- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งไท่ชาง
- บทที่ 480 - สามยอดบัณฑิต
บทที่ 480 - สามยอดบัณฑิต
บทที่ 480 - สามยอดบัณฑิต
บทที่ 480 - สามยอดบัณฑิต
◉◉◉◉◉
หลังจากขานชื่อซ้ำเป็นครั้งที่สาม หวังหมินจิ้งรองเจ้ากรมพิธีการทูตก็นำทางเหวินเจิ้นเหมิงจอหงวนป้ายแดงเดินไปตามแกนกลางของทางเดินหลวง จากปลายสุดของลานพระที่นั่งหวงจี๋เตี้ยนตรงเข้าสู่หน้าพระที่นั่ง
ภายในพระที่นั่ง จูฉางลั่วฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าหมิงกำลังแย้มพระสรวลอย่างอบอุ่น ประทับนั่งอยู่บนจุดสูงสุดของงานพิธี มองลงมายังเหวินเจิ้นเหมิงที่ค่อยๆ เดินใกล้เข้ามา ทางด้านซ้ายมือของฮ่องเต้ มีจูโย่วเสี้ยวผู้เป็นองค์รัชทายาทซึ่งแม้จะยังไม่ได้แต่งตั้งอย่างเป็นทางการแต่ก็เป็นที่แน่นอนแล้วยืนอยู่ ถัดไปคือจูโย่วเจี่ยนพระอนุชาต่างมารดา ส่วนทางด้านขวาเยื้องไปทางด้านหลังของฮ่องเต้ คือที่ยืนของหวังอันหัวหน้าขันทีผู้ถือตราประทับแห่งกรมพิธีการ ซึ่งเปรียบเสมือนพ่อบ้านใหญ่ของราชวงศ์และเสนาบดีเงาของจักรวรรดิ
วินาทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู หัวใจของเหวินเจิ้นเหมิงพลันบังเกิดความรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอก เพียงชั่วพริบตาเขาก็ประทับภาพเหตุการณ์ตรงหน้าลงในสมองอย่างแม่นยำ
"ท่านจอหงวนเหวิน ขอบพระทัยฝ่าบาทเสียสิ" สวีกวงฉี่เจ้ากระทรวงพิธีการเห็นเหวินเจิ้นเหมิงยืนนิ่งไม่ยอมกราบ จึงเอ่ยปากเตือนเสียงเบา
เหวินเจิ้นเหมิงได้สติ รีบกระทำพิธีเบญจางคประดิษฐ์กราบห้าครั้งโขกศีรษะสามครั้งต่อฮ่องเต้ "กระหม่อม เหวินเจิ้นเหมิง กราบขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทพะยะค่ะ!" สอบผ่านระดับจูเหรินตั้งแต่วัยหนุ่มด้วยพรสวรรค์อันโดดเด่น แต่ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการสอบระดับฮุ่ยซื่อถึงเก้าครั้ง ปณิธานอันแรงกล้าไม่เคยได้รับการตอบสนอง จนกระทั่งวันนี้ได้ผงาดเป็นที่หนึ่งในแผ่นดิน อารมณ์ความรู้สึกนานัปการประดังประเดเข้ามาในหัวใจ สุดท้ายกลั่นตัวเป็นน้ำตาไหลพรากออกมาจากเบ้าตา
จูฉางลั่วขยับริมฝีปากตรัส แต่ไม่ใช่คำว่า "ลุกขึ้น" ธรรมดา "เฟ้นหาคนเก่งใช้งานคนมีความสามารถ จนเหล่าปราชญ์เข้ามาเต็มท้องพระโรง ใครเล่าเหมาะสมจะเป็นเสนาบดี ใครเล่าเหมาะสมจะเป็นขุนพล ใครเล่าเหมาะสมจะปกครองราษฎร ใครเล่าเหมาะสมจะบริหารการคลัง ใจของเราย่อมมีการจำแนกแยกแยะ จอหงวนเหวินลุกขึ้นเถอะ"
เหวินเจิ้นเหมิงตะลึงงัน คำตรัสของฮ่องเต้นี้ไม่เพียงบอกว่าเหวินเจิ้นเหมิงเป็นปราชญ์ที่เข้ามาเต็มท้องพระโรงจึงต้องเลือกเฟ้นเป็นพิเศษ แต่ยังเป็นการตอบประโยคหนึ่งที่เหวินเจิ้นเหมิงเขียนไว้ในข้อสอบหน้าพระที่นั่งที่ว่า ฝ่าบาททรงเฟ้นหาคนเก่งใช้งานคนมีความสามารถ จนเหล่าปราชญ์เข้ามาเต็มท้องพระโรงแล้ว แต่ใครเล่าเหมาะสมจะเป็นเสนาบดี ใครเล่าเหมาะสมจะเป็นขุนพล ใครเล่าเหมาะสมจะปกครองราษฎร ใครเล่าเหมาะสมจะบริหารการคลัง พระทัยของฝ่าบาทมีการจำแนกแยกแยะหรือไม่พะยะค่ะ?
