภายในหนึ่งเดือน ก็เท่ากับว่าเราสามารถตีกระหนาบหน้าหลัง แล้วกำจัดทัพศัตรูให้สิ้นซากได้เลยไม่ใช่เหรอ?!"

"ไม่สิ เรื่องมันต้องไม่เรียบง่ายขนาดนั้นแน่"

เซียวเจิ้งกล่าวเสริมขึ้นมา

"พวกคนเถื่อนไม่ใช่คนโง่ การที่พวกเขาทำแบบนี้จะต้องมีเป้าหมายอะไรบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน!"

"ท่านแม่ทัพ!"

"ท่านคิดว่าพวกคนเถื่อนมันต้องการจะทำอะไรกันแน่ขอรับ?"

และในที่สุด...สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปยังแม่ทัพแห่งค่ายหงเจ๋อ

เฉินซานซือไม่ได้รีบร้อนพูดอะไรออกมา สายตาของเขาทอดมองไปยังแผนที่อย่างลึกล้ำ

เมืองโหยวโจว!

ถ้าเขาจำไม่ผิด...ปัจจุบันที่เมืองโหยวโจวก็มีกองกำลังอยู่สองค่ายเช่นกัน โดยมีซูเหวินไฉเป็นผู้รักษาการณ์อยู่ที่นั่น ถึงแม้กำลังพลจะไม่เพียงพอ แต่ในระยะเวลาสั้นๆ ก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นได้

และเมื่อไหร่ที่ ทัพเสริมไปถึง พวกคนเถื่อนก็เท่ากับจบเห่

ถ้าพวกเขาทำแบบนั้นจริงๆ...ก็ต้องบอกว่า พวกคนเถื่อนนี่มันโง่เกินไปแล้ว

สถานการณ์ตอนนี้…ยิ่งมายิ่งดูพิลึกพิลั่นเข้าไปทุกที

เเต่เหตุการณ์ทำนองนี้...เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง

สิบวันแห่งหยุนโจว!

ในตอนนั้น...พวกคนเถื่อนไม่ตีเมืองเหลียงโจว ไม่ตีเมืองโหยวโจว แต่กลับเลือกไปตีเมืองหยุนโจวที่ไร้ประโยชน์ที่สุด

และผลลัพธ์ที่ถูกเปิดเผยออกมาในภายหลัง ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ดินแดนเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นการสังหารหมู่ผู้คนเพื่อทำพิธีบูชายัญด้วยเลือดต่างหาก

มาถึงตอนนี้...พวกเขาก็ไม่ตีเมืองเหลียงโจวอีกแล้ว แต่กลับหันไปตีเมืองโหยวโจวแทน แถมพอเริ่มก็เปิดฉากบุกอย่างดุดันด้วยกำลังพลนับแสนนาย...หรือว่าคิดจะทำพิธีบูชายัญด้วยเลือดที่เมืองโหยวโจว?

เเต่ดูแล้ว...ความเป็นไปได้ไม่มากนัก

ถึงแม้จะเป็นฮ่องเต้​เฒ่านั่น ก็คงไม่กล้าบ้าบิ่นพอที่จะร่วมมือกับพวกคนเถื่อนเพื่อทำพิธีบูชายัญด้วยเลือดอีกครั้งภายในระยะเวลาอันสั้นขนาดนี้หรอก

บางที ในสายตาของเขาประชาชนอาจจะเป็นเพียงวัวควายในพิธีบูชายัญ

แต่วัวควายน่ะ... มันก็คือเงินคือทองนะ

ขนาดเมืองหยุนโจวจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นตัวเลย ว่ากันว่าพื้นที่กว่าสี่ในสิบส่วนยังคงรกร้างอยู่ หากเมืองโหยวโจวต้องโดนแบบนั้นอีกครั้ง ดินแดนทางตอนเหนือทั้งหมด ยกเว้นเมืองเหลียงโจว ก็คงจะพังพินาศอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมีประสบการณ์จากคราวก่อนแล้ว…ท่านอาจารย์ของเขาก็ย่อมไม่มีทางถูกหลอกเป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน

ดังนั้น สถานการณ์นี้จึงสามารถตัดออกไปได้

ถ้าอย่างนั้น...พวกคนเถื่อนมันรีบร้อนบุกเข้าไปในเมืองโหยวโจวเพื่อต้องการจะทำอะไรกันแน่?