เหวินเจิ้นเหมิงตื้นตันใจอย่างที่สุด เขาเคยได้ยินคนพูดกันว่าหลังการสอบหน้าพระที่นั่ง ฮ่องเต้ไม่จำเป็นต้องอ่านข้อสอบเสมอไป อาจจะตัดสินลำดับที่ตามรายชื่อที่คณะรัฐมนตรีส่งขึ้นไปเท่านั้น แต่ดูจากตอนนี้แล้ว ฮ่องเต้ไม่เพียงแต่อ่านบทความของเขาอย่างตั้งใจ แต่ยังจดจำเนื้อหาได้ท่อนหนึ่งด้วย นายเหนือหัวทรงเล็งเห็นในความรู้ความสามารถของเขา จึงได้เลือกเขาจากกระดาษคำตอบนับร้อยฉบับให้เป็นจอหงวน!
"กระหม่อม เหวินเจิ้นเหมิง กราบขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทพะยะค่ะ!" เหวินเจิ้นเหมิงสะกดกลั้นอารมณ์ที่อยากจะร้องไห้ แล้วโขกศีรษะอีกหลายครั้ง
"วันมงคลแบบนี้ อย่าร้องไห้สิ" จูฉางลั่วตรัสเสียงนุ่ม "เอาล่ะ ลุกขึ้นไปยืนประจำที่เถอะ"
"ขอบพระทัยฝ่าบาท!" เหวินเจิ้นเหมิงกลืนก้อนสะอื้นลงคอ แล้วเดินตามการนำของเว่ยเฉาหัวหน้าขันทีฝ่ายพิธีการอาวุโสไปยืนที่ด้านขวาของฐานบัลลังก์ซูมี นี่คือตำแหน่งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของโอรสสวรรค์อย่างแท้จริง
เมื่อเหวินเจิ้นเหมิงยืนประจำที่แล้ว สวีกวงฉี่ก็เริ่มขานรายชื่อต่อ "กลุ่มที่หนึ่งอันดับสอง ฟู่กว้าน!"
"กลุ่มที่หนึ่งอันดับสอง ฟู่กว้าน!" ขุนนางอาลักษณ์เก้านายถ่ายทอดชื่อของปั่งเหยี่ยนออกจากพระที่นั่งลงสู่ลานด้านล่าง
"กลุ่มที่หนึ่งอันดับสอง ฟู่กว้าน!" ขุนนางจัดระเบียบสี่สิบแปดนายกระจายข่าวสารนี้ออกไปทั่วทั้งลานกว้าง และแน่นอนว่าเข้าหูของฟู่กว้านด้วยเช่นกัน
หลังจากขานชื่อครบสามครั้ง ไม่นานนักปั่งเหยี่ยนหนุ่มก็เดินตัวสั่นเทาตามขุนนางกรมพิธีการทูตเข้ามาในพระที่นั่งหวงจี๋เตี้ยน
ฟู่กว้านเกิดในปีที่ยี่สิบสามรัชศกว่านลี่ ปีนี้อายุเพียงยี่สิบหกปี ในปีที่เขาเกิดนั้น มหาบัณฑิตหลิวอีจื้อเพิ่งสอบได้จิ้นซื่อและได้รับคัดเลือกเป็นราชบัณฑิตฝึกหัด ส่วนจอหงวนรุ่นนี้อย่างเหวินเจิ้นเหมิงก็เพิ่งจะลิ้มรสความผิดหวังจากการสอบตกฮุ่ยซื่อเป็นครั้งแรก
"กระหม่อม ฟู่กว้าน กราบขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทพะยะค่ะ!" ฟู่กว้านยังหนุ่มแน่นและเลือดร้อนกว่าเหวินเจิ้นเหมิงมาก ตอนที่เขาคุกเข่าลงกราบ ในใจไม่ได้มีความโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์ และไม่มีการสะอื้นไห้น้ำตาไหล มีเพียงเลือดลมอันพลุ่งพล่านที่กำลังสูบฉีดอย่างรุนแรงอยู่ในอก เลือดลมขุมนี้ชะล้างจิตวิญญาณของฟู่กว้าน ทำให้เขารู้สึกฮึกเหิมราวกับจะสามารถชะล้างเปลี่ยนแปลงโลกหล้าได้
"คนหนุ่มตั้งใจทำงานนะ" สำหรับฟู่กว้าน คำให้กำลังใจของฮ่องเต้ดูจะเป็นไปตามมารยาทเสียมากกว่า "ลุกขึ้นไปยืนเถอะ"
"ฟู่กว้าน ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทพะยะค่ะ!" ฟู่กว้านลุกขึ้น แล้วเดินไปยืนก้มหน้าสำรวมกิริยาอยู่ข้างกายเหวินเจิ้นเหมิงเอง
"กลุ่มที่หนึ่งอันดับสาม หลี่อวี๋ขุย!" นี่คือคนเดียวในสามอันดับแรกที่มาจากห้าอันดับแรกของการสอบฮุ่ยซื่อ
หลังขานชื่อสามครั้ง หลี่อวี๋ขุยก็เข้ามาในพระที่นั่งหวงจี๋เตี้ยน
"กระหม่อม หลี่อวี๋ขุย กราบขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทพะยะค่ะ!" หลี่อวี๋ขุยย่อมตื่นเต้นเช่นกัน ทุกย่างก้าวที่เดินขึ้นมาบนพระที่นั่งล้วนหนักแน่น
และความหนักแน่นของเขานั้น ก็หนักแน่นตามความหมายของตัวอักษรจริงๆ หลี่อวี๋ขุยสูงกว่าเจ็ดเซียะ แค่ดูรูปร่างที่สูงใหญ่บึกบึนกับคิ้วเข้มตาโตดั่งดวงดาว ก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่บัณฑิตหน้าขาวบอบบางทั่วไป แต่เป็นผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่ง
จูฉางลั่วรู้สึกสนใจขึ้นมา จึงถามหลี่อวี๋ขุยว่า "เจ้าเคยเล่นกล้ามมาหรือเปล่า"
หลี่อวี๋ขุยคุกเข่าอยู่กับพื้น มองเห็นแต่หน้าอกเสื้อของตัวเอง ไม่รู้เลยว่าฮ่องเต้กำลังตรัสกับตน
"ท่านทั่นฮวาหลี่ ฝ่าบาททรงตรัสถามท่านอยู่" ขันทีใหญ่ข้างพระวรกายเตือนด้วยความหวังดี