ไม่กลัวว่ากองกำลังนับแสนนายของเมืองเหลียงโจวจะยกพลออกไปทั้งหมด เพื่อตัดเส้นทางถอยของพวกมันแล้วทำลายล้างให้สิ้นซากเลยหรือไง?

เทือกเขาหลัวเทียน!

บนแผนที่วาดเอาไว้ชัดเจนมาก

เมืองโหยวโจวเองก็ตั้งอยู่ติดกับเทือกเขาหลัวเทียนเช่นกัน

จะให้พูดให้ถูกก็คือ เทือกเขาหลัวเทียนเป็นตัวแบ่งเมืองโหยวโจวและเมืองเหลียงโจวออกจากกัน

เป็นอย่างที่คิด! พวกคนเถื่อนกับลัทธิเทพวิญญาณกำลังอาศัยเทือกเขาที่อยู่ลึกเข้าไปเพื่อวางแผนการใหญ่อยู่อย่างแน่นอน!

กระทั่ง...แม้แต่ท่านอาจารย์เองก็ยังไม่รู้เรื่องทั้งหมด!

"ไป!" เฉินซานซือออกคำสั่งทันที

"ไปที่ภูเขาเสือ จัดการภารกิจของพวกเราในครั้งนี้ให้เสร็จสิ้นก่อน จากนั้นค่อยกลับไปหารือเรื่องสถานการณ์ของศัตรูในภายหลัง"

ภารกิจของพวกเขาคือการสืบให้รู้ถึงกำลังพลของพวกคนเถื่อนในเขตเมืองเหลียงโจว จะมาล้มเลิกกลางคันเพียงเพราะเกิดเรื่องที่เมืองโหยวโจวไม่ได้

…..

ณ ภูเขาเสือ

ค่ายทหารของเผ่าหยูเหวินแห่งคนเถื่อน

ภายในกระโจมบัญชาการกลาง

"ท่านแม่ทัพเถิงเก๋อเอ๋อร์ มาๆ…มาดื่ม!"

อัครเสนาบดีหยูเหวินเฉิงเจายกจอกเหล้าขึ้นดื่มกับแม่ทัพใต้บังคับบัญชาทั้งสองนาย

"อีกไม่นาน เมืองเหลียงโจวก็จะไม่มีทั้งคนและสัตว์เหลือรอดอยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว และจากนั้น ก็ถึงคราวที่เผ่าสวรรค์ของเราจะเข้าครอบครองดินแดนจงหยวน!"

เขาเป็นทั้งอัครเสนาบดีและเป็นทั้งเชื้อพระวงศ์ ในเผ่าหยูเหวินจึงถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีอำนาจและบารมีสูงส่งอย่างยิ่ง

"ฮ่าๆๆๆ!"

แม่ทัพเถิงเก๋อเอ๋อร์ดื่มเหล้าแรงจนหมดจอก

"พวกชาวเซิ่งมันไม่มีทางคาดคิดได้หรอก ว่าที่พวกเรามาตั้งแนวรบยาวเหยียดที่นอกเมืองเหลียงโจวน่ะ เป็นเพียงการลวงตาพวกมันเท่านั้น เป้าหมายที่แท้จริงของเราคือเมืองโหยวโจวต่างหาก ขอเพียงแค่เรายึดเมืองโหยวโจวไว้ได้สักสองสามเดือน พอเส้นชีพจรบรรพชนฟื้นคืนชีพ…ค่ายกลบูชายัญด้วยเลือดสำเร็จเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ ชาวเซิ่งนับล้านในเมืองเหลียงโจวก็จะต้องกลายเป็นปุ๋ยบำรุงให้แก่พวกเรา!"

"อะไรคือ ผู้บัญชาการซุน อะไรคือลู่จี๋ แล้วก็ไอ้เจ้าเฉินซานซือที่ชอบใส่ชุดคลุมขาวออกรบนั่นอีก….ถึงพวกมันจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์แค่ไหน ก็ไม่มีปัญญาได้ใช้หรอก! ไม่สิ...เผลอๆ ตอนนั้นอาจจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองตายยังไง!"