"ทูล..." หลี่อวี๋ขุยรู้สึกเหมือนเลือดลมตีขึ้นหน้า เสียงจุกอยู่ในลำคอ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าในพิธีประกาศรายชื่อบัณฑิตจะมีช่วงตอบคำถามด้วย อีกอย่าง ไอ้ "เล่นกล้าม" นี่มันคืออะไรกัน
"เจ้าไม่ต้องตื่นเต้นหรอก" จูฉางลั่วหัวเราะ "ตัวโตอย่างกับเสือ ไม่เห็นต้องตัวสั่นเป็นลูกแมวเลย"
หลี่อวี๋ขุยเข้าใจแล้วว่า "เล่นกล้าม" ที่ฮ่องเต้หมายถึงคือการฝึกร่างกายให้กำยำ หลี่อวี๋ขุยไม่ได้ตั้งใจเล่นกล้าม แต่ถ้าขยายความออกไปก็คือการฝึกวรยุทธ์นั่นเอง
"ทูลฝ่าบาท" พอตั้งสติได้ ทั่นฮวาหลี่ก็หายสั่น "คัมภีร์โจวหลี่ กล่าวว่า การสอนลูกหลานขุนนางด้วยหลักธรรม คือการสอนศิลปวิทยาการทั้งหก หนึ่งคือจารีตห้าประการ สองคือดุริยางค์หกแขนง สามคือการยิงธนูห้าท่า สี่คือการบังคับรถม้าห้าวิธี ห้าคืออักษรหกชนิด หกคือการคำนวณเก้าแบบ กระหม่อมยึดถือจารีตโบราณ หมั่นฝึกฝนศิลปวิทยาการทั้งหกเพื่อขัดเกลาร่างกายเจ็ดเซียะนี้ อีกทั้งเพื่อตอบโจทย์สอบของฝ่าบาทที่ว่า 'บุ๋นขยายอำนาจด้วยบู๊ บู๊สงบราบคาบด้วยบุ๋น' พะยะค่ะ"
"โอ้โห ต้าหมิงของเรากำลังจะมีขุนพลบัณฑิตเกิดขึ้นแล้วสินะ" จูฉางลั่วหัวเราะชอบใจ "มาๆๆ เงยหน้าขึ้นมา ให้เราดูหน้าเจ้าชัดๆ หน่อย"
"กระหม่อมน้อมรับพระราชโองการ" หลี่อวี๋ขุยยืดตัวขึ้น เงยหน้าขึ้นมา แต่ไม่กล้าสบตาฮ่องเต้ตรงๆ
"น่าเสียดายจริง" จูฉางลั่วยังคงยิ้มอยู่
เพราะคำว่า "น่าเสียดาย" สามคำนี้ หัวใจของหลี่อวี๋ขุยก็เริ่มเต้นรัวอีกครั้ง "กระหม่อมบังอาจทูลถามฝ่าบาท หน้าตาของกระหม่อมมีตรงไหนผิดแปลกไปหรือพะยะค่ะ" เพื่อให้ตัวเองดูไม่ป่าเถื่อนเกินไป ก่อนจะเข้าสอบหน้าพระที่นั่งหลี่อวี๋ขุยได้ให้คนโกนหนวดเคราออกจนเกลี้ยงเกลาตามสมัยนิยมของบัณฑิตแล้วเชียว
จูฉางลั่วส่ายหน้าเบาๆ "หุ่นแบบเจ้า หน้าตาแบบเจ้า ไม่ควรไปเป็นบัณฑิตอาลักษณ์เลย ไปเป็นผู้บัญชาการทหารหรือข้าหลวงตรวจการน่าจะเหมาะกว่า แต่ตามธรรมเนียมปฏิบัติของบรรพชน ทั่นฮวาต้องไปรับตำแหน่งผู้เรียบเรียงในสำนักอาลักษณ์ น่าเสียดายจริงๆ" จูฉางลั่วแกล้งถอนหายใจ แล้วโบกมือว่า "ไปยืนเข้าที่เถอะ"
"ขอบพระทัยฝ่าบาท" หลี่อวี๋ขุยดีใจมาก แม้ฮ่องเต้จะบอกว่าน่าเสียดาย แต่นี่ชัดเจนว่าเป็นคำชมจากพระโอษฐ์ เขารีบโขกศีรษะขอบคุณ แล้วลุกขึ้นไปยืนต่อหลังฟู่กว้าน
ถึงตรงนี้ พิธีการเข้าเฝ้าขอบคุณของสามอันดับแรกก็ถือว่าเสร็จสิ้น และส่วนที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวใจหลักของพิธีประกาศรายชื่อบัณฑิตก็จบลงแล้ว
เมื่อหลี่อวี๋ขุยถือแผ่นป้ายประจำตัวยืนเข้าที่เรียบร้อย สวีกวงฉี่ก็ขานประกาศต่อ
"พระราชทานตำแหน่งบัณฑิตจิ้นซื่อชูเซินแก่หวงเต้าโจวและพวกรวมห้าสิบเจ็ดคน!"
"พระราชทานตำแหน่งถงจิ้นซื่อชูเซินแก่เฉียนจิ้งจงและพวกรวมหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเอ็ดคน!"
สำหรับการประกาศรายชื่อกลุ่มที่สองและกลุ่มที่สามนั้น เป็นเพียงการประกาศรวมๆ รอบเดียว และทุกคนไม่ต้องก้าวออกมาเข้าเฝ้าขอบคุณฮ่องเต้
เมื่อประกาศจบ สามอันดับแรกเดินไปที่หน้าฐานบัลลังก์ซูมีเพื่อขอบคุณพระมหากรุณาธิคุณอีกครั้ง ส่วนเหล่าบัณฑิตจิ้นซื่อที่อยู่นอกพระที่นั่งก็ทำความเคารพขอบคุณเช่นกัน
เสียงดนตรีดังขึ้นอีกครา ฮ่องเต้ลุกจากที่ประทับ พาพระโอรสทั้งสองและเหล่าขันทีเสด็จกลับเข้าวังฝ่ายใน พิธีประกาศรายชื่อสิ้นสุดลง แต่ความยิ่งใหญ่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ มันกำลังจะเคลื่อนจากสวรรค์ลงสู่โลกมนุษย์ และเริ่มจุดพีคระลอกใหม่
หลังจากฮ่องเต้เสด็จกลับไปแล้ว สวีกวงฉี่ก็กลับมาสวมบทบาทเสนาบดีกรมพิธีการตามเดิม ต้องใช้ฐานะนี้เท่านั้น เขาถึงจะสามารถแสดงบทบาทตัวแทนของฮ่องเต้ในพิธีการขั้นต่อไปได้
สวีกวงฉี่วางพระราชโองการประกาศรายชื่อลง แล้วนำสามอันดับแรกเดินออกจากพระที่นั่ง
ในเวลานี้ อัครมหาเสนาบดีฟางฉงเจ๋อก็ม้วนเก็บแผ่นประกาศสีเหลืองทองที่จารึกชื่อของคนสองร้อยสามสิบเอ็ดคนไว้ แล้วประคองไว้ในมือ รอจนสวีกวงฉี่หยิบถาดลายเมฆมงคลขึ้นมาจากโต๊ะ ฟางฉงเจ๋อก็เดินเข้าไปหา แล้ววางม้วนประกาศลงบนถาดอย่างเคร่งขรึม นี่เรียกว่าพิธีถาดเมฆรองรับประกาศ
ร่มฉัตรและวงดนตรีนำขบวนเตรียมพร้อมอยู่แล้ว รอเพียงสวีกวงฉี่และสามอันดับแรกมาถึงตำแหน่งที่กำหนด
ร่มผ้าไหมนำหน้า กลองดนตรีตามหลัง สวีกวงฉี่ประคองถาดเมฆที่มีม้วนประกาศเดินลงจากฐานไพทีหินอ่อนขาวอย่างระมัดระวัง ในขณะเดียวกัน บัณฑิตใหม่ทั้งหลายก็เดินตามการนำของขุนนางกรมพิธีการทูตเข้ามา แล้วค่อยๆ รวมกลุ่มกันที่ด้านหลังของสามอันดับแรก
เมื่อบัณฑิตใหม่คนสุดท้ายหันหน้ามุ่งสู่ประตูหวงจี๋เหมิน ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายบุ๋นและบู๊ที่ยังยืนอยู่บนฐานไพทีหินอ่อนขาวก็เดินตามลงมาเรียงแถวต่อจากเหล่าบัณฑิตตามลำดับขั้น มุ่งหน้าเดินออกจากวัง