ต๋ารื่ออาชื่อพูดพลางหัวเราะเสียงดังลั่น

"ใช่แล้ว! แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องระวังตัวไว้บ้าง"

หยูเหวินเฉิงเจาลูบเคราที่ถักเป็นเปียอยู่ใต้คาง

“ได้ยินมาว่าช่วงนี้มีทหารม้าหน่วยเล็กๆหน่วยหนึ่งมาด้อมๆมองๆอยู่แถวนี้ ผู้นำทัพก็ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นตัวใหญ่ตัวหนึ่ง อย่าได้ประมาทจนพลาดท่าในเรื่องง่ายๆเป็นอันขาด”

"ก็แค่คนไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นแหละ!"

เถิงเก๋อเอ๋อร์วางจอกเหล้าลงอย่างหนักหน่วง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว

"บินว่อนไปว่อนมาเหมือนแมลงวัน ข้าอยากจะบี้พวกมันให้ตายคามือมานานแล้ว!"

….

นอกค่ายทหาร

“ฉัวะ——”

หลังจากสอบปากคำเสร็จ ฉู่ซื่อสงก็ฟันดาบสังหารทหารคนเถื่อนที่จับมาได้ในดาบเดียว

"ท่านแม่ทัพ!"

"สอบถามมาได้ความชัดเจนแล้วขอรับ"

"ที่ภูเขาเสือแห่งนี้ มีกำลังพลอยู่ประมาณสองหมื่นนาย และล้วนเป็นทหารชั้นยอดทั้งสิ้น"

"ผู้ที่รับผิดชอบคุมทัพอยู่ที่นี่คืออัครเสนาบดีของเผ่าหยูเหวิน นามว่าหยูเหวินเฉิงเจา บวกกับรองแม่ทัพใต้บังคับบัญชาอีกสองคน รวมแล้วมีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแก่นแท้สวรรค์ถึงสามคนด้วยกัน"

"ไม่น่าจะรับมือง่ายๆ เลยขอรับ"

"..."

หลังจากฟังรายงานของลูกน้องจบ เฉินซานซือก็ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

"เจ้าบอกว่า ที่ภูเขาเสือมีกำลังพลสองหมื่นนาย และผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแก่นแท้สวรรค์อีกสามคนอย่างนั้นรึ?"

"ถูกต้องขอรับ มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแก่นแท้สวรรค์ถึงสามคน กำลังรบแข็งแกร่งมาก…และถ้าหากนับรวมฐานที่มั่นใกล้เคียงอีกสองแห่งเข้าไปด้วย กำลังพลก็น่าจะสูงถึงสามหมื่นนายได้เลยทีเดียว"

ฉู่ซื่อสงพยักหน้าอย่างหนักแน่น พลางกล่าวต่อด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม

"ในเมื่อพวกเราสืบข่าวมาได้ชัดเจนแล้ว ก็รีบกลับกันเถอะขอรับ ทหารลาดตระเวนของพวกมันถูกจับมาหลายคนแล้ว อีกไม่นานพวกมันคงจะรู้ถึงความผิดปกติแน่ หากโดนทหารม้าหนักของพวกมันล้อมเอาไว้ล่ะก็... จะเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับ​เราเอาได้"

ขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น...ที่ไกลออกไปก็มีแสงไฟสว่างวาบขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าพวกมันรู้ตัวแล้ว

เหล่าพี่น้องทหารต่างเตรียมพร้อม รอเพียงแค่คำสั่งจากแม่ทัพ ก็พร้อมที่จะถอนตัวออกจากที่นี่ทันที

ทว่า...พวกเขากลับเห็นท่านแม่ทัพของตนพลิกตัวขึ้นหลังม้า พร้อมไอสังหารที่แผ่ซ่านออกจากร่างของเขา

เฉินซานซือมองตรงไปยังกระโจมบัญชาการกลางที่อยู่เบื้องหน้า น้ำเสียงดังกึกก้องราวกับเสียงกลองศึก

"ไม่มีแม้แต่เทพยุทธสักคน...แค่คนสองหมื่นยังกล้ามาตั้งค่ายอยู่ต่อหน้าข้างั้นรึ?!" (ห้าวจัด…พระเอกเรา)​

"ทหารม้าเร็วทั้งแปดร้อยนายฟังคำสั่ง!"