จากนั้น ขุนนางบุ๋นและบู๊นับพันคนก็ทยอยกลับหลังหันไล่เรียงจากทิศเหนือลงสู่ทิศใต้ จนกระทั่งขุนนางระดับเก้าและขุนนางไร้ระดับที่อยู่ท้ายแถวเริ่มเดินตามขบวนออกจากวังไปอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร ขบวนเกียรติยศหัวแถวก็เดินไปถึงประตูอู๋เหมินแล้ว
เสนาบดีกรมพิธีการสวีกวงฉี่ผู้ประคองม้วนประกาศและสามอันดับแรกแห่งการสอบรอบพิเศษ ภายใต้การคุ้มครองของขบวนเกียรติยศฮ่องเต้ เดินผ่านประตูอู๋เหมินทางช่องกลางอย่างผ่าเผย ส่วนบัณฑิตคนอื่นๆ ในรุ่นนี้และเหล่าขุนนางทั้งหลาย ยังคงต้องเดินแยกออกทางประตูข้างซ้ายขวาตามกฎระเบียบเดิม
นี่เป็นครั้งแรกที่สามอันดับแรกได้เดินผ่านช่องกลางของประตูอู๋เหมิน และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของพวกเขา เว้นแต่ว่าพวกเขาจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเสนาบดีกรมพิธีการผู้ดูแลตราประทับและรับผิดชอบการสอบขุนนางได้อย่างสวีกวงฉี่ แต่ต่อให้มีวันนั้นจริงๆ พวกเขาก็ไม่ได้เดินผ่านในฐานะส่วนตัว แต่เดินผ่านในฐานะตัวแทนของฮ่องเต้ ปฏิบัติตามหน้าที่ผ่านประตูไปเหมือนทหารนำขบวนเหล่านั้น แม้จะได้ผ่านช่องกลางแต่ก็ไร้ซึ่งเกียรติยศ เป็นเพียงตัวประกอบและผู้ส่งสารเท่านั้น
สถานที่ติดประกาศรายชื่อบัณฑิตคือประตูฉางอันตะวันออกที่อยู่สุดทางของระเบียงพันก้าว เมื่อไปถึงที่นั่น จอหงวนเหวินเจิ้นเหมิงจะนำเหล่าบัณฑิตแสดงละครฉาก ชมประกาศ
ม้วนประกาศสีเหลืองทองที่เขียนชื่อและลำดับที่ของบัณฑิตสองร้อยสามสิบเอ็ดคนใบนี้ จะถูกปิดไว้บนกำแพงวังเป็นเวลาสามวัน หลังจากสามวัน เหล่าบัณฑิตจะไปเซ่นไหว้ศาลขงจื๊อ เมื่อถึงตอนนั้นม้วนประกาศก็จะถูกเก็บส่งไปที่คณะรัฐมนตรี แล้วคณะรัฐมนตรีจะส่งต่อไปเก็บรักษาอย่างถาวรที่สำนักการศึกษาหลวง เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตรวจสอบ
◉◉◉◉◉
เมื่อแสดงฉากชมประกาศจบ ก็จะเป็นพิธี แห่ขุนนางใหม่ไปตามถนนหลวง ที่กรมพิธีการและกรมมหาดไทยร่วมกันจัดขึ้น ในละครฉากใหญ่นี้ สามอันดับแรกจะสวมชุดมงคลที่กรมพิธีการจัดเตรียมไว้ ขี่ม้าตัวใหญ่เดินผ่านถนนสายหลักในเมือง และรับการแสดงความยินดีจากชาวบ้านร้านถิ่นตลอดสองข้างทาง
แต่ทว่า เช่นเดียวกับพิธีในพระที่นั่ง พิธีแห่ขุนนางใหม่ยังคงเป็นงานเฉลิมฉลองของบัณฑิตใหม่เท่านั้น แทบไม่เกี่ยวข้องกับขุนนางที่มีตำแหน่งอยู่แล้วเลย นอกจากขุนนางผู้น้อยจากกรมพิธีการและกรมมหาดไทยที่ถูกส่งมาจัดงาน ขุนนางจากหน่วยงานอื่นหลังจากดูการติดประกาศเสร็จก็ควรแยกย้ายกันกลับหน่วยงาน เปลี่ยนชุดเป็นชุดทำงานปกติแล้วทำงานต่อได้แล้ว
หยวนฮว่าจงผู้ตรวจการมณฑลเหอหนานสังกัดสำนักผู้ตรวจการ คือหนึ่งในขุนนางที่ไม่เกี่ยวข้องเหล่านั้น หยวนฮว่าจงหมดความสนใจในพิธีประกาศรายชื่อบัณฑิตไปนานแล้ว เหลือเพียงความอยากรู้อยากเห็นเล็กน้อย ถ้าการเข้าร่วมพิธีไม่ใช่กฎข้อบังคับสำหรับขุนนางในเมืองหลวง แต่ให้เลือกได้ว่าจะมาหรือไม่มา เขาคงไม่มาให้เสียเวลา ทั้งไกลทั้งเบียดแถมยังต้องตื่นเช้า บ้าบอที่สุด
แต่พูดก็พูดเถอะ การที่บัณฑิตเฒ่าที่เพิ่งถามชื่อทำความรู้จักกันบังเอิญได้เป็นจอหงวน ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเป็นลางดีและเซอร์ไพรส์อยู่นิดหน่อย
ด้วยความรู้สึกเซอร์ไพรส์เล็กๆ นี้ หยวนฮว่าจงพกสมุดถวายฎีกาที่เขียนเสร็จแล้ว เดินผ่านประตูฉางซีเหมินและประตูกงเซิงเหมิน ตรงไปยังกรมส่งเสริมการปกครองที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของระเบียงพันก้าว
"ท่านมาถวายฎีกาใช่ไหมขอรับ" เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูมองปราดเดียวก็รู้ว่าขุนนางสวมชุดระดับหกหรือเจ็ดผู้นี้ไม่ใช่เจ้านายในหน่วยงานตน
"ข้ามาถวายฎีกา" หยวนฮว่าจงไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่ขวางมาก่อน จึงแปลกใจเล็กน้อย "มีปัญหาอะไรหรือเปล่า"
"ไม่มีปัญหาหรอกขอรับ" เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูประสานมือยิ้ม "เพียงแต่ท่านมาเช้าเกินไป ในที่ทำการตอนนี้ยังไม่มีเจ้านายมาเลยขอรับ" กรมส่งเสริมการปกครองมีหน้าที่รับส่งฎีกาจากภายในและภายนอก ตรวจสอบและปิดผนึกฎีกา งานประจำวันคือการรับและส่งเอกสารราชการ จุดเด่นคือใครก็เข้าได้ ขอแค่มีของยืนยันตัวตน แม้แต่บ่าวรับใช้ที่ไม่สวมชุดขุนนางก็ยังเข้ามาถวายฎีกาแทนเจ้านายได้