"ตามข้าบุกทะลวงค่ายกลางของพวกคนเถื่อน…สังหารแม่ทัพ และจับเป็นหยูเหวินเฉิงเจา!"

"อะไรนะขอรับ?!" ฉู่ซื่อสงถึงกับตะลึงตาตั้ง

"ท่านแม่ทัพ! พวกมันมีทหารตั้งสองหมื่นนายนะขอรับ"

"ไม่ต้อง​กังวล ข้าสามารถเด็ดหัวแม่ทัพศัตรูท่ามกลางกองทัพนับหมื่นได้อยู่แล้ว!"

เฉินซานซือเอ่ย เเล้วค่อยๆยกหอกยาวขึ้น

"พวกเจ้ามีหน้าที่แค่บุกทะลวงเข้าไปเท่านั้น อ้อ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง...ให้เขียนสาส์นส่งไปกับวิหคคราม สั่งให้ค่ายหงเจ๋อที่อยู่ในกำแพงเมืองยกพลออกมาทั้งหมด! ก่อนฟ้าสาง จะต้องมาถึงเพื่อรับช่วงต่อที่ฐานที่มั่นในภูเขาเสือแห่งนี้!"

แม้ว่าในตอนนี้จะยังไม่รู้ถึงเจตนาของพวกคนเถื่อน แต่เขาก็มั่นใจอยู่เรื่องหนึ่ง...ว่าจะมัวแต่นั่งรอความตายอยู่ในเมืองไม่ได้

ต้องยึดภูเขาเสือมาให้ได้ก่อน ถึงแม้ว่าในภายหลังจะต้องยกทัพไปช่วยเหลือเมืองโหยวโจว ก็ยังสามารถรับประกันได้ว่าเมืองเหลียงโจวจะไม่ถูกโจมตี!

เฉินซานซือเฝ้าสังเกตการณ์ภูเขาเสือมาเกือบสองเดือนแล้ว

ตอนแรกเขาคิดว่า ในเมื่อมีคนระดับอัครเสนาบดีอยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็น่าจะมีระดับเทพยุทธคุมทัพอยู่ด้วยสักคน แต่ผลกลับกลายเป็นว่าไม่มี

ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแก่นแท้สวรรค์ขั้นบรรลุสามคน...

ฟังดูแล้วน่าเกรงขามก็จริง แต่สำหรับเฉินซานซือในตอนนี้...เขาไม่ใช่แม่ทัพขั้นเปิดชีพจรที่เวลาทำสงครามจะต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ และเค้นสมองเพื่อหาจุดอ่อนของศัตรูอีกต่อไปแล้ว

ตราบใดที่ยังไม่ถึงระดับเทพยุทธ...ณ ตอนนี้ ไม่มีผู้ใดสามารถขวางทางเขาได้!

ขอแค่ไม่สามารถกักขังเขาไว้ได้…กำลังพลมากมายแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์!

สู้จนหมดแรงรึ?

เขาเพิ่งจะกินยาเม็ดบำรุงพลังเข้าไป จะมีเรื่องหมดแรงเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?!

"ย่าห์!"

โดยไม่รอให้เหล่าทหารใต้บังคับบัญชาได้ทันตั้งตัว ร่างในชุดคลุมขาวบนอาชาสีขาวก็พลันหายลับเข้าไปในความมืดมิดที่เต็มไปด้วยเกล็ดหิมะ

มุ่งตรงไปยังที่ที่มีแสงไฟสว่างจ้า

ที่นั่น...คือกระโจมบัญชาการกลางของค่ายศัตรู!

"ท่านแม่ทัพ!" ฉู่ซื่อสงอ้าปากค้าง

คนตั้งสองหมื่น…บุกเข้าไปก็มีแต่ตายกับตายไม่ใช่รึไง?!

ถึงแม้จะเป็นระดับแก่นแท้สวรรค์ขั้นสมบูรณ์ สังหารคนได้สักพันกว่าคนก็คงจะหมดแรงแล้ว ยิ่งถ้าหากอีกฝ่ายมีขุนศึกระดับเดียวกันด้วย อย่างมากก็คงจะสังหารได้แค่ไม่กี่ร้อยคน!

ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายมีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแก่นแท้สวรรค์ถึงสามคน!

บวกกับคนอีกสองหมื่น…ถึงแม้จะเข้าไปกันทั้งแปดร้อยคน ก็ยังไม่พอให้พวกมันยัดฟันด้วยซ้ำ!

ก่อนที่จะมาถึงเมืองเหลียงโจว

ภาพของแม่ทัพผู้นี้ในความคิดของฉู่ซื่อสง ส่วนใหญ่จะเป็นภาพของยอดนักวางแผน

ใครจะไปคาดคิดว่าเขาจะมีด้านที่ห้าวหาญบ้าบิ่นถึงเพียงนี้

ไม่สิ... นี่มันไม่ใช่แค่กล้าหาญแล้ว นี่มันคือการกระทำของพวกบ้าดีเดือดชัดๆ!

ถึงแม้จะเป็นเทพยุทธ ในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้สวรรค์ถึงสามคน ก็ยังไม่กล้าบุกเข้าไปมั่วซั่วแบบนี้เลย!

"พูดได้ดี!"

"ท่านแม่ทัพบอกว่าพวกมันเป็นแค่สวะ! ถ้าอย่างนั้นต่อให้พวกมันมีเป็นแสน ก็ยังคงเป็นแค่สวะอยู่ดี!"

"ฆ่า!"

ถึงแม้จะไม่เข้าใจ...แต่เซี่ยฉงและคนอื่นๆ ก็ไม่เคยคาดเดาใจของท่านแม่ทัพได้อยู่แล้ว

พวกเขารู้เพียงแค่ว่า...เชื่อฟังคำสั่ง

เฉินซานซือแล้วจะมีชัยชนะเสมอ!

นี่แหละคือผลจากชื่อเสียงและบารมี!

คือขวัญกำลังใจที่ไม่มีใครเทียบได้!

ถึงแม้จะมีเพียงแปดร้อยคน แต่พวกเขาก็จัดทัพด้วยความเชื่อมั่นว่าจะต้องชนะ และทะยานมุ่งหน้าสู่ค่ายศัตรูพร้อมกับไอสังหารที่คละคลุ้งและเสียงกีบม้าที่ดังกึกก้องราวกับสายฟ้า

ทหารม้าเร็วแปดร้อยนาย บุกค่ายศัตรูท่ามกลางหิมะโปรย!

….

ณ กำแพงเมือง เมืองเหลียงโจว

องค์ชายหกเฉาฮวนทรงลงมาดูแลงานด้วยพระองค์เอง ทุกวันจะทรงสอบถามสถานการณ์ที่แนวหน้าอย่างละเอียด รอเพียงแค่ข่าวสถานการณ์ของข้าศึกนอกภูเขาเสือ เพื่อที่จะได้ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วที่สุด

"องค์ชาย แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"

"เหยี่ยวไห่ตงนำข่าวกลับมา!"

"ตอนนี้ท่านแม่ทัพเฉิน…นำทหารม้าเร็วแปดร้อยนายบุกเข้าค่ายข้าศึกไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! บอกว่าจะยึดภูเขาเสือให้ได้ภายในคืนนี้ เพื่อให้กองทัพของเราสามารถรุกคืบและสนับสนุนเมืองโหยวโจวในภายหลังได้สะดวก"

"เจ้าว่าอะไรนะ?!" เฉาฮวนกระชากสาส์นข่าวมาดู

"นี่มันอะไรกัน…ข้าให้เขาไปลาดตระเวนหยั่งเชิง ไม่ได้ให้เขาไปทำลายล้างข้าศึกนะ!"

……………………

จบบทที่ บทที่ 244 : แปดร้อย ทะลวง สองหมื่น

คัดลอกลิงก์แล้ว