"งั้นข้ารอตรงนี้สักพักแล้วกัน" หยวนฮว่าจงรีบเดินมาจริงๆ แต่ก็คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะเดินเร็วกว่าขุนนางเจ้าถิ่นของกรมส่งเสริมการปกครอง
"ท่านไม่ต้องรอตรงนี้หรอกขอรับ เข้าไปนั่งรอข้างในเถอะ" เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูหลีกทางให้ พร้อมเตือนว่า "ตึกซ้ายส่งถีเปิ่น ตึกขวาส่งโจ้วเปิ่นนะขอรับ"
"ขอบใจที่เตือน" หยวนฮว่าจงย่อมรู้กฎของกรมส่งเสริมการปกครองดี แต่ก็ขอบคุณอย่างเป็นมิตร
"ท่านเกรงใจไปแล้ว" เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูก็ประสานมือยิ้มตอบ
หยวนฮว่าจงรอไม่นานนัก เขาแค่นั่งรอในตึกซ้ายหรือตึกที่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ฝ่ายซ้ายไม่ถึงครึ่งเค่อ หยวนเขอลี่เจ้าหน้าที่ฝ่ายซ้ายก็กลับมาแล้ว เวลานี้หยวนฮว่าจงไม่ใช่คนเดียวที่นั่งรอในลานอีกต่อไป ก่อนที่หยวนเขอลี่จะมาถึง มีขุนนางที่มีเรื่องจะกราบทูลแวะมาส่งฎีกาอีกหลายคน แม้แต่เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูที่คุยกับหยวนฮว่าจงเมื่อครู่ก็เข้ามาด้วย เขามาช่วยเจ้าหน้าที่ม้าเร็วส่งฎีกาจากนอกเมืองหลวง
ตามหลักการแล้ว การทำงานราชการปกติขุนนางต้องสวมชุดทำงาน แต่เมื่อเห็นว่ามีคนมารอส่งฎีกาอยู่หลายคน แถมยังไม่ได้เปลี่ยนชุดกัน หยวนเขอลี่ก็เลยเกรงใจที่จะขอตัวไปเปลี่ยนชุดก่อน
"ทุกท่านเชิญเข้ามาทีละคนตามลำดับก่อนหลังครับ" หยวนเขอลี่กวักมือเรียกขุนนางที่นั่งรออยู่ในลาน หยวนฮว่าจงก็ลุกขึ้นตามเข้าไปอย่างไม่ยอมใคร
"หยวนหมินเสีย ทำไมเป็นเจ้าอีกแล้วเนี่ย" หยวนเขอลี่กับหยวนฮว่าจง คนหนึ่งเป็นคนเหอหนาน อีกคนเป็นคนซานตง ไม่ได้เกี่ยวดองเป็นญาติกัน ก่อนหยวนเขอลี่จะกลับมารับราชการในเมืองหลวงทั้งสองก็ไม่เคยเจอกันมาก่อน แต่พอได้ติดต่อกันไปมาบ่อยเข้า ทั้งสองก็เลยรู้จักกัน
"ท่านเจี๋ยหวนคงจะเบื่อข้าแล้วสินะ" หยวนฮว่าจงล้วงถีเปิ่นออกมาจากอกเสื้อวางบนโต๊ะของหยวนเขอลี่
"ข้ากลัวเจ้าจะหาเรื่องใส่ตัวต่างหาก" หยวนเขอลี่หยิบสมุดลงทะเบียนออกมา เปิดไปที่หน้ารัชศกไท่ชางปีที่หนึ่ง เดือนสาม วันที่สิบแปด คัดลอกชื่อหัวข้อฎีกา ฎีกาขอให้ระงับข่าวลือในเมืองหลวง ลงไป แล้วหมุนสมุดลงทะเบียนให้หยวนฮว่าจงเซ็นชื่อ "เซ็นสิ"
[จบแล้ว]